ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่ห้า)

III. การดูหมิ่นพระวจนะแห่งพระเจ้า

วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อจากครั้งที่แล้วที่พูดถึงการสำแดงประการที่สิบของศัตรูของพระคริสต์—พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า  การสำแดงประการนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน  สองส่วนแรกได้สามัคคีธรรมไปแล้ว และวันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมในส่วนที่สาม นั่นคือ ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะแห่งพระเจ้า  ก่อนหน้านี้ได้มีการสามัคคีธรรมถึงการสำแดงและคำกล่าวบางประการเกี่ยวกับแง่มุมนี้ไปแล้ว ตัวอย่างเช่น ศัตรูของพระคริสต์กังขาในพระวจนะของพระเจ้า ไม่เชื่อพระวจนะเหล่านั้น และเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อพระวจนะเหล่านั้น โดยไร้ซึ่งองค์ประกอบของความเชื่อ และมีเพียงความกังขา การทดสอบ และการคาดเดาเท่านั้น  สรุปก็คือ ศัตรูของพระคริสต์ไม่ถือว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง และพวกเขาก็ไม่ปฏิบัติตามพระวจนะเหล่านั้น  เมื่อเผชิญกับเรื่องต่างๆ พวกเขาไม่แสวงหาหลักธรรมของการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขามักจะเก็บงำความกังขา ความรู้สึกคัดค้าน และการปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าเอาไว้ในหัวใจ  ทั้งหมดนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ที่ดูหมิ่นพระวจนะแห่งพระเจ้า  วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมเพิ่มเติมถึงท่าทีและการกระทำของศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระวจนะของพระเจ้าโดยลงลึกและเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เพื่อชำแหละว่าพวกเขาดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้าอย่างไรกันแน่  สำหรับเรื่องที่ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้านั้น พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อไปทีละประเด็น  วิธีนี้จะชัดเจนยิ่งขึ้นมิใช่หรือ?  (ใช่)  หากตอนนี้เราสามัคคีธรรมในภาพรวม และพวกเจ้ามีความสามารถในการจับใจความอยู่บ้าง มีขีดความสามารถเพียงพอ และมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ อีกทั้งได้รับความสว่างจากพระวจนะของพระเจ้าอยู่บ่อยครั้ง เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่เราได้สามัคคีธรรมไปก่อนหน้านี้ย่อมจะเพียงพอสำหรับพวกเจ้าอย่างแท้จริง  อย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีขีดความสามารถในการทำความเข้าใจความพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไปไม่ถึงระดับที่จะปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริงที่ต้องทำความเข้าใจได้  ดังนั้น พวกเราจึงจำเป็นต้องสามัคคีธรรมทีละประเด็น  หัวข้อนี้ถูกแบ่งออกหลายประเด็นย่อยอย่างเฉพาะเจาะจง

ก. พวกศัตรูของพระคริสต์แก้ไขดัดแปลงโดยพลการและตีความพระวจนะแห่งพระเจ้าไปตามอำเภอใจ

ประการแรกคือ พวกศัตรูของพระคริสต์แก้ไขดัดแปลงโดยพลการและตีความพระวจนะของพระเจ้าไปตามอำเภอใจ  ก่อนหน้านี้ พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงแง่มุมนี้ผ่านตัวอย่างเฉพาะบางประการไปแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการชำแหละโดยละเอียดและเจาะจง เป็นเพียงการกล่าวถึงผ่านๆ ก็ตาม  การสำแดงของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่แก้ไขดัดแปลงโดยพลการและตีความพระวจนะของพระเจ้าไปตามอำเภอใจคืออะไร?  ในประเด็นนี้ ศัตรูของพระคริสต์กระทำการอย่างไร?  จากมุมมองด้านธรรมชาติของพวกเขา ข้อเท็จจริงที่ว่าศัตรูของพระคริสต์สามารถแสดงพฤติกรรมเช่นนี้และปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเช่นนี้ย่อมบ่งชี้ว่า ในหัวใจของพวกเขาไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ และมิอาจล่วงเกินได้  ไม่ว่าพระเจ้าทรงแสดงพระวจนะแห่งความจริงในแง่มุมใด ไม่ว่าพระวจนะนั้นจะดูเรียบง่ายหรือลึกซึ้งสำหรับผู้คน นั่นก็ยังคงเป็นพระวจนะของพระเจ้า เป็นความจริง และเชื่อมโยงกับการเข้าสู่ชีวิต การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย และความรอดของคนเราอย่างแยกไม่ออก  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้มองเช่นนี้ ในหัวใจของพวกเขาไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ และพวกเขาก็ไม่มีการรับรู้หรือความเข้าใจเช่นนั้นด้วย  พวกเขาไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้ามีความสำคัญยิ่งต่อการเข้าสู่ชีวิตของคนเรา  ตรงกันข้าม พวกเขาเชื่อว่า เมื่อมองอย่างผิวเผิน พระวจนะของพระเจ้าดูเป็นเพียงคำพูดของมนุษย์ และธรรมดามาก  พระวจนะเหล่านั้นดูเหมือนสำคัญมากก็เพียงเพราะผู้ที่ติดตามพระเจ้าทุกคน พระนิเวศของพระเจ้า และคริสตจักรได้ตีตราพระวจนะเหล่านั้นว่าเป็น “พระวจนะของพระเจ้า” เท่านั้น  แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อมองอย่างผิวเผิน พระวจนะของพระเจ้าก็ดูเหมือนวลีทั่วไปที่ผู้คนมักพูดกันบ่อยๆ  โดยแท้แล้ว พระวจนะเหล่านี้มีองค์ประกอบของภาษามนุษย์ มีตรรกะ ความคิด และการเลือกใช้ถ้อยคำของภาษามนุษย์ รวมถึงภาษาพูด สำนวน คำกล่าว และแม้กระทั่งสุภาษิตสองวรรคบางประการ  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้มองว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เกินหยั่งถึง หรือลึกซึ้งอย่างที่คนเราอาจจินตนาการไว้ ไม่เหมือนพระคัมภีร์ในตำนานจากสวรรค์  สำหรับพวกเขาแล้ว พระวจนะเหล่านั้นเป็นเพียงถ้อยคำธรรมดาและเรียบง่าย  ดังนั้นหลังจากพินิจพิเคราะห์อย่างหนัก ท้ายที่สุดพวกเขาก็ได้คำนิยามในหัวใจของตนว่า พระวจนะเหล่านี้เป็นเพียงภาษาที่เรียบง่าย ค่อนข้างสัมพันธ์กับชีวิตจริง เป็นสิ่งที่ผู้เชื่อควรอ่าน เป็นคำพูดที่สามารถช่วยในเรื่องพฤติกรรมและความเชื่อของคนเราได้  หลังจากอ่านมามากมาย นี่คือข้อสรุปที่พวกเขาได้มา  แม้กระทั่งศัตรูของพระคริสต์และคนที่ถือตนเองเป็นใหญ่บางคนก็ยังหยิบพระวจนะของพระเจ้ามาอ่านคราวละหลายบทหลายหน้า  บางคนถึงกับอ่านหนังสือพระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนังตั้งแต่ต้นจนจบภายในหนึ่งเดือน ทิ้งความประทับใจที่ลึกซึ้งบางอย่างไว้ในความคิดและจิตใจของพวกเขา  พวกเขาได้รับความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับคำศัพท์ฝ่ายวิญญาณบางคำ น้ำเสียงและลักษณะการตรัสของพระเจ้า และแม้กระทั่งเนื้อหาของพระวจนะของพระเจ้าในช่วงระยะต่างๆ  หลังจากอ่านแล้ว พวกเขาก็กล่าวว่า “พระวจนะของพระเจ้าก็งั้นๆ  ฉันอ่านรวดเดียวจบ และเข้าใจเนื้อหาทั่วไปของแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าแล้ว  ดังนั้น พระวจนะของพระเจ้าจึงไม่ได้ลึกซึ้งขนาดนั้น  การระดับพระวจนะของพระเจ้าว่าความจริง เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในการเข้าสู่ชีวิตของผู้คนดูจะเกินจริงไปหน่อย”  ด้วยเหตุนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะมองพระวจนะเหล่านี้อย่างไร คำนิยามสุดท้ายที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาก็คือ พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้ลึกซึ้งหรือเข้าใจยากอย่างที่ผู้คนจินตนาการ  คนที่มีการศึกษาและมีตาย่อมเข้าใจพระวจนะเหล่านี้ได้  หลังจากอ่านซ้ำไปซ้ำมา พวกเขาไม่เพียงไม่ยอมรับหรือเข้าใจความจริงต่างๆ เกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิตที่ผู้คนควรเข้าใจจากพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้ได้รับความรู้แจ้ง การบำรุงเลี้ยง และความช่วยเหลือจากพระวจนะเท่านั้น แต่พวกเขายังรู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าห่างไกลจากความจริงและพระคัมภีร์จากสวรรค์อีกด้วย  หลังจากได้ข้อสรุปเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็ยิ่งดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นไปอีก  พวกเขาเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นเพียงเท่านี้ พระเจ้าก็ทรงเป็นเพียงเท่านี้ และความจริงก็เป็นเพียงเท่านี้  ท่าทีและความเข้าใจดังกล่าวทำให้จุดยืนในใจที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระวจนะของพระเจ้าและหนังสือพระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนังนำพวกเขาไปสู่การดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้าและความจริงมากยิ่งขึ้น  พวกเขาใช้ความรู้และสติปัญญาของตน พึ่งพาความทรงจำและความฉลาดหลักแหลมของตนในการรีบจับความเข้าใจเนื้อหาและสิ่งที่เรียกว่าหลักธรรมของพระวจนะเหล่านี้ ตลอดจนน้ำเสียง รูปแบบ และการเลือกใช้ถ้อยคำบางส่วนที่ใช้ในพระวจนะเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงสำนวนและวลีที่ใช้กันทั่วไปด้วย  หลังจากนั้น พวกเขาก็รู้สึกว่าตนเองได้บรรลุทุกสิ่งและมีทุกอย่างแล้ว  ความเข้าใจและท่าทีเช่นนั้นนำพวกเขาไปสู่การดูหมิ่นและตั้งคำถามต่อพระวจนะของพระเจ้าอยู่ในใจโดยไม่ยั้งคิดมากยิ่งขึ้น รวมถึงกังขาในอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น

เมื่อมองจากธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ คนเราย่อมเห็นได้ว่าพวกเขารังเกียจความจริง ดูหมิ่นสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก ดูหมิ่นความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระเจ้า รวมถึงดูหมิ่นความสัตย์ซื่อ ความแท้จริง และความน่ารักของพระเจ้า  ความดูหมิ่นเหล่านี้ทำให้ศัตรูของพระคริสต์กระทำการบางอย่างที่น่าสะอิดสะเอียน ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชังและทรงกล่าวโทษออกมาตามธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว  การกระทำเหล่านี้รวมถึงการแก้ไขดัดแปลงโดยพลการและตีความพระวจนะแห่งพระเจ้าไปตามอำเภอใจ  การแก้ไขดัดแปลงหมายถึงอะไร?  ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อว่ามีความจริงอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า ไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าสามารถมอบชีวิตให้แก่ผู้คนได้ และพวกเขายิ่งไม่เชื่อเลยว่าพระวจนะเหล่านี้คือรากฐานที่มนุษย์พึ่งพาเพื่อความอยู่รอด ทั้งยังเป็นทิศทางและเส้นทางสำหรับความก้าวหน้าของมนุษย์  ดังนั้น พวกเขาจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าจึงตรัสในหนทางเหล่านี้ และไม่รู้ว่าเหตุใดพระเจ้าจึงตรัสพระวจนะเช่นนั้นในบริบทนั้น และพวกเขาก็ยิ่งไม่รู้เลยว่าเหตุใดพระเจ้าจึงตรัสเนื้อหาที่เจาะจงเหล่านี้  ในเรื่องที่ว่าเนื้อหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร พระเจ้าทรงคิดสิ่งใด และผลลัพธ์ใดที่พระเจ้าทรงมุ่งหมายที่จะเฝ้าสังเกต บรรลุ และประสงค์ให้เกิดในตัวผู้คนขณะที่พระองค์ตรัสพระวจนะเหล่านี้ ตลอดจน—ภายในพระวจนะเหล่านี้—ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงมุ่งหมายที่จะสัมฤทธิ์ เจตนารมณ์ของพระองค์ และความจริง ศัตรูของพระคริสต์ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้โดยสิ้นเชิงและไม่รู้ความอย่างยิ่ง—พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาในเรื่องนี้  ดังนั้น ในใจของพวกเขาจึงมักจะรู้สึกว่าพระเจ้าไม่ควรตรัสวลีนี้ในหนทางนั้น ประโยคนั้นควรตามหลังประโยคนี้ ประโยคนี้ควรใช้คำพูดแบบนี้ บทตอนนั้นควรมีน้ำเสียงแบบนี้หรือท่วงทำนองแบบนั้น การเลือกใช้คำนี้ไม่ถูกต้อง และคำศัพท์นั้นช่างใจร้ายและไม่เหมาะสมกับอัตลักษณ์ของพระเจ้า จนทำให้พวกเขาเกิดความคิดเห็นต่างๆ ขึ้นมา  ในสายตาของพวกเขา พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้ดีเท่าผลงานของผู้มีชื่อเสียงหรือยิ่งใหญ่ในโลกนี้  พวกเขารู้สึกว่าการตรัสของพระเจ้าไม่รัดกุมเพียงพอ เยิ่นเย้อ และหากพินิจพิเคราะห์อย่างใกล้ชิดแล้ว พระวจนะบางคำก็ไม่ได้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์และคำศัพท์ของมนุษย์อย่างเคร่งครัด  “คำพูดเหล่านี้จะมีความจริงอยู่ได้อย่างไร?  คำพูดเหล่านี้จะเป็นพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร?  คำพูดเหล่านี้จะเป็นความจริงได้อย่างไร?”  ศัตรูของพระคริสต์คิดคำนวณและใคร่ครวญอยู่ในใจ พลางสงสัยและกล่าวโทษไปด้วย  ด้วยท่าทีเช่นนี้ ความคิดเช่นนี้ และมุมมองต่อพระวจนะของพระเจ้าเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์จึงเตรียมกรงเล็บเยี่ยงปีศาจของพวกเขาให้พร้อม

เรานึกขึ้นได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในฝ่ายบทเพลงนมัสการ  พวกเขาต้องการแต่งทำนองให้บทตอนที่สำคัญยิ่งในพระวจนะของพระเจ้าเพื่อนำไปร้องในคริสตจักร  ในระหว่างการแต่งทำนอง พวกเขาพบว่าคำตรัสของพระเจ้ามีความยาวและจำนวนคำที่ไม่ตรงกับทำนอง โดยที่เนื้อเพลงแต่ละบรรทัดมีจำนวนคำมากเกินไป  นอกจากนี้ หากนำทำนองเพลงทั้งเพลงมาใช้กับพระวจนะของพระเจ้า ก็จะทำให้พระวจนะดูมากมายเกินไปและยาวเกินไป  แล้วทางออกของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขาพบวิธีหนึ่ง นั่นคือ พวกเขาปรับเปลี่ยนการเรียบเรียงและการเลือกใช้ถ้อยคำบางส่วนของพระวจนะของพระเจ้าโดยไม่เปลี่ยนความหมายที่เห็นเด่นชัด—ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนสำนวนที่มีสี่ตัวอักษรให้กลายเป็นคำที่มีสองตัวอักษร หรือการตัดประโยคที่ดูยืดยาว ไม่จำเป็น และไร้สาระออกไป  เมื่อทำตามหลักการนี้แล้ว พวกเขาก็นำพระวจนะของพระเจ้าฉบับที่แก้ไขแล้วมาใส่ทำนอง และเผยแพร่ให้ร้องกันในคริสตจักร  ผู้คนส่วนใหญ่ที่เลอะเลือนต่างก็คิดว่านั่นคือบทเพลงนมัสการจากพระวจนะของพระเจ้า แต่ใครเล่าจะรู้ว่าบทตอนดังกล่าวไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้าเลย?  นั่นเป็นบทตอนที่ถูกศัตรูของพระคริสต์แก้ไขและตัดทอน ถูกบิดเบือนและปรับเปลี่ยนตามอำเภอใจ  ต่อมา ขณะที่เตรียมบทเพลงนมัสการนี้สำหรับรายการหนึ่ง เราได้ถามว่าบทเพลงนมัสการนี้คัดเลือกมาจากบทใดในพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาบอกเราว่ามาจากบทตอนแรกของบทใดบทหนึ่งโดยเฉพาะ  เราหาบทตอนนั้นจนพบและนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ในหนังสือเพลงนมัสการ และนั่นทำให้เราตกใจมากทีเดียว  บทตอนที่อยู่ในหนังสือเพลงนมัสการได้ชื่อว่าถูกคัดเลือกมาจากพระวจนะของพระเจ้าบทดังกล่าวเพียงในนาม แต่ถูกปรับเปลี่ยนจนจำไม่ได้  น้ำเสียงของการตรัสหายไป พระวจนะสำคัญจำนวนมากถูกตัดออก เนื้อหาของการตรัสไม่เป็นระเบียบ แม้แต่ลำดับของพระวจนะก็สลับไปมา  หากไม่มีใครบอกเราว่าบทตอนนี้คัดมาจากพระวจนะของพระเจ้าบทตอนดังกล่าว เราก็ไม่คิดว่าจะมีใครระบุได้ว่ามาจากบทใด เพราะบทตอนนั้นไม่ตรงกับต้นฉบับเลย  โดยผิวเผินแล้ว ผู้คนเหล่านี้กำลังทำหน้าที่ของตน กล่าวคือ ด้วยการนำพระวจนะของพระเจ้ามาใส่ทำนองให้ทุกคนได้ร้องและซึมซับ พระวจนะของพระเจ้าก็จะสามารถนำและชี้แนะผู้คนได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสามารถช่วยผู้คนให้เข้าสู่พระวจนะของพระเจ้า  นี่ช่างเป็นการกระทำที่ยอดเยี่ยมเหลือเกิน!  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากศัตรูของพระคริสต์ขาดหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าโดยสิ้นเชิง พวกเขาจึงปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าราวกับคำพูดที่คนธรรมดาพูดกันในบทสนทนา โดยลบและพระวจนะเหล่านั้นตามอำเภอใจและแก้ไขดัดแปลงโดยพลการ  พวกเขาเปลี่ยนแปลงพระวจนะของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิงโดยไม่ถามแม้แต่คำเดียว และไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากใครทั้งสิ้น—นับประสาอะไรกับการได้รับอำนาจมาจากผู้ใด—ทั้งยังชักนำให้ผู้คนเชื่อว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่ของตน ว่าพวกเขานำพระวจนะของพระเจ้ามาใส่ทำนองแล้ว  นี่คือพฤติกรรมและวิธีการประเภทใด?  ผู้คนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้และใช้วิธีการเช่นนี้มีอุปนิสัยเช่นไร?  ผู้ที่ใช้วิธีการเช่นนี้ ผู้ที่ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีเช่นนี้ ในขณะที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า แท้จริงแล้วในหัวใจของพวกเขามีความยำเกรงบ้างหรือไม่?  พวกเขาทะนุถนอมพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริงหรือไม่?  เมื่อพิจารณาจากท่าทีที่ไม่เคารพและมักง่ายที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้า ไม่เพียงพวกเขาจะไม่ทะนุถนอมพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขายังปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าราวกับของเล่น ปรับเปลี่ยนพระวจนะเหล่านั้นอย่างมักง่ายตามอำเภอใจ  ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้าเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าพระองค์เองมิใช่หรือ?  (ใช่)  เป็นเช่นเดียวกันทุกประการ  พระวจนะของพระเจ้าเป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เอง พระวจนะเหล่านั้นเป็นการแสดงออกของพระเจ้า เป็นการแสดงออกถึงอุปนิสัยของพระองค์ และเป็นการเผยแก่นแท้ของพระองค์  หากผู้คนไม่เคารพและมักง่ายต่อพระวจนะของพระเจ้าถึงเพียงนี้ ก็ไม่ต้องพูดเลยว่าพวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้าพระองค์เองอย่างไร  เรื่องนี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจน

ดูจากภายนอกแล้วผู้คนติดตามพระเจ้า ละทิ้ง สละตน และสู้ทนความยากลำบากเพื่อพระองค์ แต่ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้ากลับไม่เคารพและมักง่ายเหลือเกิน  ศัตรูของพระคริสต์อาจจะถึงกับตกแต่งหนังสือพระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนังอย่างสวยงาม ห่อด้วยผ้า และเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด  แต่สิ่งนี้สามารถพิสูจน์อะไรได้หรือ?  สิ่งนี้สามารถแสดงให้เห็นว่าพวกเขาทะนุถนอมพระวจนะของพระเจ้า ว่าพวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าได้หรือ?  การกระทำที่ผิวเผินเหล่านี้สามารถปกปิดท่าทีที่ไม่เคารพของพวกเขาที่มีต่อพระวจนะของพระเจ้าได้หรือ?  ไม่ได้  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขามักจะคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนคำศัพท์ สำนวน และน้ำเสียงบางส่วนในพระวจนะเหล่านั้นอยู่เสมอ  แล้วศัตรูของพระคริสต์บางคนบังอาจถึงระดับใด?  เมื่อพวกเขาพบว่าบางสิ่งในพระวจนะของพระเจ้าไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดของตน หรือพวกเขาคิดว่าการใช้คำนั้นไม่เหมาะสมหรือผิดหลักไวยากรณ์ หรือแม้กระทั่งพวกเขาเชื่อว่าเครื่องหมายวรรคตอนนั้นไม่ถูกต้อง พวกเขาก็จะประกาศเสียงดังและพูดเกินจริงในเรื่องนั้น หวังให้คนทั้งโลกรู้เรื่องเครื่องหมายวรรคตอนที่วางผิดที่ การเลือกใช้คำที่ไม่เหมาะสม หรือถ้อยดำรัสที่ดูไร้เหตุผลในพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาเผยแพร่สิ่งนี้ด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยและดูแคลน  ดูเหมือนว่าในช่วงเวลาเหล่านี้ สุดท้ายพวกเขาก็พบสิ่งที่พวกเขาถือว่าเป็นหลักฐานของข้อผิดพลาดในพระวจนะของพระเจ้า พบสิ่งที่เป็นข้อได้เปรียบ พบข้อบกพร่อง และในที่สุด พวกเขาสามารถปลอบใจตัวเองได้ว่าพระวจนะของพระเจ้าก็มีข้อผิดพลาดเช่นกัน และพระเจ้าไม่ได้ทรงเพียบพร้อม  นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  พวกศัตรูของพระคริสต์มุ่งหมายที่จะหาข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดในพระวจนะของพระเจ้า นี่คือท่าทีของความเป็นปฏิปักษ์ ไม่ใช่ท่าทีของการนบนอบและการยอมรับ  เมื่อพูดถึงพวกศัตรูของพระคริสต์ที่แก้ไขดัดแปลงโดยพลการและตีความพระวจนะแห่งพระเจ้าไปตามอำเภอใจ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในฝ่ายบทเพลงนมัสการที่เพิ่งกล่าวถึงนั้นถือเป็นการแก้ไขดัดแปลงพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  (ได้)  บอกเราทีเถิดว่า คนประเภทใดกันที่จะปรับเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้าตามอำเภอใจถึงเพียงนี้?  พวกเขามีความยำเกรงพระเจ้าบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  นี่คืออุปนิสัยใด?  ประการแรก พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  แล้วพวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเป็นสิ่งใด?  พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นว่าเป็นคำพูดของมนุษย์  การปรับเปลี่ยนบทความคำพยานจากประสบการณ์ของผู้คนอาจจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หากคำพูดนั้นไม่ปะติดปะต่อหรือไม่สมบูรณ์แบบ แต่การกล้าทำเช่นเดียวกันกับพระวจนะของพระเจ้า ธรรมชาติของการทำเช่นนี้คืออะไร?  นี่คือการกระทำการตามอำเภอใจและไม่ยั้งคิดโดยไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลยมิใช่หรือ?  การกล้าแสดงความคิดเห็นและปรับเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้าตามอำเภอใจ การเปลี่ยนแปลงพระวจนะเหล่านั้นเมื่อไม่สอดคล้องกับแนวคิดหรือมุมมองของพวกเขาเองนั้น—ธรรมชาติของเรื่องนี้ร้ายแรงใช่หรือไม่?  (ใช่)

มีใครอีกบ้างที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขดัดแปลงพระวจนะแห่งพระเจ้า?  ในระหว่างกระบวนการประกาศข่าวประเสริฐ ผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐบางคนได้สัมผัสกับพระวจนะของพระเจ้าและมีมโนคติอันหลงผิดนานาประการเกี่ยวกับน้ำเสียง ลักษณะการตรัสของพระเจ้า มุมมองในการตรัสของพระองค์ และแม้กระทั่งคำและสรรพนามที่ใช้ ตลอดจนแง่มุมอื่นๆ อีกมากมาย  ผู้คนแต่ละคนย่อมมีมโนคติอันหลงผิดที่แตกต่างกัน คนที่มาจากนิกายที่ต่างกันก็ย่อมมีรสนิยมและข้อกำหนดที่แตกต่างกัน  สมาชิกในฝ่ายข่าวประเสริฐบางคนกล่าวว่า “การประกาศข่าวประเสริฐวิธีนี้ยากเย็นนัก!  พระวจนะของพระเจ้าบางคำรุนแรงเกินไป พอมีคำพวกนี้ก็ดูเหมือนพระเจ้ากำลังสาปแช่งผู้คน  ถ้อยคำเหล่านี้ไม่นุ่มนวลเลย ขาดความรัก และล้วนเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  พระวจนะบางส่วนเจาะจงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม ในขณะที่ส่วนอื่นเปิดเผยความล้ำลึก—ผู้คนพบว่านี่คือสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้!  พระวจนะเหล่านี้ได้กลายเป็นเครื่องสะดุดสำหรับผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐในการยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า  พวกเราควรทำอย่างไรดี?”  ใครบางคนกล่าวว่า “ฉันมีทางออก  ในเมื่อผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐไม่สามารถยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าได้เพราะพระวจนะเหล่านี้ ทำไมพวกเราไม่ลบทิ้งไปเสียล่ะ?  ทำเครื่องหมายที่ถ้อยคำและเนื้อหาทั้งหมดที่ผู้คนไม่เต็มใจยอมรับ ต่อให้จะเป็นเพียงประโยคเดียวก็ตาม แล้วตอนตีพิมพ์ ก็ลบส่วนเหล่านั้นไปเสีย  ด้วยวิธีนี้ เมื่อผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐอ่าน ก็จะไม่มีคำใดที่ทำลายความภาคภูมิใจหรือทำร้ายความรู้สึกของพวกเขา และไม่มีสิ่งใดที่ขัดแย้งกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา  พระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าจะเหมาะสม ผู้รับจะไม่มีมโนคติอันหลงผิดใดๆ และพวกเขาจะสามารถยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าได้อย่างราบรื่น”  ในฝ่ายข่าวประเสริฐ มีบางคนทำเช่นนี้จริงๆ และไม่ได้สอบถามหรือขอความยินยอมจากเบื้องบนเสียด้วยซ้ำ พวกเขาได้ตีพิมพ์และแจกจ่ายหนังสือเล่มเล็กที่มีพระวจนะของพระเจ้าที่ถูกตัดทอนและถูกแก้ไขดัดแปลงเหล่านี้ออกไปเป็นวงกว้าง  เพื่อความสะดวกในการทำงานของตน เพื่อให้ได้รับผู้คนมามากขึ้น เพื่อแสดงความสามารถในการทำงานของตน และเพื่อให้ดูจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตน พวกเขาจึงคิดวิธีการนี้ขึ้นมาและถึงกับทำให้กลายเป็นความจริงด้วยการตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ  แต่หนังสือเล่มนี้แตกต่างจากหนังสือพระวจนะทรงปรากฏในเนื้อหนังโดยสิ้นเชิง  วิธีการนี้คือการแก้ไขดัดแปลงพระวจนะแห่งพระเจ้ามิใช่หรือ?  (ใช่)  ผู้คนส่วนใหญ่ตระหนักว่าการแก้ไขดัดแปลงพระวจนะแห่งพระเจ้าเป็นหนทางหนึ่งในการต่อต้านพระเจ้าใช่หรือไม่?  (ใช่)  ผู้คนส่วนใหญ่มีความตระหนักรู้เช่นนี้ใช่หรือไม่?  หลังจากสามัคคีธรรมไปมากมาย วันนี้พวกเจ้าย่อมตอบว่าใช่ได้อย่างง่ายดาย  แต่หากพวกเจ้ากำลังประกาศข่าวประเสริฐเมื่อสามหรือห้าปีก่อน พวกเจ้าจะตระหนักหรือไม่ว่าไม่ควรปรับเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้าแม้แต่คำเดียวหรือประโยคเดียว?  พวกเจ้าจะมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่)  แล้วพวกเจ้าจะขาดความตระหนักรู้เช่นนี้ในบริบทใด?  ในบริบทที่หัวใจขาดความยำเกรงพระเจ้าโดยสิ้นเชิง พวกเจ้าจึงจะกล้าแก้ไขดัดแปลงพระวจนะแห่งพระเจ้าโดยพลการใช่หรือไม่?  หากใครบางคนขาดหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าโดยสิ้นเชิง พวกเขาก็จะกล้าแก้ไขดัดแปลงพระวจนะแห่งพระเจ้าไปตามอำเภอใจ เปลี่ยนแปลงความหมายดั้งเดิม ลักษณะการตรัสของพระเจ้า และผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของพระวจนะของพระเจ้าบทตอนใดบทตอนหนึ่ง ลบเจตนารมณ์ แก่น และการเน้นย้ำที่บทตอนนี้สื่อสารออกมา—ทั้งหมดนี้เท่ากับการแก้ไขดัดแปลง

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในระหว่างการพบปะกันโดยบังเอิญ ใครบางคนจากฝ่ายข่าวประเสริฐได้ตั้งคำถามว่า “เวลาเป็นพยานยืนยันถึงพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าแก่กลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม พวกเขาก็รู้สึกรังเกียจและไม่เต็มใจที่จะฟังในส่วนที่พระเจ้าทรงเปิดโปงพวกเขา และพวกเขาก็มีมโนคติอันหลงผิดต่างๆ เกี่ยวกับส่วนเหล่านี้  ดังนั้น พระวจนะเหล่านี้จึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าของพวกเขา  พวกเรากำลังคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนพระวจนะเหล่านั้น  เมื่อเปลี่ยนแล้ว พวกเขาก็จะสามารถยอมรับพระวจนะเหล่านั้นได้ และไม่มีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าหรือการบังเกิดในเนื้อหนังของพระเจ้าในครั้งนี้อีกต่อไป”  พวกเจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับคำถามนี้?  หากไม่ได้พบปะหรือหารือเรื่องงานข่าวประเสริฐกันในโอกาสนี้ พวกเขาก็อาจจะถือวิสาสะปรับเปลี่ยนพระวจนะเหล่านี้ไปแล้ว  จากความคิดฝันของพวกเขา ในกลุ่มชาติพันธุ์นั้นอาจจะมีสามคน ห้าคน สิบคน หรืออาจจะมากกว่านั้นที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า  แต่ตอนนี้พักเรื่องนั้นไว้ก่อน บรรดาผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐมักต้องการเปลี่ยนแปลงพระวจนะของพระเจ้าให้สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์อยู่เสมอ  พวกเขามักต้องการที่จะลบพระวจนะที่พระเจ้าทรงเปิดโปงและพิพากษามวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม ที่พระองค์ทรงเปิดโปงแก่นแท้ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทิ้งเสมอ  ธรรมชาติของพฤติกรรมเช่นนี้คืออะไร?  การกระทำประเภทนี้สะท้อนถึงหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าใช่หรือไม่?  (ไม่)  ในทัศนะของเรา ไม่ใช่ว่าคนจากบางกลุ่มชาติพันธุ์หรือบางนิกายจะมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า โดยพื้นฐานแล้ว คนที่ประกาศข่าวประเสริฐต่างหากที่มีมโนคติอันหลงผิด  พระวจนะของพระเจ้าไม่ผ่านเกณฑ์ของพวกเขา ลึกๆ แล้วพวกเขารู้สึกคัดค้านและรังเกียจพระวจนะเหล่านั้น พวกเขาไม่อยากฟังและไม่ชอบพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้า  พวกเขาเชื่อว่าหากถ้อยคำเหล่านี้คือพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง ถ้อยคำเหล่านี้ก็ควรเปี่ยมรักและไม่เปิดโปงผู้คนอย่างโจ่งแจ้งและขวานผ่าซากยิ่งนัก ราวกับกำลังตบหน้าพวกเขา  ดังนั้น พวกเขาจึงเรียกร้องอย่างแข็งกร้าวว่าหากพวกเขาต้องประกาศข่าวประเสริฐ จะสามารถตัดถ้อยคำเหล่านี้ออกไปได้หรือไม่?  เพื่อให้ประกาศข่าวประเสริฐและได้รับผู้คน พระเจ้าจะทรงยอมผ่อนปรนสักครั้ง ยอมตรัสอย่างมีชั้นเชิงและน่าฟังมากขึ้นหรือไม่?  เพื่อทำให้ผู้คนยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้ามากขึ้น เพื่อนำผู้คนให้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้ามากขึ้น พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนกลยุทธ์และลักษณะการตรัสของพระองค์ ทรงประนีประนอมและโอนอ่อนให้มวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม ก้มพระเศียร ขอโทษ และขอการให้อภัยได้หรือไม่?  ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้จะไม่มีการปรับเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้าแม้แต่คำเดียวหรือประโยคเดียว และแม้ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะสามารถทำให้ทุกคนเกิดมโนคติอันหลงผิดได้ ก็ยังมีผู้คนมากมายที่ค่อยๆ มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระองค์  มโนคติอันหลงผิดของพวกเขาได้ขัดขวางไม่ให้พวกเขายอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าหรือไม่?  ไม่เลย  หากพระวจนะที่พระเจ้าตรัสเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ต้องการและไม่ได้สะท้อนให้เห็นสถานการณ์ที่แท้จริงของมนุษย์ การที่ผู้คนจะไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และพระเจ้าก็อาจจะทรงพิจารณาเปลี่ยนวิธีตรัสและเนื้อหาคำตรัสของพระองค์  อย่างไรก็ตาม ทุกถ้อยคำและทุกประโยคที่พระเจ้าตรัสล้วนสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของมนุษย์ ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตและความรอดของมนุษย์  หากผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดและไม่สามารถยอมรับพระวจนะเหล่านั้นได้ นี่ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเลวร้าย โสมม และเสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งยิ่งนัก และพวกเขาไม่คู่ควรที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  นั่นไม่ได้พิสูจน์ว่าพระวจนะของพระเจ้าผิด หรือพระวจนะเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง

ควรทำอย่างไรกับการที่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า?  บรรดาผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐได้รับการให้น้ำจากพระวจนะของพระเจ้าและได้ฟังพระวจนะเหล่านั้นมาหลายปี  หากพูดแค่ในทางทฤษฎีและละเรื่องที่ว่าพวกเจ้าเข้าใจความจริงมากเพียงใดเอาไว้ นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า เจตนารมณ์ของพระเจ้า จุดประสงค์ของแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า พระราชกิจแห่งความรอดของพระเจ้า—พวกเจ้าต่างเข้าใจ จดจำ และจับความเข้าใจความจริงในแง่มุมทั้งหมดนี้ได้มิใช่หรือ?  หากเจ้ามีพร้อมทั้งหมดนี้แล้ว เจ้ายังจะกลัวผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดอีกหรือ?  หากเจ้ากลัว เจ้าก็ควรเป็นฝ่ายเข้าไปชี้แจงผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐ เป็นพยานยืนยันถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าแก่พวกเขา อธิบายความจริงให้ชัดเจน!  หากฟังพระวจนะของพระเจ้ามาหลายปีแล้วเจ้ายังไม่สามารถอธิบายหรือชี้แจงพระวจนะเหล่านั้นได้ เช่นนั้นเจ้าก็ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง!  เจ้ากำลังทำหน้าที่นี้ และทุกๆ วันเจ้าก็มีส่วนร่วมกับหัวข้อเหล่านี้ เนื้อหาเหล่านี้ เรื่องราวเหล่านี้—เหตุใดเจ้าจึงยังคิดที่จะใช้วิธีการอันน่าดูหมิ่นอย่างเช่นการแก้ไขดัดแปลงพระวจนะแห่งพระเจ้าเพื่อประกาศข่าวประเสริฐและเพื่อให้ได้รับผู้คน?  มองจากภายนอก สิ่งนี้อาจจะดูเป็นเพียงการกระทำที่ผิดพลาด เป็นวิธีการที่น่าดูหมิ่น เป็นการแสดงให้เห็นถึงการไร้ความสามารถ แต่โดยแก่นแท้แล้ว นี่คือการสำแดงถึงแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์อย่างไม่ต้องสงสัย—ไม่ผิดไปจากนั้นแม้แต่น้อย  ประชากรของพระเจ้านั้นเทิดทูนพระวจนะของพระเจ้า ทะนุถนอมพระวจนะของพระเจ้า ยำเกรงพระวจนะของพระเจ้า ให้ความเคารพกับทุกคำและทุกประโยคที่พระเจ้าตรัส ตลอดจนวิธีตรัสของพระองค์ มุมมองในการตรัสของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์ตรัสในแต่ละบทตอน  มีเพียงศัตรูของพระเจ้าเท่านั้นที่เฝ้าเยาะเย้ยและดูแคลนพระวจนะของพระองค์  พวกเขาดูหมิ่นพระวจนะเหล่านั้น  พวกเขาไม่ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริง เป็นถ้อยคำที่พระผู้สร้างทรงแสดง  ด้วยเหตุนี้ ในใจของพวกเขาจึงมักปรารถนาที่จะแก้ไขดัดแปลงพระวจนะแห่งพระเจ้าและตีความพระวจนะเหล่านั้นตามอำเภอใจ  พวกเขาพยายามใช้หนทางของตน รูปแบบความคิดของตน และตรรกะความคิดของตนในการปรับเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้าให้สอดคล้องกับรสนิยมของมนุษย์ที่เสื่อมทราม มุมมองของมนุษย์ที่เสื่อมทราม และรูปแบบความคิดและปรัชญาของมนุษย์ที่เสื่อมทราม พยายามให้ได้รับการยกย่องจากผู้คนมากขึ้นในท้ายที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นพระวจนะส่วนใดของพระเจ้า ไม่ว่าจะตรัสอย่างไร และไม่ว่าจะตรัสจากมุมมองใดก็ตาม พระวจนะของพระเจ้าก็คือพระวจนะของพระเจ้า   เพื่อให้มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเข้าใจได้ง่ายขึ้น รู้ซึ้งได้ดีขึ้น และรับพระวจนะของพระเจ้าเอาไว้ง่ายขึ้น พวกเขาจะได้เข้าใจความจริงในพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าจึงมักจะทรงอธิบายเจตนารมณ์ของพระองค์และบอกมวลมนุษย์ถึงสิ่งที่พวกเขาควรเข้าสู่ด้วยภาษาของมนุษย์ วิธีการของมนุษย์ ตลอดจนหนทาง น้ำเสียงของการตรัส และตรรกะทางภาษาที่ผู้คนทำความเข้าใจได้ง่ายกว่ามาก เพื่อ  แต่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ประโยชน์จากวิธีการที่เรียบเฉยและน้ำเสียงที่ไม่สะดุดหู รวมถึงถ้อยคำธรรมดานี้เองในการกล่าวโทษพระเจ้าและปฏิเสธเรื่องที่ว่าพระวจนะของพระองค์คือความจริง  เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  (ใช่)  ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้มักจะใช้ความรู้และผลงานของคนดัง แม้กระทั่งสุนทรพจน์คำ การเลือกใช้คำ และกิริยาท่าทางของคนดังมาเปรียบเทียบกับพระวจนะของพระเจ้า  ยิ่งพวกเขาเปรียบเทียบมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าตื้นเขินเกินไป ตรงไปตรงมาเกินไป และเป็นภาษาพูดเกินไปมากเท่านั้น  ดังนั้น พวกเขาจึงยิ่งต้องการปรับเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ต้องการแก้ไขพระวจนะเหล่านั้น “ให้ถูกต้อง” รวมถึงแก้ไขน้ำเสียง ลักษณะ และมุมมองที่พระเจ้าทรงใช้ตรัส “ให้ถูกต้อง”  ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสอย่างไรหรือพระวจนะของพระองค์จะนำประโยชน์มาสู่มนุษย์มากเพียงใด ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่เคยมองว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริงเลย  พวกเขาไม่แสวงหาความจริง หลักธรรมของการปฏิบัติ หรือเส้นทางสำหรับการเข้าสู่ชีวิตในพระวจนะของพระเจ้า  ในทางกลับกัน พวกเขาเข้าหาพระวจนะของพระเจ้าจากมุมมองของการพินิจพิเคราะห์ ด้วยท่าทีของการศึกษา ด้วยท่าทีของการพินิจพิเคราะห์และการสืบค้นอย่างถี่ถ้วนอยู่เป็นนิจ  หลังจากการพินิจพิเคราะห์และการสืบค้นทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็ยังคงรู้สึกว่ามีพระวจนะของพระเจ้าอีกมากมายที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงและแก้ไข  ดังนั้นสำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว ตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาได้สัมผัสกับพระวจนะของพระเจ้ามาจนถึงวันนี้—หลังจากที่เชื่อมาสิบปี ยี่สิบปี หรือสามสิบปี—ลึกๆ แล้วพวกเขาก็ยังไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้ามีชีวิต มีความจริง มีประตูสู่ราชอาณาจักร หรือมีเส้นทางสู่สวรรค์ที่ผู้คนพูดถึงกัน  พวกเขามองไม่เห็น และไม่สามารถค้นพบสิ่งนั้นได้  แล้วพวกเขารู้สึกอย่างไร?  พวกเขาสงสัยว่าเหตุใดยิ่งพวกเขาเชื่อ พวกเขาก็ยิ่งพบว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นภาษาพูดมากเกินไป  พวกเขาสงสัยว่าเหตุใดยิ่งพวกเขาเชื่อมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งสนใจพระวจนะของพระเจ้าน้อยลงเท่านั้น  พวกเขาเริ่มกังขาว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงจริงหรือไม่  นี่เป็นสัญญาณประเภทใด?  เป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่ดี?  (เป็นสัญญาณที่ไม่ดี)  การที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามาจนถึงจุดนี้ได้นับเป็นปาฏิหาริย์อย่างยิ่ง!  ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขามาถึงทางตัน สูญสิ้นการมองเห็นความจริงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว  นี่คือจุดจบของความเชื่อของพวกเขามิใช่หรือ?

พวกเจ้าสังเกตเห็นข้อเท็จจริงนี้หรือไม่?  จากวันที่ทุกคนเริ่มเชื่อในพระเจ้า อ่านพระวจนะของพระองค์ ละทิ้งครอบครัว อาชีพการงาน การศึกษา และจุดหมายปลายทางในอนาคตของตนในโลก ทุกคนก็เริ่มต้นที่จุดเดียวกัน  แต่ระหว่างการแข่งขัน รู้ตัวอีกทีบางคนก็ล้าหลังและไม่ต้องการทำหน้าที่ของตนอีกต่อไป  พวกเขาไปอยู่ที่ใด?  บางคนถูกลดชั้นไปอยู่กลุ่ม ข. บางคนไปอยู่คริสตจักรทั่วไป และบางคนก็แทบจะอยู่ในคริสตจักรที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นบางเวลาไม่ได้  คนที่ไม่ปรารถนาจะทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้าและกลายเป็นเป้าหมายของการคัดออก คนที่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำหน้าที่ของตนอีกต่อไป—เหตุใดพวกเขาจึงมาลงเอยในจุดที่พวกเขาเป็นอยู่ทุกวันนี้?  หากเจ้าพยายามเข้าใจท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าด้วยสายตาของมนุษย์ เจ้าย่อมมองไม่เห็นเรื่องนี้เพราะเจ้าไม่รู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ในหัวใจของพวกเขา  ไม่ว่าพวกเขาจะรักหรือเกลียดพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะรู้สึกคัดค้านหรือนบนอบพระองค์ เจ้าก็ไม่อาจบอกได้  แล้วเจ้าจะกำหนดแก่นนิสัยของคนคนหนึ่งอย่างไร?  นี่เป็นเรื่องง่าย กล่าวคือ ดูจากท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้านั่นเอง  ในเรื่องของท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้า คนกลุ่มนี้มีลักษณะนิสัยร่วมกันประการหนึ่ง นั่นคือ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร พวกเขาก็ไม่รู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องใช้พระวจนะของพระเจ้ามาค้ำจุน  ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญกับความยากลำบากใด พวกเขาก็ไม่แสวงหาหลักธรรมหรือค้นหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้า  ผู้คนเหล่านี้แทบไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาก็รู้สึกรังเกียจเวลามีคนอ่านอธิษฐานพระวจนะของพระเจ้าหรือสามัคคีธรรมเรื่องความเข้าใจที่พวกเขามีต่อพระวจนะเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ  พวกเขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไร?  พวกเขาคิดว่า “ฉันรู้ทุกอย่างที่คุณพูด คุณไม่จำเป็นต้องพูดเลย  ฉันเคยอ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้ามาก่อน ฉันเข้าใจทุกอย่าง”  หากพวกเขาเข้าใจทุกอย่าง แล้วเหตุใดพวกเขาจึงถูกคัดออก?  เหตุใดพวกเขาจึงถูกลดชั้นไปอยู่กลุ่ม ข.?  เกิดอะไรขึ้นหรือ?  ต้นตอของเรื่องนี้ก็คือ โดยพื้นฐานแล้วผู้คนเหล่านี้ไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาดูหมิ่นและเป็นปฏิปักษ์ต่อพระวจนะเหล่านั้น  คนที่ดูหมิ่นและเป็นปฏิปักษ์ต่อพระวจนะของพระเจ้าจะสามารถปฏิบัติพระวจนะเหล่านั้นได้หรือ?  เมื่อเจ้าบอกพวกเขาว่า “หากคุณเผชิญกับสถานการณ์บางอย่าง คุณก็ควรอ่านพระวจนะของพระเจ้า!” ท่าทีของพวกเขาคืออะไร?  ปฏิกิริยาอันเจาะจงของพวกเขาคืออะไร?  (พวกเขาจะบอกว่า ปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงจำเป็นต้องใช้วิธีแก้ไขที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ไม่จำเป็นต้องอ่านพระวจนะของพระเจ้า)  พวกเขาคิดว่าการอ่านพระวจนะของพระเจ้าเป็นแนวทางที่คลุมเครือ และปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงก็ต้องใช้วิธีแก้ไขที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  นี่คือน้ำเสียงของศัตรูของพระคริสต์  พวกเขาหมายความว่าอย่างไร?  “มนุษย์มีหนทางของตัวเอง การอ่านพระวจนะของพระเจ้าจะมีประโยชน์อะไร?  คุณคิดว่าพระวจนะของพระเจ้าแก้ไขทุกอย่างได้งั้นหรือ?”  พวกเขาทึกทักไปว่า หากคนคนหนึ่งเผชิญกับความยากลำบากบางอย่าง นั่นก็เป็นเพียงความยากลำบาก ไม่ได้สะท้อนถึงสภาวะภายในหรืออุปนิสัยของคนคนนั้นแต่อย่างใด  พวกเขามองไม่เห็นสิ่งนี้ และพวกเขาก็ไม่ยอมรับว่านี่คือข้อเท็จจริง  พวกเขาเชื่อว่า “ความยากลำบากของมนุษย์ก็เหมือนเครื่องจักรที่น็อตหายไปตัวหนึ่ง แค่ใส่น็อตเข้าไปก็ซ่อมเสร็จแล้ว  จะแสวงหาพระวจนะของพระเจ้าไปทำไม?  นั่นเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณจอมปลอมทั้งนั้น  ฉันจะไม่มีวันทำแบบนั้นหรอก มันโง่เขลา!  คุณคิดว่าพระวจนะของพระเจ้าสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่างหรือ?  ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย”  เห็นได้ชัดว่า นี่คือคนที่ไม่ยอมรับความจริง  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อใครบางคนเผชิญกับปัญหา และเจ้าสามัคคีธรรมกับพวกเขาเพื่อช่วยเหลือ โดยอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้พวกเขาฟังหนึ่งบทตอน หลังจากฟังจบ พวกเขาก็ตอบว่า “ฉันจำบทตอนนั้นได้แล้ว ฉันท่องมาหลายรอบแล้ว  คุณจะมาบอกฉันทำไม?  ฉันเข้าใจบทตอนนั้นดีกว่าคุณเสียอีก และมันก็ไม่มีประโยชน์ มันแก้ปัญหาของฉันไม่ได้หรอก!”  ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  (พวกเขาไม่ยอมรับความจริง)  พวกเขาไม่ยอมรับความจริงและไม่ยอมยอมรับรู้ถึงความเสื่อมทรามของตนเอง ซึ่งนี่เป็นปัญหา  พวกเขาไม่ยอมรับความเสื่อมทรามของตน ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าการอ่านพระวจนะของพระเจ้าเป็นเพียงการทำไปพอเป็นพิธี เป็นเรื่องไร้ประโยชน์  พวกเขาต้องการหาวิธีแก้ปัญหาแบบรวบรัด หายาวิเศษมาแก้ไขปัญหาของตน และแก่นแท้ของปัญหานี้คือการปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง

สำหรับในเรื่องของเกี่ยวกับการสำแดงถึงเรื่องการแก้ไขดัดแปลงแตะต้องสร้างความเสียหายและการตีความพระวจนะของพระเจ้านี้ พวกเจ้าพอจะมีตัวอย่างใดบ้างหรือไม่?  (ระหว่างการผลิตวีดิทัศน์ตัวที่ยี่สิบ 20 ของอัลบั้มบทเพลงขับคณะนักร้องประสานเสียง พระเจ้าทรงสั่งการให้แสดงข้อพระคัมภีร์บนหน้าจอทีละข้อบนหน้าจอ  ในเวลานั้น พี่น้องชายหญิงบางคนเห็นพบว่าข้อพระคัมภีร์ยาวเกินไปจึงลบข้อความบางส่วนทิ้งออก  ต่อมา พระเจ้าทรงพบปัญหานี้และทรงชำแหละเรื่องนี้อย่างเข้มงวดมากเฉียบขาด โดยตรัสว่านั่นเป็นคือการหมิ่นประมาทพระวจนะของพระเจ้า)  สำหรับพระวจนะดั้งเดิมของพระเจ้าที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์นั้น สิ่งเหล่านั้นคือพระวจนะของพระเจ้า และผู้คนห้ามปรับเปลี่ยนต้องไม่เปลี่ยนแปลง และคำเผยพระวจนะของผู้เผยพระวจนะบางคนก็เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน เป็นสิ่งที่ซึ่งได้รับการดลใจจากพระเจ้าและไม่ควรปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกันถูกเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน  ในทัศนะมุมมองของเรา ถึงแม้พระวจนะเหล่านี้จะไม่ได้อยู่ในภาษาต้นฉบับและเป็นฉบับแปล แต่โดยมากแล้ว ความหมายของข้อความที่ถูกแปลนั้นก็ถูกต้องแม่นยำมาเป็นส่วนใหญ่ตลอดหลายปีที่มีการปรับปรุงแก้ไขปรับปรุงนานหลายปี  เจ้าควรตระหนักถึงเรื่องนี้  ดังนั้น หากใช้พระวจนะเหล่านี้ในการสามัคคีธรรมตามปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องบรรยายกล่าวซ้ำทั้งหมด สามารถถ่ายทอดเพียงใจความสำคัญได้  อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่แท้จริงนั้นไม่ควรถูกปรับเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่แท้จริง  หากเป็นการอ้างอิง ก็ต้องยกประโยคต้นฉบับมาทั้งประโยคที่สมบูรณ์ตามต้นฉบับมา  หลักการธรรมนี้ฟังดูเป็นอย่างไรเล่า?  (ดี)  เหตุใดจึงทำเช่นนี้?  บางคนกล่าวว่า “ทั้งหมดนั้นนั่นเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว พวกเราจำเป็นต้องจริงจังขนาดนั้นเลยหรือ?”  ไม่ใช่ นี่เป็นเรื่องของท่าที เป็นเรื่องของชุดความคิด  ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต พระวจนะของพระเจ้าก็คือพระวจนะของพระเจ้า และไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับคำพูดของมนุษย์  ผู้คนควรปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีที่เคร่งครัด  หลังจากที่พระคัมภีร์ถูกแปลจากข้อความต้นฉบับมาเป็นภาษาต่างๆ บางความหมายบางอย่างอาจจะไม่สอดคล้องกับต้นฉบับอย่างแม่นยำ หรืออาจจะมีความคลาดเคลื่อนระหว่างประโยคเดียวกันในฉบับแปลกับในข้อความต้นฉบับ  ผู้แปลอาจจะเพิ่มข้อความว่า “หมายเหตุ อย่างนั้นอย่างนี้บางสิ่งบางอย่าง” หรือเพิ่มในวงเล็บว่า “หรือแปลได้ว่า…”  พวกเจ้าคิดว่า ผู้คนที่แปลข้อความต้นฉบับของพระคัมภีร์ล้วนเป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่แน่เสมอไป)  พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วอย่างแน่นอน แล้วเหตุใดพวกเขาจึงสามารถทำจัดการงานนี้ได้ด้วยความแม่นยำเช่นนั้นได้?  ผู้ไม่มีความเชื่อเรียกสิ่งนี้ว่าความเป็นมืออาชีพ แต่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรเรียกสิ่งนี้ว่าการมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า  หากเจ้าไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้ามากเท่าถึงเพียงนี้เสียด้วยซ้ำ เจ้ายังคงเป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอยู่หรือไม่?

พวกเจ้าต้องมีท่าทีที่ศรัทธาต่อพระวจนะแห่งของพระเจ้า ในยามที่และเมื่อพวกเจ้าชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงเรื่องพระวจนะของพระเจ้า หลังจากที่พวกเจ้าได้อ่านพระวจนะเหล่านั้นแล้ว พวกเจ้าจะสามารถนำประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเจ้ามาประกอบในขณะที่พวกเจ้าพูดถึงความรู้ของพวกเจ้าเองและสิ่งที่พวกเจ้าได้เรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้  อย่างไรก็ตาม เจ้าต้องไม่ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าประหนึ่งเป็นผลชิ้นงานส่วนตัวของเจ้าเอง และตีความพระวจนะเหล่านั้นตามอำเภอใจ  พระวจนะของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องการให้เจ้าอธิบาย และเจ้าก็ไม่สามารถอธิบายพระวจนะเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนหรือให้เป็นที่เข้าใจได้  การที่เจ้ามีความรู้แจ้งและความกระจ่าง หรือมีประสบการณ์เพียงเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้างนั้นก็เพียงพอแล้ว แต่การพยายามอธิบายความจริง หรือการพยายามใช้คำอธิบายของเจ้าเพื่อทำให้ผู้คนเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้านั้นย่อมเป็นไปไม่ได้  นี่คือวิธีที่ผิดการทำสิ่งต่างๆ ที่ผิด   ตัวอย่างเช่น บางคนอ่านเจอพบในพระวจนะของพระเจ้าว่าพระเจ้าทรงรักผู้คนที่ซื่อสัตย์  พระเจ้าเคยตรัสกับมนุษย์ว่า “จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ เพราะคำพูดที่เกินกว่านี้มาจากความชั่ว” (มัทธิว 5:37)  วันนี้ พระวจนะของพระเจ้าก็เรียกร้องให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์เช่นกัน  แล้วดังนั้น ท่าทีที่ถูกต้องที่ควรมีต่อพระวจนะและข้อเรียกร้องของพระเจ้าคืออะไรสิ่งใด?  จงแสวงหาในพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า พระเจ้าตรัสว่า “จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่”  แล้วในสายพระเนตรของพระเจ้า ผู้คนบรรดาผู้ที่ซื่อสัตย์ในสายพระเนตรของพระเจ้าประพฤติตนอย่างไรกันแน่?  ผู้คนที่ซื่อสัตย์พูดอย่างไร พวกเขากระทำการอย่างไร พวกเขาเข้าหาพวกเขาทำสิ่งต่างๆ อย่างไร พวกเขาปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนอย่างไร และพวกเขาให้ความร่วมมืออย่างกลมเกลียวกับผู้อื่นอย่างไร?  ผู้คนควรค้นหาหลักธรรมและเส้นทางแห่งการปฏิบัติเหล่านี้ในพระวจนะของพระเจ้า และกลายเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์ตามที่พระองค์มีพระประสงค์ทรงเรียกร้อง  นี่คือท่าทีที่ถูกต้อง เป็นท่าทีที่บรรดาผู้ที่แสวงหาความจริงพึงมี  แล้วบรรดาผู้ที่ไม่แสวงหาหรือรักความจริง และไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์นั้นประพฤติตนอย่างไร?  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็คิดว่า “พระเจ้าทรงเรียกร้องให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์ นั่นคือสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าเคยตรัสไว้ก่อนหน้านี้  วันนี้ พระเจ้ากำลังตรัสให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์อีกครั้ง  ฉันเข้าใจแล้ว—แต่ผู้คนที่ซื่อสัตย์ก็คือผู้คนที่ไร้เล่ห์มารยามิใช่หรือ?  เป็นอย่างที่ผู้คนพูดกันมิใช่หรือ ว่าคนที่ไร้เล่ห์มารยาเหนือกว่าเสมอย่อมไม่เสียเปรียบ คนดีมีชีวิตที่เปี่ยมสันติสุข และการหลอกลวงคนที่ไร้เล่ห์มารยานั้นเป็นบาป?  ดูสิ พระเจ้ากำลังทรงทวงคืนความยุติธรรมให้กับคนที่ไร้เล่ห์มารยา”  คำพูดเหล่านี้คือความจริงใช่หรือไม่?  สิ่งเหล่านี้คือหลักธรรมความจริงที่พวกเขาระบุได้ค้นพบจากพระวจนะของพระเจ้าใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้วคำพูดเหล่านี้คืออะไร?  คำพูดเหล่านี้สามารถเรียกว่าสามารถเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติได้หรือไม่?  (ได้)  บรรดาผู้ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและไม่รักความจริงย่อมมักจะเชื่อมโยงพระวจนะของพระเจ้าเข้ากับสิ่งที่เชื่อกันในหมู่มนุษย์ว่ารื่นหูและถูกต้องเสมอ  นี่เป็นการด้อยค่าไม่ใช่การลดทอนคุณค่าของพระวจนะของพระเจ้ามิใช่หรอกหรือ?  นี่คือการอธิบายว่าไม่ใช่การบรรยายความจริงว่าเป็นเหมือนคำขวัญในหมู่มนุษย์ เป็นข้อโต้แย้งของการอ้างสำหรับวิธีประพฤติปฏิบัติตนมิใช่หรอกหรือ?  พระเจ้าทรงเรียกร้องให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์ แต่ผู้คนเหล่านี้กลับไม่สนใจเพิกเฉยว่าคนบรรดาผู้ที่ซื่อสัตย์ประพฤติตนอย่างไร จะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ได้อย่างไร และหลักกฎเกณฑ์ของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์คืออะไร พลางโดยกล่าวอย่างหน้าไม่อายไม่ละอายว่าพระเจ้าทรงขอให้ผู้คนเป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยา และคนที่ไร้เล่ห์มารยา คนที่ไร้ประโยชน์ไม่ได้เรื่อง รวมถึงและคนที่โง่เขลาล้วนเป็นคนที่ซื่อสัตย์  นี่เป็นไม่ใช่การตีความพระวจนะของพระเจ้าแบบผิดๆ มิใช่หรอกหรือ?  พวกเขาตีความพระวจนะของพระเจ้าผิด แต่ก็ยังคิดว่าตนเองฉลาดเหลือเกินมาก ในขณะเดียวกันก็คิดว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นเพียงเท่านี้ กล่าวคือไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ โดยคิดว่า “ความจริงไม่ได้ล้ำลึกซึ้งอะไรเลย ก็แค่การเป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยามิใช่หรือ?  การเป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยานั้นง่ายมาก ก็แค่กล่าวคือ ไม่ขโมยของ ไม่ด่าทอผู้คน หรือไม่ทุบตีผู้อื่น  ‘การประหารชีวิตมีแต่ทำให้หัวหลุดจากบ่า จงเมตตาทุกเมื่อที่เป็นไปได้’  จงผ่อนปรนต่อผู้อื่นในทุกสิ่ง จงเข้มงวดกับตนเองและยอมผ่อนปรนให้อดกลั้นต่อผู้อื่น จงเป็นคนดี และแล้วคนดีก็จะมีชีวิตที่เปี่ยมสันติสุข”  พวกเขาพูดอะไรตั้งมากมาย แต่ไม่มีสิ่งใดเลยที่สอดคล้องกับความจริง สิ่งเหล่านั้นไเป็นเพียงม่มีอะไรเลยนอกจากคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติเท่านั้นเอง  สิ่งนี้ดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกันอยู่บ้างกับพระวจนะของพระเจ้าอยู่บ้าง ดูคล้ายว่าเหมือนจะมีความเชื่อมโยงกับพระวจนะเหล่านั้นอยู่เล็กน้อยสักหน่อย แต่หลังจากที่คนเราใคร่ครวญและแยกแยะเรื่องนี้แล้ว พวกเขาก็ตระหนักว่านี่เป็นเพียงสิ่งเหล่านั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากคำกล่าวที่ชักพาให้หลงผิด เป็นเพียงไม่มีอะไรเลยนอกจากเหตุผลวิบัติที่ก่อกวนความคิดของผู้คนเท่านั้น  ตัวอย่างเช่น พระเจ้าตรัสว่าในแก่นแท้ของพระองค์นั้นมีความรักอยู่ในแก่นแท้ของพระองค์ ตรัสว่าพระองค์ทรงรักมนุษย์  ความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์นั้นแสดงให้ผู้คนเห็นผ่านสิ่งที่พระองค์ตรัส ผ่านวิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อมนุษย์ ผ่านเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระองค์ที่จะช่วยมนุษย์ให้รอด รวมถึงและแง่มุมมากมายต่างๆ มากมายในหนทางวิธีที่พระองค์ทรงพระราชกิจในตัวมนุษย์ และในขณะที่ทรงแสดงให้เห็นถึงความรอดของพระองค์นั้นเวลาเดียวกันกับการแสดงให้เห็นถึงการช่วยมนุษย์ให้รอดของพระองค์ เจตนารมณ์ของพระเจ้าและวิธีการที่พระองค์ทรงใช้ช่วยมนุษย์ให้รอดก็ถูกทำให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเช่นเดียวกัน เพื่อให้ผู้คนจะได้รู้จักความรักของพระเจ้า  บรรดาผู้ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณคิดอย่างไร?  “พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่รักมนุษย์ พระเจ้าทรงต้องประสงค์การให้ทุกคนได้รับการช่วยให้รอดและไม่ทรงต้องประสงค์การให้ผู้ใดใครต้องทนทุกข์ต่อกับความพินาศ  พระเจ้าตรัสว่าบุตรที่สุรุ่ยสุร่ายผู้หวนคืนนั้นมีคุณค่ามากกว่าทองคำ”  พระเจ้าได้ตรัสเช่นนี้หรือไม่?  สิ่งเหล่านี้คือพระวจนะดั้งเดิมของพระเจ้าใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  พวกเขากล่าวว่าอะไรสิ่งใดอีก?  “ในการช่วยชีวิตหนึ่งให้รอดนั้นมีบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่กว่าในการสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น” และ “พระพุทธเจ้าของฉันมีความเมตตาสงสาร”  พวกเขาไม่ได้กำลังทำให้สิ่งทั้งหลายกลับตาลปัตรมิใช่สิ่งต่างๆ หรอกหรือ?  ชัดเจนว่า พวกเขาเพียงแค่เสแสร้งว่าเป็นฝ่ายวิญญาณ ว่าเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า และรักความจริง เห็นได้ชัดว่ากล่าวคือ พวกเขาเป็นคนนอก คนธรรมดาสามัญ และคนโง่เขลาที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณอย่างเห็นได้ชัด  เราได้เคยพบผู้คนเช่นนี้มามากมาย—พวกเขาเป็นคนหุนหันพลันแล่น ปากเก่งพูดจาโอ้อวดแต่ไร้สมอง ความคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของพวกเขาไม่มีอะไรเลยนอกจากคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติ และความเทียมเท็จ  คนบรรดาผู้ที่มีอำนาจสูงสุดอย่างยิ่งยวดในการชักพาผู้อื่นให้หลงผิด และสามารถใช้คำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติเหล่านี้ รวมถึงทั้งข้อโต้แย้งทางเทววิทยาบางประการอย่างที่ดูเหมือนจะฟังดูเข้าท่าขึ้นมาชักพาผู้อื่นให้หลงผิดอยู่บ่อยครั้ง โดยบังคับให้ผู้อื่นเชื่อฟังและปฏิบัติตามสิ่งที่พวกเขาพูดกล่าว—ผู้ คนเหล่านี้คือพวกศัตรูของพระคริสต์  เมื่อดูจากภายนอกแล้ว พวกเขาดูเป็นคนฝ่ายวิญญาณอย่างยิ่งสูง มักจะยกบทตอนข้อความจากพระวจนะของพระเจ้ามากล่าวต่อหน้าผู้อื่น และเมื่อพวกเขาตีความพระวจนะเหล่านั้นตามอำเภอใจจนเสร็จแล้ว พวกเขาก็จะพรั่งพรูปล่อยคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติบางอย่างออกมา  ผู้คนเช่นนี้สามารถพบได้ในทุกคริสตจักร  พวกเขาช่วยเหลือและนำผู้คนโดยการยกพระวจนะของพระเจ้ามาอ้างอิงและสามัคคีธรรมพระวจนะเหล่านั้นภายใต้ธงของการอ้างอิงและสามัคคีธรรมเรื่องพระวจนะของพระเจ้า แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่พวกเขากำลังปลูกฝังในผู้คนไม่ใช่สิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าทรงเรียกร้องจากมนุษย์ และไม่ใช่หลักธรรมความจริงที่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับเป็นคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติที่พวกเขาคิดขึ้นมาผ่านการประมวลผล การตีความ และการจินตนาการตามโดยอิงจากพระวจนะของพระเจ้า จนซึ่งทำให้ผู้คนพลัดหลงไปไถลห่างจากพระวจนะของพระเจ้า และหันไปเชื่อฟังพวกเขาแทน ทั้งยังก่อให้เกิดการรบก่อกวนและชักพาผู้คนให้หลงผิด  ตัวอย่างเช่น มีบรรดาผู้ที่กล่าวว่า “ในการที่พระเจ้าทรงทำพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์นั้น พระองค์พระเจ้าทรงประสบเผชิญกับการทอดทิ้งและการไม่ยอมรับต่อต้านจากมวลมนุษย์ พระเจ้าก็คือพระเจ้า และพระหทัยของพระองค์ไร้ซึ่งไม่มีขอบเขตจำกัด!  ดังที่ผู้คนกล่าวกันว่า ‘หัวใจของนายกรัฐมนตรีใหญ่โตพอที่จะล่องเรือไปในนั้น’ และ ‘ไม่เคยสายเกินไปสำหรับสุภาพบุรุษที่จะแก้แค้น’  พระเจ้าทรงมีพระทัยกว้างขวางเหลือเกินเพียงใด!”  ดูจากภายนอกแล้ว พวกเขาดูเหมือนกำลังเป็นพยานถึงพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นแก่ผู้คน แต่แท้จริงแล้ว ข้อความที่พวกเขากำลังถ่ายทอดคืออะไรข้อความใด?  นั่นคือความจริงใช่หรือไม่?  นั่นคือแก่นแท้ของพระเจ้าอย่างแท้จริงใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  พวกเขากำลังเป็นพยานถึงให้ใคร?  พวกเขากำลังเป็นพยานถึงให้นายกรัฐมนตรี  พวกเขากำลังเปรียบเปรยว่าพระเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นสุภาพบุรุษ—นี่คือไม่ใช่การหมิ่นประมาทมิใช่หรอกหรือ?  คำพูดเช่นนี้สามารถพบได้ในคำพูดเช่นนี้ในพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  แล้วคำพูดเหล่านี้มาจากไหน?  มาจากซาตาน  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงไม่เป็นพยานถึงให้พระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขายังบิดเบือนข้อเท็จจริงและหมิ่นประมาทพระเจ้า เฝ้ามักจะชักพาบรรดาผู้ที่ไม่มีรากฐาน ผู้ที่ขาดความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า และผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจความจริงให้หลงผิดอยู่เสมอ  ผู้คนเหล่านี้มีวุฒิภาวะน้อย ไม่มีรากฐาน และไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจจับใจความความจริง ดังนั้นพวกเขาจึงชักพาให้หลงผิดโดยถูกคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติเหล่านี้ชักพาให้หลงผิด  พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติราวกับประหนึ่งเป็นคำกล่าวฝ่ายวิญญาณ และสิ่งหนึ่งที่พวกเขากล่าวเกี่ยวกับความรักของพระเจ้าก็คือ “พระเจ้าทรงต้องประสงค์การให้ทุกคนได้รับการช่วยให้รอดและไม่ทรงต้องประสงค์การให้ผู้ใดใครต้องทนทุกข์ต่อกับความพินาศ”  เมื่อพูดถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากมนุษย์ อีกสิ่งหนึ่งสิ่งที่พวกเขากล่าวก็คือ “คนดีมีชีวิตที่เปี่ยมสันติสุข”  และเรื่องเกี่ยวกับการที่พระเจ้าไม่ทรงจดจำการกระทำผิดของผู้คน รวมถึงและการที่พระองค์ทรงให้โอกาสพวกเขาในการกลับใจ พวกเขากล่าวว่า “การประหารชีวิตมีแต่ทำให้หัวหลุดจากบ่า จงเมตตาทุกเมื่อที่เป็นไปได้”  คำพูดเช่นนี้สามารถพบได้คำพูดเช่นนี้ในพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เหตุใดทันทีที่เราได้ยินคำพูดเหล่านี้ เหตุใดเราจึงโกรธเหลือเกินมากทันทีที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้?  เหตุใดเราจึงรู้สึกรำคาญใจกับคำพูดเหล่านั้นยิ่งนักมาก?  เหตุใดเราจึงรู้สึกเดือดดาลอย่างมาก?  ผู้คนเหล่านี้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามาเป็นเวลากี่ปีแล้ว?  พวกเขาหัวปัญญาทึบ หรือว่าพวกเขาเสียสติไปแล้วอย่างนั้นหรือ?  สิ่งเหล่านี้ถูกมีกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ไว้ที่ใดในพระวจนะของพระเจ้า?  พระเจ้าทรงเรียกร้องให้ผู้คนเป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยาตอนไหนหรือตั้งแต่เมื่อใด?  พระเจ้าทรงเรียกร้องให้ผู้คนยึดมั่นในคำกล่าวที่ว่า “การประหารชีวิตมีแต่ทำให้หัวหลุดจากบ่า จงเมตตาทุกเมื่อที่เป็นไปได้” ตั้งแต่เมื่อไรใด?  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงทำอย่างกระนั้นหรือ?  ในคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติเหล่านี้ที่พวกเขายึดถือเหล่านี้ สนับสนุน มีส่วนใดที่สามารถเชื่อมโยงกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากมวลมนุษย์ เจตนารมณ์ของพระองค์ และหลักธรรมความจริงได้บ้าง?  สิ่งเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง  ตัวอย่างเช่น พระเจ้าทรงให้ผู้คนมีความมุ่งมาดปรารถนา ความแน่วแน่ตั้งใจ และการไล่ตามเสาะหา แต่สิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์กล่าวคือ “พระเจ้าทรงหนุนใจให้พวกเรามีการไล่ตามเสาะหา  มีคำกล่าวหนึ่งที่สื่อถึงเรื่องนี้ได้ดี นั่นกล่าวคือ ‘ทหารที่ไม่อยากเป็นนายพลย่อมไม่ใช่ทหารที่ดี’”  คำกล่าวนี้เป็นกระแสสังคมรูปแบบประเภทหนึ่ง เป็นทัศนะมุมมองทางสังคม—การนำมาใช้ในพระนิเวศของพระเจ้านั้นเหมาะสมหรือไม่ที่จะนำมาใช้ในพระนิเวศของพระเจ้า?  คำกล่าวนี้มีประโยชน์หรือไม่?  (ไม่มี)  คำกล่าวถ้อยแถลงนี้สอดคล้องกับพระวจนะข้อใดของพระเจ้าประการใด?  สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  แล้วเหตุใดพวกศัตรูของพระคริสต์จึงกล่าวเช่นนั้น?  จุดมุ่งหมายที่พวกเขาเป้าหมายของพวกเขาในการกล่าวเช่นนี้คือการทำให้ผู้คนรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าพวกเขาเป็นฝ่ายวิญญาณอย่างมาก ว่าพวกเขามีความเข้าใจและมีความรู้แจ้งจากพระวจนะของพระเจ้า ว่าพวกเขามีความสามารถในการทำความเข้าใจจับใจความความจริง และว่าพวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาสามัญที่ไม่รู้ความโง่เขลา  แต่นั่นสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ดังที่พวกเขาคาดหวังไว้หรือไม่?  เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ในใจของพวกเจ้ารู้สึกเห็นชอบหรือรู้สึกรังเกียจสะอิดสะเอียนในใจของพวกเจ้า?  (รู้สึกรังเกียจสะอิดสะเอียน)  คำพูดเหล่านั้นสิ่งนั้นทำให้พวกเจ้ารู้สึกรังเกียจสะอิดสะเอียนในหนทางใด?  (พวกศัตรูของพระคริสต์เชื่อมโยงเหตุผลวิบัติของซาตานเข้ากับพระวจนะของพระเจ้า โดยตีความพระวจนะเหล่านั้นผิด  ทุกคำพูดทั้งหมดที่พวกเขากล่าวออกมานั้นขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ)  พวกศัตรูของพระคริสต์กล่าวเพียงคำพูดที่สะท้อนถึงการขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกรังเกียจขยะแขยงและสะอิดสะเอียนรังเกียจเมื่อได้ยิน  เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่สามารถจับความเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นได้ ทั้งยังและขาดขีดความสามารถและความสามารถในการทำจับใจความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า แต่พวกเขากลับเสแสร้งทำเป็นว่าเข้าใจพระวจนะเหล่านั้น และตีความพระวจนะเหล่านั้นให้ผู้อื่นฟังอย่างหน้าไม่ไม่ละอาย เอ่ยโดยกล่าวคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่เป็นมืออาชีพจนซึ่งทำให้ผู้คนรังเกียจขยะแขยง ไม่ได้มอบให้ความเจริญใจใดๆ ทั้งยังและกลับทำให้ความคิดของผู้คนปั่นป่วนแทน  นี่เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจอย่างแท้จริง!  พวกเจ้าควรทำอย่างไรเมื่อเผชิญกับพบเจอผู้คนเช่นนี้?  (พวกเราต้องชำแหละส่วนที่เป็นเหตุผลวิบัติในสิ่งที่พวกเขาพูดกำลังกล่าว)  พวกเจ้าควรจัดการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร?  ที่จริงแล้วง่ายทีเดียวแท้จริงแล้ว เป็นเรื่องง่ายมาก   เจ้ากล่าวกับพวกเขาว่า “ฉันคิดว่าหลังจากที่คุณอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว คุณก็ไม่ได้จับความเข้าใจอะไรมากนัก”  พวกเขาตอบว่า “ฉันไม่คิดแบบเช่นนั้น ฉันรู้สึกว่ามันดีนะ”  เจ้ากล่าวว่า “คุณก็คิดว่ามันดีไปเสียหมดไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ดังนั้นตามเหตุผลของคุณ นั่นหมายความว่าพระวจนะของพระเจ้าเทียบเท่ากับคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติของมนุษย์อย่างกระนั้นหรือ?  หากคุณเห็นด้วยกับคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติเหล่านี้ แล้วคุณจะอ่านพระวจนะของพระเจ้าไปทำไม?  คุณไม่จำเป็นต้องอ่านพระวจนะเหล่านั้นเลยหรอก  ตอนนี้ปัญหานี้ของคุณนี้ร้ายแรงแล้ว—คุณกำลังปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าว่าประหนึ่งเป็นปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของมวลมนุษย์ที่เลวร้าย ว่าประหนึ่งเป็นวิธีการจัดการสิ่งต่างๆ และมุมมองของมวลมนุษย์ที่เลวร้าย  ในทัศนะมุมมองของคุณ ผู้คนที่ซื่อสัตย์ที่พระเจ้าตรัสถึงก็เหมือนกับผู้คนที่ไร้เล่ห์มารยา คนโง่เขลาเบาปัญญา และคนทึ่ม  คุณตีความทุกพระวจนะทุกคำที่พระเจ้าตรัสโดยใช้คำพูดของมนุษย์ โดยนำถือว่าพระวจนะเหล่านั้นไปเทียบเท่ากับเหตุผลวิบัติและคำกล่าวที่มวลมนุษย์ที่เลวร้ายสรุปไว้  เช่นนั้นแล้ว คุณกำลังจะสื่อบอกเป็นนัยว่าพระวจนะของพระเจ้าคือคำพูดของมนุษย์ คือภาษาของมนุษย์ และคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติของมนุษย์อย่างกระนั้นหรือ?  ในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าในหนทางด้วยวิธีนี้แปลว่า คุณไม่ได้กำลังทำจับใจความเข้าใจพระวจนะเหล่านั้น แต่คุณกำลังหมิ่นประมาทพระวจนะเหล่านั้น และหมิ่นประมาทพระเจ้า”  พวกเจ้าทุกคนจะสามารถกล่าวคำพูดเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนได้หรือไม่?  หากพระวจนะของพระเจ้ามีความหมายตามที่พวกศัตรูของพระคริสต์กล่าว แล้วเหตุใดพระเจ้าจึงไม่ตรัสพระวจนะคำพูดเหล่านั้นออกมาโดยตรงเล่า?  ในยามที่เมื่อพระเจ้าตรัสบอกให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เหตุใดพระองค์จึงไม่เพียงตรัสบอกให้พวกเขาเป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยาและเป็นคนดีเท่าแล้วก็หยุดอยู่แค่นั้นเล่า?  สิ่งนี้เป็นเพียงความแตกต่างของถ้อยคำใช่กระนั้นหรือไม่?  (ไม่ใช่)  พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และภายในพระวจนะเหล่านั้นมีเส้นทางให้ผู้คนปฏิบัติ  หากผู้คนกระทำการและใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาย่อมก็สามารถกลายเป็นผู้คนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เป็นผู้คนที่ตรงตามสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  ในขณะเดียวกัน การกระทำการและใช้ชีวิตตามสิ่งที่มนุษย์กล่าวจะทำให้คนเรากลายเป็นคนเลอะเลือนโดยสมบูรณ์ เป็นซาตานที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง  พวกเจ้าตระหนักถึงประเด็นนี้หรือไม่?  ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรหากพวกเจ้ากระทำการและปฏิบัติตามสิ่งที่พระเจ้าตรัสว่าให้เพื่อเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร?  และผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรและหากพวกเจ้ากระทำการและใช้ชีวิตตามสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าคนดีหรือคนที่ไร้เล่ห์มารยา ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร?  ผลลัพธ์นั้นย่อมจะแตกต่างกันมิใช่หรือ?  (ใช่)  แล้วผลลัพธ์ของการใช้ชีวิตในฐานะคนที่ซื่อสัตย์คืออะไร?  (การมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ การสามารถนมัสการพระเจ้า การพูดตามเรียกสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง และการสามารถเป็นคนที่ตรงไปตรงมาและเปิดใจเผยและตรงไปตรงมากับพระเจ้าได้  หากคนเราประพฤติตนเป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยาหรือคนดีตามที่มนุษย์นิยามไว้ พวกเขาก็จะยิ่งเจ้าเล่ห์คดโกงและเชี่ยวชาญในการอำพรางตนเองมากขึ้น พวกเขาจะกล่าวเพียงคำพูดที่รื่นหู พวกเขาใช้ชีวิตตามปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตาน และพวกเขากลายเป็นซาตานที่ยังมีชีวิตอยู่)  เจ้าเห็นหรือไม่ว่าในเรื่องนี้มีความแตกต่างกันอยู่?  การกระทำการและใช้ชีวิตตามสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกว่าคนที่ซื่อสัตย์นั้นทำให้หัวใจของคนเราบริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาสามารถเปิดใจกับพระเจ้าหัวใจของพวกเขาสามารถเปิดกว้างต่อพระเจ้าได้ และพวกเขาก็สามารถมอบหัวใจให้ของตนแด่พระเจ้าได้โดยไม่ปราศจากการอำพราง คดโกงการหลอกลวง หรือปลอมแปลงการทำให้เทียมเท็จ  พวกเขาไม่ซ่อนเร้นหัวใจของพวกเขาไม่ซ่อนเร้นจากพระเจ้า แต่เพียงแค่เปิดกว้างต่อพระองค์ จากภายนอก พวกเขาเผยให้เห็นและใช้ชีวิตตามสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ภายในนั้นถูกเปิดเผยและใช้ชีวิตตามนั้นออกมาสู่ภายนอก และสิ่งที่อยู่ภายในก็สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาเปิดเผยให้เห็นและใช้ชีวิตตามที่ภายนอกนั้นออกมาสู่ภายนอกก็สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่ภายในพวกเขา  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการ นี่คือความจริง  ในทางกลับกัน หลักธรรมของในการประพฤติปฏิบัติตนและหลักธรรมของการปฏิบัติสำหรับผู้บรรดาผู้ที่ผู้คนเรียกกันว่าคนที่ไร้เล่ห์มารยาหรือคนดีคืออะไร?  แท้จริงแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นนั้นคือการเสแสร้ง  พวกเขาไม่พูดสิ่งที่ตนกำลังคิดออกมาง่ายๆ และไม่ปล่อยให้ผู้อื่นเห็นความคิดนั้นด้วย  พวกเขาไม่บุ่มบ่ามทำร้ายความภาคภูมิใจในตนเองหรือผลประโยชน์ของผู้อื่นอย่างหุนหันพลันแล่น แต่การไม่ทำร้ายผู้อื่นนั้นก็เพื่อเป็นการปกป้องตนเองเช่นกัน  พวกเขาจะระมัดระวังอยู่ภายในและอำพรางตนเองอยู่ภายนอก ดูเป็นคนที่เปี่ยมศรัทธา อดทนผ่อนปรน อดกลั้นทน และมีความเมตตาสงสารเป็นพิเศษ  ทว่าแต่ไม่มีผู้ใดได้ใครสามารถเห็นสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ภายในได้ พวกเขามีความเสื่อมทราม ความรู้สึกคัดค้านการต่อต้าน และการความเป็นกบฏอยู่ในตัวพวกเขา แต่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นได้  ภายนอกพวกเขาเสแสร้งทำเป็นดูเหมือนให้ความเจริญใจ อ่อนโยน และใจดีเป็นพิเศษ  ไม่ว่าพวกเขาจะทำเรื่องย่ำแย่มาเลวร้ายมากเพียงใด หรือไม่ว่าข้างในพวกเขาจะเป็นกบฏหรือเลวร้ายแค่ไหนอยู่ภายในมากเพียงใด ก็ไม่มีใครบอกได้  จากภายนอกแล้ว พวกเขายังเต็มใจช่วยเหลือผู้อื่นและให้ทานแก่ผู้ขัดสน พร้อมที่จะตอบสนองเสมอ เป็นเหลยเฟิงตัวจริงอีกด้วยที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง  พวกเขายิ้มแย้มและแสดงด้านที่ดีที่สุดของตนให้ผู้อื่นเห็นตลอดเวลา และไม่ว่าพวกเขาจะแอบหลั่งน้ำตาเป็นการส่วนตัวมามากเพียงใด พวกเขาก็มักจะยิ้มแย้มต่อหน้าผู้อื่นเสมอ ทำให้ผู้คนรู้สึกได้รับความเจริญใจอยู่เสมอ  นี่คือไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนเรียกว่าคนดีมิใช่หรอกหรือ?  เมื่อเปรียบเทียบคนดีผู้นี้กับคนที่ซื่อสัตย์ คนใดที่เป็นบวก?  คนใดที่มีความเป็นจริงความจริง?  (คนที่ซื่อสัตย์)  ผู้คนที่ซื่อสัตย์มีความเป็นจริงความจริง เป็นที่รักของพระเจ้า และตรงตามมาตรฐานที่พระเจ้าทรงเรียกร้องของพระเจ้าตามที่พระองค์ทรงเรียกร้อง ในขณะที่คนดีและคนที่ไร้เล่ห์มารยาไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาคือผู้คนประเภทที่พระเจ้าทรงกล่าวโทษและทรงรังเกียจเดียดฉันท์อย่างแท้จริง  เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ตีความผู้คนที่ซื่อสัตย์ที่พระเจ้าทรงเรียกร้องตามอำเภอใจว่าเป็นเพียงคนดีหรือคนที่ไร้เล่ห์มารยา นี่ย่อมเป็นไม่ใช่การกล่าวโทษสิ่งที่พระเจ้าตรัสอย่างไม่รู้ตัวมิใช่หรอกหรือ?  นี่คือไม่ใช่การหมิ่นประมาทพระวจนะของพระเจ้ามิใช่หรอกหรือ?  นี่คือไม่ใช่การหมิ่นประมาทความจริงมิใช่หรอกหรือ?  นี่คือข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดเจน  พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า นับประสาอะไรกับการเข้าใจว่ายิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าความจริงคืออะไร กระนั้นแต่พวกเขาก็ยังกลับใช้ข้อโต้แย้งที่มีข้อบกพร่องและนำการตีความของตนเองมาใช้อย่างมืดบอด เสแสร้งว่าเข้าใจทั้งที่ตนไม่รู้เรื่อง ตีความพระวจนะของพระเจ้าแบบผิดๆ อย่างบ้าคลั่งตามอำเภอใจ รวมถึงและชักพาผู้อื่นให้หลงผิดและก่อกวนผู้อื่น  พวกเจ้าจะกระทำการตัวเช่นนี้หรือไม่?  การเสแสร้งว่าเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าทั้งที่เห็นได้ชัดว่าตนไม่เข้าใจอย่างชัดเจน รวมถึงและการใช้คำศัพท์ ความคิดเห็นการแสดงออก และมุมมองของตนเองมาตีความและตีกรอบจำกัดขอบเขตพระวจนะของพระเจ้าโดยอิงจากความเข้าใจตามตัวอักษรของตน—นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์

ความแตกต่างในเนื้อแท้ระหว่างพระวจนะของพระเจ้ากับคำพูดของมนุษย์ และระหว่างความจริงกับคำสอนคืออะไร?  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ผู้คนเติบโตในสำนึกและมโนธรรม กระทำการตามหลักธรรม และสิ่งที่พวกเขาใช้ดำเนินชีวิตก็มีความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวกมากขึ้นเรื่อยๆ  ในทางกลับกัน คำพูดของมนุษย์อาจดูเหมือนเข้ากันได้โดยอย่างสมบูรณ์แบบกับรสนิยมและมโนคติอันหลงผิดของผู้คน แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง สิ่งเหล่านั้นเต็มไปด้วยหลุมพราง การทดลอง รวมถึงและคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติ ดังนั้น หากผู้คนกระทำการตามคำพูดเหล่านี้ สิ่งที่พวกเขาใช้ดำเนินชีวิตก็จะยิ่งพลัดไถลห่างไปจากพระเจ้า และจากมาตรฐานของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ  ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นก็คือ หนทางในการดำเนินชีวิตของผู้คนจะชั่ววิธีที่ผู้คนใช้ชีวิตจะยิ่งเลวร้ายและคล้ายคลึงกับซาตานมากขึ้นทุกทีเรื่อยๆ  เมื่อผู้คนใช้ชีวิตและกระทำการตามคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติของมนุษย์โดยสมบูรณ์สิ้นเชิง เมื่อพวกเขาโอบน้อมรับข้อโต้แย้งเหล่านี้อย่างเต็มที่ พวกเขาก็ใช้ชีวิตเป็นซาตาน  และการใช้ชีวิตเป็นซาตานก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาคือเป็นเหล่าซาตานมิใช่หรอกหรือ?  (ใช่)  ดังนั้น พวกเขาจึงกลายเป็นซาตานที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ “สำเร็จ”  คนบางคนกล่าวว่า “ฉันไม่เชื่อหรอก  ฉันแค่อยากเป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยาแบบที่คนผู้อื่นชื่นชอบ  ฉันอยากเป็นคนที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นคนดี แล้วฉันจะรอดูว่า พระเจ้าจะทรงปลื้มปีติยินดีในตัวฉันหรือไม่”  หากเจ้าไม่เชื่อสิ่งที่พระเจ้าตรัส ก็จงไปดู และ—ดูว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง หรือมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์คือความจริง  นี่คือความแตกต่างในแก่นแท้ระหว่างพระวจนะของพระเจ้ากับคำพูดของมนุษย์  นี่คือข้อความแตกต่างที่สำคัญยิ่งระหว่างความจริงกับคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติ  ไม่ว่าคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติของมนุษย์จะดูตรงเหมือนเข้ากับรสนิยมของผู้คนมากแค่ไหนเพียงใด สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีวันกลายเป็นชีวิตของพวกเขาได้ ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะดูเรียบง่ายเพียงใด เป็นภาษาพูดเพียงใด ขัดแย้งกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คนเพียงใด แก่นแท้ของพระวจนะเหล่านั้นก็คือความจริง และหากสิ่งที่ผู้คนทำและใช้ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับหลักธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้า สุดท้ายแล้ว วันหนึ่งในท้ายที่สุด สักวันหนึ่ง พวกเขาก็จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงที่ถึงตามซึ่งได้มาตรฐาน และจะสามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้  ในทางกลับกัน หากผู้คนไม่ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและไม่กระทำการตามข้อเรียกร้องของพระเจ้า พวกเขาก็ไม่สามารถกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ถึงตามได้มาตรฐานได้  การกระทำของพวกเขาและเส้นทางที่พวกเขาเดินจะได้แต่ถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์เท่านั้น นี่คือข้อเท็จจริง  ผ่านการสามัคคีธรรมนี้ พวกเจ้ามีความเข้าใจหรือแนวคิดใหม่เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าใช่หรือไม่?  พระวจนะของพระเจ้าคืออะไร?  พระวจนะของพระเจ้าเหล่านั้นคือความจริง หนทาง และชีวิต—ในสิ่งนี้ไม่มีความเทียมเท็จในการนี้  มีเพียงพวกศัตรูของพระคริสต์ บรรดาผู้ที่รังเกียจสิ่งที่เป็นบวกโดยธรรมชาติและเกลียดชังสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกมาแต่กำเนิดเหล่านั้นเท่านั้น ที่ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าด้วยความดูแคลน ไม่ถือว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง และปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง หนทาง และชีวิต  ไม่ว่าเมื่อใดพวกเขาก็จะไม่มีวันยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นชีวิตของตนไม่ว่าเวลาใดก็ตาม พวกเขาคือกลุ่มคนที่เกินกว่าจะช่วยให้รอดได้  หลังจากการสามัคคีธรรมเช่นนี้ บางคนก็เข้าใจว่าการสำแดงเหล่านี้เทียบเท่ากับการแก้ไขดัดแปลงแตะต้องสร้างความเสียหายและการตีความพระวจนะของพระเจ้าตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นการสำแดงของพวกศัตรูของพระคริสต์  พวกเจ้าจะกล่าวว่าสิ่งนี้หมายรวมถึงบรรดาผู้ที่เรียบเรียงพระวจนะของพระเจ้าด้วยใช่หรือไม่?  (ใช่)  รวมด้วยหรือ?  การแก้ไขดัดแปลงแตะต้องสร้างความเสียหายหมายถึงอะความว่าอย่างไร?  (หมายถึงการลบหรือเพิ่มบางสิ่งบางอย่างตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงความหมายดั้งเดิมของพระวจนะของพระเจ้า  นี่คือการแก้ไขดัดแปลงแตะต้องสร้างความเสียหาย  หากเรียบเรียงพระวจนะของพระองค์ตามหลักธรรม เช่นนั้นก็ไม่ใช่การแก้ไขดัดแปลงแตะต้องสร้างความเสียหาย)  ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่พวกเจ้าต้องเข้าใจ  เมื่อด้วยความเข้าใจเช่นนี้ ในยามที่เรียบเรียงพระวจนะของพระเจ้า พวกเจ้าก็จะไม่มีความกังวลใดๆ อีกเมื่อเรียบเรียงพระวจนะของพระเจ้า ใช่หรือไม่?  บัดตอนนี้พวกเจ้าสามารถจับความเข้าใจหลักธรรมได้อย่างถูกควรต้องแล้วใช่หรือไม่?  เมื่อเจ้าถูกขอให้เรียบเรียง นั่นไม่ใช่คำเชิญให้แก้ไขดัดแปลงแตะต้องสร้างความเสียหาย  นอกจากนี้ยังมีบรรดาผู้ที่ทำงานแปล—ผู้คนเหล่านี้ถูกขอให้แปลพระวจนะของพระเจ้าโดยตรง รวมถึงและแปลความหมายดั้งเดิมของพระวจนะของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้าเองเป็นอีกภาษาหนึ่ง ไม่ใช่ให้ตีความพระวจนะของพระเจ้าในขณะที่แปล  เจ้าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะตีความ และเจ้าต้องเอาใส่ใจและระมัดระวังในเกี่ยวกับเรื่องนี้  การจับความเข้าใจหลักธรรมให้ดี การเข้าใจว่าสิ่งใดประกอบเป็นการแก้ไขดัดแปลงแตะต้องสร้างความเสียหายประกอบและไม่ประกอบด้วยอะไรบ้างสิ่งใดไม่ใช่—จงจับความเข้าใจหลักธรรมเหล่านี้ให้ดี แล้วการทำผิดพลาดเช่นนั้นก็จะเป็นเรื่องยากที่จะทำผิดพลาดเช่นนั้น   หากพวกเจ้าไม่เข้าใจหลักธรรมเหล่านี้ และต้องการเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนความหมายในขณะที่เรียบเรียงอยู่เสมอ โดยมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าวิธีที่พระเจ้าตรัสสิ่งนี้ไม่ได้ค่อยดีเลิศนัก หรือวิธีที่พระองค์ตรัสสิ่งนี้นั้นดูเหมือนจะผิดเพี้ยนไป โดยคิดไปว่าควรจะตรัสในหนทางบางอย่างวิธีใดวิธีหนึ่ง ความคิดเช่นนั้นย่อมจะทำให้เจ้ามีแนวโน้มที่จะทำผิดพลาดในการแก้ไขดัดแปลงแตะต้องสร้างความเสียหาย  สำหรับผู้แปลที่กล่าวว่า “ฉันรู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร ดังนั้นฉันจะแปลตามความหมายนั้น  เมื่อแปลเสร็จแล้ว หากผู้อ่านก็เข้าใจแล้วก็จบแล้วกันไม่ใช่หรือ?  พวกเขาไม่จำเป็นต้องแสวงหาหรืออ่านอธิษฐาน แต่จะพวกเขาจะได้รับความรู้แจ้งและความสว่างโดยตรง”—นี่คือไม่ใช่ความผิดพลาดมิใช่หรอกหรือ?  การนี้นี่เป็นการละเมิดหลักธรรม นี่เป็นการตีความพระวจนะของพระเจ้าตามอำเภอใจ  โดยสรุปก็คือแล้ว จงอย่าปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเหมือนที่เจ้าจะปฏิบัติต่อคำพูดของมนุษย์ เหมือนนวนิยาย เหมือนงานเขียนของคนดัง หรือบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายเชิงวาทกรรมทางวิชาการ  นอกจากการไม่แก้ไขดัดแปลงแตะต้องสร้างความเสียหายหรือตีความพระวจนะตามอำเภอใจแล้ว คนเราควรเข้าหาพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีแห่งการแสวงหา การยอมรับ และการนบนอบขณะที่เมื่อกินและดื่มและอ่านอธิษฐานพระวจนะเหล่านั้น  เมื่อเช่นนั้นเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถเห็นความจริง เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ค้นพบเส้นทางที่จะปฏิบัติในพระวจนะของพระเจ้า รวมถึงและแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนและรวมถึงความยากลำบากนานาต่างๆ ที่พบเจอในการทำหน้าที่ของตนและในชีวิตของพวกเขาได้  การสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เช่นนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ท่าทีที่เจ้ามีต่อพระวจนะของพระเจ้านั้นถูกต้อง  การสามัคคีธรรมของพวกเราในเรื่องของเกี่ยวกับการสำแดงแรกของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า—การแก้ไขดัดแปลงแตะต้องสร้างความเสียหายและการตีความพระวจนะของพระเจ้าตามอำเภอใจ—จบลงที่ประเด็นนี้

ข. พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเมื่อพระวจนะเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา

การสำแดงประการที่สองคือ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเมื่อพระวจนะเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา  ในพระราชกิจของพระเจ้า ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะไว้มากมาย  ขอบข่ายของพระวจนะเหล่านี้กว้างขวาง และเนื้อหาของพระวจนะเหล่านี้ก็บริบูรณ์ ซึ่งรวมถึงแง่มุมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับเจตนาและมุมมองของผู้คน ตลอดจนการรับใช้พระเจ้าของพวกเขาด้วย  แน่นอนว่ายังมีพระวจนะที่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนยิ่งกว่านี้ และมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าและข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์มากกว่านี้  ในบรรดาพระวจนะเหล่านี้ พระเจ้าได้ทรงนำวิธีการตรัสที่หลากหลายมาใช้  ในวิธีการตรัสอันหลากหลายเหล่านี้ เริ่มแรกน้ำเสียงที่ใช้ในการตรัสบางประการนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกับมนุษย์ ตามมาด้วยการพิพากษาและการเปิดโปงมวลมนุษย์ ตลอดจนการพิชิตมวลมนุษย์ และจากนั้นก็ค่อยๆ บอกเล่าความจริงในแง่มุมต่างๆ แก่ผู้คน  เนื้อหาของพระวจนะเหล่านี้มีหลายแง่มุม แต่ไม่ว่าจะกว้างขวางเพียงใด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่มวลมนุษย์อันเสื่อมทรามต้องการ  นอกเหนือจากเนื้อหาที่พิเศษที่สุดเพียงส่วนน้อย โดยมากแล้วพระวจนะเหล่านี้ตรัสตามรูปแบบภาษาของมนุษย์ ด้วยน้ำเสียง ด้วยการใช้คำ และใช้ตรรกะทางภาษาที่มนุษย์ทุกคนสามารถยอมรับได้  สรุปก็คือ ลักษณะและวิธีการของรูปแบบภาษาและคำตรัสเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องธรรมดาและเข้าใจได้ง่ายมาก  ตราบใดที่คนเรามีความคิดที่ปกติ รวมถึงมีจิตใจและสำนึกที่ปกติ คนเราย่อมสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ได้  ความหมายโดยนัยของสิ่งนี้ก็คือ ตราบเท่าที่ความคิดของคนเราเป็นปกติ หลังจากอ่านพระวจนะเหล่านี้แล้ว คนเราย่อมสามารถค้นพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ รู้จักตนเอง เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และค้นพบหลักธรรมของการปฏิบัติได้  ตราบใดที่คนเรามีหัวใจและมีความคิดที่ปกติ พระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ย่อมสามารถช่วยเหลือผู้คนและชี้แนะพวกเขาให้ผ่านพ้นความยากลำบากทั้งหลายในชีวิตได้ และยังสามารถทำให้ผู้คนเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองได้อีกด้วย  เนื้อหาส่วนใหญ่ในพระวจนะของพระเจ้าเป็นเช่นนี้ แต่มีส่วนหนึ่งที่ตรัสจากมุมมองของเทวสภาพ จากมุมมองของพระวิญญาณ  เนื้อหาส่วนนี้พิเศษมาก  ในสายตาของมวลมนุษย์ทั้งปวง พระวจนะส่วนนี้ของพระองค์ล้ำลึกและเข้าใจยากเหลือเกิน  พระวจนะส่วนนี้ดูเหมือนจะเป็นความล้ำลึก และยังดูเหมือนเป็นคำเผยพระวจนะอีกด้วย  ในทุกประโยค ทุกบทตอน และทุกบทของคำตรัส เป็นเรื่องยากมากที่ผู้คนจะมองเห็นถึงความหมายของพระเจ้า เป็นเรื่องยากที่จะพบบริบทของพระวจนะของพระเจ้าและข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ ตลอดจนหลักธรรมความจริงที่ผู้คนกำลังแสวงหา  แล้วสิ่งเหล่านี้คือพระวจนะส่วนใดของของพระองค์?  สิ่งเหล่านี้คือ “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล” และภาคผนวกของพระวจนะส่วนนี้  พระวจนะส่วนนี้ของพระองค์เป็นเรื่องยากมากที่ผู้คนจะเข้าใจ  พวกเรามาละเรื่องที่ว่าเหตุใดพระเจ้าจึงตรัสส่วนที่ยากที่ผู้คนจะเข้าใจนี้ไว้ก่อน แล้วมาคุยกันแทนว่าในหัวข้อที่พวกเรากำลังจะสามัคคีธรรม—“พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเมื่อพระวจนะเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา”—ส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับส่วนที่เราได้กล่าวถึงไป  สำหรับพระวจนะส่วนใหญ่ที่ธรรมดา เข้าใจง่าย และซับซ้อนแต่อธิบายอย่างเรียบง่ายที่พระเจ้าตรัส ตลอดจนคำเตือนและเครื่องเตือนใจที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ คำเตือนสติและพระวจนะแห่งการชูใจที่มีต่อมนุษย์ พระวจนะแห่งการเปิดโปงและการพิพากษาที่มีต่อมนุษย์ และพระวจนะแห่งการจัดหาและการชี้แนะที่มีต่อมนุษย์นั้น บรรดาผู้ที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเลย บรรดาผู้ที่ยกย่องคำว่า “พระเจ้า” ให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และยอมเชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครือเสียดีกว่าย่อมคิดว่าพระวจนะเหล่านี้ดูไม่เหมือนพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาพบว่าพระวจนะเหล่านี้ธรรมดาเกินไป ตรงไปตรงมาเกินไป—เป็นเพียงคำพูดพื้นๆ  พวกเขาคิดว่าแต่ละบทนั้นยาวเกินไป  พวกเขาไม่อยากอ่านพระวจนะเหล่านี้  พวกเขาคิดว่าพระวจนะเหล่านี้ขาดความลึกซึ้งและความล้ำลึก และด้วยเหตุนี้จึงไม่คุ้มค่าที่จะอ่าน  ดังนั้นในทัศนะของพวกเขา พระวจนะเหล่านี้จึงไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า  พวกเขากล่าวเช่นนี้เพราะเนื้อหา ลักษณะ และรูปแบบของพระวจนะเหล่านี้ไม่ตรงกับรสนิยมของพวกเขา  แล้วรสนิยมของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขาต้องการอ่านข้อความที่ลึกซึ้ง ถ้อยคำที่ไม่ว่าผู้คนจะอ่านอย่างไรก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ ราวกับคัมภีร์จากสวรรค์ที่ไม่อาจถอดความได้ พวกเขาต้องการอ่านสิ่งเหล่านี้  ศัตรูของพระคริสต์ดูแคลนพระวจนะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ประเภทตรัสด้วยวิธีการ น้ำเสียง และรูปแบบที่ตรงกับรสนิยมของมนุษย์  พวกเขาเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิด การดูถูกเหยียดหยาม และการเยาะเย้ยต่อพระวจนะเหล่านี้  เพราะฉะนั้น ผู้คนเหล่านี้จึงไม่อ่าน ไม่ดู หรือไม่ฟังพระวจนะที่ธรรมดาและเข้าใจง่ายเหล่านี้ที่สามารถมอบชีวิตผู้คนได้  ในหัวใจของพวกเขาเป็นปฏิปักษ์ รู้สึกคัดค้าน และปฏิเสธที่จะยอมรับพระวจนะเหล่านี้  เหตุใดพวกเขาจึงสามารถปฏิเสธ รู้สึกคัดค้าน และเป็นปฏิปักษ์ต่อพระวจนะเหล่านี้ได้?  มีเหตุผลหนึ่งที่แน่นอนคือ พวกเขาเชื่อว่าพระวจนะเหล่านี้พูดจากมุมมองของพระเจ้าในเนื้อหนัง ดังนั้นพวกเขาจึงถือว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นคำพูดของมนุษย์  แนวคิดของคำพูดของมนุษย์คืออะไร?  ในทัศนะของศัตรูของพระคริสต์ มีเพียงพระวจนะของพระเจ้า มีเพียงพระคัมภีร์ในสวรรค์เท่านั้นที่คู่ควรให้พวกเขาอ่าน  มีเพียงพระวจนะที่ลึกซึ้ง มิอาจหยั่งถึงได้ และล้ำลึกเท่านั้นที่สมควรได้รับการอ่านจากพวกเขา  ข้อความของมนุษย์ที่ธรรมดาและเข้าใจง่ายเหล่านี้ไม่สมควรได้รับการอ่านจากพวกเขา ไม่เข้าตาที่ “เฉียบแหลม” ของพวกเขา และพวกเขาก็ดูแคลนข้อความเหล่านั้น  พวกเขาไม่อ่านพระวจนะเหล่านี้เลย นับประสาอะไรกับการยอมรับความจริงที่อยู่ในพระวจนะเหล่านั้น

จงมองไปรอบๆ และดูว่ามีใครบ้างที่ไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้า ใครที่ลุกขึ้นและเดินจากไปเมื่อมีคนกำลังสามัคคีธรรมเรื่องพระวจนะของพระเจ้า ใครที่เมื่อได้ยินการอ่านพระวจนะของพระเจ้าหรือการสามัคคีธรรมความจริงแล้วหาว บิดขี้เกียจ นั่งไม่ติด รู้สึกรำคาญ และหาข้ออ้างที่จะออกไป หรือขัดจังหวะ โดยเปลี่ยนเรื่องไปเป็นเรื่องอื่น—ผู้คนเช่นนี้ตกอยู่ในอันตราย  เจ้าสามารถพูดเรื่องเทววิทยา เหตุผลวิบัติ หรือมุมมองใดๆ ของมนุษย์ได้ และพวกเขาก็จะนั่งฟังจนจบ  แต่ทันทีที่เจ้าเริ่มเทศนา อ่านอธิษฐาน หรือสามัคคีธรรมเรื่องพระวจนะของพระเจ้า หรือยกชูพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็จะเปลี่ยนไปทันที โดยเผยกิริยาท่าทางที่ผิดปกติ กิริยาท่าทางเยี่ยงปีศาจออกมา  เมื่อพวกเขาได้ยินการอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจะเริ่มกระสับกระส่ายและหงุดหงิด และทันทีที่พวกเขาได้ยินใครบางคนสามัคคีธรรมความจริง พวกเขาก็จะเริ่มต่อต้าน แล้วลุกขึ้นเดินหนีไป  ธรรมชาติของสิ่งนี้คืออะไร?  นี่คืออุปนิสัยใด?  นี่แหละคือศัตรูของพระคริสต์  บางคนอาจจะกล่าวว่า “พระองค์ทรงแปะป้ายพวกเขาว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างไร?  บางทีพวกเขาอาจจะเป็นผู้เชื่อใหม่ที่ยังไม่เกิดความสนใจในพระวจนะของพระเจ้า หรือยังไม่ได้ลิ้มรสความหอมหวานของพระวจนะของพระเจ้าก็ได้  พระองค์ไม่ทรงเผื่อความเป็นไปได้ที่ว่าผู้เชื่อใหม่อาจจะมีวุฒิภาวะน้อยบ้างหรือ?”  หากพวกเขาเป็นผู้เชื่อใหม่ที่มีวุฒิภาวะน้อยและไม่สนใจในพระวจนะของพระเจ้า แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่รู้สึกรังเกียจเมื่อเจ้าพูดถึงเรื่องอื่นเล่า?  หากเจ้าพูดคุยเรื่องมหันตภัยใหญ่หลวง อนาคตของมวลมนุษย์ ความล้ำลึก หรือหนังสือวิวรณ์ ก็ลองดูว่าพวกเขาสามารถนั่งนิ่งๆ ได้หรือไม่  ถึงตอนนั้นพวกเขาย่อมจะประพฤติตัวต่างออกไป  จากมุมมองด้านแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง  แก่นแท้ธรรมชาติของความเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงนี้เผยตัวเองออกมาได้อย่างไร?  นั่นคือเมื่อได้ยินพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจะรู้สึกรังเกียจ ง่วงซึม และเผยการแสดงออกถึงการดูหมิ่น ความรำคาญ และความไม่เต็มใจที่จะฟังนานาประการออกมา  กิริยาท่าทางเยี่ยงปีศาจของพวกเขาจึงถูกเผยออกมาด้วยเหตุนี้เอง  จากภายนอกนั้น พวกเขากำลังทำหน้าที่ของตนและพวกเขายอมรับว่าตนเองเป็นผู้ติดตามพระเจ้า  แล้วเหตุใดเมื่อสามัคคีธรรมความจริง เมื่อสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจึงกลายเป็นดื้อรั้นไปเสีย?  เหตุใดในเวลานั้นพวกเขาจึงไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้?  นี่ราวกับว่าพระวจนะของพระเจ้ามีดาบติดมาด้วย  พระวจนะของพระเจ้าทิ่มแทงพวกเขาอย่างนั้นหรือ?  พระวจนะของพระเจ้ากล่าวโทษพวกเขาอย่างนั้นหรือ?  ไม่ใช่  พระวจนะเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพระวจนะแห่งการจัดหา และเมื่อได้ยินพระวจนะเหล่านี้ ผู้คนย่อมสามารถตื่นรู้ ค้นพบหนทางในการใช้ชีวิต ฟื้นคืนสติ และใช้ชีวิตด้วยสภาพเสมือนมนุษย์ได้  แล้วเหตุใดบางคนจึงมีปฏิกิริยาที่ผิดปกติเมื่อได้ยินพระวจนะเหล่านี้?  นี่คือพวกปีศาจที่กำลังเผยธาตุแท้ของตนออกมา  พวกเขาไม่รู้สึกรังเกียจในยามที่เจ้าพูดถึงเทววิทยา เรื่องนอกรีต เหตุผลวิบัติ หรือหนังสือวิวรณ์  ต่อให้เจ้าพูดถึงการยอมคล้อยตาม การเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน หรือเล่าเรื่องราวของวีรบุรุษ พวกเขาก็ไม่รู้สึกรังเกียจ  แต่ทันทีที่พวกเขาได้ยินการอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็รู้สึกรังเกียจ ลุกขึ้น และอยากจะเดินออกไป  หากเจ้าเตือนสติพวกเขาให้ตั้งใจฟัง พวกเขาก็จะมีท่าทีโต้แย้งและดวงตาลุกโชนด้วยความโกรธ  เหตุใดผู้คนเช่นนี้จึงไม่ยอมฟังพระวจนะของพระเจ้า?  พวกเขาไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้เมื่อได้ยินพระวจนะของพระเจ้า—เกิดอะไรขึ้นในเรื่องนี้?  สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าวิญญาณที่อยู่ภายในของพวกเขานั้นผิดปกติ นี่คือวิญญาณที่รังเกียจความจริงและเป็นปรปักษ์กับพระเจ้า  ทันทีที่พวกเขาได้ยินพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจะรู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจ และปีศาจที่อยู่ในตัวของพวกเขาก็จะปั่นป่วน ทำให้พวกเขาไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้  นี่คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  ดังนั้นเมื่อมองจากภายนอก ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้าที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา  แต่คำว่า “ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา” นี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?  คำนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขากล่าวโทษพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาไม่ยอมรับว่าพระวจนะเหล่านี้มาจากพระเจ้า และไม่ยอมรับว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริงหรือเป็นหนทางแห่งชีวิตที่ช่วยผู้คนให้รอด  การไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเป็นเพียงข้ออ้าง เป็นปรากฏการณ์ระดับผิวเผินเท่านั้น  การไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาหมายความว่าอย่างไร?  คนทุกคนไม่มีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระวจนะทั้งหมดเหล่านี้ที่พระเจ้าตรัสเลยกระนั้นหรือ?  ทุกคนสามารถยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นพระวจนะของพระเจ้า เป็นความจริงได้หรือไม่?  ไม่ได้—ทุกๆ คนต่างมีความคิด มโนคติอันหลงผิด หรือมุมมองบางอย่างที่ขัดแย้งหรือตรงกันข้ามกับพระวจนะของพระเจ้าอยู่ในระดับหนึ่งไม่มากก็น้อย  อย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่มีความมีเหตุผลที่เป็นปกติ และความมีเหตุผลนี้สามารถช่วยให้พวกเขาเอาชนะท่าทีที่ผุดขึ้นมาเมื่อพวกเขาเผชิญกับพระวจนะของพระเจ้าที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาได้  ความมีเหตุมีผลของพวกเขาบอกพวกเขาว่า “ต่อให้สิ่งเหล่านี้จะไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของฉัน แต่นี่ก็ยังคงเป็นพระวจนะของพระเจ้า ต่อให้จะไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของฉัน ฉันรู้สึกฝืนใจที่จะฟัง รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง และรู้สึกว่าขัดแย้งกับความคิดของฉัน แต่พระวจนะเหล่านี้ก็ยังคงเป็นความจริง  ฉันจะค่อยๆ ยอมรับพระวจนะเหล่านี้ และสักวันหนึ่งเมื่อฉันยอมรับทั้งหมดนี้ ฉันก็จะปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดของตัวเอง”  ความมีเหตุผลของพวกเขาบอกพวกเขาให้ละวางมโนคติอันหลงผิดของตนเองไว้ก่อน มโนคติอันหลงผิดของพวกเขาไม่ใช่ความจริง และไม่สามารถแทนที่พระวจนะของพระเจ้าได้  ความมีเหตุผลของพวกเขาบอกพวกเขาให้ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีนบนอบและซื่อสัตย์ แทนที่จะรู้สึกคัดค้านพระวจนะของพระเจ้าด้วยมโนคติอันหลงผิดและมุมมองของตนเอง  ดังนั้น เมื่อพวกเขาได้ยินพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็สามารถยอมรับพระวจนะที่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของตนและนั่งลงฟังอย่างเงียบๆ ได้  สำหรับพระวจนะที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาก็กำลังแสวงหาหนทางแก้ไข เพียรพยายามที่จะละวางมโนคติอันหลงผิดของตนเองและเริ่มที่จะเข้ากันได้กับพระเจ้า  นี่คือพฤติกรรมปกติของคนส่วนใหญ่ที่มีความเป็นเหตุเป็นผล  อย่างไรก็ตาม “การไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา” ที่พวกศัตรูของพระคริสต์กล่าวถึงนั้นไม่เหมือนกับที่อยู่ในผู้คนธรรมดาทั่วไป  ในกรณีของศัตรูของพระคริสต์ การนี้มีปัญหาร้ายแรง นี่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการกระทำ พระวจนะ แก่นแท้ และอุปนิสัยของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง เป็นสิ่งที่มีแก่นนิสัยเยี่ยงซาตาน  ในกรณีของพวกเขา สิ่งนี้คือการกล่าวโทษ การหมิ่นประมาท และการเยาะเย้ยพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาเชื่อว่าภาษาของมนุษย์ที่ธรรมดาและเข้าใจง่ายที่พระเจ้าตรัสไม่ใช่ความจริงและไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลของการช่วยผู้คนให้รอดได้  นี่คือความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์หมายความว่า “ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา”  แล้วแก่นแท้ของสิ่งนี้คืออะไร?  ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งนี้คือการกล่าวโทษ การปฏิเสธ และการหมิ่นประมาทพระเจ้า

ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่า เมื่อพระเจ้าทรงยืนอยู่ในมุมมองของความเป็นมนุษย์ มุมมองของบุคคลที่สาม โดยทรงใช้รูปแบบ โครงสร้าง และการเลือกใช้คำในภาษาของมนุษย์เพื่อตรัสกับผู้คน พระวจนะเหล่านี้ย่อมไม่ลึกซึ้งเพียงพอ ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะถูกนิยามว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงยอมตายเสียดีกว่าที่จะยอมรับพระวจนะเหล่านั้น  บางคนกล่าวว่า “พระองค์ตรัสว่าพวกเขาไม่ยอมรับ แต่พวกเขาก็กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า บางครั้งพวกเขาก็มีการอุทิศตนฝ่ายวิญญาณ และบางครั้งเมื่อพวกเขาสามัคคีธรรมกับพวกเรา พวกเขายังยกพระวจนะของพระเจ้ามาอ้างอิงเสียด้วยซ้ำ  พระองค์จะทรงอธิบายเรื่องนั้นว่าอย่างไร?”  นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นเป็นเพียงเปลือกนอก แต่โดยแก่นแท้แล้ว ศัตรูของพระคริสต์นิยามพระวจนะของพระเจ้าไว้ดังนี้ว่า “คำพูดที่บุตรมนุษย์ผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังกล่าวออกมาไม่เท่ากับความจริง นับประสาอะไรกับพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นฉันจึงไม่จำเป็นต้องยอมรับ กิน ดื่ม หรือนบนอบต่อคำพูดเหล่านั้น”  อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่เนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดแสดงออกมาจากมุมมองของพระวิญญาณ จากมุมมองของเทวสภาพ—พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล—นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์สามารถมองเห็นได้ แต่มิอาจเอื้อมถึง  นี่คือพระวจนะของพระเจ้าส่วนที่พวกเขาหลงใหลเป็นอย่างมาก  ความหลงใหลนี้หมายถึงสิ่งใด?  หมายถึงการที่ศัตรูของพระคริสต์เคลิบเคลิ้มไปกับพระวจนะเหล่านี้ โดยคิดว่า “เป็นเพราะคำพูดส่วนนี้ของคุณนี่เองที่ทำให้คนธรรมดาที่ไม่สลักสำคัญ คนที่ไม่มีความหมายอะไรในสายตาของพวกเราอย่างคุณได้กลายมาเป็นพระเจ้า  เรื่องนี้ช่างไม่ยุติธรรม ช่างไม่เป็นธรรมเอาเสียเลย!”  อย่างไรก็ตาม มีแง่มุมหนึ่งที่พวกเขาพบว่า “ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง”  เป็นเพราะการแสดงพระวจนะของพระเจ้าในส่วนนี้นี่เองที่สนองความอยากและความทะเยอทะยานของพวกเขาในการเคารพและเทิดทูนพระเจ้าในสวรรค์  สิ่งนี้เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับพวกเขา และพวกเขากล่าวว่า “เยี่ยมไปเลย พระเจ้าก็คือพระเจ้าโดยแท้!  พระเจ้าพระองค์นี้คือองค์ที่มาจากสวรรค์ชั้นที่สาม เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดา  พระองค์ทรงคู่ควรแก่การเป็นพระเจ้าโดยแท้ การกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ออกมาไม่ใช่เรื่องง่าย  ไม่มีสักประโยคเดียวที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ คำพูดเหล่านี้ลึกซึ้งเกินไป ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำเผยพระวจนะของผู้เผยพระวจนะเสียอีก!”  ทุกๆ ครั้งที่ศัตรูของพระคริสต์อ่านพระวจนะเหล่านี้ หัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความอิจฉาและริษยา เต็มไปด้วยความเทิดทูนต่อพระเจ้าในสวรรค์  ทุกครั้งที่พวกเขาอ่านพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาจะรู้สึกว่าตนเองคือคนที่รักพระเจ้ามากที่สุด ทุกครั้งที่พวกเขาอ่านพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาจะรู้สึกว่าตนเองใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุด  พระวจนะเหล่านี้ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเรื่องพระเจ้าของพวกเขาได้มากที่สุด  ถึงแม้ว่าในคำตรัสส่วนนี้ของพระเจ้า พวกเขาจะไม่เข้าใจเลยว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร บริบทของแต่ละประโยคที่พระเจ้าตรัสคืออะไร ผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ในท้ายที่สุดคืออะไร หรือความหมายที่แฝงอยู่ระหว่างบรรทัดคืออะไร แต่พวกเขาก็ยังคงตั้งตารอพระวจนะส่วนนี้ของพระองค์ด้วยความคาดหวังอย่างยิ่ง  เพราะเหตุใดหรือ?  เพราะส่วนนี้เข้าใจยาก ไม่มีสำนึกของความเป็นมนุษย์ดังที่เห็นในพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ไม่ได้ตรัสจากมุมมองของความเป็นมนุษย์หรือจากมุมมองของบุคคลที่สาม  ในส่วนนี้ พวกเขาเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ความมิอาจหยั่งถึงได้ของพระองค์ ทั้งยังยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้แต่มิอาจเอื้อมถึง  ยิ่งเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็ยิ่งเชื่อว่าพระเจ้าในสวรรค์สถิตอยู่ และพระเจ้าบนแผ่นดินโลกนั้นไม่มีความสำคัญใดเลย พระองค์ทรงยากที่จะเชื่อ และไม่คู่ควรแก่การเชื่อ  การกล่าวว่าบางคนยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายเพราะพระวจนะส่วนนี้ของพระองค์ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงเลย  คนบางคนเข้ามาหาพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายเพราะพระวจนะเหล่านี้โดยเฉพาะ และบางคนก็มาที่นี่เพียงเพื่อรอคอยให้พระวจนะของพระองค์ในส่วนนี้ลุล่วง  ยิ่งไปกว่านั้น บางคนได้ยืนยันถึงการสถิตของพระเจ้าในสวรรค์ผ่านพระวจนะเหล่านี้ จึงยิ่งดูหมิ่นความถ่อมพระทัยและการไร้ซึ่งความสำคัญของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกมากยิ่งขึ้น  ยิ่งพวกเขาอ่านพระวจนะของพระองค์ส่วนนี้มากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าพระเจ้าบนแผ่นดินโลก พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังตรัสอย่างตื้นเขินเหลือเกิน  พวกเขากล่าวว่า “คำพูดของพระองค์เข้าใจง่ายเกินไป  ทำไมพระองค์ไม่พูดอะไรที่พวกเราไม่เข้าใจบ้าง?  ทำไมพระองค์ไม่พูดเรื่องความล้ำลึกบ้าง?  ทำไมไม่พูดภาษาของสวรรค์ชั้นที่สาม?  ทำไมไม่พูดด้วยภาษาแบบพระเจ้า?  ให้พวกเราได้เปิดโลกทัศน์และขยายความคิดของพวกเราบ้าง  หากพระองค์พูดและกระทำการเช่นนั้น ความเชื่อของพวกเราก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นไม่ใช่หรือ?  พวกเราจะเลิกต่อต้านพระองค์ไม่ใช่หรือ?  หากพระองค์พูดและนำพวกเราในหนทางนั้น สถานะของพระองค์ก็จะสูงขึ้นไม่ใช่หรือ?  แล้วพวกเราจะดูแคลนพระองค์ได้อย่างไร?”  เรื่องนี้ค่อนข้างไร้เหตุผลมิใช่หรือ?  เรื่องนี้ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง!  ผู้คนที่ไม่ฟังเหตุผลมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่ พวกเขามีความคิดของความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่?  (ไม่)  แล้วศัตรูของพระคริสต์ประเภทนี้ คนกลุ่มนี้ที่มีปฏิกิริยาต่อพระวจนะของพระเจ้าในหนทางนี้มีความมีเหตุผลตามปกติหรือไม่?  (ไม่)  บางครั้งเมื่อเราบังเอิญพบผู้คนกำลังพูดคุยกัน เราก็เข้าไปร่วมพูดคุยกับพวกเขาด้วย  แต่ที่น่าประหลาดใจสำหรับเราก็คือ พวกเขาสนทนากันในหัวข้อที่สูงส่งเสียจนเราไม่สามารถพูดแทรกหรือเข้าร่วมการสนทนาได้  พวกเขากล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าพระองค์ไม่ได้เหมาะกับเรื่องนี้  พระองค์ไม่สามารถพูดภาษาของสวรรค์ชั้นที่สามได้  พวกเรากำลังพูดภาษาของสวรรค์ชั้นที่สามที่คนธรรมดาไม่เข้าใจ  แล้วถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าล่ะ?  พระองค์ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ดังนั้นพวกเราจึงไม่จำเป็นต้องให้พระองค์เข้าร่วม”  บอกเราทีเถิดว่า เราควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?  ผู้คนควรเรียนรู้ที่จะมีสำนึก  เมื่อเราเห็นพวกเขาพูดภาษาที่สูงส่งและทรงอำนาจของสวรรค์ชั้นที่สามเช่นนั้น และเราไม่สามารถไปถึงระดับนั้นได้ เช่นนั้นเราก็ควรจะจากไปเสียดีกว่าที่จะทำให้ตัวเองอับอาย  ศัตรูของพระคริสต์บางคนเทศนาเรื่องนอกรีต เหตุผลวิบัติ และคำพูดที่ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอันว่างเปล่าอย่างเปิดเผย ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีต้นกำเนิดมาจากซาตาน จากหัวหน้าทูตสวรรค์  คำพูดที่พวกเขากล่าวฟังดูซับซ้อนและอยู่ในระดับสูง เกินกว่าที่ผู้คนปกติส่วนใหญ่จะเอื้อมถึง  คำว่าเกินกว่าจะเอื้อมถึงหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าทันทีที่เจ้าได้ยิน เจ้าย่อมตระหนักได้ว่านั่นคือวาจาเยี่ยงมาร และเจ้าควรปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นเสีย

แก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเมื่อพระวจนะเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาคืออะไร?  พวกเจ้าได้เห็นอย่างชัดเจนแล้วใช่หรือไม่?  พวกเขาไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้จริงๆ เสียด้วยซ้ำ  แรกเริ่มเดิมที พวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้าผ่านๆ อย่างผิวเผินด้วยความอยากรู้อยากเห็น  หลังจากอ่านดูไวๆ พวกเขาก็คิดว่า “พระวจนะเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่คุ้มค่าที่จะอ่าน ไม่มีอะไรที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง มีคุณค่า หรือเป็นแก่นสาร ไม่มีอะไรที่คู่ควรแก่การศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้งเลย”  เมื่อพวกเขาอ่านต่อไป พวกเขาก็บังเอิญเจอส่วนที่เรียกว่า พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล  พวกเขารู้สึกว่าส่วนนี้มีกลิ่นอายของภาษาแบบพระเจ้า มีความสูงส่งและลึกซึ้ง คู่ควรแก่การสำรวจและศึกษาค้นคว้าของมนุษย์—สิ่งนี้ตรงกับรสนิยมของพวกเขา  ตอนนี้พวกเขากำลังตั้งตารอสิ่งใด?  “ใครสามารถอธิบายส่วนนี้ได้บ้าง?  เจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไรกันแน่?  พระวจนะของพระเจ้าแต่ละบทตอนหมายความว่าอย่างไร และสิ่งนี้จะลุล่วงอย่างไรกัน?”  นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ต้องการทำความเข้าใจมากที่สุด แต่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยตนเอง  พวกเจ้าคิดว่าควรบอกพวกเขาหรือไม่?  (ไม่จำเป็น)  เหตุใดจึงไม่จำเป็น?  พวกปีศาจสมควรได้ยินพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาสมควรที่จะรู้ถึงความล้ำลึกของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่สมควร)  ความล้ำลึกของพระเจ้าถูกเปิดเผยแก่บรรดาผู้ที่เชื่อ ติดตาม และนบนอบพระองค์ ทั้งยังถูกซ่อนเร้นจากพวกปีศาจและเหล่าซาตาน พวกเขาไม่คู่ควร  ด้วยเหตุนั้น หากวันหนึ่งพระเจ้าตัดสินพระทัยที่จะเปิดเผยความล้ำลึกและแก่นแท้ของพระวจนะของพระองค์ในส่วนนี้ ตลอดจนรากฐานและบริบทของพระวจนะเหล่านี้ สิ่งนี้ก็จะถูกเปิดเผยแก่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อให้พวกเขาได้รู้ แต่จะไม่มีวันเปิดเผยแก่เหล่าซาตานหรือพวกปีศาจ  หากพวกเจ้าเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและโชคดีพอที่จะอยู่รอดจนถึงวาระสุดท้าย พวกเจ้าย่อมมีโอกาสที่จะเข้าใจเนื้อหาของพระวจนะส่วนนี้ของพระองค์  ในพระวจนะของพระเจ้า รวมถึงในพระราชกิจของพระองค์นั้นมีความล้ำลึกมากมาย  ตัวอย่างเช่น การบังเกิดในเนื้อหนังในปัจจุบันของพระเจ้า ถึงแม้ว่าในพระคัมภีร์และในคำทำนายก่อนหน้านี้—ในระดับที่มากน้อยต่างกันไป—จะมีคำเผยพระวจนะที่ไม่ชัดเจนนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่คำเผยพระวจนะทั้งหมดนี้ก็ค่อนข้างเป็นความลับ  การบังเกิดในเนื้อหนังในปัจจุบันของพระเจ้า ในมวลมนุษย์ทั้งปวงรวมถึงแผนการบริหารจัดการตลอดหกพันปีคือความล้ำลึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นเรื่องที่เป็นความลับมากที่สุด  มนุษย์ไม่รู้ ทูตสวรรค์ไม่รู้ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวงของพระเจ้าไม่รู้ แม้แต่ซาตานผู้ซึ่งมีความสามารถมากที่สุดก็ไม่รู้เรื่องนี้  เหตุใดจึงไม่รู้?  หากพระเจ้าทรงต้องการบอกซาตาน มันก็คงจะรู้ได้ง่ายเกินไปมิใช่หรือ?  แล้วเหตุใดซาตานจึงไม่รู้?  มีหนึ่งสิ่งที่แน่นอนก็คือ พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้มันรู้  ต่อให้จะมีหมายสำคัญมากมาย มีคำเผยพระวจนะมากมาย และมีข้อเท็จจริงที่ชี้ไปยังเหตุการณ์นี้มากมายบ่งชี้และทำนายถึงการเกิดขึ้นของเรื่องนี้ แต่ตราบใดที่พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาให้ซาตานรู้ มันก็จะไม่มีวันรู้  นี่คือข้อเท็จจริง  พระเจ้าจะทรงบอกซาตานโดยตรงเมื่อพระองค์ทรงต้องการให้มันรู้  หากพระเจ้าไม่ทรงบอกและไม่ตรัสถึงเรื่องนี้ ต่อให้ข้อเท็จจริงและสิ่งที่เป็นคำเผยพระวจนะเหล่านี้จะปรากฏ พระเจ้าก็ทรงสามารถทำให้มันตาบอดได้ และมันก็จะไม่รู้เรื่องนี้  ความสามารถของซาตานยิ่งใหญ่หรือไม่?  เมื่อมองในมุมนี้ก็ไม่เลย  สำหรับการกระทำที่สำคัญยิ่งอย่างการบังเกิดในเนื้อหนังของพระเจ้านั้น ไม่ว่าจะเป็นในโลกมนุษย์ โลกทางวัตถุ หรือโลกวิญญาณก็ย่อมจะหมายสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้มิใช่หรือ?  หากดูที่หมายสำคัญทั้งหมดเหล่านี้รวมกัน ก็คงเป็นเรื่องง่ายที่จะเห็นการกระทำนี้ที่พระเจ้าตั้งพระทัยดำเนินการ  แล้วเหตุใดซาตานจึงไม่รู้เรื่องนี้?  เหตุใดหลังจากที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงมานานหลายปี ซาตานจึงไม่เข้าใจความสำคัญของการกระทำนี้ที่พระเจ้าทรงดำเนินการไปแล้ว?  กว่าซาตานจะตระหนักได้ การกระทำนี้ก็ย่อมสำเร็จลุล่วงไปแล้ว ซาตานไม่สามารถแทรกแซงได้ และผลลัพธ์รวมถึงดอกผลของการกระทำนี้ก็ถูกกำหนดไว้แล้ว  ถึงตอนนั้น การที่ซาตานจะค้นพบความจริงก็ย่อมสายเกินไปหน่อยมิใช่หรือ?  สิ่งนี้ทำให้คำกล่าวที่ว่า “ซาตานจะเป็นศัตรูที่พ่ายแพ้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเสมอ” ลุล่วงมิใช่หรือหรือ?  เป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริง  ศัตรูของพระคริสต์เชื่ออย่างผิดๆ ว่าตราบใดที่พระวจนะของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดหรือรสนิยมของมนุษย์ พวกเขาก็สามารถไม่ยอมรับพระวจนะเหล่านั้นได้ และเมื่อนั้นพระเจ้าก็จะไม่เป็นพระเจ้าอีกต่อไป  พวกเขาคิดว่าการบังเกิดในเนื้อหนังของพระเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์สิ่งสำคัญได้ และไม่สามารถกลายเป็นข้อเท็จจริงได้  นี่คือความผิดพลาดที่ร้ายแรงมิใช่หรือ?  พวกเขาคำนวณผิดพลาดและตกหลุมพรางของตนเอง  เหตุใดพวกเขาจึงตกหลุมพรางของตนเอง?  วิธีที่พระเจ้าตรัสและทรงพระราชกิจเพื่อช่วยผู้คนให้รอดคือการใช้พระวจนะอันเรียบง่ายที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์หรือดูยิ่งใหญ่เหล่านี้นั่นเอง  เนื้อหาโดยนัยของพระวจนะอันถ่อมตนเหล่านี้นี่เองที่บรรจุเจตนารมณ์ของพระเจ้า ความจริง หนทาง และชีวิตเอาไว้  พระวจนะเหล่านี้เพียงพอที่จะช่วยมวลมนุษย์อันเสื่อมทรามนี้ให้รอดและทำให้แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง  ในขณะเดียวกัน ผู้ที่กล่าวโทษพระวจนะอันแสนธรรมดาเหล่านี้ย่อมจะถูกกำจัด ถูกกล่าวโทษ และถูกลงโทษในท้ายที่สุด  พวกเขาคิดอย่างผิดๆ ว่า “ฉันจะไม่ยอมรับคำพูดเหล่านี้ของพระองค์ ฉันไม่ให้ค่ากับคำพูดเหล่านั้น!  คำพูดของพระองค์ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของฉัน ไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิด มุมมอง หรือวิธีคิดของฉัน ดังนั้นฉันจึงสามารถปฏิเสธคำพูดเหล่านั้นได้ ฉันสามารถต่อต้านและกล่าวโทษคำพูดเหล่านั้นได้ และถึงตอนนั้นพระองค์ก็จะไม่สัมฤทธิ์สิ่งใดเลย!”  พวกเขาคิดผิด  การที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าคือการที่พวกเขาตกหลุมพรางของตนเอง พระเจ้าไม่เคยตั้งพระทัยให้พวกเขายอมรับ แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  เพราะพวกเขามีธรรมชาติของซาตานและหมู่มาร  พระเจ้าไม่เคยทรงวางแผนที่จะช่วยพวกเขาให้รอดหรือเปลี่ยนแปลงพวกเขา นั่นคือข้อเท็จจริง  ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่สุดคืออะไร?  ศัตรูของพระคริสต์ถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษและรังเกียจเดียดฉันท์เพราะการไม่ยอมรับ การกล่าวโทษ และการปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้า  พวกเจ้าควรเข้าใจสิ่งใดจากเรื่องนี้?  การที่พระวจนะของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าจะไม่ยอมรับพระวจนะเหล่านั้น  การที่พระวจนะของพระเจ้ามีส่วนที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้าไม่ได้หมายความว่าพระวจนะเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง และไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าจะปฏิเสธพระวจนะเหล่านั้น  ในทางกลับกัน ยิ่งพระวจนะของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้ามากเท่าใด เจ้าก็ควรละวางมโนคติอันหลงผิดของตนเพื่อแสวงหาความจริงมากเท่านั้น  ยิ่งพระวจนะของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้ามากเท่าใด พระวจนะเหล่านั้นก็ยิ่งเป็นตัวแทนของสิ่งที่เจ้าไม่มี สิ่งที่เจ้าขาด สิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องเติมเต็ม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องแสวงหาเพื่อเปลี่ยนแปลงและเข้าสู่มากเท่านั้น  นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าใจ

ศัตรูของพระคริสต์คิดว่าตนเองสูงส่ง ยิ่งใหญ่ และสูงศักดิ์  หากพวกเขาจะอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาต้องเลือกถ้อยดำรัสอันศักดิ์สิทธิ์ พระวจนะที่ตรัสโดยพระเจ้าจากสวรรค์ชั้นที่สาม หรืออ่านพระวจนะของพระเจ้าบางประการที่ลึกซึ้งจนยากที่ผู้คนธรรมดาทั่วไปจะเข้าใจและรู้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  สิ่งที่พวกเขาอยากได้จากพระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่ความจริงหรือเส้นทางสู่การปฏิบัติ แต่เป็นการสนองความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขา ความคิดที่กลวงเปล่าของพวกเขา รวมถึงความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขา  ดังนั้น หากเจ้าเห็นคนรอบตัวเจ้าบางคนไม่สนใจพระวจนะของพระเจ้าในส่วนที่ธรรมดาและเข้าใจง่ายกว่า พระวจนะของพระเจ้าที่ตรัสจากมุมมองของความเป็นมนุษย์ หรือไม่แม้แต่จะยอมร้องเมื่อนำมาแต่งเป็นเพลง แต่กลับดู ฟัง หรืออ่านพระวจนะของพระเจ้าแบบเลือกปฏิบัติแทน ผู้คนเช่นนี้ก็ย่อมมีปัญหา  บางคนอาจจะถามว่า “ปัญหาประเภทใดหรือ?  เป็นปัญหาเกี่ยวกับความคิดของพวกเขาหรือปัญหาทางจิตวิทยา?”  ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ผู้คนเช่นนี้มีปัญหาเกี่ยวกับอุปนิสัยของพวกเขา  พวกเจ้าสังเกตหรือไม่ว่าเมื่อคนบางคนขับร้องบทเพลงนมัสการพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาย่อมไม่ขับร้องบทเพลงที่เกี่ยวข้องกับความจริงในชีวิตประจำวัน พวกเขาไม่เต็มใจขับร้องบทเพลงนมัสการที่เกี่ยวกับการรู้จักตนเอง การเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน มโนคติอันหลงผิดทางศาสนา และทัศนะที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า ตลอดจนเพลงที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์?  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะและเนื้อหาเรื่องการบังเกิดในเนื้อหนังของพระเจ้า บทเพลงนมัสการที่เป็นพยานถึงความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้นของพระเจ้า เพลงที่สรรเสริญและเป็นพยานถึงพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง พวกเขาจะไม่ร้องแม้แต่คำเดียว และพวกเขาจะรู้สึกรังเกียจทันทีที่ใครบางคนเริ่มขับร้องบทเพลงเหล่านั้น  แต่เมื่อพวกเขาขับร้องเกี่ยวกับการเป็นพยานและการสรรเสริญพระเจ้าในสวรรค์ พระวิญญาณของพระเจ้า ขับร้องเกี่ยวกับการเป็นพยานถึงอุปนิสัยที่ชอบธรรม ความเหนือธรรมชาติ กิจการ กฎการปกครอง และพระพิโรธของพระเจ้า พวกเขาจะขับร้องด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง จนเผยการแสดงที่เกินบรรยายออกมาเสียด้วยซ้ำ  เมื่อพวกเขาขับร้องบทเพลงนมัสการเช่นนี้ พวกเขาจะกลายเป็นคนแปลกประหลาด อวัยวะบนใบหน้าของพวกเขาจะบิดเบี้ยว และกิริยาท่าทางที่ชั่วของพวกเขาก็จะปรากฏออกมา  เมื่อร้องเพลงที่เกี่ยวกับอุปนิสัยที่ชอบธรรมและเปี่ยมบารมีของพระเจ้า พวกเขาจะทุบโต๊ะและกระทืบเท้า จนถึงระดับที่เกรี้ยวกราด เมื่อเป็นเพลงที่เกี่ยวกับการปลดปล่อยพระพิโรธของพระเจ้าและนำความวิบัติครั้งใหญ่มาสู่มวลมนุษย์ พวกเขาจะขับร้องแบบกัดฟันแน่น ใบหน้าแดงก่ำและบวมเป่ง  วิญญาณของผู้คนเช่นนี้มีปัญหาไม่ใช่หรือ?  ตัวอย่างเช่น พระเจ้าตรัสว่า “เมื่อเราปลดปล่อยความพิโรธยิ่งใหญ่ แต่ละประเทศจะสั่นสะเทือน” หลังจากนำถ้อยแถลงนี้มาใส่ท่วงทำนอง ก็ถูกเปลี่ยนจากบุรุษที่หนึ่งเป็น “เมื่อพระเจ้าทรงปลดปล่อยพระพิโรธยิ่งใหญ่ แต่ละประเทศจะสั่นสะเทือน” ในบุรุษที่สาม  ความรู้สึกนึกคิดตามปกติก็คือ สิ่งเหล่านี้คือพระวจนะของพระเจ้า นี่คือการเข้าใจอุปนิสัยของพระเจ้าผ่านการขับร้องพระวจนะของพระองค์ และคือการเข้าใจอุปนิสัยของพระเจ้า ตลอดจนความคิดและบริบทของการตรัสของพระเจ้าจากมุมมองของบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นมุมมองของมนุษย์  นี่คือสำนึกและปฏิกิริยาของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  แต่ศัตรูของพระคริสต์ขับร้องบทเพลงนี้อย่างไร?  พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนมุมมองบุรุษที่สาม แต่กรอบความคิดของพวกเขาแตกต่างจากผู้คนปกติ  เมื่อคนปกติร้องคำว่า “พระเจ้า” พวกเขาก็คิดว่า “นี่คือกิจการของพระเจ้า คือพระวจนะของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่พระเจ้าตรัส”  แต่เมื่อศัตรูของพระคริสต์ขับร้องเล่า?  กรอบความคิดของพวกเขาคือ “นี่คือสิ่งที่ฉันได้ทำ สิ่งที่ฉันได้พูด ความโกรธที่ฉันจะปลดปล่อยออกมา อุปนิสัยที่ฉันจะเผยออกมา”  สิ่งนี้แตกต่างกันมิใช่หรือ?  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่กล้าร้องอย่างเปิดเผยต่อหน้าทุกคนว่า “เมื่อฉันปลดปล่อยความโกรธยิ่งใหญ่ แต่ละประเทศจะสั่นสะเทือน” แต่นั่นคือวิธีที่พวกเขาร้องอยู่ในใจ  พวกเขาคิดว่าคนที่ปลดปล่อยความโกรธและทำให้แต่ละประเทศสั่นสะเทือนคือพวกเขาเอง ดังนั้นพวกเขาจึงขับร้องถ้อยคำเหล่านี้ด้วยอารมณ์ที่แท้จริง  สิ่งนี้บ่งชี้ถึงปัญหาภายในตัวพวกเขามิใช่หรือ?  ตั้งแต่ต้นจนจบ เหตุผลที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับพระเจ้าก็เพราะพวกเขาต้องการที่จะเป็นพระเจ้า  พวกเขาต้องการที่จะสถาปนาตนเองในขณะที่ปฏิเสธพระเจ้า ทำให้ผู้คนเชื่อว่าพวกเขาคือพระเจ้าและยอมรับว่าพวกเขาคือพระเจ้าของมวลมนุษย์  นั่นคือสิ่งที่เป็นอยู่อย่างแท้จริง  ดังนั้น เมื่ออ่านบทตอนที่พระเจ้าตรัสในเทวสภาพของพระองค์ ผู้คนที่มีสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติย่อมทำความเข้าใจและอ่านอธิษฐานบทตอนจากมุมมองของบุคคลที่สาม โดยใคร่ครวญถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์นั้นต่างออกไป  ขณะที่พวกเขาขับร้องหรืออ่านพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาก็กำลังประสบกับแรงกระตุ้นให้แสดงอุปนิสัยเช่นนั้นออกมา ให้ใช้ชีวิตอยู่ภายในอุปนิสัยและแก่นแท้เช่นนั้นด้วยตนเอง  พวกเขามีจุดมุ่งหมายที่จะแทนที่พระเจ้า โดยพยายามเลียนแบบน้ำเสียงในการตรัสของพระเจ้า ท่าที การเลือกใช้คำ และอุปนิสัยที่อยู่ในถ้อยดำรัสของพระเจ้า น้ำเสียงคำตรัสของพระองค์ การแสดงออกทั้งหมดของพระองค์ และอุปนิสัยที่พระองค์ทรงเผยออกมา  พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์อย่างถึงแก่น  เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถพูดอย่างที่พระเจ้าทรงทำได้ ไม่สามารถแสดงอุปนิสัยของพระเจ้าได้ และพวกเขาก็ล้มเหลวในการเลียนแบบของตน เมื่อพระเจ้าตรัสในเทวสภาพของพระองค์ ในที่สุดศัตรูของพระคริสต์ก็เห็นโอกาสที่ตนจะเลียนแบบพระเจ้าและพยายามที่จะเป็นพระเจ้า  ถ้อยดำรัสของพระเจ้าจากมุมมองเทวสภาพของพระองค์นั้นมอบเบาะแสและทิศทางแก่ศัตรูของพระคริสต์ ทำให้พวกเขารู้ว่าพระเจ้าตรัสอย่างไร น้ำเสียงที่พระองค์ทรงใช้ตรัสกับมนุษย์ รวมถึงท่าที มุมมอง และทำนองการตรัสที่พระองค์ทรงใช้กับมนุษย์  นี่คือหนึ่งในเป้าหมายของการที่พวกเขาทะนุถนอมและบูชาพระวจนะของพระเจ้าที่ตรัสในเทวสภาพของพระองค์  ดังนั้น ในชีวิตประจำวัน จึงเป็นไปได้ที่จะเห็นบางคนเลียนแบบน้ำเสียงของพระเจ้าเพื่อสั่งสอนผู้อื่นภายใต้ข้ออ้างของการรับผิดชอบต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือต่อชีวิตของพี่น้องชายหญิงอยู่บ่อยครั้ง  พวกเขาถึงกับอ้างอิงพระวจนะของพระเจ้าแบบคำต่อคำเพื่อสั่งสอน กล่าวโทษ ตัดแต่ง และเปิดโปงผู้คน  เมื่อตรวจสอบจากรากเหง้าและบริบทของข้อเท็จจริงมากมาย โดยแท้แล้วจุดประสงค์เบื้องหลังการกระทำของพวกเขาไม่ได้มาจากความจงรักภักดี สำนึกของความยุติธรรม หรือความรับผิดชอบ—กลับกัน พวกเขาพยายามที่จะทำพระราชกิจของพระเจ้าจากตำแหน่งและมุมมองของพระเจ้า และมุ่งหมายที่จะแทนที่พระเจ้า  บางคนกล่าวว่า “พวกเขาไม่เคยบอกว่าอยากจะแทนที่พระเจ้าเลย”  พวกเขาไม่จำเป็นต้องพูดออกมา คนเราก็สามารถบอกได้จากการแค่สังเกตแก่นแท้ รากฐาน และแรงจูงใจของการกระทำของพวกเขา สามารถระบุได้ว่านี่คือการก่อกวนและวิธีการของศัตรูของพระคริสต์  ไม่ว่าจะเป็นการสำแดงเช่นไร แต่การต้องการที่จะเป็นพระเจ้า การเก็บงำเจตนานี้ไว้ในทางใดทางหนึ่ง—นั่นคือสิ่งที่คนที่มีสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรทำอย่างนั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  บุคคลเช่นนี้สามารถระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์จากสิ่งนี้เพียงสิ่งเดียวได้หรือไม่?  (ได้)  ประเด็นนี้เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว  ไม่ว่าเจ้ามีวุฒิภาวะมากมายเพียงใด หากเจ้าต้องการที่จะเป็นพระเจ้าอยู่เสมอ ทั้งยังเลียนแบบพระเจ้าอย่างไม่ยั้งคิด เรียกร้องให้ผู้อื่นมองและปฏิบัติต่อเจ้าว่าเป็นพระเจ้า การกระทำ พฤติกรรม และอุปนิสัยดังกล่าวย่อมเป็นแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์  เพียงแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็เพียงพอที่จะระบุว่าคนคนหนึ่งเป็นศัตรูของพระคริสต์  นี่ไม่ใช่อุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ หรือร่องรอยพฤติกรรมของศัตรูของพระคริสต์ แต่เป็นการสำแดงถึงการมีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์

บอกเราทีเถิดว่า ธรรมชาติของสิ่งใดร้ายแรงกว่ากันระหว่างการต้องการเป็นพระเจ้า หรือการมีความทะเยอทะยานและความอยากแสวงหาสถานะอยู่เสมอ?  (การต้องการเป็นพระเจ้า)  ผู้คนมีความทะเยอทะยาน มีอุปนิสัยที่โอหัง และชอบที่จะยืนยันสถานะของตน บางครั้งก็เพลิดเพลินกับผลประโยชน์ที่ได้จากสถานะนี้ ทะนุถนอมผลประโยชน์นี้—นี่คืออุปนิสัยที่เสื่อมทราม และสิ่งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้  อย่างไรก็ตาม การต้องการเป็นพระเจ้า การเลียนแบบน้ำเสียงในการตรัสของพระเจ้า การเลียนแบบวิธีตรัสของพระเจ้า และถึงกับยกพระวจนะของพระเจ้าขึ้นมาอ้างอิงอย่างครบถ้วน การท่องจำแบบคำต่อคำเพื่อทำให้ผู้อื่นคิดผิดๆ ว่าตนสามารถพูดและกระทำการเหมือนพระเจ้าได้ น้ำเสียงและท่าทางในการพูดของพวกเขาคล้ายคลึงกับพระเจ้ามาก ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การที่ผู้อื่นเชื่ออย่างผิดๆ ว่าพวกเขาคือพระเจ้าหรือแทบไม่ต่างกับพระเจ้า และบางคนก็ถึงกับปฏิบัติต่อพวกเขาว่าเป็นพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ—นั่นเป็นปัญหา เป็นปัญหาที่รักษาไม่หาย เป็นความเจ็บป่วยที่เกินจะเยียวยา  การต้องการเป็นพระเจ้าเป็นเรื่องที่เล็กน้อยอย่างนั้นหรือ?  อัตลักษณ์ของพระเจ้าถูกกำหนดโดยแก่นแท้ของพระองค์  แก่นแท้และอุปนิสัยของเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดไม่ได้เกิดมาจากความพยายามส่วนพระองค์หรือถูกบ่มเพาะโดยสังคม ชาติ มวลมนุษย์ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และไม่ได้ถูกบ่มเพาะโดยพระเจ้าพระองค์เองเสียด้วยซ้ำ  ในทางกลับกัน พระเจ้าทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้าอยู่โดยเนื้อแท้  พระองค์ไม่ทรงต้องการความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนจากมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมหรือทางกาลเวลาใดๆ  พระเจ้าทรงมีอัตลักษณ์ของพระองค์ในฐานะพระเจ้า ดังนั้นแก่นแท้ของพระองค์จึงถูกกำหนดไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว นี่คือสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด  ความสามารถในการแสดงความจริงของพระองค์ไม่ใช่สิ่งที่ทรงเรียนรู้จากมนุษย์ และไม่ใช่สิ่งที่ถูกบ่มเพาะโดยพวกเขาเช่นกัน  ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง  พวกเขาเชื่ออย่างโง่เขลาว่า หากพวกเขาสามารถเลียนแบบน้ำเสียงและท่าทีในการตรัสของพระเจ้าได้ดีเสียจนผู้คนมองว่าพวกเขาเหมือนพระเจ้ามากกว่า เมื่อนั้นพวกเขาก็มีคุณสมบัติที่จะเป็นพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการกล่าวสิ่งที่เรียกว่า “พระวจนะของพระเจ้า” อันว่างเปล่า ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และยากจะเข้าใจซึ่งทำให้ผู้คนไม่รู้เรื่องและหลงทาง พวกเขาก็คิดว่าผู้คนอาจจะมองว่าพวกเขาเป็นพระเจ้า และพวกเขาก็อาจจะมีโอกาสได้กลายเป็นพระเจ้า  นี่คือเรื่องที่อันตรายมิใช่หรือ?

ความทะเยอทะยานและความอยากกลายเป็นพระเจ้านั้นคุกรุ่นอยู่ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์เสมอ  ในขณะที่พวกเขาปฏิเสธและกล่าวโทษพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็เลียนแบบน้ำเสียงในการตรัสของพระองค์ด้วยเช่นกัน  ช่างเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ เลวร้าย ไร้ยางอาย และเลวทรามเหลือเกิน!  พวกเขาหมกมุ่นและเสียสติอยู่กับความอยากเป็นพระเจ้า  การนั้นน่าขยะแขยงมิใช่หรือ?  (ใช่)  มีพวกเจ้าคนใดเก็บงำความอยากที่จะเป็นพระเจ้าไว้บ้างหรือไม่?  ผู้ใดที่ต้องการเป็นพระเจ้าจะถูกกล่าวโทษ!  ผู้ใดที่ต้องการเป็นพระเจ้าจะพินาศ!  นี่คือข้อเท็จจริง ไม่ใช่การพูดเกินจริงหรือความพยายามที่จะทำให้เจ้าหวาดกลัว  ไม่เชื่อหรือ?  ลองดูเถิด  จงคิดไปในทิศทางนั้น แล้วลงมือทำตามนั้น และดูว่าในใจเจ้าจะแบกรับมันได้หรือไม่ ดูว่าภายในเจ้ารู้สึกอย่างไร  หากภายในเจ้ารู้สึกยินดี ภาคภูมิใจ และพึงพอใจกับการกระทำดังกล่าว เช่นนั้นเจ้าก็แย่เสียแล้ว และเจ้าตกอยู่ในอันตราย  แต่หากการกระทำเช่นนั้นทำให้เจ้ารู้สึกตำหนิตนเอง รู้สึกผิดในมโนธรรม ละอายใจเกินกว่าจะสู้หน้าผู้คนหรือพระเจ้าได้ เช่นนั้นเจ้าก็ยังพอมีมโนธรรม มีความมีเหตุผลของความเป็นมนุษย์ปกติอยู่บ้าง  ผู้คนมากมายมุ่งมาดปรารถนาที่จะเป็นพระเจ้า  หากไม่เข้าใจว่าการบังเกิดในเนื้อหนังของพระเจ้าคืออะไร ไม่รู้ว่าน้ำเสียงและท่าทีในการตรัสของพระเจ้าเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจในข้อมูลนี้ พวกเขาอาจจะสนใจในแนวคิดนี้ รวมถึงมีความทะเยอทะยานและแผนการ แต่เมื่อไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไร พวกเขาจึงไม่กล้ากระทำการโดยไม่ยั้งคิด  อย่างมากที่สุด พวกเขาก็แสร้งว่าเป็นฝ่ายวิญญาณ แสร้งว่าได้รับการช่วยให้รอด เป็นผู้บริสุทธิ์ หรือมีคุณสมบัติที่จะได้รับความรอด  อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาได้รับข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า ความทะเยอทะยานของพวกเขาก็เริ่มผุดขึ้นมา และพวกเขาก็เริ่มลงมือกระทำการ  พวกเขาทำสิ่งใดหรือ?  การสำแดงที่ชัดเจนประการหนึ่งคือ พวกเขาอ่านพระวจนะที่ลึกซึ้งและมิอาจหยั่งถึงที่พระเจ้าตรัสมากขึ้น  ในพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาทำความคุ้นเคยกับท่าที ท่าทาง น้ำเสียง และการเลือกใช้คำในการตรัสของพระเจ้า และจากนั้นพวกเขาก็พยายามเลียนแบบสิ่งเหล่านี้ โดยศึกษาเรื่องเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง  ยิ่งคุ้นเคยมากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น จนถึงจุดที่แม้ในยามหลับตา พวกเขาก็สัมผัสถึงน้ำเสียงและท่าทีในการตรัสของพระเจ้าได้  พวกเขาตั้งหน้าตั้งตาท่องจำสิ่งเหล่านี้ พลางฝึกฝนและซักซ้อมท่ามกลางผู้คนไปด้วย โดยเลียนแบบรูปแบบ ท่าทาง น้ำเสียง และการเลือกใช้คำเช่นนี้ในคำพูดของพวกเขา และจากนั้นก็มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งว่าการกระทำและการพูดเช่นนี้ทำให้พวกเขารู้สึกถึงการเป็นพระเจ้าหรือไม่  เมื่อพวกเขาคุ้นเคยและเชี่ยวชาญในการปฏิบัติเช่นนี้มากขึ้น พวกเขาก็ตั้งตนอยู่ในตำแหน่งของพระเจ้าโดยไม่รู้ตัว  จู่ๆ วันหนึ่งก็มีคนพูดว่า “ความรู้สึกและน้ำเสียงในคำพูดของพวกเขาดูใกล้เคียงกับของพระเจ้าเลย  การพูดคุยกับพวกเขารู้สึกเหมือนได้อยู่กับพระเจ้า คำพูดของพวกเขามีกลิ่นอายการตรัสของพระเจ้าอยู่”  หลังจากบังเอิญได้ยินคำพูดเช่นนั้น หัวใจของพวกเขาก็เปี่ยมด้วยความพึงพอใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ รู้สึกว่าในที่สุดพวกเขาก็สมปรารถนา ในที่สุดก็ได้เป็นพระเจ้า  ถึงตอนนี้พวกเขาย่อมจบเห่แล้วมิใช่หรือ?  เหตุใดจึงเลือกเส้นทางแห่งความพินาศในเมื่อมีเส้นทางอื่นให้เดิน?  นี่คือการรนหาที่ตายมิใช่หรือ?  แม้กระทั่งการเก็บงำความคิดเช่นนี้ยังเป็นอันตราย—การเปลี่ยนความคิดเหล่านี้ให้เป็นการกระทำนั้นอันตรายเสียยิ่งกว่า  หากการกระทำของคนเราบานปลายจนควบคุมไม่ได้และพวกเขาเดินตามแนวทางนี้ไปจนสุดปลายทาง โดยมุ่งมั่นที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จและทำให้กลายเป็นความเป็นจริง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะกลายเป็นเป้าหมายของการทำลายล้างโดยสมบูรณ์  ศัตรูของพระคริสต์บางคนกำลังดำเนินการและดิ้นรนไปในแนวทางนี้อย่างแท้จริง  พวกเจ้าเคยเห็นหรือเคยติดต่อกับผู้คนเช่นนี้หรือไม่?  (เมื่อตอนที่ข้าพระองค์อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ข้าพระองค์เคยพบคนคนหนึ่งที่เลียนแบบน้ำเสียงในการตรัสของพระเจ้าและมักจะเก็บงำความคิดที่จะเป็นพระเจ้าเอาไว้  ในเวลานั้น มีสองสามคนที่มองว่าเธอเป็นพระเจ้า และมีหนึ่งคนที่ถึงกับคุกเข่าและก้มกราบต่อหน้าเธอเมื่อเขาเห็นเธอ)  ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะพยายามเป็นพระเจ้าถึงระดับใด นั่นก็คือทางตัน  พวกเจ้ามองเห็นเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้วหรือยัง?  การแสดงและการจัดหาที่พระวจนะทั้งหมดของพระเจ้ามีต่อมวลมนุษย์ย่อมเป็นไปเพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้วสัมฤทธิ์ความรอด  หากผู้คนเชื่ออย่างผิดๆ ว่าในเมื่อพระเจ้าได้ทรงแสดงข้อความเหล่านี้ออกมา พวกเขาก็ควรรวบรวมรายละเอียดของการกลายเป็นพระเจ้าจากข้อความเหล่านั้น แล้วไล่ตามไขว่คว้าที่จะเป็นพระเจ้า เลียนแบบพระเจ้า และกลายเป็นพระเจ้า เช่นนั้นพวกเขาก็จบสิ้นแล้ว  นี่คือเส้นทางสู่ความพินาศ เจ้าต้องไม่เลียนแบบสิ่งนี้เด็ดขาด  บางคนกล่าวว่า “การไม่เลียนแบบพระเจ้านั้นค่อนข้างยาก  ทุกครั้งที่ฉันได้ยินพระเจ้าตรัส ฉันก็คิดว่าการพูดจากอัตลักษณ์ของพระเจ้านั้นฟังดูสง่างามและน่าเกรงขามเหลือเกิน  ทำไมมันถึงฟังดูรื่นหูและน่าหลงใหลเช่นนี้?  ทำไมเวลาที่พระเจ้าตรัส ฉันถึงคิดว่าการเป็นพระเจ้าต้องรู้สึกดีมากแน่ๆ?  มันฟังดูแตกต่างจากคนที่มีอัตลักษณ์ของพระเจ้าพูดอย่างมาก”  ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงเริ่มเลียนแบบน้ำเสียงและการเลือกใช้คำบางอย่างของพระเจ้าไปโดยไม่รู้ตัว  แม้ว่าในความอยากส่วนตัวของพวกเขาเองนั้น พวกเขาอาจจะไม่ได้ต้องการเป็นพระเจ้าหรือกลายเป็นพระเจ้าอย่างชัดเจนขนาดนั้น แต่การเลียนแบบของพวกเขามีรากเหง้ามาจากสิ่งใด?  นี่เป็นเพราะพวกเขาทะนุถนอมความจริงและพระวจนะของพระเจ้าใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้วสิ่งนี้คืออะไร?  (สิ่งนี้เกิดจากแรงจูงใจที่ต้องการจะเป็นพระเจ้า)  หากเราไม่มีอัตลักษณ์หรือสถานะนี้และกล่าวคำพูดเหล่านี้ จะมีใครเลียนแบบเราหรือไม่?  จะไม่มีใครสนใจเรา จะไม่มีใครเทิดทูนเรา นั่นคือข้อเท็จจริงมิใช่หรือ?  ในตอนที่เราไม่มีอัตลักษณ์และสถานะนี้ เราก็พูดคุยและสามัคคีธรรมกับผู้คนเช่นกัน  ในเวลานั้นมีผู้ใดให้ความสำคัญกับเราจริงบ้าง?  ทันทีที่พวกเขาเห็นว่าเราอายุยังน้อย ขาดการศึกษาขั้นสูงหรือคุณวุฒิ และไม่มีสถานะทางสังคมใดๆ ในบรรดาคนจากคริสตจักรของเราเองหรือคริสตจักรอื่นๆ และคนที่ทำหน้าที่ของตนและมีปฏิสัมพันธ์กับเรานั้น ไม่มีใครที่ให้ความสำคัญกับเราอย่างแท้จริงเลย  ต่อให้เราจะพูดอย่างถูกต้องหรือจริงใจ ก็ไม่มีใครให้ความสนใจ  เพราะเหตุใดหรือ?  หากปราศจากอัตลักษณ์หรือสถานะ เจ้าก็ไม่มีตัวตน ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไรก็ไม่มีความหมาย ต่อให้สิ่งนั้นจะถูกต้องหรือเป็นความจริงก็ตาม  ผู้คนอาจจะปฏิเสธทุกสิ่งที่เจ้าพูดเสียด้วยซ้ำ โดยอ้างว่าทั้งหมดนั้นผิด  เช่นนั้นแล้ว จะมีใครเลียนแบบเจ้าหรือไม่?  คนที่แสนจะธรรมดาและสามัญ ปราศจากอัตลักษณ์หรือสถานะ—ใครเล่าจะมาสนใจเลียนแบบเจ้า?  ในสายตาของผู้คน บุคคลเช่นนี้ไร้ซึ่งตัวตนและไม่คู่ควรแก่การชื่นชม เจ้าโชคดีแล้วที่พวกเขาไม่รังแกเจ้า  การเลียนแบบเจ้าจะมีประโยชน์อะไร?  พวกเขาจะเลียนแบบเจ้าเพียงเพื่อให้คนอื่นดูถูก รังแก และเลือกปฏิบัติกับพวกเขาอย่างนั้นหรือ?  ผู้คนเลียนแบบใคร?  พวกเขาเลียนคนที่มีตัวตนและความยิ่งใหญ่ในสายตาพวกเขา บรรดาผู้ที่มีสถานะและอัตลักษณ์  ผู้คนเลียนแบบบุคคลเหล่านี้  เหตุใดเมื่อคนคนเดียวกันได้รับอัตลักษณ์และสถานะบางอย่างและพูดในเรื่องเดิม จึงดูแตกต่างออกไปในสายตาของผู้อื่น?  พวกเขาดูมีตัวตนและคู่ควรแก่การเลียนแบบขึ้นมาทันทีได้อย่างไร?  ผู้คนกำลังเลียนแบบสิ่งใดกันแน่?  สิ่งที่พวกเขายอมรับ เลียนแบบ และเทิดทูนไม่ใช่ความจริงหรือสิ่งที่เป็นบวก แต่คือความยิ่งใหญ่ภายนอก คือสถานะที่ผิวเผินต่างหาก  เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ?  หากเราไม่มีอัตลักษณ์หรือสถานะ ไม่ว่าเราจะพูดสอดคล้องกับความจริงมากเพียงใด หรือเราจะกล่าวคำพูดฝ่ายวิญญาณมากเพียงใด คำพูดเหล่านั้นจะเผยแพร่ไปในหมู่พวกเจ้าได้หรือไม่?  ไม่ได้ ย่อมจะไม่มีใครสนใจคำพูดเหล่านั้น  แต่เมื่อเรามีอัตลักษณ์และสถานะของเรา คำพูดบางคำที่เรามักจะพูด คำพูดติดปากของเรา การเลือกใช้คำของเรา ท่าทางและรูปแบบการพูดของเรา—ผู้คนมากมายก็เริ่มเลียนแบบสิ่งเหล่านี้  การได้ยินเช่นนี้ทำให้เรารู้สึกรังเกียจ  รู้สึกรังเกียจอย่างไรหรือ?  เรารู้สึกอยากจะอาเจียนเมื่อได้ยิน  เรารู้สึกรังเกียจใครก็ตามที่เลียนแบบเรา เรารู้สึกสะอิดสะเอียนใครก็ตามที่เลียนแบบเรา จนถึงขั้นกล่าวโทษพวกเขาเสียด้วยซ้ำ!  เจตนาและเป้าหมายเบื้องหลังการที่ผู้คนเลียนแบบสิ่งเหล่านี้คืออะไร?  คือการเลียนแบบน้ำเสียงในการตรัสของพระเจ้า เพื่อลิ้มรสว่าการเป็นพระเจ้านั้นรู้สึกอย่างไร นั่นคือข้อเท็จจริงมิใช่หรือ?  นี่เป็นเรื่องของการต้องการสถานะ การต้องการพูดจากตำแหน่งที่มีสถานะ การพูดและการกระทำด้วยน้ำเสียงและท่าทีของคนที่มีอัตลักษณ์และสถานะ เพื่อให้ดูราวกับว่าพวกเขาก็มีสถานะ อัตลักษณ์ และควรค่าเช่นกัน—ทั้งหมดก็แค่นั้นเองมิใช่หรือ?  หากเจ้าเลียนแบบคนธรรมดา นั่นย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร อย่างมากที่สุดก็เป็นเพียงอุปนิสัยที่โอหัง  แต่หากเจ้าเลียนแบบน้ำเสียงและท่าทีในการตรัสของพระเจ้า นั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา  เราขอบอกเจ้าว่า เจ้ากำลังจะเหยียบกับระเบิดเข้าให้แล้ว

ในพระวจนะของพระเจ้า มีวลีหนึ่งว่า พระเจ้าคือพระเจ้าผู้ชิงชังความชั่ว  “การชิงชังความชั่ว” หมายถึงสิ่งใด?  อัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้ามีเอกลักษณ์  ความบริสุทธิ์ ความชอบธรรม สิทธิอำนาจ และความรักของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือไม่ได้ทรงสร้าง การพยายามเลียนแบบสิ่งเหล่านี้คือการหมิ่นประมาท  ในเมื่อเจ้าไม่มีคุณลักษณะเฉพาะตัวเหล่านี้ เจ้าจะพยายามเลียนแบบสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร?  ในเมื่อเจ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ เจ้าจะพยายามเป็นพระเจ้าไปเพื่ออะไร?  ในการเลียนแบบ เจ้าย่อมมีเจตนาที่จะเป็นพระเจ้า มีเจตนาที่จะกลายเป็นพระเจ้ามิใช่หรือ?  หรือว่าเป็นเพราะเจ้าชื่นชูพระเจ้า เพราะเจ้าอิจฉาความน่ารักและแก่นแท้ของพระองค์ เจ้าถึงเลียนแบบพระองค์?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน เจ้าไม่มีลักษณะนิสัยและวุฒิภาวะที่จะทำเช่นนั้น  เจ้าอยากสนองความใฝ่หาที่จะเป็นพระเจ้า อยากได้ความเลื่อมใสและความเคารพจากผู้คน อยากได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นพระเจ้าในหมู่ผู้คนเท่านั้น  นี่เป็นการกระทำที่น่าละอายมิใช่หรือ?  เป็นการกระทำที่เสื่อมเสียอย่างที่สุด!  การเลียนแบบนั้นน่ารังเกียจในตัวมันเอง และการใฝ่ฝันที่จะเป็นพระเจ้าก็ไม่เพียงน่าขยะแขยงเท่านั้น แต่ยังสมควรถูกกล่าวโทษอีกด้วย  ดังนั้น วันนี้เราจึงบอกพวกเจ้าอย่างจริงจังว่า ไม่ว่าเราจะพูดสิ่งใดออกไป ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดลงไป ไม่ว่าสิ่งที่เราพูดหรือทำจะกระตุ้นให้พวกเจ้าเกิดความเคารพยำเกรง ความอิจฉา หรือความริษยาอยู่ในหัวใจก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่พวกเจ้าต้องจดจำเอาไว้คือ จงอย่าเลียนแบบเราเป็นอันขาด  พวกเจ้าต้องทิ้งเจตนาที่จะเลียนแบบ ต้องขบถต่อวิธีคิดที่จะเลียนแบบ และหลีกเลี่ยงการล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้า  นี่เป็นเรื่องร้ายแรง!  คนเสื่อมทรามที่เอาน้ำเสียง วิธีการตรัส และอุปนิสัยของพระเจ้ามาใช้พูดจาเหมือนเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญ เอามาดัดแปลงและล้อเล่นตามอำเภอใจ ย่อมเป็นที่เกลียดชังของพระเจ้า  ถ้าเจ้าทำเช่นนี้ เจ้าก็กำลังล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้า—จงอย่าทำเช่นนี้เป็นอันขาด!  ต่อให้เราไม่ได้ยินเจ้าเลียนแบบวิธีการตรัสและน้ำเสียงของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ เพียงแค่รู้ว่าเจ้ามีอุปนิสัยและความคิดดังกล่าวก็ทำให้เราขยะแขยงอย่างที่สุดแล้ว  ถ้าเจ้าลอกเลียนน้ำเสียงของพระวิญญาณของพระเจ้า ด้วยเจตนาที่จะกล่าวกับมนุษยชาติทั้งปวงหรือสาธารณชน เจ้าก็รนหาที่ตายอยู่มิใช่หรือ?  นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรระวังเอาไว้ อย่าทำเช่นนี้เป็นอันขาด!  เคยมีบางคนถามว่า “การล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”  วันนี้ เราจะบอกเจ้าเรื่องหนึ่งคือการเลียนแบบน้ำเสียงและวิธีการตรัสของพระเจ้า ตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้า ไม่ว่าจะทางภายนอกหรือภายใน ล้วนเป็นการล่วงเกินอุปนิสัยของพระเจ้า  แน่นอนที่สุดว่าพวกเจ้าต้องจดจำเรื่องนี้เอาไว้และอย่าได้กระทำการล่วงเกินเช่นนี้เป็นอันขาด!  ถ้าเจ้ากระทำการล่วงเกินเช่นนี้และสามารถแก้ไขให้ถูกต้อง ขบถต่อตัวเอง และเปลี่ยนแปลงตนเองได้อย่างทันท่วงที เช่นนั้นก็ยังมีความหวัง  อย่างไรก็ตาม ถ้าเจ้ายังคงดึงดันที่จะเดินบนเส้นทางนี้ เจ้าก็จะถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ และเราจะบอกความจริงแก่เจ้าว่าถึงตอนนั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้า ย่อมจะไม่มีหนทางให้กลับตัวแล้ว—เจ้าจะจบสิ้นโดยสิ้นเชิง  จงจำเอาไว้ว่าพระเจ้าคือพระเจ้าผู้ชิงชังความชั่ว  แน่นอนที่สุดว่าเจ้าต้องปฏิบัติต่อทุกแง่มุมที่เกี่ยวเนื่องกับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าด้วยความระมัดระวังและไม่ดูเบาเรื่องนี้  ถ้าวิธีการตรัสและน้ำเสียงของพระเจ้ามีการแสดงออกผ่านปากของมนุษย์ที่เสื่อมทราม นั่นย่อมนำความเสื่อมเสียอย่างยิ่งมาให้พระเจ้าและเป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้า ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่อาจจะทนยอมรับได้  มนุษย์ต้องไม่มีวันกระทำการล่วงเกินเช่นนี้เป็นอันขาด  เจ้าเข้าใจหรือไม่?  ถ้าเจ้ากระทำการล่วงเกินเช่นนี้ เจ้าตาย!  ถ้าไม่ฟังและไม่เชื่อเรา ก็จงลองดู และเมื่อเจ้านำความวิบัติมาให้ตัวเจ้าเองจริงๆ ก็อย่าโทษว่าเราไม่บอกเจ้า

15 สิงหาคม ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า:  บทแทรก สาม: บทแทรก สาม: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมฟังพระวจนะของพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์ (ภาคที่สอง)

ถัดไป:  ລາຍການທີສິບ: ພວກເຂົາດູໝິ່ນຄວາມຈິງ, ຝ່າຝືນຫຼັກການຢ່າງບໍ່ອາຍ ແລະ ເມີນເສີຍການຈັດແຈງຂອງເຮືອນຂອງພຣະເຈົ້າ (ພາກທີເຈັດ)

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger