ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่สอง)
II. ผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์
วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อถึงประการที่เก้าในการสำแดงต่างๆ ของพวกศัตรูของพระคริสต์ ประการที่เก้าเกี่ยวกับการสำแดงของพวกเขามีดังนี้ พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน ครั้งก่อน พวกเราสามัคคีธรรมไปเพียงส่วนเล็กน้อยของเรื่องนี้ โดยเพิ่งเริ่มต้นหัวข้อของพวกเรา และสามัคคีธรรมเรื่องผลประโยชน์คืออะไร ซึ่งเป็นประเด็นแรก สำหรับประเด็นที่สอง พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องผลประโยชน์ของผู้คนคืออะไรและแก่นแท้ของผลประโยชน์ของผู้คนคืออะไร ประเด็นที่สาม พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องผลประโยชน์ของพระเจ้าคืออะไรและแก่นแท้ของผลประโยชน์ของพระเจ้าคืออะไร—นี่คือเนื้อหาโดยสังเขปของทั้งสามประเด็นที่พวกเราสามัคคีธรรมถึง สิ่งที่พวกเราสามัคคีธรรมในครั้งที่แล้ว โดยเนื้อแท้แล้วเป็นความจริงเชิงแนวคิด เป็นการกำหนดคำนิยามสำหรับผลประโยชน์ในแง่มุมต่างๆ และให้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานแก่ผู้คน ครั้งนี้พวกเราจะไม่เจาะลึกในเนื้อหาที่กล่าวถึงข้างต้นอีก เพราะเนื้อหาที่พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงในประการที่เก้านั้น มีจุดประสงค์เพื่อเน้นย้ำการสำแดงต่างๆ ของพวกศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้น พวกเราจะยังคงมุ่งเน้นไปที่การสำแดงของพวกศัตรูของพระคริสต์ในการสามัคคีธรรมหัวข้อนี้ของพวกเรา พวกเราจะชำแหละท่าทีและพฤติกรรมที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีต่อผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเป็นหลัก โดยพยายามระบุแก่นแท้ธรรมชาติและอุปนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และชำแหละพวกเขาจากมุมมองนี้ พวกเราจะเริ่มต้นโดยการสามัคคีธรรมกันว่า ในสายตาของพวกศัตรูของพระคริสต์นั้น สิ่งใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพวกเขา
พระเจ้า พระนิเวศของพระเจ้า และคริสตจักรในสายตาของพวกศัตรูของพระคริสต์ เป็นเพียงป้ายชื่อ อาจไม่มากไปกว่าชื่อเรียกเท่านั้น โดยปราศจากคุณค่าที่แท้จริง ดังนั้น พวกเขาจึงมองผลประโยชน์ของพระเจ้า ของพระนิเวศของพระเจ้า และของคริสตจักรอย่างดูหมิ่น และเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ต่ำต้อยเกินกว่าที่พวกเขาจะพิจารณาหรือไม่คู่ควรแก่การให้ความสนใจ ในทางตรงกันข้าม ผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกศัตรูของพระคริสต์มีความสำคัญสูงสุดสำหรับพวกเขา ด้วยเหตุนี้ พวกศัตรูของพระคริสต์จึงมักจะทรยศผลประโยชน์ของคริสตจักรและพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัวของตน ตอนนี้ พวกเรามาจัดหมวดหมู่และชำแหละอย่างละเอียดกันเถิดว่า สิ่งใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์ เพื่อทำให้ผู้คนมองเห็นมุมมองเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างชัดเจน ประการแรกและสำคัญที่สุด ไม่ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์จะถูกตีตราว่าเป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นศัตรูของพระคริสต์ คนชั่ว หรือบุคคลที่ไม่ปฏิบัติความจริงหรือมีความเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง คนประเภทนี้ไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ในสุญญากาศ พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในเนื้อหนังและมีความต้องการเหมือนกับชีวิตมนุษย์ที่ปกติ ดังนั้น ผู้คนอย่างพวกศัตรูของพระคริสต์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่พี่น้องชายหญิงหรือภายในพระนิเวศของพระเจ้าและคริสตจักร จึงมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพวกเขาเองเช่นกัน นี่คือหัวข้อย่อยข้อแรกเกี่ยวกับผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์—ความปลอดภัยของพวกเขาเอง หัวข้อย่อยข้อที่สองเกี่ยวกับผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์ก็คือ ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจของพวกเขา หัวข้อย่อยข้อที่สามเกี่ยวกับผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์ นั่นคือผลประโยชน์ของพวกเขา การชำแหละผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์ผ่านหัวข้อย่อยทั้งสามข้อนี้ชัดเจนกว่าเมื่อเทียบกับการสามัคคีธรรมเรื่องนี้ในแบบเรียบๆ และไม่มีโครงสร้างใช่หรือไม่? (ใช่) หากเราขอให้พวกเจ้าสามัคคีธรรมตามหัวข้อย่อยทั้งสามนี้ พวกเจ้ามีความเข้าใจเชิงลึกใดๆ หรือไม่? พวกเจ้าสามารถสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจบางอย่างได้หรือไม่? (ข้าพระองค์อาจจะสามารถพูดถึงความเข้าใจเชิงลึกบางประการเกี่ยวกับหัวข้อย่อยข้อที่สองได้ แต่ข้าพระองค์ยังไม่ค่อยเข้าใจชัดเจนนักในเรื่องความปลอดภัยส่วนตนและผลประโยชน์) เอาละ ขณะที่เรากำลังสามัคคีธรรมอยู่นั้น พวกเจ้าสามารถเสริมในส่วนที่พวกเจ้าสามารถพูดได้อย่างชัดเจน และเราจะสามัคคีธรรมถึงสิ่งที่พวกเจ้ายังเข้าใจไม่ชัดเจน แบบนี้ได้หรือไม่? (ได้)
ก. ความปลอดภัยของพวกเขาเอง
พวกเราจะเริ่มต้นสามัคคีธรรมของพวกเราด้วยหัวข้อย่อยข้อแรกเกี่ยวกับผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์—ความปลอดภัยของพวกเขาเอง ความหมายของหัวข้อย่อยนี้ควรจะชัดเจนสำหรับทุกคน หัวข้อนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางร่างกายของคนคนหนึ่ง ในจีนแผ่นดินใหญ่ การเชื่อในพระเจ้าหมายถึงการดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อันตราย ทุกคนที่ติดตามพระเจ้าย่อมเผชิญกับความเสี่ยงรายวันที่จะถูกจับกุม ถูกตัดสินลงโทษ และถูกข่มเหงอย่างโหดร้ายโดยพญานาคใหญ่สีแดง พวกศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่มีข้อยกเว้น ในขณะที่พวกเขาอาจจะถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ในพระนิเวศของพระเจ้า แต่พญานาคใหญ่สีแดงซึ่งร่วมมือกับโลกศาสนา ก็พยายามอย่างสุดความสามารถอยู่เสมอที่จะปราบปรามและข่มเหงคริสตจักรของพระเจ้าและประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร และแน่นอนว่า พวกศัตรูของพระคริสต์ก็พบว่าตนอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นด้วย และไม่ได้รับมีการยกเว้นจากภัยคุกคามของการถูกจับกุม ดังนั้น พวกเขาจึงต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องความปลอดภัยของพวกเขาเองอยู่บ่อยครั้ง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคำถามที่ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์รับมือกับความปลอดภัยของพวกเขาเองอย่างไร สำหรับหัวข้อย่อยข้อนี้ พวกเรากำลังสามัคคีธรรมถึงท่าทีที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีต่อความปลอดภัยของพวกเขาเองเป็นหลัก แล้วท่าทีของพวกเขาเป็นอย่างไร? (พวกเขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปกป้องความปลอดภัยของพวกเขาเอง) ศัตรูของพระคริสต์พยายามอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องความปลอดภัยของตน พวกเขาคิดในใจว่า “ฉันต้องรับประกันความปลอดภัยของตัวเองให้ได้ ไม่ว่าใครจะถูกจับ ก็ต้องไม่ใช่ฉัน” ในเรื่องนี้ พวกเขามักจะมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า วิงวอนขอให้พระเจ้าคุ้มครองตนไม่ให้เดือดร้อน พวกเขารู้สึกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็กำลังดำเนินงานของผู้นำคริสตจักรอย่างแท้จริงและพระเจ้าก็ควรที่จะทรงคุ้มครองพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์มักจะวิงวอนและอธิษฐานขอให้ตนเองปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเองและเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม หลบหนีการข่มเหงทั้งปวง และวางตนเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย พวกเขาจะพึ่งพาพระเจ้าและยอมอุทิศตนให้พระเจ้าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องความปลอดภัยของพวกเขาเองเท่านั้น พวกเขามีความเชื่อที่แท้จริงในเรื่องนี้ และการพึ่งพาพระเจ้าของพวกเขาก็เป็นเรื่องจริง พวกเขาพยายามอธิษฐานถึงพระเจ้าเพื่อขอให้พระองค์ทรงคุ้มครองตนให้ปลอดภัยเท่านั้น ไม่ได้นึกถึงงานของคริสตจักรหรือหน้าที่ของตนแม้แต่น้อย ในงานของพวกเขา ความปลอดภัยส่วนตนคือหลักธรรมที่ชี้แนะพวกเขา หากสถานที่แห่งหนึ่งปลอดภัย ศัตรูของพระคริสต์ก็จะเลือกทำงานที่นั่น และที่จริงแล้ว พวกเขาจะดูเหมือนทำงานในเชิงรุกและในทางที่เป็นบวกเป็นอย่างยิ่ง โดยโอ้อวด “สำนึกรับผิดชอบ” และ “ความจงรักภักดี” อันยิ่งใหญ่ของตน หากการทำงานบางอย่างหมายความว่าพวกเขาต้องเสี่ยงและมีแนวโน้มว่าพวกเขาจะตกอยู่ในอันตราย จะถูกพญานาคใหญ่สีแดงค้นพบ พวกเขาก็หาข้ออ้างและปฏิเสธงานนั้น และมองหาโอกาสหนีจากงานนั้น ทันทีที่มีภัย หรือทันทีที่มีสัญญาณอันตราย พวกเขาก็คิดหาทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นและละทิ้งหน้าที่ของตน โดยไม่ใส่ใจพี่น้องชายหญิง และสนใจแต่เพียงการเอาตัวรอดจากอันตราย พวกเขาอาจเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วว่า ทันทีที่อันตรายบังเกิด พวกเขาจะทิ้งงานทั้งหมดที่กำลังทำอยู่ในทันที โดยไม่สนใจว่างานของคริสตจักรจะดำเนินไปอย่างไร และไม่สนใจว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายใดต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และไม่สนใจความปลอดภัยของพี่น้องชายหญิง—สิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขาคือการหลบหนี พวกเขาถึงกับมี “ไพ่ตาย” มีแผนไว้ปกป้องตัวเอง กล่าวคือ ทันทีที่ภัยมาเยือนหรือพวกเขาถูกจับกุม พวกเขาย่อมพูดทุกอย่างที่ตนรู้ พาตัวให้พ้นผิดและปลดเปลื้องตนเองจากความรับผิดชอบทั้งปวงเพื่อรักษาตัวให้รอดปลอดภัย นี่คือแผนการที่พวกเขามีอยู่พร้อม ผู้คนเหล่านี้ไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์กับการถูกข่มเหงเพราะเชื่อในพระเจ้า พวกเขากลัวการถูกจับกุม ถูกทรมาน และต้องโทษ ข้อเท็จจริงก็คือในหัวใจของพวกเขา พวกเขายอมอยู่ใต้อำนาจของซาตานมานานแล้ว พวกเขาหวาดกลัวอำนาจของระบอบซาตาน และยิ่งหวาดกลัวต่อสิ่งต่างๆ เช่น การทรมานและการสอบสวนอย่างเกรี้ยวกราดที่จะเกิดขึ้นกับตน เพราะฉะนั้น สำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์แล้ว หากทุกอย่างราบรื่น และไม่มีการคุกคามหรือมีปัญหากับความปลอดภัยของพวกเขาเลย และไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตราย พวกเขาก็อาจทุ่มเทความกระตือรือร้นและ “ความจงรักภักดี” และแม้กระทั่งทรัพย์สินของตน แต่หากรูปการณ์แวดล้อมไม่ดีและพวกเขาอาจถูกจับกุมเมื่อใดก็ได้เพราะการเชื่อในพระเจ้าและการทำหน้าที่ของตน และหากการเชื่อในพระเจ้าอาจทำให้พวกเขาถูกไล่ออกจากตำแหน่งอันเป็นทางการหรือถูกคนใกล้ชิดของตนทอดทิ้ง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ประกาศข่าวประเสริฐและไม่เป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าและไม่ทำหน้าที่ของตนด้วย เมื่อมีสัญญาณของความเดือดร้อนเล็กน้อย พวกเขาก็หดตัวกลับเหมือนเต่าที่ซ่อนตัวอยู่ในกระดอง กล่าวคือ เมื่อมีสัญญาณของความเดือดร้อนเล็กน้อย พวกเขาก็นึกอยากคืนหนังสือพระวจนะของพระเจ้าและสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อในพระเจ้าของตนให้แก่คริสตจักรทันที เพื่อรักษาตนเองให้ปลอดภัยและไม่ถูกทำร้าย คนเหล่านี้เป็นอันตรายไม่ใช่หรือ? หากถูกจับกุม พวกเขาจะไม่กลายเป็นยูดาสหรือ? ศัตรูของพระคริสต์อันตรายมากเสียจนพวกเขาอาจกลายเป็นยูดาสเมื่อใดก็ได้ มีความเป็นไปได้ตลอดเวลาที่พวกเขาจะทรยศพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจอย่างที่สุด การนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์
บางคนอาจกล่าวว่า “ผู้คนที่มีการสำแดงเหล่านี้อาจจะพบได้แต่ในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง ภายใต้บริบททางสังคมของจีนเท่านั้น เมื่อคุณไปต่างประเทศ ก็ไม่มีการข่มเหงหรือการจับกุม ดังนั้น ความปลอดภัยส่วนตนจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป หัวข้อนี้ยังจำเป็นอยู่อีกหรือเปล่า?” พวกเจ้าคิดว่าจำเป็นต้องมีหัวข้อนี้หรือไม่? (จำเป็น) แม้แต่ในต่างประเทศ ผู้คนมากมายที่ทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้ามักจะแสดงพฤติกรรมเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง ทันทีที่การสนทนาเปลี่ยนไปเป็นการโจมตี การใส่ร้าย และความเคลื่อนไหวที่เป็นการต่อต้านพระนิเวศของพระเจ้าโดยระบอบการเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยผู้ไม่มีความเชื่อ หรือโดยโลกศาสนา ผู้คนบางคนก็รู้สึกถึงความหวาดกลัวและความขลาดอย่างลึกซึ้งอยู่ภายใน พวกเขาอาจถึงกับรู้สึกว่า หากตนไม่เชื่อในพระเจ้า เวลานี้พวกเขาคงจะมีชีวิตที่ดีกว่าและเป็นอิสระมากกว่านี้ บางคนเสียใจที่มอบความเชื่อให้กับพระเจ้า และในหัวใจของพวกเขา บางคนถึงกับครุ่นคิดที่จะถอยหนีและมีแนวคิดที่จะถอนตัว ผู้คนเช่นนี้เก็บงำความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของพวกเขาเองอยู่ตลอดเวลา โดยรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่านี้ ชีวิตของพวกเขาและความปลอดภัยของพวกเขาเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในส่วนลึกของหัวใจพวกเขา ดังนั้น เมื่อเผชิญกับการที่โลกและมนุษยชาติทั้งมวลใส่ร้าย ป้ายสี และกล่าวโทษคริสตจักรและพระราชกิจของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้จึงไม่ยืนอยู่ฝ่ายพระเจ้าในหัวใจของตน แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงที่ให้ร้ายและกล่าวโทษพระเจ้า ลึกๆ แล้วพวกเขากลับยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามพระเจ้า พวกเขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะขีดเส้นแบ่งระหว่างตนกับพระเจ้า พระนิเวศของพระองค์ และคริสตจักร ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาเช่นนี้ การยอมรับว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้าเป็นงานที่ยากลำบากและเจ็บปวดสำหรับพวกเขา พวกเขาต้องการอย่างยิ่งที่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้า พระนิเวศของพระองค์ หรือคริสตจักร ในเวลาเช่นนี้ พวกเขารู้สึกไม่สบายใจ และถึงกับละอายใจ ไม่กล้าแสดงตัวว่าเป็นสมาชิกของพระนิเวศของพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้เป็นผู้ติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? พวกเขาได้ละทิ้งทุกสิ่งเพื่อติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่? (ไม่) ในจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้า พวกเขามักจะเผชิญกับการข่มเหงและการจับกุม และมักเผชิญปัญหาเรื่องความปลอดภัยส่วนตนอยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าสภาพแวดล้อมในต่างประเทศจะไม่รุนแรงเท่า แต่ผู้คนยังคงเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน พวกเขาเผชิญกับการใส่ร้ายและการกล่าวโทษจากโลกศาสนา และต้องรับมือกับความเมินเฉยหรือถ้อยแถลงบางประการที่แสดงถึงความไม่เข้าใจของประเทศต่างๆ ที่มีต่อคริสตจักร บางคนรู้สึกสับสนและถึงกับมีความไม่แน่ใจและข้อสงสัยว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นแท้จริงหรือไม่ โดยตั้งคำถามถึงความถูกต้องของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น ดังนั้น เพราะพวกเขาคำนึงถึงความปลอดภัยของพวกเขาเองเป็นประจำ พวกเขาจึงไม่สามารถทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้าด้วยหัวใจที่มั่นคงและสงบได้ บุคคลเหล่านี้ได้มอบชีวิตของตนแด่พระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง? (พวกเขายังไม่ได้ทำ) บางคนถึงกับคิดว่า “การมาต่างประเทศหมายถึงการหลบหนีจากกรงเล็บของพญานาคใหญ่สีแดงไม่ใช่หรือ? ต่างประเทศมีเสรีภาพทางศาสนาไม่ใช่หรือ? ทุกสิ่งล้วนเสรีและเป็นอิสระไม่ใช่หรือ? ในเมื่อพระเจ้าทรงนำพวกเรามาต่างประเทศเพื่อทำหน้าที่ของตน เหตุใดพวกเรายังต้องเผชิญกับภาวะที่ยากลำบากเหมือนเดิม? เหตุใดพวกเรายังต้องเรียนรู้บทเรียนเหล่านี้และประสบกับความทุกข์เช่นนี้ในต่างประเทศ?” บางคนมีความสงสัยอยู่ในหัวใจ และบางคนไม่เพียงสงสัยเท่านั้นแต่ยังต่อต้านอีกด้วย โดยเก็บงำคำถามอย่างเช่น “ในเมื่อเป็นหนทางที่แท้จริง ในเมื่อเป็นพระราชกิจของพระเจ้า เหตุใดพวกเราที่จงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตน เป็นผู้ที่ละทิ้งทุกสิ่งเพื่อสละตนเพื่อพระเจ้า ยังคงต้องสู้ทนกับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมดังกล่าวในโลกนี้?” พวกเขาไม่เข้าใจ เพราะพวกเขาไม่เข้าใจและพวกเขาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพวกเขาเองเหนือสิ่งอื่นใด ดังนั้น พวกเขาจึงเปลี่ยนการไร้ซึ่งความเข้าใจนี้เป็นคำพร่ำบ่นและการตั้งคำถามที่มุ่งเป้าไปที่พระเจ้า เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ? (ใช่) ผู้คนในต่างประเทศบางคนถึงกับไม่กล้าเสี่ยงในการทำหน้าที่ของตน หากพวกเขาได้รับมอบหมายหน้าที่ที่มีความเสี่ยงอยู่บ้าง พวกเขาก็หาข้ออ้างต่างๆ เช่น “ฉันไม่เหมาะสมกับหน้าที่นี้ ครอบครัวของฉันยังอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ และถ้าพญานาคใหญ่สีแดงพบตัวฉัน ก็จะเป็นปัญหาสำหรับฉันไม่ใช่หรือ?” พวกเขาปฏิเสธที่จะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว พวกเขาเลือกที่จะรักษาตัวรอด ปกป้องความปลอดภัยของพวกเขาเอง และรักษาชีวิตของตนเอง พวกเขาเหลือทางหนีทีไล่ให้ตัวเองแทนที่จะถวายตัวโดยสมบูรณ์ ปล่อยมือจากทุกสิ่ง และละทิ้งทุกสิ่งเพื่อยอมรับหน้าที่ของตน พวกเขาไม่สามารถสัมฤทธิ์ในเรื่องนี้ได้ นี่คือพฤติกรรมบางอย่างของพวกเขาเมื่อเป็นเรื่องของความปลอดภัยของพวกเขาเอง บางคนรู้สึกไม่สบายใจและอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง บางคนมักจะรู้สึกหวาดกลัวและขลาดเขลา โดยคิดว่ากองกำลังของซาตานนั้นแข็งแกร่งเกินไป และคนธรรมดาอย่างพวกเขาจะต่อต้านได้อย่างไร? ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะกลัวและกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ บางคนถึงกับรู้สึกว่าทันทีที่ตนถูกจับกุม คริสตจักรหรือพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย หากเกิดเรื่องขึ้นก็จะไม่มีใครรับมือได้ ดังนั้น พวกเขาจึงคิดว่าการปกป้องตัวเองสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้น เมื่อพวกเขาจำเป็นต้องออกหน้าและรับหน้าที่ที่มีความเสี่ยง พวกเขากลับซ่อนตัว และไม่มีใครสามารถเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้ พวกเขาอ้างว่าตนไม่มีความสามารถ หาข้อแก้ตัวและเหตุผลสารพัดเพื่อปฏิเสธหน้าที่สำคัญที่พระนิเวศของพระเจ้ามอบหมายให้ตน หากสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย ผู้คนเหล่านี้อาจถึงกับยืนอยู่ในที่สาธารณะต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากพร้อมไมโครโฟนและตะโกนว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันเป็นสมาชิกของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันหวังว่าทุกคนจะมาสืบค้นหนทางที่แท้จริงได้” พวกเขาสามารถทำเช่นนี้ได้โดยปราศจากความหวาดกลัวเมื่อความปลอดภัยส่วนตนของพวกเขาไม่ตกอยู่ในความเสี่ยง ทันทีที่มีวี่แววของภัยคุกคามแม้เพียงเล็กน้อยหรือมีสถานการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพวกเขาเอง หรือเมื่อมีสถานการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ความกระตือรือร้นของพวกเขาก็หายไป “ความจงรักภักดี” ของพวกเขาสูญสิ้น และ “ความเชื่อ” ของพวกเขาก็จางหายไป พวกเขารู้จักแต่การหลบหนีไปทางนั้นทางนี้ พยายามหางานเบื้องหลังที่ไม่สะดุดตาทำอยู่เสมอ และผลักงานและหน้าที่ที่จำเป็นต้องออกหน้าและต้องรับความเสี่ยงไปให้ผู้อื่น ทันทีที่สภาพแวดล้อมดีขึ้น พวกเขาก็โผล่ออกมาอีกครั้งเหมือนตัวตลกบนเวที เหตุใดพวกเขาจึงปรากฏตัวขึ้นมาอีก? เพื่อเริ่มนำเสนอตัวเอง เพื่อให้ผู้คนรู้ถึงการมีอยู่ของตน เพื่อแสดงความกระตือรือร้นของตนต่อพระเจ้า เพื่อให้พระเจ้าทรงเห็นความจงรักภักดีของตนในขณะนั้น และในเวลาเดียวกันก็เพื่อชดเชยสิ่งที่ตนทำลงไปก่อนหน้านี้ โดยพยายามอย่างยิ่งที่จะกอบกู้ทุกอย่างกลับคืนมา อย่างไรก็ตาม เมื่อมีสัญญาณของปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเพียงเล็กน้อย ผู้คนเหล่านี้ก็หายตัวไปอีกครั้งและหลบซ่อนตัว
ตอนที่งานข่าวประเสริฐเพิ่งเริ่มเผยแผ่นั้น การประกาศข่าวประเสริฐเป็นเรื่องยากลำบากเป็นพิเศษ ในเวลานั้น มีผู้คนไม่มากนักที่สามารถประกาศข่าวประเสริฐได้ และผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐก็มีความเข้าใจความจริงที่ค่อนข้างตื้นเขิน พวกเขาไม่สามารถแยกแยะมโนคติอันหลงผิดทางศาสนาของผู้คนได้ดีนัก และเป็นเรื่องยากที่จะได้มาซึ่งผู้คน ยิ่งไปกว่านั้น การประกาศข่าวประเสริฐยังมาพร้อมกับความเสี่ยงอีกด้วย เมื่อเจ้าพบเจอผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ค่อนข้างดี อย่างมากพวกเขาก็แค่ปฏิเสธที่จะยอมรับแล้วก็จบเรื่อง แต่พวกเขาจะไม่ทำร้ายหรือดูหมิ่นเจ้า หากเจ้ายังคงติดต่อกับพวกเขาอยู่ ก็อาจยังมีความหวังที่จะได้พวกเขามา ซึ่งจะก่อให้เกิดผลลัพธ์บางประการ อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าพบเจอคนชั่วหรือศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสจากนิกายต่างๆ คนเหล่านี้ไม่เพียงปฏิเสธที่จะยอมรับ แต่จะถึงขั้นนำไปสู่การร่วมกันโจมตี บังคับให้เจ้าสารภาพบาป และหากเจ้าไม่ทำ พวกเขาอาจทำร้ายร่างกายเจ้า ในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้น พวกเขาอาจถึงกับแจ้งตำรวจจับเจ้าและส่งเจ้าไปยังสถานีตำรวจ ทำให้เจ้าเสี่ยงต่อการถูกคุมขังได้ทุกเมื่อ ผู้นำคริสตจักรบางคนไม่ถูกจำกัดด้วยเรื่องเหล่านี้ พวกเขายังคงทำหน้าที่ของตนเมื่อควรทำ และถึงกับเป็นแบบอย่างในการประกาศข่าวประเสริฐและเป็นพยานให้พระเจ้า อย่างไรก็ตาม คนที่เรียกกันว่าผู้นำบางคนหรือผู้นำเทียมเท็จเหล่านั้นกลับไม่กระทำการเช่นนี้ เมื่อพวกเขาเผชิญกับอันตรายเช่นนั้น พวกเขาจะไม่ไปเองแต่จะส่งคนอื่นไปแทน เราได้ยินเรื่องของผู้นำคนหนึ่งที่พบว่าผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐคนหนึ่งเป็นผู้นำในนิกายหนึ่ง เธอตั้งใจจะจัดวางให้ใครสักคนไปประกาศข่าวประเสริฐแก่เขา หลังจากไตร่ตรองแล้ว เธอก็หาคนที่เหมาะสมไม่ได้และคิดว่าการไปด้วยตัวเองเหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม เธอกลัวอันตรายและไม่ต้องการไป ดังนั้น เธอจึงจัดวางให้พี่น้องหญิงวัยสิบแปดหรือสิบเก้าปีไปแทน พวกเจ้าคิดอย่างไร? เธอควรจัดวางให้พี่น้องหญิงอายุน้อยคนนี้ไปหรือไม่? (ไม่ควร) ทำไมถึงไม่ควร? (เพราะผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐเป็นผู้นำในนิกายหนึ่งที่มีมโนคติอันหลงผิดทางศาสนามากมาย พี่น้องหญิงอายุน้อยคนนี้มีวุฒิภาวะน้อย มีความเข้าใจความจริงที่ตื้นเขิน ไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหาของผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐได้ และไม่เพียงแต่เธอจะไม่สามารถเปลี่ยนให้เขารับเชื่อได้เท่านั้น แต่ตัวเธอเองอาจถูกชักพาให้หลงผิดด้วย) เมื่อพิจารณาจากอายุของเธอ พี่น้องหญิงอายุน้อยคนนี้จะเข้าใจความจริงอย่างแท้จริงได้มากเพียงใด? เธอมีความรู้เรื่องพระคัมภีร์มากเพียงใด? มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่เธอจะเปลี่ยนผู้นำจากนิกายนั้นให้มารับเชื่อ? ด้วยอายุของเธอ เธอมีประสบการณ์ในการประกาศข่าวประเสริฐไม่มากอย่างแน่นอน นอกจากนี้ เธอเพิ่งบรรลุนิติภาวะและขาดประสบการณ์ เธอสามารถมองทะลุมโนคติอันหลงผิด แนวคิด และความลำบากยากเย็นของผู้ใหญ่ได้หรือ? (เธอทำไม่ได้) ไม่ได้อย่างแน่นอน ในวัยของเธอ เธอรับมือกับความคิดของผู้ใหญ่ไม่ไหวหรอก บอกเราสิว่า เมื่อพิจารณาจากวัยของเธอ พี่น้องหญิงอายุน้อยคนนี้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดหรือไม่? (ไม่ใช่) เธอไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด ดังนั้น การส่งพี่น้องหญิงอายุน้อยคนนี้ไป ผู้นำคนนี้มีเจตนาที่ถูกต้องหรือไม่? (เธอมีเจตนาที่ไม่ถูกต้อง) เธอไม่ได้มีเจตนาที่ถูกต้อง เธอไม่ควรส่งพี่น้องหญิงอายุน้อยคนนี้ไป ต่อมา เมื่อพี่น้องหญิงอายุน้อยคนนี้ติดต่อกับผู้นำของนิกายนั้นและพบว่าเขาไม่ใช่คนดี เธอจึงรายงานกลับมายังผู้นำ โดยบอกว่าเธอรู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่งและไม่กล้าไปอีก ผู้นำคนนี้กดดันเธอ โดยยืนกรานว่า “ไม่ได้ นี่เป็นหน้าที่ของเธอ และเธอต้องไป!” พี่น้องหญิงอายุน้อยคนนั้นถูกบีบบังคับจนร้องไห้ และพูดว่า “มันเป็นหน้าที่ของฉัน และฉันควรไป แต่ฉันรับมือไม่ไหว ฉันทำไม่ได้” กระนั้นก็ตาม ผู้นำคนนี้ก็ไม่ยอมผ่อนปรนและพูดต่อไปว่า “ต่อให้ทำไม่ได้ เธอก็ต้องไป ไม่มีคนอื่นแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นเธอ!” พวกเจ้าคิดว่านี่เป็นผู้นำแบบไหนกัน? เมื่ออันตรายเข้ามาใกล้ เธอไม่เพียงปกป้องตัวเอง แต่ยังส่งคนอื่นไปเสี่ยงอันตรายในขณะที่ตนถอยออกมา แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่พี่น้องหญิงอายุน้อยคนนี้บอกว่าตนไม่สามารถทำได้และถึงกับร้องไห้ด้วยความกลัว ผู้นำคนนี้ก็ยังไม่ยอมตกลง นี่เป็นคนชั่วช้าแบบไหนกัน? เป็นมนุษย์หรือไม่? (ไม่ใช่) แบบนี้ไม่ใช่มนุษย์ เธอไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องชายหญิงของตน คำนึงถึงแต่ตัวเองเท่านั้น เธอถึงขั้นแลกความปลอดภัยของผู้อื่นกับผลประโยชน์ของตนเอง เหมือนกับพ่อแม่ที่ติดการพนันพวกนั้น ซึ่งเมื่อเสียเงินจนหมดตัวและไม่มีอะไรเหลือแล้ว ก็เอาลูกสาวตนเองไปเป็นหลักประกันชำระหนี้ เพื่อให้ตัวเองผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากและรอดพ้นความวิบัติ ยอมสละคนที่ตนรักที่สุดเพื่อแลกกับความสุขของตนเอง ผู้นำคนนี้เป็นคนชั่วช้าแบบไหนกัน? เธอยังเหลือความเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่? (ไม่) ไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัวเธอแม้แต่น้อย จากพฤติกรรมนี้ สามารถระบุลักษณะคนเช่นนี้ว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้หรือไม่? (ได้) พวกเขาถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างแน่นอน! บางคนอาจกล่าวว่า “สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นก็เพื่องานของคริสตจักร เพื่อการประกาศข่าวประเสริฐ พวกเขามีเจตนาดีไม่ใช่หรือ? พวกเขากำลังทำเพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่หรือ? พวกเขาถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างไร?” มีใครเคยคิดแบบนี้บ้างหรือไม่? ข้อโต้แย้งนี้ฟังขึ้นหรือไม่? (ฟังไม่ขึ้น) อย่างนั้นบอกเราสิว่า ธรรมชาติของปัญหานี้คืออะไร? (ผู้นำคนนี้ใช้ชีวิตและความปลอดภัยของพี่น้องหญิงอายุน้อยเป็นเครื่องต่อรองเพื่อผลประโยชน์และความปลอดภัยของตนเอง กล่าวคือ เธอจงใจผลักพี่น้องหญิงคนนั้นลงสู่บาดาล—เธอมีความเป็นมนุษย์ที่มุ่งร้ายอย่างยิ่ง) พูดให้ตรงกว่านี้ ก็คือ ผู้นำคนนี้รู้อยู่เต็มอกว่าพี่น้องหญิงอายุน้อยคนนั้นไม่มีความสามารถในการทำงานนี้เลย แต่ก็ยังจัดการเช่นนี้เพื่อรักษาตัวรอด ในเวลาเดียวกัน เธอก็ทำเช่นนี้เพื่อให้ชี้แจงได้ว่าเธอลุล่วงหน้าที่ของตนแล้ว โดยเสียสละผลประโยชน์และความปลอดภัยของผู้อื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนตัว นั่นคือเจตนาของเธอ เธอไม่พิจารณาเลยว่าใครสามารถทำงานนี้ได้ ใครสามารถเปลี่ยนให้คนคนนี้มารับเชื่อได้ หรือใครสามารถทำงานนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหาคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานนี้ แก่นแท้ของการกระทำของเธอไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่หรือลุล่วงความจงรักภักดีหรือความรับผิดชอบของตน แต่เกี่ยวกับการสามารถชี้แจงต่อเบื้องบน และการรักษาตัวรอดโดยเสียสละผลประโยชน์ของผู้อื่น ถึงขั้นก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น เธอกระทำการในหนทางที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นเพื่อรักษาตัวรอดและสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนเอง—นี่คือแก่นแท้ของการกระทำเช่นนี้มิใช่หรือ? (ใช่) นั่นคือแก่นแท้ของการกระทำนี้ ดังนั้น การกระทำของผู้นำคนนี้จึงถูกระบุได้ว่าเป็นการกระทำของศัตรูของพระคริสต์ นี่คือต้นตอของเรื่องนี้มิใช่หรือ? (ใช่) เป็นเช่นนี้จริงๆ หากไม่มีผู้ที่เหมาะสม และพี่น้องหญิงอายุน้อยคนนี้ไม่ได้อยู่ที่นั่น หากบอกให้เธอไปเปลี่ยนความเชื่อของผู้นำนิกายนั้นด้วยตัวเอง เธอจะไปหรือไม่? เธอจะสามารถพูดได้หรือไม่ว่า “ถ้าไม่มีผู้ที่เหมาะสม ฉันจะไปเอง ฉันไม่กลัว ต่อให้ต้องสละชีวิตเพื่อให้ได้คนคนนี้มา ฉันก็เต็มใจสละชีวิต เพราะนี่คือหน้าที่และความรับผิดชอบของฉัน”? เธอจะทำเช่นนั้นได้หรือไม่? (ไม่ได้) ทำไมพวกเราถึงบอกว่าเธอทำไม่ได้? พวกเราไม่ได้กำลังคาดเดา พวกเราอ้างอิงจากอะไรถึงบอกว่าเธอทำไม่ได้? (เพราะตอนที่เธอทำหน้าที่ของเธอ นั่นไม่ใช่เพื่อสัมฤทธิ์ผลลัพธ์และเปลี่ยนผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐคนนั้นให้มารับเชื่อจริงๆ ดังนั้น เธอจึงแค่ทำอย่างขอไปทีโดยส่งพี่น้องหญิงอายุน้อยคนนี้ไป หากพี่น้องหญิงอายุน้อยคนนี้ไม่อยู่ที่นั่น เธอก็คงจะไม่ไปด้วยตัวเองเพื่อให้ได้คนคนนี้มา) ถูกต้อง ย่อมจะเป็นเช่นนั้น หากเธอเห็นว่าไม่มีผู้ที่เหมาะสม เธอก็ควรไปเองมิใช่หรือ? (ใช่) หากเธอจงรักภักดีต่อหน้าที่ของเธอจริงๆ และไม่คำนึงถึงความปลอดภัยส่วนตัวของตนเอง เธอก็จะไม่ปล่อยให้พี่น้องหญิงอายุน้อยคนนั้นไป แต่จะไปด้วยตัวเอง ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ทำให้เธอไม่ไปเองคืออะไร? (เธอกำลังรักษาความปลอดภัยและผลประโยชน์ของตนเอง) ถูกต้อง เรื่องเป็นเช่นนั้น หากเธอจงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนจริงๆ เธอคงจะแบกรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้งนั้นด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้ทำเช่นนั้น แต่กลับเลือกผู้สมัครที่ไม่เหมาะสมที่สุดให้ไปแทน เจตนาของเธอคือการส่งคนที่ไม่เหมาะสมที่สุดไปยังสถานที่ที่อันตรายที่สุดเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของเธอในการปกป้องตัวเองจากอันตรายและรักษาตัวรอดใช่หรือไม่? (ใช่) นี่คือพฤติกรรมของพวกศัตรูของพระคริสต์ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการจัดวางผู้คน
ในจีนแผ่นดินใหญ่ พญานาคใหญ่สีแดงปราบปราม จับกุม และข่มเหงผู้เชื่อในพระเจ้าอย่างโหดร้ายทารุณมาโดยตลอด โดยมักจะทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย ตัวอย่างเช่น รัฐบาลใช้ข้ออ้างต่างๆ นานาเพื่อจับกุมผู้เชื่อ เมื่อใดก็ตามที่คนพวกนั้นค้นพบพื้นที่ที่ศัตรูของพระคริสต์อาศัยอยู่ สิ่งแรกที่ศัตรูของพระคริสต์คิดถึงคืออะไร? ไม่ใช่เรื่องการจัดเตรียมงานของคริสตจักรอย่างถูกควร แต่เป็นการคิดว่าจะหลบหนีจากสถานการณ์อันตรายนี้อย่างไร เมื่อคริสตจักรเผชิญกับการปราบปรามและการจับกุม พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยเข้าไปมีส่วนร่วมกับงานที่ตามมาเลย พวกเขาไม่จัดเตรียมทรัพยากรหรือบุคลากรที่จำเป็นของคริสตจักร แต่กลับหาข้ออ้างและเหตุผลเพื่อหาสถานที่ปลอดภัยให้กับตัวเองแล้วก็ถือว่าเสร็จสิ้น เมื่อความปลอดภัยส่วนตนของพวกเขาได้รับการรับรองแล้ว พวกเขาก็แทบจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในการจัดเตรียมงาน บุคลากร หรือทรัพยากรของคริสตจักรด้วยตัวเอง และไม่สอบถามเรื่องนี้หรือจัดเตรียมการที่เฉพาะเจาะจงใดๆ เรื่องนี้ส่งผลให้ทรัพยากรและการเงินของคริสตจักรไม่ถูกย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัยอย่างทันท่วงที และท้ายที่สุด ก็ถูกพญานาคใหญ่สีแดงปล้นและยึดเอาไปเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมีนัยสำคัญต่อคริสตจักรและนำไปสู่การจับกุมพี่น้องชายหญิงจำนวนมากขึ้น นี่คือผลลัพธ์จากการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปัดความรับผิดชอบที่มีต่องานนั้น ลึกลงไปในหัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์ ความปลอดภัยส่วนตนของพวกเขามาก่อนเสมอ นี่เป็นประเด็นที่พวกเขากังวลอยู่ในหัวใจตลอดเวลา พวกเขาคิดในใจว่า “ฉันต้องไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน ใครจะถูกจับก็ช่าง แต่ฉันจะถูกจับไม่ได้—ฉันต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ฉันยังคงรอคอยที่จะมีส่วนในสง่าราศีของพระเจ้าเมื่อพระราชกิจของพระเจ้าเสร็จสิ้น ถ้าฉันถูกจับ ฉันจะทำตัวเหมือนยูดาส แล้วฉันก็จะจบสิ้น จะไม่มีจุดจบที่ดีสำหรับฉัน ฉันจะถูกลงโทษ” ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาไปทำงานในสถานที่แห่งใหม่ พวกเขาย่อมสืบค้นก่อนว่าใครมีครอบครัวที่ปลอดภัยและมีอิทธิพลมากที่สุด ซึ่งพวกเขาสามารถหลบซ่อนจากการตรวจค้นของรัฐบาลและรู้สึกปลอดภัยได้ ประการที่สอง พวกเขามองหาครอบครัวที่มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่า มีเนื้อสัตว์ทุกมื้อ มีเครื่องปรับอากาศในฤดูร้อน และมีเครื่องทำความร้อนในฤดูหนาว นอกจากนี้ พวกเขายังสอบถามว่าในหมู่ผู้เชื่อ ใครกระตือรือร้นกว่าและมีรากฐานที่แข็งแกร่งกว่า ใครที่สามารถให้การปกป้องได้เมื่อเกิดเรื่องขึ้น พวกเขาสืบค้นเรื่องทั้งหมดนี้ก่อน หลังจากสืบค้นแล้ว พวกเขาก็หาสถานที่ลงหลักปักฐานและทำงานที่ผิวเผินอยู่บ้าง ส่งจดหมาย ถ่ายทอดข้อมูลหรือการจัดเตรียมงานด้วยวาจา คราวนี้ เจ้าคิดว่าพวกศัตรูของพระคริสต์มีความสามารถในการทำงานหรือไม่? เมื่อเจ้าดูวิธีที่พวกเขาพิจารณาและจัดเตรียมความปลอดภัยส่วนตัวของพวกเขาอย่างพิถีพิถันและเป็นระเบียบ ก็อาจดูเหมือนว่าพวกเขารู้วิธีทำงานเฉพาะด้าน พวกเขารู้แก่ใจว่าจะทำอย่างไร อย่างไรก็ตาม เจตนาของพวกเขาไม่ถูกต้อง พวกเขาคิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน และพวกเขารังเกียจความจริง ต่อให้พวกเขารู้ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นขัดแย้งกับความจริง เป็นความเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ พวกเขาก็ยังยืนกรานที่จะทำสิ่งต่างๆ ตามหนทางของตนเอง และกระทำการตามอำเภอใจโดยไม่ยั้งคิด ทุกสิ่งที่พวกเขาทำก็เพื่อรักษาความปลอดภัยของพวกเขาเอง หลังจากตั้งหลักและรู้สึกว่าตนพ้นจากอันตราย และอันตรายผ่านพ้นไปแล้ว พวกศัตรูของพระคริสต์จึงค่อยดำเนินการทำงานแบบผิวเผินบางอย่าง พวกศัตรูของพระคริสต์ค่อนข้างพิถีพิถันในการจัดเตรียมการของพวกเขา แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขากำลังรับมือกับใคร พวกเขาคิดอย่างรอบคอบยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเอง แต่เมื่อเป็นเรื่องงานของคริสตจักรหรือหน้าที่ของตนเอง พวกเขากลับแสดงความเห็นแก่ตัวและความน่ารังเกียจของตนออกมา และไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ขาดแม้แต่มโนธรรมหรือสำนึกเพียงเล็กน้อย เป็นเพราะพฤติกรรมเหล่านี้เอง พวกเขาจึงถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ หากพวกเราจะตัดสินจากขีดความสามารถเพียงอย่างเดียว เมื่อพิจารณาว่าพวกเขาคิดอย่างละเอียดรอบคอบและวางแผนเรื่องความปลอดภัยของพวกเขาเองอย่างเป็นรูปธรรมและพิถีพิถันเพียงใด พวกเขาก็ไม่ได้ขาดขีดความสามารถและพวกเขาก็มีหัวคิด พวกเขาควรจะสามารถจัดการงานของพระนิเวศของพระเจ้าได้ ตอนนี้ หากเจ้าพิจารณาเรื่องนี้ตามความสามารถของพวกเขา พวกเขาก็ไม่ควรถูกเรียกว่าศัตรูของพระคริสต์ แล้วทำไมพวกเขายังคงถูกเรียกเช่นนั้นเล่า? เรื่องนี้กำหนดจากแก่นแท้ของพวกเขา ว่าพวกเขาสามารถยอมรับความจริงและปฏิบัติความจริงได้หรือไม่ และพวกเขาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ พวกเขาพิจารณาและจัดเตรียมการอย่างรอบคอบและเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิต อาหารการกิน และความปลอดภัยของตน อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเรื่องงานของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็กลายเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง ไม่แสดงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าให้เห็นเลย คนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแน่นอน พวกศัตรูของพระคริสต์จัดการกับงานของพระนิเวศของพระเจ้าและการจัดเตรียมงานของเบื้องบนโดยการคัดกรองสิ่งเหล่านี้ พวกเขาเลือกคัดกรองสิ่งที่พวกเขาเต็มใจและไม่เต็มใจทำ และสิ่งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพวกเขาเอง จากนั้น พวกเขาก็ทำงานง่ายๆ ที่ไม่มีอันตรายบางอย่าง เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เบื้องบนรู้ว่าพวกเขากินเร็วแต่ทำงานช้า และพวกเขาไม่ใส่ใจหน้าที่ที่ถูกควรของตน หลังจากจัดเตรียมงานแล้ว พวกเขาไม่เคยสอบถามหรือกำกับดูแลว่างานที่เฉพาะเจาะจงนั้นดำเนินการอย่างไร ตัวอย่างเช่น พระนิเวศของพระเจ้ามีหลักธรรมและข้อบังคับเฉพาะเกี่ยวกับของถวายและทรัพยากรต่างๆ ว่า ควรจัดเตรียมสิ่งเหล่านั้นอย่างไร วางไว้ที่ไหน ดูแลรักษาสิ่งเหล่านั้นอย่างไร และใครควรดูแลรักษาสิ่งเหล่านั้น ในทางกลับกัน พวกศัตรูของพระคริสต์เพียงพูดถึงสิ่งเหล่านี้ และเมื่อพวกเขาได้จัดการเตรียมการเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ถือว่าเสร็จสิ้น ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเหมาะสมหรือไม่ พวกเขาไม่เคยไปสถานที่จริงเพื่อสำรวจโดยรอบเลย พวกเขาเพียงขยับปากพูด และในหัวใจกลับไม่ไม่เข้าใจ และไม่สอบถาม ไม่ตรวจสอบ และไม่สนใจว่าการจัดเตรียมการอย่างเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับทรัพยากรของพระนิเวศของพระเจ้าเหล่านี้เหมาะสมหรือปลอดภัยหรือไม่ ดังนั้น ในช่วงเวลาที่พวกศัตรูของพระคริสต์เป็นผู้นำ ภายในขอบข่ายงานของพวกเขานั้น หนังสือพระวจนะของพระเจ้าบางเล่มถูกคนชั่วยึดไป หนังสือบางเล่มขึ้นราเนื่องจากจัดเก็บอย่างไม่ถูกควร และในบางกรณี หนังสือบางเล่มหรือทรัพยากรบางอย่างถูกวางไว้ในสถานที่ที่ไม่มีใครดูแล พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงล้มเหลวในการจัดการเตรียมการอย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับเรื่องเหล่านี้เท่านั้น แน่นอนว่าพวกเขาไม่สอบถาม ตรวจสอบ หรือถามถึงเรื่องเหล่านี้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับถือว่างานของตนเสร็จสิ้นเมื่อจัดการเตรียมการแล้ว พวกเขาดีแต่พูดเท่านั้น พวกเขาเพียงแค่ทำอย่างขอไปทีโดยไม่แสวงหาผลลัพธ์ที่แท้จริงเลย พวกศัตรูของพระคริสต์แสดงความจงรักภักดีผ่านพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่? (ไม่) พวกเขาไม่มีความจงรักภักดี เมื่อเป็นเรื่องของการจัดเตรียมทรัพยากรต่างๆ ของคริสตจักร ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยสอบถามเลย “ไม่เคยสอบถามเลย” หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าพวกเขาไม่ทำการจัดเตรียมใดๆ เลยหรือ? พวกเขาทำอย่างขอไปทีและจัดการเตรียมการเพื่อตบตาผู้คน โดยเกรงว่าจะมีใครรายงานเรื่องของตนต่อเบื้องบน แต่พวกเขาไม่เคยทำงานที่เป็นรูปธรรมใดๆ เลย งานที่เป็นรูปธรรมหมายถึงอะไร? หมายถึงการกำหนดว่าสิ่งเหล่านี้ควรวางไว้ที่ไหน ปลอดภัยหรือไม่ อาจเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งเหล่านี้หรือไม่ หนูอาจมากัดแทะสิ่งของเหล่านี้หรือไม่ จะถูกน้ำท่วมหรือถูกขโมยได้หรือไม่ บุคคลที่รับผิดชอบในการดูแลรักษาเหมาะสมหรือไม่ และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยสอบถาม ไม่เคยสืบค้น และไม่เคยใส่ใจ พวกเขาเชื่ออยู่ในหัวใจว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะสุขสำราญ พวกเขาไม่เห็นคุณค่าและสิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา สิ่งเหล่านี้เป็นของคนอื่น เป็นของพระนิเวศของพระเจ้า และไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา พวกเขาไม่สนใจแม้แต่น้อย ใครอยากกังวลก็ให้กังวลไป—พวกเขาไม่กังวล พวกเขาจัดเตรียมสิ่งต่างๆ แล้วก็จบแค่นั้น ศัตรูของพระคริสต์บางคนไม่ใส่ใจจะจัดเตรียมการใดๆ เลยด้วยซ้ำ พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาจะไม่ได้รับรางวัลใดๆ ต่อให้พวกเขาทำงานนี้ได้ดี และไม่มีใครจะเอาผิดพวกเขาหากทำได้ไม่ดี ใครจะรายงานพวกเขาด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้? พระเจ้าจะทรงลงโทษพวกเขาด้วยเรื่องนี้หรือ? ท่าทีและมุมมองต่อหน้าที่ของพวกศัตรูของพระคริสต์ก็เป็นเช่นนั้น พวกเขาทำอย่างขอไปทีและจัดการเรื่องต่างๆ อย่างสุกเอาเผากิน ตราบใดที่สิ่งเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะหรือความปลอดภัยของพวกเขาเอง พวกเขาก็ไม่สนใจว่าสิ่งเหล่านี้จะได้รับการบริหารจัดการหรือไม่ ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้จะสูญหาย ลดจำนวนลง หรือเสียหาย ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา ในความรู้สึกนึกคิดของพวกศัตรูของพระคริสต์ ทรัพยากรของพระนิเวศของพระเจ้าเหล่านี้ถือเป็นทรัพย์สินสาธารณะ พวกเขาไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลกับสิ่งเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ และไม่จำเป็นต้องสละเรี่ยวแรงใดๆ ในการบริหารจัดการ ดังนั้น ในช่วงเวลาที่พวกศัตรูของพระคริสต์เป็นผู้นำ เนื่องจากการละเลยต่อหน้าที่ของตน การมุ่งเน้นที่ความสุขสำราญส่วนตัว และความล้มเหลวในการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรม ทรัพยากรนานัปการในพระนิเวศของพระเจ้าจึงถูกพญานาคใหญ่สีแดงปล้นหรือยึดไป หรือถูกคนชั่วบางคนยึดครอง มีกรณีเช่นนี้มากมาย บางคนอาจกล่าวว่า “ในสภาพแวดล้อมที่เป็นปฏิปักษ์เช่นนี้ ใครจะสามารถเอาใจใส่ทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนขนาดนั้น? ใครจะหลีกเลี่ยงความสะเพร่าหรือการทำผิดพลาดเล็กน้อยได้?” นี่เป็นเรื่องของการทำผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นหรือ? เรากล้าพูดได้เลยว่า หากผู้คนสามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนและแสดงความจงรักภักดี ความสูญเสียทรัพยากรเหล่านี้ก็คงจะไม่มากถึงเพียงนี้ ความสูญเสียจะลดลงอย่างแน่นอน และประสิทธิผลของงานก็จะดีขึ้นมาก
ศัตรูของพระคริสต์เชื่อในพระเจ้าเพื่อให้ได้รับพร พวกเขาไม่เคยใส่ใจสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระนิเวศของพระเจ้าหรือผลประโยชน์ของพระเจ้าเลย ไม่ว่าพวกเขาทำสิ่งใด ก็ต้องยึดผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเป็นศูนย์กลาง หากงานของพระนิเวศของพระเจ้าไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา พวกเขาก็ไม่สนใจและไม่ไถ่ถามถึงเลย พวกเขาช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน! เมื่อศัตรูของพระคริสต์บางคนกำลังทำหน้าที่เป็นผู้นำ พญานาคใหญ่สีแดงได้ปล้นของถวายจำนวนมากซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตการกำกับดูแลของพวกเขา และของถวายจำนวนมหาศาลได้สูญหายไป แต่ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ไม่โทษตัวเองเลย พวกเขาถึงกับพูดในภายหลังว่า “นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉันแค่คนเดียว จะโทษฉันทั้งหมดได้อย่างไร? อีกทั้งสถานการณ์แบบนี้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้” พวกเขาไม่รู้สึกสำนึกผิดเลย พวกเขาโยนความผิดให้คนอื่น และพยายามแก้ตัวด้วยข้ออ้างมากมาย พวกเขาเป็นคนต่ำช้าประเภทไหนกัน? คนแบบนี้ควรถูกขับไล่ไม่ใช่หรือ? พวกเขาควรถูกสาปแช่งและถูกลงโทษไม่ใช่หรือ? (ใช่) หลังจากกระทำความผิดพลาดครั้งสำคัญเช่นนี้ ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้กลับไม่มีความสำนึกผิดโดยสิ้นเชิง! คนปกติ คนที่มีความเป็นมนุษย์ คนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า หรือคนที่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าจะมีการสำแดงเช่นไรหากความประมาทเลินเล่อของเขาทำให้ทรัพย์สินของพระนิเวศของพระเจ้าถูกพญานาคใหญ่สีแดงแย่งชิงไป? (เขาจะรู้สึกสำนึกผิด โทษตัวเอง และรู้สึกอยู่ในหัวใจว่าเขาไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตนอย่างถูกควร) เขาจะทำอย่างไรต่อไป? เขาจะคิดหาหนทางแก้ไขความผิด เขาจะรู้สึกติดค้างและสำนึกผิดจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอย่างไร เขาจะไม่พร่ำบ่นแม้แต่คำเดียว และจะไม่แก้ตัว เขาจะยอมรับว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของตน เป็นการกระทำผิดของตน เขาจะยอมรับทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับตนและยอมรับวิธีใดก็ตามที่พระนิเวศของพระเจ้าตัดสินใจจัดการกับตน แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ยอมรับเรื่องนี้? เหตุใดพวกเขาจึงรู้สึกคับข้องใจอย่างยิ่งหลังจากถูกขับไล่? เรื่องนี้เผยให้เห็นธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่องานของพระนิเวศของพระเจ้า ความพยายามมากมายของผู้อื่นสูญเปล่าเพราะพวกเขาละเลยหน้าที่ของตน และของถวายจำนวนมากมายถูกพญานาคใหญ่สีแดงยึดเอาไป แต่พวกเขากลับไม่รู้สึกโทษตัวเอง ไม่รู้สึกติดค้าง และถึงกับปกป้องตัวเองด้วยซ้ำ เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าจัดการกับพวกเขา พวกเขาก็ปฏิเสธที่จะนบนอบ และแพร่การแข็งขืนของตนไปทั่วทุกแห่ง พวกเขาเป็นคนต่ำช้าประเภทไหนกัน? นี่เป็นการรนหาที่ตายไม่ใช่หรือ? (ใช่) นี่คือการรนหาที่ตาย เมื่อพิจารณาแก่นของศัตรูของพระคริสต์ แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาคือแก่นแท้ของความเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงและพระเจ้า พวกเขาขาดความเป็นมนุษย์ พวกเขาเป็นปีศาจที่มีชีวิต เป็นซาตาน เป็นสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์ เมื่อผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ทำผิดพลาดเล็กน้อยหรือพูดสิ่งใดผิดไป พวกเขาจะรู้สึกตำหนิตัวเอง แต่ปีศาจที่มีชีวิตอย่างศัตรูของพระคริสต์กลับไม่รู้สึกเช่นนี้ แม้หลังจากกระทำความผิดพลาดร้ายแรงดังกล่าว ศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้นก็ไม่รู้สึกตำหนิตัวเองเลยสักนิด และถึงกับพยายามแก้ตัวด้วยซ้ำ แล้วความจริงสำหรับพวกเขาคืออะไร? พวกเขายอมรับความจริงอยู่ในหัวใจหรือไม่? พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และพระเจ้าคือความจริง—พวกเขายอมรับข้อเท็จจริงนี้หรือไม่? (พวกเขาไม่ยอมรับ) เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ยอมรับ ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาถือว่าตัวเองคือความจริง คือพระเจ้า พวกเขาคิดว่านอกจากพวกเขาแล้ว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีก คนเหล่านี้คือหมู่มารไม่ใช่หรือ? (ใช่) คนเหล่านี้คือหมู่มาร เป็นหมู่มารอย่างแท้จริง ศัตรูของพระคริสต์ไม่ไถ่ถามถึงทรัพยากรของคริสตจักรเลย และไม่มีการจัดเตรียมการทรัพยากรอย่างเฉพาะเจาะจง แต่ถ้าพวกเขาบังเอิญครอบครองสิ่งที่ล้ำค่าบางสิ่ง เจ้ามั่นใจได้เลยว่าพวกเขาจะดูแลสิ่งนั้นอย่างดีเยี่ยม พวกเขาจะไม่เผยเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว แม้กระทั่งในยามละเมอ และต่อให้ใช้กำลังบังคับก็ไม่อาจทำให้พวกเขาเปิดปากได้ พวกเขาจะปกป้องอย่างดีเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเรื่องทรัพยากรของพระนิเวศของพระเจ้า ท่าทีของพวกเขาแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อันที่จริงพวกเขามีท่าทีเช่นนี้ว่า “เรื่องนั้นเกี่ยวอะไรกับฉัน? ฉันไม่ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนั้น และมันก็ไม่ได้เป็นของฉัน ต่อให้ฉันจะดูแลอย่างดี มันอาจถูกยกให้คนอื่นก็ได้! ปกป้องอย่างดีไปแล้วมีประโยชน์อะไร?” พวกเขาไม่คำนึงว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของตน นี่คือการขาดความเป็นมนุษย์ไม่ใช่หรือ? (ใช่) เป็นการสำแดงถึงการขาดความเป็นมนุษย์ แบบนี้เรียกว่าอะไร? เรียกว่าไว้ใจไม่ได้ พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายงานนี้ให้เจ้า และทรงมอบหน้าที่ที่เจ้าควรปฏิบัติ—นี่เป็นส่วนหนึ่งในงานของเจ้า เจ้าควรจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างถูกควร ดำเนินการทีละอย่าง ทำตามหลักธรรมที่พระเจ้าทรงกำหนดและการจัดการเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้า และจัดเตรียมอย่างถูกควร จากนั้นความรับผิดชอบของเจ้าก็จะลุล่วง แต่ศัตรูของพระคริสต์มีวิธีคิดหรือแนวคิดเช่นนี้หรือไม่? (ไม่มี) ไม่มีเลย นี่คือการไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง การสำแดงเฉพาะของการขาดความเป็นมนุษย์คืออะไร? คือไม่ใส่ใจเรื่องมีมโนธรรมหรือสำนึก เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ขาดความน่าเชื่อถือ ไว้ใจไม่ได้ และไม่คู่ควรที่จะได้รับความไว้วางใจมอบหมายสิ่งใดให้เลย
เมื่อเป็นเรื่องของบุคลากรภายในคริสตจักร เช่น ใครกำลังทำงานใดอยู่ที่ไหน ทำงานอย่างถูกควรหรือไม่ ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิผลหรือไม่ มีกรณีของการขัดขวางหรือการก่อกวนเกิดขึ้นหรือไม่ หรือข้อเสนอแนะของพี่น้องชายหญิงเป็นอย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยสอบถามรายละเอียดหรือจัดการเตรียมการเรื่องเหล่านี้เลย ตัวอย่างเช่น เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าขอให้พวกเขาจัดหาคนที่มีความสามารถประเภทต่างๆ ศัตรูของพระคริสต์จะเพียงชำเลืองมองคำแนะนำตัวที่เป็นลายลักษณ์อักษรของบุคคลเหล่านี้โดยไม่ค้นหาหรือสอบถามถึงสถานการณ์ของบุคคลเหล่านี้อย่างเฉพาะเจาะจง—ตัวอย่างเช่น บุคคลเหล่านี้มีพื้นฐานในความเชื่อของตนหรือไม่ ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ ความสามารถและทักษะเฉพาะด้านของพวกเขาตรงกับมาตรฐานที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้หรือไม่ และพวกเขาเหมาะสมที่จะได้รับการบ่มเพาะและรับหน้าที่สำคัญหรือไม่ ศัตรูของพระคริสต์เพียงทำสิ่งเหล่านี้อย่างขอไปที สร้างภาพ ตรวจสอบคำแนะนำตัวที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นอย่างคร่าวๆ แล้วจบลงเพียงเท่านั้น พวกเขาไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์จริงๆ กับบุคคลที่จัดหาให้ และไม่แสวงหาความเข้าใจบุคคลเหล่านั้นอย่างละเอียดหรืออย่างลึกซึ้งเลย ผลที่ตามมาคือ ผู้คนส่วนใหญ่ที่พวกเขาเลือกลงเอยด้วยการถูกกำจัดออกไป เพราะไม่สามารถทำหน้าที่ของตนหรือเอาใจใส่งานที่ถูกควรของตนได้ ศัตรูของพระคริสต์มองสถานการณ์นี้อย่างไร? “ไม่ใช่ว่าฉันได้รับการส่งเสริมให้ทำหน้าที่เหล่านี้เสียหน่อย ฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ใครไปแล้วต่างกันตรงไหน? ตราบใดที่ฉันเห็นชอบการเสนอชื่อและจัดหาผู้คนเหล่านี้ ก็ถือว่าฉันทำงานของฉันแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลที่ได้รับการส่งเสริมจะติดค้างฉัน ไม่ว่าพวกเขาจะเหมาะสมสำหรับการบ่มเพาะหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องของฉัน” หากศัตรูของพระคริสต์จัดหาบุคคลที่ไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดอุปสรรคต่องานของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาต้องแบกรับความรับผิดชอบใดๆ หรือไม่? (ต้องแบกรับ) พวกเขาต้องแบกรับความรับผิดชอบอย่างมาก แต่สิ่งเยี่ยงมารเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบใดๆ เลย บางคนกล่าวว่า “ในสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมเลวร้ายบางแห่ง พวกเราไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้คนแบบพบหน้า พวกเราจะดำเนินการตรวจสอบพวกเขาได้อย่างไร?” ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเลวร้ายขนาดไหน ก็ยังมีแนวทางและวิธีการรับมือกับเรื่องเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับว่าเจ้ารับผิดชอบและมีภาระผูกพันอย่างจริงแท้หรือไม่ เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ? (ใช่) หากเจ้าถวายความจงรักภักดีและความรับผิดชอบของเจ้า ต่อให้ผลลัพธ์ไม่ดีเลิศ พระเจ้าย่อมทรงพินิจพิเคราะห์และทรงทราบเรื่องนี้ และความรับผิดชอบย่อมไม่ตกอยู่กับเจ้า แต่หากเจ้าไม่ถวายความจงรักภักดีและความรับผิดชอบ ต่อให้ไม่มีอะไรผิดพลาดและไม่ส่งผลอันใดในท้ายที่สุด พระเจ้าก็ย่อมจะทรงพินิจพิเคราะห์เรื่องนี้ แนวทางทั้งสองนี้มีธรรมชาติที่แตกต่างกัน และพระเจ้าย่อมจะทรงปฏิบัติต่อทั้งสองแนวทางต่างกัน เมื่อเป็นเรื่องการช่วยเหลือผู้คน ศัตรูของพระคริสต์ก็วางอุบายเช่นกัน นอกจากนี้ พวกเขายังมีแรงจูงใจที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ และขาดความจงรักภักดี ไม่ว่าจะทำสิ่งใด ศัตรูของพระคริสต์ก็มีการคำนวณของตนเองและไม่ยึดมั่นในหลักธรรม ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อทำงานที่เป็นรูปธรรมให้ดี พวกเขาต้องออกหน้า เดินทางไปพบปะผู้คนมากขึ้น อดทนต่อความยากลำบาก และยอมเสี่ยง ทันทีที่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัยของพวกเขาเอง ศัตรูของพระคริสต์ก็เริ่มคำนวณอีกครั้ง และธรรมชาติของพวกเขาก็ถูกเผยออกมา เผยให้เห็นอะไร? พวกเขาเชื่อว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจำนวนมากเกินไปเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของพวกเขาเอง และพวกเขาไม่สามารถติดต่อกับผู้คนตามอำเภอใจได้ ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่พวกเขาควรมีปฏิสัมพันธ์ด้วย และไม่พบปะผู้ใด แต่กลับหาที่หลบภัยเพื่อพำนัก ซ่อนตัว และทำแต่งานง่ายๆ เท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่างานด้านอื่นๆ ทำได้ดีหรือไม่ มีคนทำให้เกิดการก่อกวนหรือไม่ หรือมีการแจกจ่ายการจัดแจงเตรียมงาน หนังสือพระวจนะของพระเจ้าต่างๆ หรือคำเทศนาที่บันทึกไว้หรือไม่นั้น ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยจัดแจงเตรียมการเป็นการเฉพาะ หรือไถ่ถามเรื่องเหล่านี้เลย ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องยอมเสี่ยง ออกหน้า และเผชิญปัญหาจึงจะถือว่าจงรักภักดี ปัญหาอยู่ตรงไหน? ใครอธิบายได้บ้าง? (เมื่อพวกเขาเริ่มงานนี้ในตอนแรก พวกเขาไม่เคยคำนึงว่าจะทำงานอย่างไรให้ดี หรือว่าบุคลากรที่ได้รับการแนะนำมานั้นเหมาะสมหรือไม่ และพวกเขาไม่เคยกระทำการอย่างสุดใจหรือลุล่วงความรับผิดชอบของตนเลย พวกเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้) พวกเขาแค่ไม่แสดงความจงรักภักดี ธรรมชาติของการทำงานของผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้ากับผู้ที่ไม่มีความจงรักภักดีย่อมแตกต่างกัน เมื่อทั้งสองฝ่ายเผชิญเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอันตราย ผู้ที่มีความจงรักภักดีย่อมสามารถเผชิญอันตรายและทำงานของตนได้ โดยใช้ปัญญาและวิธีการเพื่อดำเนินการตามการจัดแจงเตรียมงาน อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์ไม่ทำงานที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะมีอันตรายหรือไม่ก็ตาม และพวกเขาไม่เคยดำเนินการตามการจัดแจงเตรียมงานเลย นั่นคือความแตกต่าง ศัตรูของพระคริสต์อาจไถ่ถามด้วยวาจาเกี่ยวกับสถานการณ์ของคริสตจักร งานต่างๆ และอื่นๆ กระนั้นก็ตาม การไถ่ถามของพวกเขาก็แค่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น พวกเขาใช้ความพยายามเพียงผิวเผิน และไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดในเรื่องนั้นเลย จากภายนอกอาจดูเหมือนว่าพวกเขากำลังทำงานที่เป็นรูปธรรม แต่ในความเป็นจริง พวกเขาไม่เข้าใจงาน ไม่จดบันทึก ไม่ไตร่ตรอง และไม่อธิษฐานหรือแสวงหา พวกเขาไม่ทุ่มเทเรี่ยวแรงในการพิจารณาว่างานส่วนต่างๆ กำลังคืบหน้าไปอย่างไร ผู้ใดรับผิดชอบในส่วนที่ทำได้ไม่ดี ผู้นำคริสตจักรคนไหนอาจไม่เหมาะสม หรืองานส่วนไหนยังไม่ได้ดำเนินการ พวกเขาไม่คำนึงสิ่งเหล่านี้ เพียงแค่ทำอย่างขอไปที และเมื่อพบปัญหา พวกเขาก็ไม่แก้ไข ผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้นำบางคนก็แค่รวบรวมผู้คนมาชุมนุม ไถ่ถามสถานการณ์ วิเคราะห์และตรวจสอบงานเท่านั้น ทันทีที่มีงานที่เป็นรูปธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง และต้องให้พวกเขาทนทุกข์และจ่ายราคา ต้องเอาความปลอดภัยส่วนตนเข้าเสี่ยง และมีความลำบากยากเย็นระดับหนึ่ง พวกเขาก็ไม่ทำงาน พวกเขาจะหยุดงานลงตรงนั้น โดยให้ความสำคัญกับการเอาตัวรอดเป็นอันดับแรก แม้พวกเขาจะรับรู้ถึงปัญหา แต่พวกเขาก็ไม่จัดแจงเตรียมการเป็นการเฉพาะ หากพวกเขาเป็นที่รู้จักดีในเรื่องความเชื่อ และมีความเสี่ยงที่จะถูกจับกุม พวกเขาจะมอบหมายงานเหล่านี้ให้ผู้อื่นทำแทนหรือไม่? ไม่มอบหมาย พวกเขาไม่จัดแจงให้ผู้อื่นทำงานเหล่านี้ และนั่นคือปัญหา ดังนั้น ผู้คนเช่นนี้เผยให้เห็นแก่นแท้เช่นไร? พวกเขาขาดความจงรักภักดี เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ และคำนึงถึงความปลอดภัยของพวกเขาเองในทุกสิ่ง พวกเขาไม่เคยไถ่ถามว่าการจัดแจงเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้าได้รับการดำเนินการหรือไม่ หรือไถ่ถามถึงความคืบหน้าของงานของพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขาไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้เลย พวกเขาไม่ได้ถวายความจงรักภักดีของตน และไม่แสดงความจงรักภักดีของตน สำหรับพวกเขา การทำเรื่องเหล่านี้อย่างขอไปทีก็เพียงพอแล้ว และพวกเขาถือว่านี่คือการทำงาน หากความเสี่ยงน้อย พวกเขาอาจจะจำใจทำงานบ้าง แต่หากความเสี่ยงสูง และมีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะถูกจับกุม พวกเขาก็จะไม่ทำงาน ไม่ว่างานนั้นจะสำคัญอย่างยิ่งยวดเพียงใด นั่นคือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ในส่วนลึกของหัวใจพวกเขา ตราบใดที่ผลประโยชน์ของพวกเขาปลอดภัย พวกเขาก็สามารถทรยศใครก็ได้ ผลประโยชน์ของพวกเขาได้มาโดยแลกกับผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า สำหรับพวกเขา ผลประโยชน์ของตนสำคัญที่สุด เมื่อรับหน้าที่แล้ว ศัตรูของพระคริสต์จะจงรักภักดีได้หรือไม่? (พวกเขาทำไม่ได้) พวกเขาไม่มีทางที่จะมีความจงรักภักดี พวกเขาจะคำนึงถึงชีวิตและความปลอดภัยของพี่น้องชายหญิงของตนได้หรือไม่? (ไม่ได้) เมื่อเป็นเรื่องความปลอดภัยของพวกเขาเอง ศัตรูของพระคริสต์จะรักษาตัวรอดเท่านั้น โดยผลักพี่น้องชายหญิงของตนลงสู่หลุมไฟ และใช้พวกเขาเป็นหมากสังเวย นั่นคือแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์
นอกจากคำนึงถึงความปลอดภัยของพวกเขาเองแล้ว ศัตรูของพระคริสต์บางคนยังคิดถึงสิ่งใดอีกบ้าง? พวกเขากล่าวว่า “ตอนนี้สภาพแวดล้อมของพวกเราไม่เอื้ออำนวย ดังนั้น พวกเราควรปรากฏตัวให้น้อยลงและประกาศข่าวประเสริฐให้น้อยลง แบบนี้พวกเราก็จะมีโอกาสถูกจับกุมน้อยลง และงานของคริสตจักรจะไม่ถูกทำลาย ถ้าหลีกเลี่ยงการถูกจับ พวกเราก็จะไม่กลายเป็นยูดาส แล้วก็จะคงอยู่ต่อไปในภายหน้าได้ไม่ใช่หรือ?” มีศัตรูของพระคริสต์ที่ใช้ข้ออ้างเช่นนี้เพื่อชักพาพี่น้องชายหญิงของตนให้หลงผิดไม่ใช่หรือ? ศัตรูของพระคริสต์บางคนหวาดกลัวความตายมากและยื้อการดำรงอยู่ที่น่าอัปยศ พวกเขายังชอบความมีหน้ามีตาและสถานะ และเต็มใจที่จะรับหน้าที่ผู้นำ แม้พวกเขาจะรู้ว่า “งานของผู้นำไม่ใช่สิ่งที่จะแบกรับได้โดยง่าย ถ้าพญานาคใหญ่สีแดงรู้ว่าฉันได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำ ฉันจะกลายเป็นที่รู้จัก และอาจจะถูกขึ้นบัญชีหมายหัว และทันทีที่ถูกจับ ชีวิตฉันก็จะตกอยู่ในอันตราย” แต่เพื่อที่จะได้ลุ่มหลงในผลประโยชน์จากสถานะนี้ พวกเขากลับไม่สนใจอันตรายเหล่านี้ เมื่อพวกเขารับใช้ในฐานะผู้นำ พวกเขาก็เอาแต่ลุ่มหลงในความสุขสำราญทางเนื้อหนัง และพวกเขาไม่ทำงานที่แท้จริง นอกจากติดต่อกับคริสตจักรต่างๆ อยู่บ้างแล้ว พวกเขาก็ไม่ทำอย่างอื่นเลย พวกเขาหลบซ่อนอยู่ในสถานที่ใดที่หนึ่งและไม่พบปะผู้ใด เก็บตัวอย่างมิดชิด และพี่น้องชายหญิงก็ไม่รู้ว่าผู้นำของตนเป็นใคร—พวกเขากลัวถึงระดับนั้น ดังนั้น การกล่าวว่าพวกเขาเป็นผู้นำเพียงแค่ในนามก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือ? (ถูกต้อง) พวกเขาไม่ทำงานที่แท้จริงใดๆ ในฐานะผู้นำ พวกเขาใส่ใจแต่การซ่อนตัวเท่านั้น เมื่อคนอื่นถามพวกเขาว่า “การเป็นผู้นำเป็นอย่างไร?” พวกเขาจะบอกว่า “ฉันยุ่งมากจริงๆ และเพื่อความปลอดภัย ฉันต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ สภาพแวดล้อมนี้น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง จนฉันจดจ่อกับงานตัวเองไม่ได้” พวกเขารู้สึกเหมือนมีสายตามากมายกำลังจับจ้องพวกเขาอยู่ตลอดเวลา และไม่รู้ว่าซ่อนตัวที่ไหนจึงจะปลอดภัย นอกจากการอำพรางตัว การซ่อนตัวในสถานที่ต่างๆ และไม่อยู่ในสถานที่แห่งเดียวแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ทำงานที่แท้จริงใดๆ ในแต่ละวันเลย ผู้นำแบบนี้มีอยู่จริงหรือไม่? (มี) พวกเขาทำตามหลักธรรมใดบ้าง? ผู้คนเหล่านี้กล่าวว่า “กระต่ายเจ้าเล่ห์มีสามโพรง เพื่อป้องกันตัวจากการโจมตีของสัตว์นักล่า กระต่ายต้องเตรียมโพรงไว้สามโพรงเพื่อซ่อนตัว ถ้าคนคนหนึ่งเผชิญอันตรายและต้องหลบหนี แต่กลับไม่มีที่ซ่อน นั่นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่? พวกเราต้องเรียนรู้จากกระต่ายสิ! สัตว์ทรงสร้างของพระเจ้ามีความสามารถในการเอาตัวรอดเช่นนี้ และผู้คนควรเรียนรู้จากพวกมัน” นับตั้งแต่รับหน้าที่ผู้นำ พวกเขาได้ตระหนักถึงคำสอนนี้ และถึงกับเชื่อว่าพวกเขาได้เข้าใจความจริงแล้ว ในความเป็นจริง พวกเขาหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ทันทีที่พวกเขาได้ยินเรื่องผู้นำคนหนึ่งถูกแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะสถานที่ที่ผู้นำคนนั้นอาศัยอยู่ไม่ปลอดภัย หรือเรื่องที่ผู้นำตกเป็นเป้าหมายของสายลับของพญานาคสีแดง เพราะออกไปทำหน้าที่ของตนบ่อยเกินไป และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากเกินไป รวมทั้งได้ยินว่าผู้คนเหล่านี้ลงเอยด้วยการถูกจับกุมและถูกตัดสินลงโทษ พวกเขาก็หวาดกลัวขึ้นมาในทันที พวกเขาคิดว่า “ไม่นะ ฉันจะเป็นคนต่อไปที่ถูกจับกุมหรือเปล่า? ฉันต้องเรียนรู้จากเรื่องนี้ ฉันไม่ควรกระตือรือร้นมากเกินไป ถ้าฉันหลีกเลี่ยงการทำงานบางอย่างของคริสตจักรได้ ฉันก็จะไม่ทำงาน ถ้าฉันหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวได้ ฉันก็จะไม่ปรากฏตัว ฉันจะลดงานของตัวเองให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด และทำให้แน่ใจว่าไม่ให้มีใครรู้ว่าฉันเป็นผู้นำ สมัยนี้ใครจะมีเวลาใส่ใจคนอื่นกันเล่า? แค่เอาชีวิตรอดก็เป็นเรื่องยากแล้ว!” นับตั้งแต่รับหน้าที่ผู้นำ นอกจากแบกกระเป๋าและซ่อนตัวแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ทำงานใดๆ เลย พวกเขาใช้ชีวิตอย่างกระวนกระวายใจ หวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาว่าจะถูกจับและถูกตัดสินลงโทษ สมมติว่าพวกเขาได้ยินใครบางคนพูดว่า “ถ้าคุณถูกจับ คุณก็จะถูกฆ่า! ถ้าคุณไม่ใช่ผู้นำ ถ้าคุณเป็นแค่ผู้เชื่อธรรมดา คุณอาจจะถูกปล่อยตัวหลังจากจ่ายค่าปรับแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่เพราะคุณเป็นผู้นำ ก็เลยเป็นเรื่องพูดยาก มันอันตรายเกินไป! ผู้นำหรือคนทำงานที่ถูกจับบางคนเลือกที่จะตายมากกว่าจะยอมให้ข้อมูลใดๆ และถูกตำรวจซ้อมจนตาย” เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องที่ใครบางคนถูกทุบตีจนตาย ความกลัวของพวกเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรง และพวกเขาก็กลัวการทำงานมากยิ่งกว่าเดิม ในทุกๆ วัน พวกเขาเอาแต่คิดถึงวิธีหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม วิธีหลีกเลี่ยงการปรากฏตัว วิธีหลีกเลี่ยงการถูกเฝ้าดู และวิธีหลีกเลี่ยงการติดต่อกับพี่น้องชายหญิงของพวกเขา พวกเขาเค้นสมองคิดเรื่องเหล่านี้อย่างหนักและลืมหน้าที่ของตนไปโดยสิ้นเชิง ผู้คนเหล่านี้จงรักภักดีหรือไม่? ผู้คนแบบนี้จัดการงานใดๆ ได้หรือไม่? (ไม่ได้) ผู้คนแบบนี้ก็แค่ขี้ขลาด และพวกเราไม่อาจระบุลักษณะได้อย่างแน่ชัดว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์โดยอาศัยเพียงการสำแดงเช่นนี้เท่านั้น แล้วธรรมชาติของการสำแดงนี้คืออะไร? แก่นแท้ของการสำแดงนี้คือแก่นแท้ของผู้ไม่เชื่อ พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงคุ้มครองความปลอดภัยของผู้คนได้ และพวกเขาไม่เชื่ออย่างแน่นอนว่าการอุทิศตนให้กับการสละเพื่อพระเจ้าคือการอุทิศตนเพื่อความจริง และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นชอบ พวกเขาไม่มีความยำเกรงพระเจ้าอยู่ในหัวใจ พวกเขากลัวเพียงซาตานและพรรคการเมืองที่เลวร้ายเท่านั้น พวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ไม่เชื่อว่าทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะทรงเห็นชอบคนคนหนึ่งที่สละทุกอย่างเพื่อพระองค์ เพื่อเดินตามหนทางของพระองค์ และทำพระบัญชาของพระองค์ให้ครบบริบูรณ์อย่างแน่นอน พวกเขามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้เลย พวกเขาเชื่อในสิ่งใด? พวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาตกอยู่ในเงื้อมมือของพญานาคใหญ่สีแดง พวกเขาจะพบจุดจบที่เลวร้าย พวกเขาอาจถูกตัดสินลงโทษ หรือถึงกับเสี่ยงที่จะสูญเสียชีวิต ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาคำนึงถึงแต่ความปลอดภัยของพวกเขาเอง และไม่คำนึงถึงงานของคริสตจักร นี่คือผู้ไม่เชื่อไม่ใช่หรือ? (ใช่) พระคัมภีร์กล่าวว่าอย่างไร? “แต่ผู้ที่เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เราก็จะได้ชีวิตรอด” (มัทธิว 10:39) พวกเขาเชื่อในพระวจนะเหล่านี้หรือไม่? (ไม่เชื่อ) หากพวกเขาถูกขอให้ยอมเสี่ยงระหว่างทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็จะอยากซ่อนตัวและไม่ยอมให้ใครเห็นพวกเขา—พวกเขาจะต้องการหายตัวไปเลย พวกเขากลัวถึงระดับนี้ พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงเกื้อหนุนมนุษย์ ไม่เชื่อว่าทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า หากมีบางสิ่งผิดพลาดจริงๆ หรือพวกเขาถูกจับกุมจริงๆ นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาต และผู้คนควรมีหัวใจที่นบนอบ ผู้คนเหล่านี้ไม่มีหัวใจที่นบนอบเช่นนี้ ไม่มีความเข้าใจนี้ หรือการเตรียมพร้อมนี้ พวกเขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? (พวกเขาไม่เชื่อ) แก่นแท้ของการสำแดงนี้คือแก่นแท้ของผู้ไม่เชื่อไม่ใช่หรือ? (ใช่) เป็นเช่นนั้นเอง ผู้คนแบบนี้ขี้ขลาดเป็นอย่างยิ่ง หวาดกลัวอย่างมาก กลัวความทุกข์ทางกายและกลัวว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นกับตน พวกเขาหวาดกลัวเหมือนนกขี้ตกใจและไม่สามารถปฏิบัติงานของตนได้อีกต่อไป คนประเภทที่พวกเราพูดถึงก่อนหน้านี้ไม่ทำงานใดเลยจริงๆ ต่อให้พวกเขาจะทำงานนั้นได้ก็ตาม ต่อให้รู้ว่ามีปัญหา พวกเขาก็จะไม่จัดการ พวกเขาเพียงปกป้องตัวเอง พวกเขาเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจเป็นพิเศษ ผู้คนทั้งสองประเภทนี้เป็นผู้ไม่เชื่อ ผู้คนประเภทแรกนั้นตลบตะแลงและคิดคดทรยศ กลัวความยากลำบากและความเหนื่อยล้า สนใจเนื้อหนังของตน และไม่ทำงานที่แท้จริง ผู้คนประเภทที่สองนั้นขี้ขลาดและหวาดกลัว ไม่กล้าปฏิบัติงานที่แท้จริง และกลัวว่าจะถูกจับและถูกข่มเหงโดยพญานาคใหญ่สีแดง ระหว่างผู้คนสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันประการหนึ่งไม่ใช่หรือ? (ใช่)
พวกเจ้ารู้จักตัวอย่างเกี่ยวกับวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปกป้องความปลอดภัยของพวกเขาเองบ้างหรือไม่? (ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้จักตัวอย่างหนึ่ง มีคริสตจักรแห่งหนึ่งถูกพญานาคใหญ่สีแดงจับได้ เพราะควบคุมโดยศัตรูของพระคริสต์ที่ทำสิ่งเลวร้ายต่างๆ อย่างไม่ยั้งคิด และผู้นำ มัคนายก และพี่น้องชายหญิงจำนวนหนึ่งถูกจับกุมทั้งหมด ในตอนนั้น ศัตรูของพระคริสต์หวาดกลัวว่าจะถูกจับกุม เนื่องจากไม่ได้จัดแจงเตรียมงานเพื่อรับมือกับผลที่ตามมา เขาจึงซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ห่างไกล เขาถึงกับปฏิเสธที่จะพักอยู่กับครอบครัวเจ้าภาพ และยืนกรานที่จะใช้ของถวายเพื่อเช่าสถานที่แห่งหนึ่งแทน เนื่องจากเขาไม่ได้จัดแจงเตรียมงานต่อไปอย่างถูกควร และไม่กำจัดอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างทันท่วงที พี่น้องชายหญิงหลายคนจึงถูกจับกุม และงานของคริสตจักรก็ถูกบังคับให้ยุติลง เห็นได้ชัดว่าศัตรูของพระคริสต์นั้นเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาวิกฤต พวกเขาปกป้องเพียงผลประโยชน์ของตนเอง และไม่ปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเลย) พวกศัตรูของพระคริสต์นั้นเห็นแก่ตัวและเลวทรามอย่างยิ่ง พวกเขาไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า และยิ่งไม่มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้า เมื่อพวกเขาประสบปัญหา พวกเขาก็ปกป้องและป้องกันตนเองเท่านั้น สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของตนเอง ตราบใดที่พวกเขาสามารถมีชีวิตอยู่และจะไม่ถูกจับกุม พวกเขาก็ไม่สนใจว่างานของคริสตจักรจะได้รับความเสียหายมากเพียงใด คนเหล่านี้เห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง พวกเขาไม่คิดถึงพี่น้องชายหญิง หรือคิดถึงงานของคริสตจักรเลย พวกเขาคิดถึงแต่ความปลอดภัยของตนเองเท่านั้น พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้น เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าและมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า พวกเขาจะจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร? สิ่งที่พวกเขาทำแตกต่างจากสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำอย่างไร? (เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า พวกเขาจะคิดหาทุกหนทางเพื่อที่จะปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อป้องกันความสูญเสียต่อของถวายของพระเจ้า พวกเขาจะจัดการเตรียมการที่จำเป็นสำหรับผู้นำและคนทำงานและพี่น้องชายหญิง เพื่อลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด ในเวลาเดียวกัน พวกศัตรูของพระคริสต์จะทำให้แน่ใจว่าตนได้รับการป้องกันก่อน พวกเขาไม่กังวลเกี่ยวกับงานของคริสตจักรหรือความปลอดภัยของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และเมื่อคริสตจักรเผชิญกับการจับกุม นั่นย่อมก่อให้เกิดความสูญเสียต่องานของคริสตจักร) พวกศัตรูของพระคริสต์ละทิ้งงานของคริสตจักรและของถวายของพระเจ้า และพวกเขาไม่จัดการเตรียมการให้ผู้คนรับมือกับผลที่ตามมา นี่ก็เหมือนกับการยินยอมให้พญานาคใหญ่สีแดงยึดของถวายของพระเจ้าและจับประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรไป นี่การเป็นการแอบทรยศต่อของถวายของพระเจ้าและประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรไม่ใช่หรือ? เมื่อผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้ารู้อย่างชัดเจนว่าสภาพแวดล้อมนั้นอันตราย พวกเขายังคงกล้าเสี่ยงกับการทำงานจัดการผลที่ตามมา และพวกเขาก็รักษาความสูญเสียต่อพระนิเวศของพระเจ้าให้น้อยที่สุดก่อนที่พวกเขาจะถอนตัวเองออกมา พวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก จงบอกเราทีว่า ในประเทศที่เลวร้ายของพญานาคใหญ่สีแดงนี้ ใครสามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีอันตรายใดๆ ในการเชื่อในพระเจ้าและการทำหน้าที่เลย? ไม่ว่าคนเราจะรับหน้าที่ใด ก็ย่อมมีความเสี่ยงอยู่บ้าง—แต่การปฏิบัติหน้าที่นั้นได้รับพระบัญชาจากพระเจ้า และในระหว่างที่ติดตามพระเจ้า คนเราก็ต้องยอมรับความเสี่ยงในการทำหน้าที่ของตน คนเราควรใช้ปัญญา และคนเราก็จำเป็นต้องมีมาตรการเพื่อรับรองความปลอดภัยของตน แต่คนเราไม่ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยส่วนตัวของตนเป็นอันดับแรก พวกเขาควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า โดยให้ความสำคัญกับงานแห่งพระนิเวศของพระองค์ก่อน และให้ความสำคัญกับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐก่อน การทำให้พระบัญชาที่พระเจ้าประทานให้พวกเขาครบบริบูรณ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และต้องมาก่อน พวกศัตรูของพระคริสต์ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยส่วนตัวของตน พวกเขาเชื่อว่าสิ่งอื่นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับตน พวกเขาไม่สนใจเมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นกับคนอื่น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ตราบใดที่ไม่มีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับศัตรูของพระคริสต์เอง พวกเขาย่อมรู้สึกสบายใจ พวกเขาปราศจากความจงรักภักดีใดๆ ซึ่งถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของพวกศัตรูของพระคริสต์ ในสภาพแวดล้อมของจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงใดๆ และแน่ใจว่าจะไม่มีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นในขณะที่ทำหน้าที่ของตน? แม้แต่คนที่ระมัดระวังที่สุดก็ไม่สามารถรับประกันเรื่องนั้นได้ แต่ความระมัดระวังเป็นสิ่งจำเป็น การเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างดีจะช่วยให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้นเล็กน้อย และสามารถช่วยลดความสูญเสียเมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดผิดพลาดขึ้นมาจริงๆ หากไม่มีการตระเตรียมใดๆ เลย ความสูญเสียจะมากมาย เจ้าเห็นความแตกต่างระหว่างสองสถานการณ์นี้ได้อย่างชัดเจนหรือไม่? ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชุมนุมหรือการปฏิบัติหน้าที่ประเภทใดก็ตาม การระมัดระวังเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และจำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันบางประการ เมื่อคนที่จงรักภักดีปฏิบัติหน้าที่ของตน เขาย่อมคิดได้รอบด้านและละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นบ้าง เขาต้องการจัดแจงสิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ว่าหากบางสิ่งบางอย่างเกิดผิดพลาดขึ้นมา ความสูญเสียจะน้อยที่สุด เขารู้สึกว่าต้องสัมฤทธิ์ผลลัพธ์นี้ ผู้ที่ขาดความจงรักภักดีจะไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ เขาคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ และไม่ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบหรือหน้าที่ของตน เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดขึ้นมา เขาก็ไม่รู้สึกผิดใดๆ นี่คือการสำแดงถึงการขาดความจงรักภักดี ศัตรูของพระคริสต์ไม่แสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้า เมื่อได้รับมอบหมายงาน พวกเขาก็ยอมรับอย่างค่อนข้างมีความสุข และกล่าวถ้อยคำที่สวยหรู แต่เมื่ออันตรายมาถึง พวกเขากลับวิ่งหนีเร็วที่สุด เป็นพวกแรกที่วิ่ง เป็นพวกแรกที่หลบหนี นี่แสดงให้เห็นว่าความเห็นแก่ตัวและความน่ารังเกียจของพวกเขานั้นรุนแรงอย่างยิ่ง พวกเขาไม่มีสำนึกของความรับผิดชอบหรือความจงรักภักดีเลย เมื่อเผชิญกับปัญหา พวกเขารู้เพียงวิธีหลบหนีและวิธีซ่อนตัว และคิดแต่เพียงจะปกป้องตนเอง ไม่เคยคำนึงถึงความรับผิดชอบหรือหน้าที่ของตนเลย เพื่อความปลอดภัยส่วนตนของตัวเอง ศัตรูของพระคริสต์จึงแสดงธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจของตนอย่างต่อเนื่อง พวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับงานของพระนิเวศของพระเจ้าหรือหน้าที่ของตนเป็นอันดับแรก พวกเขายิ่งไม่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเลย ในทางกลับกัน พวกเขาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพวกเขาเองเป็นอันดับแรก
หัวข้อย่อยที่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมไปนั้นเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เก้าของการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์—พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน ไม่ใช่หรือ? (ใช่) เพื่อปกป้องตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายและความทุกข์ทางกาย ศัตรูของพระคริสต์ใช้ท่าทีแบบสุกเอาเผากินต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าและหน้าที่ของตน พวกเขาดำรงตำแหน่งโดยไม่ได้ทำงานจริง นี่เป็นการทรยศผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่หรือ? นี่เป็นการไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้า และหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง เพื่อแลกกับความปลอดภัยส่วนตนไม่ใช่หรือ? (ใช่) การสำแดงที่พวกเราได้ชำแหละในหัวข้อย่อยนี้เปิดโปงแก่นแท้ที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจของศัตรูของพระคริสต์อย่างหมดเปลือก ในที่นี้พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงเรื่องใดเป็นหลัก? เนื่องจากหวาดกลัวว่าจะเดือดร้อนและเพื่อรักษาตัวรอด ศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ลุล่วงหน้าที่ของตน และไม่แสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าเลย มีความเป็นจริงความจริงใดๆ ในการสำแดงนี้หรือไม่? นี่คือการสูญเสียมโนธรรมและสำนึกไม่ใช่หรือ? นี่คือการขาดซึ่งความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง!
ข. ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง
พวกเรามาสามัคคีธรรมกันต่อด้วยหัวข้อย่อยที่สอง ความมีหน้ามีตาและสถานะของศัตรูของพระคริสต์ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของศัตรูของพระคริสต์เช่นกัน ทั้งนี้ สามหัวข้อย่อยที่พวกเราเสวนากันอยู่นี้คือ ความปลอดภัยของศัตรูของพระคริสต์ ความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง รวมทั้งผลประโยชน์ของพวกเขา—ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของศัตรูของพระคริสต์ทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับงานในพระนิเวศของพระเจ้าบ้างหรือไม่? (มี) เป็นความเชื่อมโยงอันใด? (ศัตรูของพระคริสต์อาจก่อกวนและบ่อนทำลายงานของคริสตจักรเพื่อรักษาตนให้ปลอดภัยและปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตน) ศัตรูของพระคริสต์ทำลายผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและงานของคริสตจักรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เมื่อพิจารณาธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจของศัตรูของพระคริสต์แล้ว นอกเหนือจากการปกป้องความปลอดภัยของตนเองเป็นพิเศษ คนประเภทนี้ถนอมรักสิ่งใด? (พวกเขาชมชอบความมีหน้ามีตาและสถานะมาก) ถูกต้อง ศัตรูของพระคริสต์ชมชอบความมีหน้ามีตาและสถานะมาก ความมีหน้ามีตาและสถานะเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา พวกเขารู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายหากปราศจากความมีหน้ามีตาและสถานะ และพวกเขาก็ไร้แรงกำลังที่จะทำสิ่งใดหากปราศจากความมีหน้ามีตาและสถานะ สำหรับศัตรูของพระคริสต์ ทั้งความมีหน้ามีตาและสถานะผูกติดอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขาอย่างแนบแน่น ต่างก็เป็นจุดตายของพวกเขา นั่นคือสาเหตุที่ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำล้วนวนเวียนอยู่กับสถานะและความมีหน้ามีตา ถ้าไม่ใช่เพื่อสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็อาจไม่ทำงานอันใดเลย ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะมีสถานะหรือไม่ เป้าหมายที่พวกเขาต่อสู้เพื่อให้ได้มา ทิศทางที่พวกเขาพากเพียรอยู่ก็มุ่งไปหาสองสิ่งนี้—ความมีหน้ามีตาและสถานะ ยามที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าในสภาพแวดล้อมที่เป็นเผด็จการเช่นจีนแผ่นดินใหญ่ ศัตรูของพระคริสต์ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าก็เพื่อที่จะรับรองความปลอดภัยของตนเอง สิ่งที่พวกเขาทำนั้นส่วนหนึ่งเป็นไปเพื่อไล่ตามไขว่คว้าสถานะอย่างสุดกำลัง กุมอำนาจและควบคุมคริสตจักรเอาไว้อย่างเหนียวแน่น อีกส่วนหนึ่งนั้น พวกเขาพูดคุย ทำงาน วิ่งเต้น และตรากตรำอยู่เสมอก็เพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอง นี่คือแกนกลางที่ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์พูดและทำล้วนวนเวียนอยู่รอบๆ ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมทำงานจริงเพื่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และไม่ยอมทำงานจริงเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร เมื่อพวกเขาจ่ายราคา จงดูว่าเหตุใดพวกเขาจึงจ่ายราคา เมื่อพวกเขาโต้เถียงประเด็นหนึ่งๆ อย่างเผ็ดร้อน จงดูว่าเหตุใดพวกเขาจึงโต้เถียงประเด็นนั้น เวลาที่พวกเขาพูดถึงหรือกล่าวโทษคนคนหนึ่ง จงดูว่าพวกเขามีเจตนาและเป้าหมายอันใด เมื่อพวกเขาเสียใจหรือโกรธเคืองเรื่องใด จงดูว่าพวกเขาเผยอุปนิสัยอะไรออกมา ผู้คนไม่สามารถมองเห็นภายในหัวใจของผู้คนได้ แต่พระเจ้าทรงทำได้ เมื่อพระเจ้าทรงมองเข้าไปในหัวใจของผู้คน พระองค์ทรงใช้สิ่งใดประเมินแก่นแท้ของสิ่งที่ผู้คนพูดและทำ? พระองค์ทรงใช้ความจริงมาประเมินแก่นแท้ ในสายตาของมนุษย์ การปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเองเป็นสิ่งที่ถูกควร แล้วเหตุใดในสายพระเนตรของพระเจ้า กลับระบุว่านี่คือการเผยตัวและเป็นการแสดงออกของศัตรูของพระคริสต์ ทั้งยังเป็นแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์? นี่เป็นไปตามแรงผลักดันและแรงจูงใจของทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำ พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์แรงผลักดันและแรงจูงใจของสิ่งที่พวกเขาทำ และในท้ายที่สุดจึงทรงพิจารณาว่าทุกสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นไปเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเอง แทนที่จะเป็นไปเพื่อการทำหน้าที่ของตน และยิ่งไม่ใช่เพื่อการปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้า
ศัตรูของพระคริสต์ไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ ดังนั้น พวกเขาย่อมพูดและทำงานเพื่อค้ำจุนความมีหน้ามีตาและสถานะของตน พวกเขาให้คุณค่ากับความมีหน้ามีตาและสถานะเหนือสิ่งอื่นใด หากคนรอบตัวพวกเขามีขีดความสามารถที่ดีและไล่ตามเสาะหาความจริง และคนคนนี้ค่อนข้างได้รับการยอมรับในหมู่พี่น้องชายหญิงและได้รับเลือกเป็นผู้นำทีม อีกทั้งพี่น้องชายหญิงก็ชื่นชมและยอมรับคนคนนี้อย่างแท้จริง ศัตรูของพระคริสต์จะมีปฏิกิริยาอย่างไร? แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่พอใจในเรื่องนี้ และจะเกิดความอิจฉาขึ้นในตัวพวกเขา หากศัตรูของพระคริสต์มีความอิจฉา จงบอกเราทีว่า พวกเขาจะประพฤติตนให้เหมาะสมได้หรือ? พวกเขาจะต้องทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ? (ใช่) หากอิจฉาคนคนนี้อย่างแท้จริง พวกเขาจะทำอย่างไร? ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาจะคำนวณในลักษณะนี้อย่างแน่นอนว่า “คนคนนี้มีขีดความสามารถดีทีเดียว มีความเข้าใจในอาชีพนี้อยู่บ้าง และแข็งแกร่งกว่าฉัน เรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่องานของพระนิเวศของพระเจ้า แต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อฉันเลย! เขาจะแย่งตำแหน่งของฉันหรือไม่? ถ้าวันหนึ่งเขามาแทนที่ฉันจริงๆ นั่นก็จะเป็นเรื่องยุ่งยากไม่ใช่หรือ? ฉันควรชิงลงมือก่อน ถ้าวันหนึ่งเขายืนหยัดได้ด้วยตนเอง ฉันจะจัดการเขาได้ไม่ง่ายนัก ฉันโจมตีก่อนดีกว่า ถ้าฉันชักช้าและปล่อยให้เขาเปิดโปงฉัน ใครจะรู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร แล้วฉันจะโจมตีได้อย่างไร? ฉันต้องหาข้ออ้างและหาโอกาส” จงบอกเราเถิดว่า เมื่อผู้คนต้องการระรานใครสักคน พวกเขาย่อมหาข้ออ้างและโอกาสที่จะทำเช่นนั้นได้โดยง่ายไม่ใช่หรือ? หนึ่งในกลวิธีของมารคืออะไร? (“ไม่ใช่เรื่องยาก หากคนเราคิดให้ร้ายผู้อื่น”) ถูกต้อง “ไม่ใช่เรื่องยาก หากคนเราคิดให้ร้ายผู้อื่น” ในโลกของซาตาน ตรรกะแบบนี้มีอยู่จริง และเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่มีเรื่องเช่นนี้เลย ศัตรูของพระคริสต์มีธรรมชาติของซาตานและพวกเขาเชี่ยวชาญที่สุดในการทำสิ่งเหล่านี้ พวกเขาจะครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ไม่ใช่เรื่องยาก หากคนเราคิดให้ร้ายผู้อื่น ฉันจะใส่ร้ายป้ายสีคุณ หาโอกาสระรานคุณ ยับยั้งความโอหังและความจองหองของคุณ และไม่ให้พี่น้องชายหญิงยกย่องคุณและเลือกคุณเป็นผู้นำทีมในครั้งต่อไป จากนั้นคุณก็จะไม่เป็นภัยคุกคามสำหรับฉันอีกต่อไป ใช่หรือไม่? ถ้าฉันกำจัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นนี้และกำจัดคู่แข่งคนนี้ออกไป ฉันจะรู้สึกสบายใจไม่ใช่หรือ?” หากความรู้สึกนึกคิดของพวกเขากลับไปกลับมาเช่นนี้ พวกเขาจะควบคุมตนเองไม่ให้แสดงออกมาภายนอกได้หรือไม่? เมื่อพิจารณาถึงธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาจะเก็บซ่อนแนวคิดนี้ไว้ภายในและไม่ทำอะไรเลยได้หรือไม่? ไม่ได้เด็ดขาด พวกเขาจะหาหนทางลงมืออย่างแน่นอน นี่คือความชั่วช้าของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่เพียงคิดเช่นนั้น แต่ยังต้องการสัมฤทธิ์เป้าหมายนี้ด้วย ดังนั้น พวกเขาจึงครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างเอาเป็นเอาตายด้วยการเค้นสมองตนเอง พวกเขาไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และไม่คำนึงถึงงานของคริสตจักร พวกเขายิ่งไม่ใส่ใจว่าการกระทำของตนสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ พวกเขาคิดเพียงแค่ว่าจะรักษาความมีหน้ามีตาและสถานะของตนอย่างไร จะปกป้องอำนาจของตนเองอย่างไร พวกเขาคิดว่าคู่แข่งได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสถานะของตนแล้ว ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามหาโอกาสโค่นล้มคู่แข่ง เมื่อพวกเขารู้ว่าคู่แข่งของตนปลดใครบางคนที่ทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากินอย่างต่อเนื่องโดยไม่ปรึกษาพวกเขา พวกเขาก็จะมองว่านี่เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดที่จะใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่งของตน ต่อหน้าพี่น้องชายหญิง พวกเขากล่าวว่า “ในเมื่อวันนี้ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว พวกเรายกเรื่องนี้ขึ้นมาชำแหละกันเถิด การปลดใครสักคนโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่หารือกับผู้ร่วมงานหรือคู่ทำงานนั้น เป็นการกระทำแบบเผด็จการไม่ใช่หรือ? ทำไมใครบางคนถึงทำผิดเช่นนั้น? อุปนิสัยของเขามีปัญหาไม่ใช่หรือ? เขาควรได้รับการตัดแต่งไม่ใช่หรือ? พี่น้องชายหญิงควรทอดทิ้งเขาไม่ใช่หรือ?” พวกเขาฉวยโอกาสจากประเด็นนี้และทำให้บานปลายเกินจริงเพื่อใส่ร้ายคู่แข่งและยกชูตนเอง ในความเป็นจริง สถานการณ์ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น การรายงานหลังจากสมาชิกในทีมถูกปลดหรือปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่นั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้อย่างไม่มีปัญหา ตราบใดที่การปลดหรือการปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่แก่เขานั้นเป็นไปตามหลักธรรม อย่างไรก็ตาม ศัตรูของพระคริสต์กลับทำให้เรื่องนี้บานปลายเกินจริง พวกเขาจงใจโจมตีคู่แข่งและยกชูตนเอง นี่คือการสำแดงถึงการระรานผู้อื่นไม่ใช่หรือ? พวกเขาตัดแต่งคู่แข่งอย่างโหดร้ายและกล่าวหาคู่แข่งแบบเกินจริง หลังจากได้ยินเรื่องนี้ พี่น้องชายหญิงก็คิดว่า “เกิดอะไรขึ้นที่นี่? ดูเหมือนบางอย่างจะไม่ถูกต้อง สิ่งที่พวกเขาพูดไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง! คนที่ถูกปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่นั้นไม่ได้ทำหน้าที่ของตนด้วยความรับผิดชอบ—นั่นเป็นข้อเท็จจริงที่ยอมรับกัน พวกเขาถูกปลดเพื่อค้ำจุนงานของคริสตจักร การทำหน้าที่ของตนในลักษณะนี้เป็นแนวทางที่จริงจังและมีความรับผิดชอบ และเป็นการสำแดงถึงความจงรักภักดี แล้วเหตุใดจึงตีตราว่านี่เป็นการกระทำแบบเผด็จการ? เห็นได้ชัดว่านี่เป็นกรณีของ ‘ไม่ใช่เรื่องยาก หากคนเราคิดให้ร้ายผู้อื่น’!” ใครก็ตามที่เข้าใจความจริงบางประการและมีวิจารณญาณแยกแยะอยู่บ้างย่อมมองออกทันทีว่า ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ก็แค่กำลังวางอำนาจและระบายความคับข้องใจใส่คู่แข่ง แบบนี้เป็นการรับผิดชอบงานได้อย่างไร? เป็นการตัดแต่งคนคนนั้นได้อย่างไร? ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้กำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ นี่เป็นการตอบโต้และแก้แค้นเป็นการส่วนตัวเท่านั้น สิ่งนี้มาจากเจตจำนงของมนุษย์และซาตาน ไม่ได้มาจากพระเจ้า ที่แน่ๆ ไม่ได้มาจากท่าทีของการรับผิดชอบงานและหน้าที่ของตน—นั่นไม่ใช่เจตนาของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์เปิดโปงเจตนาของตนอย่างชัดเจนเกินไป และบางคนก็มองเห็นสิ่งนี้ได้ ศัตรูของพระคริสต์รับรู้ถึงสิ่งนั้นได้หรือไม่? (ได้) นั่นคือความเจ้าเล่ห์ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาเชี่ยวชาญที่สุดในการปกป้องสถานะของตนเอง การใช้เหตุผลลวง การชนะใจผู้คน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมี “ความเข้าใจเชิงลึก” เรื่องหัวใจของผู้คน พวกเขาคิดในใจว่า “ฉันรู้เท่าทันทุกความคิดในหัวใจของพวกคุณ พวกคุณอาจเข้าใจความจริง แต่พวกคุณไม่สามารถรู้เท่าทันฉันได้ ฉันสามารถรู้เท่าทันพวกคุณ ฉันบอกได้ว่าใครไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูด” แต่พวกเขาพูดแบบนี้ออกมาหรือไม่? พวกเขาไม่พูด พวกเขาใช้คำพูดและสำนวนที่น่าฟังเพื่อโน้มน้าวทุกคน เพื่อทำให้ทุกคนคิดว่าการตัดแต่งคนคนนั้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผล พวกเขาใช้คำพูดใดบ้าง? พวกเขาพูดว่า “ฉันไม่ได้ตัดแต่งคุณเพราะแรงจูงใจส่วนตนที่เห็นแก่ตัว ในความเป็นจริง ระหว่างพวกเราไม่มีความแค้นเคืองส่วนตัว เพียงแต่ว่าเมื่อคุณปลดคนคนนั้นจากหน้าที่โดยพลการ นั่นย่อมสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า ฉันจะทำเป็นไม่เห็นได้หรือ? ถ้าฉันปล่อยให้คุณทำอย่างนั้น ฉันก็จะไร้ความรับผิดชอบ ฉันไม่ได้ทำเช่นนี้เพื่อจ้องเล่นงานคุณหรือใครเป็นพิเศษ ถ้าฉันเป็นฝ่ายผิด พี่น้องชายหญิงก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์และตำหนิฉันได้ ฉันจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งต่อไป” เมื่อบางคนได้ยินเช่นนี้ ก็เลอะเลือนไปหมด พวกเขาคิดว่า “ดูเหมือนฉันเข้าใจพวกเขาผิดเสียแล้ว พวกเขาถึงกับเต็มใจที่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง พวกเขาไม่ได้ตัดแต่งคนคนนั้นเพื่อแย่งชิงสถานะ การกระทำของพวกเขาเกิดจากท่าทีของการรับผิดชอบต่องานของคริสตจักร ไม่มีการทำผิดในเรื่องนี้” ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้สามารถชักพาผู้คนให้หลงผิดได้อีกครั้ง ศัตรูของพระคริสต์ฉลาดแกมโกงไม่ใช่หรือ? (ใช่) พวกเขาฉลาดแกมโกงอย่างยิ่ง! อาจกล่าวได้ว่าศัตรูของพระคริสต์เค้นสมอง ไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง และทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของตน มีคำกล่าวที่ว่า “ตบหัวแล้วลูบหลัง” ศัตรูของพระคริสต์จะใช้กลวิธีนี้ไม่ใช่หรือ? หลังจากโจมตีเจ้าแล้ว พวกเขาอาจพูดคำพูดที่น่าฟังเพื่อเกลี้ยกล่อมเจ้า ปลอบโยนเจ้า และทำให้เจ้ารู้สึกว่าพวกเขาอดทน ใจเย็น และเปี่ยมรักอย่างไม่น่าเชื่อ สุดท้ายแล้ว เจ้าก็ต้องยอมรับพวกเขาและพูดว่า “ดูสิ คนคนนี้มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนขนาดนี้ และพวกเขาเชี่ยวชาญมากถึงเพียงนี้—เก่งจริงๆ! เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีคุณสมบัติของผู้นำ และพวกเราทุกคนรู้สึกด้อยกว่าเมื่อเทียบกับพวกเขา” เมื่อนั้นศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ก็บรรลุเป้าหมายของตนแล้วไม่ใช่หรือ? นี่คือกลอุบายของศัตรูของพระคริสต์
ศัตรูของพระคริสต์นั้นคิดคดทรยศและฉลาดแกมโกงเป็นพิเศษ ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่มีใครถนัดเรื่องการเสแสร้งมากไปกว่าพวกเขา แต่เมื่อความลับถูกเปิดเผย เมื่อผู้คนได้เห็นธาตุแท้ของพวกเขา พวกเขาก็พยายามแก้ต่างให้ตนเองอย่างสุดความสามารถ และคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์และใช้การหลอกลวงเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์และความมีหน้ามีตาของตน ศัตรูของพระคริสต์มีชีวิตอยู่ในแต่ละวันเพียงเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะ พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อลุ่มหลงในผลประโยชน์แห่งสถานะเท่านั้น นี่คือทั้งหมดที่พวกเขาคำนึงถึง แม้ในยามที่พวกเขาเกิดความทุกข์ยากเล็กน้อยบางอย่างหรือจ่ายราคาบ้างนิดหน่อยเป็นครั้งคราว นี่ก็เป็นไปเพื่อให้ได้สถานะและความมีหน้ามีตา ทันทีที่เชื่อในพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ก็คิดหาอุบายที่จะไล่ตามไขว่คว้าสถานะ มีอำนาจ และมีชีวิตที่สุขสบายเป็นหลัก และพวกเขาก็ไม่ยอมล้มเลิกจนกว่าจะสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน ถ้าความประพฤติชั่วของพวกเขาเกิดถูกเปิดโปงขึ้นมา พวกเขาย่อมตื่นตระหนกราวกับฟ้าจะถล่มใส่ตน พวกเขากินไม่ได้หรือนอนไม่หลับ และพวกเขาดูเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ราวกับกำลังทนทุกข์จากความหดหู่ เมื่อผู้คนถามพวกเขาว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็กุเรื่องโกหกและกล่าวว่า “เมื่อวานฉันยุ่งมากจนไม่ได้นอนทั้งคืน ฉันก็เลยเหนื่อยมาก” แต่ที่จริงแล้วทั้งหมดนี้ไม่เป็นจริงเลย เป็นเรื่องหลอกลวงทั้งสิ้น พวกเขารู้สึกเช่นนี้เพราะกำลังครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่า “เรื่องไม่ดีที่ฉันทำเอาไว้ได้ถูกเปิดโปงแล้ว ดังนั้นฉันจะกอบกู้ความมีหน้ามีตาและสถานะของตนเองได้อย่างไร? ฉันสามารถไถ่ตัวเองได้ด้วยวิธีไหน? ฉันสามารถอธิบายเรื่องนี้กับทุกคนโดยใช้น้ำเสียงแบบไหนได้? ฉันพูดอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้ทุกคนรู้ทัน?” พวกเขาคิดไม่ออกอยู่นานว่าสามารถทำเช่นไรได้ ดังนั้นพวกเขาจึงซึมเศร้า บางครั้งดวงตาของพวกเขาก็เหม่อมองอยู่จุดเดียว และไม่มีใครรู้ว่าพวกเขากำลังมองอะไรอยู่ ประเด็นปัญหานี้ทำให้พวกเขาเค้นสมองคิดทุกทางจนเหนื่อยอ่อน และไม่อยากกินหรือดื่มอะไร แม้จะเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็ยังคงแสดงออกด้วยการเอาใจใส่งานของคริสตจักร และถามผู้คนว่า “งานข่าวประเสริฐเป็นอย่างไรบ้างแล้ว? การประกาศข่าวประเสริฐมีประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด? หมู่นี้พี่น้องชายหญิงได้รับการเข้าสู่ชีวิตบ้างหรือไม่? มีใครก่อเหตุขัดขวางหรือก่อกวนบ้างหรือเปล่า?” การสอบถามเกี่ยวกับงานของคริสตจักรของพวกเขาคือวิธีการแสดงให้ผู้อื่นเห็น ถ้าพวกเขารู้ปัญหาแล้ว พวกเขาก็จะไม่มีวิธีแก้ไข ดังนั้นคำถามของพวกเขาจึงเป็นเพียงพิธีการ ถามเพื่อให้ดูเหมือนว่าพวกเขาใส่ใจงานของคริสตจักร ถ้าใครบางคนพึงรายงานปัญหาของคริสตจักรให้พวกเขาแก้ไข พวกเขาก็จะเอาแต่ส่ายหน้า ไม่มีกลอุบายใดจะช่วยพวกเขาได้ และแม้พวกเขาจะอยากอำพรางตน แต่พวกเขาก็ทำไม่ได้ และพวกเขาจะเสี่ยงต่อการถูกเปิดโปงและถูกเผยออกมา นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดที่ศัตรูของพระคริสต์เผชิญตลอดชีวิตของตน ในเวลานี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็เหมือนมดบนจานร้อนที่ส่ายหัวเป็นครั้งคราวราวกับจะพูดว่า “ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้” จากนั้นพวกเขาก็เอามือเคาะศีรษะตัวเองราวกับกำลังคิดว่า “ฉันโง่เขลาขนาดนี้ได้อย่างไร? ฉันพลาดพลั้งเพราะเรื่องนี้ได้อย่างไร?” ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถยอมรับข้อเท็จจริงนี้และทำได้เพียงถอนหายใจ พวกเขาลงแรงทำงาน ทนทุกข์ และจ่ายราคาเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเองเท่านั้น โดยลุ่มหลงในความประพฤติชั่วทุกรูปแบบเพื่อสนองความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตน การถูกประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเปิดโปงนั้นเป็นจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วผู้คนย่อมตกต่ำหากไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง คำกล่าวนี้เป็นจริงโดยสมบูรณ์สำหรับศัตรูของพระคริสต์ แม้ว่าพวกเขาจะเชี่ยวชาญในการอำพรางตนและสามารถพูดจาโน้มน้าวใจรวมทั้งชักพาผู้อื่นให้หลงผิด แต่ถ้าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าใจความจริงและสามารถแยกแยะแก่นแท้ของคนคนหนึ่งได้ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะซ่อนตัวลึกเพียงใดหรือทำชั่วมากเพียงใด พวกเขาก็สามารถก็แยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้โดยสิ้นเชิง มีคำกล่าวอยู่สองประโยคว่า “ตั้งหน้าตั้งตาทำชั่วย่อมทำลายตนเอง” และ “เล่นกับไฟก็จะโดนไฟลวก” นี่คือกฎที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงซึ่งควบคุมพัฒนาการของสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับพัฒนาการของทุกสิ่งและทุกเหตุการณ์ ไม่มีใครสามารถหลีกหนีได้ แม้ว่างานของคริสตจักรจะดำเนินต่อไปภายใต้การปกครองของศัตรูของพระคริสต์ แต่ประสิทธิผลของงานได้ลดลงอย่างมาก งานสำคัญบางอย่างยังคงถูกควบคุมโดยคนชั่ว และการจัดแจงเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติ แม้ว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแต่ละคนจะทำหน้าที่ของตน แต่ก็ไม่มีผลลัพธ์ที่แท้จริง และงานหลายๆ อย่างก็ตกอยู่ในสภาวะชะงักงันมานานแล้ว อะไรคือสาเหตุรากเหง้าของปัญหาเหล่านี้? ก็เป็นเพราะศัตรูของพระคริสต์ได้เข้ามาควบคุมคริสตจักรแล้ว ที่ใดก็ตามที่ศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจ ไม่ว่าอิทธิพลของพวกเขาจะมีขอบเขตเท่าใด ต่อให้เป็นเพียงทีมเดียว พวกเขาก็จะมีอิทธิพลครอบงำงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรส่วนหนึ่งที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ถ้าพวกเขากุมอำนาจในคริสตจักรสักแห่ง งานของคริสตจักรและน้ำพระทัยของพระเจ้าในที่แห่งนั้นก็จะถูกขัดขวาง เหตุใดการจัดการเตรียมงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าจึงไม่อาจดำเนินการให้เป็นผลได้ในคริสตจักรบางแห่ง? นั่นเพราะศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจอยู่ในคริสตจักรเหล่านี้ ใครก็ตามที่เป็นศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะไม่ยอมสละเพื่อพระเจ้าด้วยใจจริง การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาจะเป็นเพียงเรื่องของพิธีการและทำอย่างขอไปทีเท่านั้น ต่อให้พวกเขาเป็นผู้นำหรือคนทำงาน พวกเขาก็จะไม่ทำงานจริง พวกเขาจะเอาแต่พูดและทำเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ โดยไม่ปกป้องงานของคริสตจักรแต่อย่างใด ดังนั้นวันทั้งวันศัตรูของพระคริสต์ทำอะไรบ้าง? พวกเขายุ่งอยู่กับการแสดงผลงานและอวดตัว พวกเขาทำแต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตน พวกเขายุ่งอยู่กับการชักพาผู้อื่นให้หลงผิด ดึงคนมาเป็นพวก และเมื่อพวกเขาสะสมความแข็งแกร่งแล้ว พวกเขาก็จะขยายไปควบคุมคริสตจักรต่างๆ ให้มากแห่งขึ้น พวกเขาปรารถนาจะได้ปกครองอย่างกษัตริย์และเปลี่ยนคริสตจักรให้กลายเป็นอาณาจักรอิสระของตนเท่านั้น พวกเขาปรารถนาแต่จะเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงฝ่ายเดียว และควบคุมคริสตจักรต่างๆ ให้มากขึ้น พวกเขาไม่ใส่ใจเรื่องอื่นแม้แต่น้อย พวกเขาไม่กังวลสนใจเรื่องงานของคริสตจักร หรือการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร นับประสาอะไรที่พวกเขาจะใส่ใจว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าได้รับการดำเนินการหรือไม่ พวกเขากังวลสนใจแต่ว่าเมื่อใดพวกเขาจะสามารถกุมอำนาจอย่างเป็นเอกเทศ ควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และยืนเสมอพระเจ้า ความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานในตัวศัตรูของพระคริสต์ช่างมหาศาลจริงๆ! ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะดูขยันหมั่นเพียรขนาดไหน พวกเขาก็ยุ่งอยู่แต่กับความบากบั่นเพื่อตนเอง ทำสิ่งที่ตนชอบทำ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเอง พวกเขาไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบหรือหน้าที่ที่ตนควรปฏิบัติด้วยซ้ำ และพวกเขาไม่ทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแต่อย่างใด นี่เป็นสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์เป็น—พวกเขาคือเหล่าซาตานและมารที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้า
ในอดีต มีผู้นำคนหนึ่งที่เราไว้วางใจมอบหมายงานให้ห้าอย่างในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปสองเดือน ก็ไม่มีเรื่องใดได้รับการดำเนินการเลย จากภายนอก ดูเหมือนผู้นำคนนี้ไม่ได้แค่นั่งอยู่เฉยๆ เขายุ่งและเหนื่อยมากทีเดียว และแทบจะไม่ได้เห็นหน้าเขาเลย แล้วเขายุ่งอยู่กับอะไร และเหตุใดเขาจึงไม่สามารถทำงานที่เรามอบหมายให้ลุล่วงได้? ปัญหาอยู่ตรงนี้ ผู้นำคนนี้ไม่ทำงานบางอย่างเพราะเขาไม่ชอบทำ โดยมองว่างานเหล่านั้นอยู่นอกเหนือหน้าที่ของเขา นี่เป็นปัญหาหนึ่ง นอกจากนี้ เขายังมีความคิดเห็นที่แตกต่างในงานบางอย่าง จึงจงใจละทิ้งงานเหล่านั้นไป ยังมีงานที่มีความท้าทายบางประการ และต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นและค่อนข้างยุ่งยาก ซึ่งผู้นำคนนี้ก็ไม่ได้จัดการ นี่คือสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้น เวลาสองเดือนจึงผ่านไปและไม่มีงานใดสำเร็จเลยแม้แต่งานเดียว บางคนกล่าวว่า “เป็นไปได้หรือที่จะทำงานทั้งหมดนี้ให้เสร็จภายในสองเดือน?” เป็นไปได้ งานเหล่านี้สามารถทำให้เสร็จสิ้นได้ทั้งหมดภายในสองเดือน และงานส่วนใหญ่สามารถทำให้เสร็จสิ้นได้ภายในหนึ่งหรือสองวัน แต่ผู้นำคนนี้กลับไม่ดำเนินการ เมื่อคนอื่นเข้ามารับช่วงต่อและปฏิบัติงานเหล่านี้ งานทั้งห้าอย่างก็เสร็จสิ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ พวกเจ้าคิดว่าผู้นำเช่นนี้ควรถูกปลดหรือไม่? (ควร) หากพวกเจ้าพบเจอคนแบบนี้ที่ไม่ได้ทำงานใดๆ ที่ได้รับมอบหมายจากเบื้องบนให้สำเร็จ แต่ภายนอกกลับดูเหมือนยุ่งมากทีเดียว คนคนนั้นก็คือผู้นำเทียมเท็จ บุคคลเช่นนี้ควรถูกปลดหรือกำจัดออกไปอย่างทันท่วงที พวกเจ้าคิดอย่างไรกับหลักธรรมนี้? (ดี) จงอย่ามองที่ความกระตือรือร้นภายนอกของพวกเขาและการที่พวกเขาดูเหมือนยุ่งมากตลอดทั้งวัน ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาไม่ได้ทำงานที่แท้จริงเลย พวกเขาเอาแต่ทำตัวให้ยุ่งอยู่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกเขาทำอะไรบ้าง? การกระทำของพวกเขาแบ่งออกได้ไม่กี่ประเภท ประการแรก พวกเขารับงานที่เชื่อว่าตนจัดการได้ งานที่ปลอดภัยและไม่มีความเสี่ยงมากนัก ที่เราว่า “ไม่มีความเสี่ยงมากนัก” หมายความว่าอย่างไร? เราหมายความว่า การทำงานเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายที่จะหลีกเลี่ยงการทำผิดพลาด พวกเขาไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเบื้องบน และพวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการทำผิดและการถูกตัดแต่งได้ นอกจากนี้ พวกเขาจัดการแต่งานที่ตนเชี่ยวชาญ ซึ่งพวกเขามีโอกาสที่จะทำผิดพลาดน้อยลง ด้วยวิธีนี้ พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการแบกรับความรับผิดชอบ และสามารถปกป้องตนเองจากการถูกตัดแต่ง ถูกคัดออก หรือถูกขับไล่ได้ค่อนข้างมาก งานเหล่านี้ไม่มีความเสี่ยงและไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบ ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถตอบสนองและจัดการได้ ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้มีบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ หากพวกเขาสามารถทำงานเหล่านี้ได้โดยไม่มีใครเห็น พวกเขาจะทำหรือไม่? หากไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว พวกเขาจะทำหรือไม่? พวกเขาจะไม่ทำอย่างแน่นอน พวกเขาชอบงานประเภทไหน? พวกเขาชอบงานที่ค่อนข้างง่าย ไม่ซับซ้อน และสามารถทำให้สำเร็จได้โดยไม่ต้องทนทุกข์จนเกินไปนัก นอกจากนี้ พวกเขายังเต็มใจที่จะฟังและจดจำคำเทศนาที่พวกเขาสนใจและสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาให้มากขึ้น เมื่อเข้าใจแล้ว พวกเขาก็สามารถสนทนาคำเทศนาเหล่านี้กับผู้อื่น โดยทำเช่นนี้เพื่อโอ้อวดตนเองและเพื่อให้ได้รับความชื่นชมจากผู้อื่น ยิ่งไปกว่านั้น หากการปฏิบัติงานเหล่านี้เอื้อให้พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้น และทำให้ผู้อื่นตระหนักว่าพวกเขากำลังยุ่งอยู่กับการทำงาน พวกเขาอยู่ในตำแหน่งผู้นำ และมีสถานะและอัตลักษณ์เช่นนี้ พวกเขาก็จะทำ พวกเขาเลือกงานที่มีธรรมชาติเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม หากงานที่พวกเขาจำเป็นต้องปฏิบัติมีความซับซ้อนและเกินความสามารถของพวกเขา และหากคนอื่นมีทักษะมากกว่าพวกเขา และมีความเสี่ยงที่พวกเขาจะเสียหน้าหากล้มเหลว หรือถูกผู้อื่นดูถูก เช่นนั้นพวกเขาย่อมไม่เต็มใจที่จะทำงานเหล่านี้ พวกเขากลัวงานหนัก กลัวความเหนื่อยล้า และกลัวความอับอายจากการปฏิบัติงานได้ไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังเกียจคร้านเป็นพิเศษและมักจะหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้แรงและต้องตรากตรำ โดยซ่อนตัวให้ห่างไกลจากงานเหล่านี้ ตรงกันข้าม พวกเขาชอบทำงานที่ทำให้ภาพลักษณ์ของตนดีขึ้น งานสบาย ซึ่งพวกเขาสามารถทำแบบขอไปทีและเอาชนะใจผู้คนได้ โดยที่เบื้องบนไม่รู้เท่าทัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นลักษณะนิสัยโดยธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ เมื่อพูดถึงการทำหน้าที่ของตน พวกเขาเลือกเฉพาะหน้าที่ที่ตนอยากทำ พวกเขามีทางเลือกส่วนตัว แผนการ และแม้กระทั่งอุบายของตนเอง พวกเขาไม่ได้เชื่อฟังการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเลือกทางเลือกของตนเอง สำหรับการจัดการเตรียมการบางอย่างจากเบื้องบน หากพวกเขาไม่เห็นด้วย พวกเขาก็จะไม่นำไปปฏิบัติโดยเด็ดขาด พวกเขาทำให้เรื่องเหล่านี้หยุดชะงักโดยสิ้นเชิง และพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรก็ไม่ล่วงรู้เรื่องนี้เลย หากการนำการจัดการเตรียมการเหล่านี้จากเบื้องบนไปปฏิบัติจะขัดแย้งกับคนบางคนหรือล่วงเกินผู้คน พวกเขาจะนำไปปฏิบัติหรือไม่? พวกเขาจะไม่ทำ พวกเขาคิดในใจว่า “ถ้าเบื้องบนต้องการให้ทำเรื่องนี้ ฉันจะไม่ทำ ต่อให้ฉันทำ ฉันก็ต้องทำในนามของเบื้องบน โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งจากเบื้องบน ฉันไม่อาจล่วงเกินคนเหล่านั้นได้” ศัตรูของพระคริสต์เป็นพวกเจ้าเล่ห์ไม่ใช่หรือ? ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด พวกเขาก็วางแผนและคำนวณแปดหรือสิบครั้ง หรือมากกว่านั้น หัวของพวกเขาเต็มไปด้วยความคิดเกี่ยวกับวิธีทำให้ตนเองมีตำแหน่งที่มั่นคงท่ามกลางฝูงชน วิธีที่จะมีความมีหน้ามีตาและเกียรติอันสูงส่ง วิธีประจบประแจงเบื้องบน วิธีทำให้พี่น้องชายหญิงเกื้อหนุน รักและเคารพพวกเขา และพวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เหล่านี้ พวกเขากำลังเดินบนเส้นทางใด? สำหรับพวกเขาแล้ว ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า ผลประโยชน์ของคริสตจักร และงานของพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคำนึงถึงเป็นสำคัญ และยิ่งไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาใส่ใจ พวกเขาคิดอะไร? “เรื่องเหล่านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉัน มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม ผู้คนต้องมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองและเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง นั่นคือเป้าหมายสูงสุดที่มี ถ้าใครไม่รู้ว่าควรมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองและปกป้องตัวเอง คนคนนั้นก็เป็นคนโง่ ถ้าฉันถูกขอให้ปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง รวมทั้งนบนอบพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระองค์ เช่นนั้นก็จะขึ้นอยู่กับว่าจะมีผลประโยชน์ใดให้ฉันหรือไม่ และจะมีข้อได้เปรียบใดในการทำเช่นนั้นหรือไม่ ถ้าการไม่นบนอบการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้านำมาซึ่งความเป็นไปได้ที่ฉันอาจถูกคัดออกและพลาดโอกาสที่จะได้รับพร เช่นนั้นฉันก็จะนบนอบ” ดังนั้น เพื่อปกป้องความมีหน้าตาและสถานะของพวกเขาเอง ศัตรูของพระคริสต์จึงมักเลือกที่จะประนีประนอมบ้าง อาจกล่าวได้ว่าเพื่อเห็นแก่สถานะ ศัตรูของพระคริสต์สามารถสู้ทนต่อความทุกข์ได้ทุกรูปแบบ และเพื่อเห็นแก่ความมีหน้ามีตา พวกเขาสามารถจ่ายราคาได้ทุกรูปแบบ คำกล่าวที่ว่า “ลูกผู้ชายย่อมรู้จักยืดหยุ่น” จึงฟังดูเป็นจริงสำหรับพวกเขา นี่คือตรรกะของซาตานไม่ใช่หรือ? นี่คือปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตาน และยังเป็นหลักการเอาตัวรอดของซาตานอีกด้วย น่าขยะแขยงที่สุด!
ศัตรูของพระคริสต์คำนึงถึงสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองว่าสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้คนเหล่านี้ไม่เพียงหลอกลวง เจ้าเล่ห์ และเลวร้ายเท่านั้น แต่ยังโหดเหี้ยมอย่างยิ่งอีกด้วย พวกเขาทำเช่นใดเมื่อสังเกตพบว่าสถานะของพวกเขามีความเสี่ยง หรือเมื่อพวกเขาสูญเสียที่ทางของตนในหัวใจของผู้คน สูญเสียการสนับสนุนและความรักใคร่เอ็นดูจากผู้คนเหล่านี้ เมื่อผู้คนไม่ให้ความเคารพเทิดทูนและยกย่องพวกเขาอีกต่อไป และพวกเขาได้รับความอัปยศ? พวกเขาย่อมไม่เป็นมิตรขึ้นมาทันใด ทันทีที่พวกเขาสูญเสียสถานะของตน พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ทุกสิ่งที่พวกเขาทำล้วนสุกเอาเผากิน และพวกเขาก็ไม่สนใจที่จะทำสิ่งใดทั้งสิ้น แต่นี่ไม่ใช่การสำแดงที่แย่ที่สุด อะไรคือการสำแดงที่แย่ที่สุด? ทันทีที่ผู้คนเหล่านี้สูญเสียสถานะของตน และไม่มีใครเคารพยกย่องพวกเขา ไม่มีใครยอมหลงผิดตามการชักพาของพวกเขา ความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา และการแก้แค้นก็เผยตัวออกมา พวกเขาไม่เพียงไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังไม่มีความนบนอบแม้แต่น้อยอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ในหัวใจของพวกเขาก็มีแนวโน้มสูงที่จะเกลียดชังพระนิเวศของพระเจ้า คริสตจักร ผู้นำและคนทำงาน พวกเขาปรารถนาอย่างยิ่งให้งานของคริสตจักรประสบปัญหาหรือหยุดนิ่ง พวกเขาอยากหัวเราะเยาะคริสตจักร และหัวเราะเยาะพี่น้องชายหญิง พวกเขายังเกลียดชังใครก็ตามที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและยำเกรงพระเจ้าอีกด้วย พวกเขาโจมตีและเย้ยหยันใครก็ตามที่จงรักภักดีในหน้าที่ของตนและเต็มใจยอมลำบาก นี่คืออุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์—นี่โหดเหี้ยมใช่หรือไม่? ผู้คนเหล่านี้เป็นคนชั่วอย่างชัดเจน ศัตรูของพระคริสต์เป็นคนชั่วโดยแก่นแท้ แม้แต่เมื่อมีการจัดชุมนุมออนไลน์ หากพวกเขาเห็นว่าสัญญาณดี พวกเขาก็สาปแช่งอยู่เงียบๆ และคิดในใจว่า “ขอให้สัญญาณหลุด! ขอให้สัญญาณหลุด! ไม่มีใครได้ยินคำเทศนาเลยจะดีกว่า!” คนเหล่านี้คืออะไร? (พวกมาร) พวกเขาคือพวกมาร! พวกเขาไม่ใช่คนของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะอยู่ในคริสตจักรใด พวกมารและคนชั่วประเภทนี้ก็ก่อกวนในลักษณะนี้ แม้คนที่มีวิจารณญาณแยกแยะจะเปิดโปงและจำกัดพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ทบทวนตนเองหรือยอมรับความผิดพลาดของตน พวกเขาจะคิดว่าเป็นเพียงความผิดพลาดชั่วขณะของพวกเขาและพวกเขาควรเรียนรู้จากเรื่องดังกล่าว คนที่ปฏิเสธการกลับใจอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ จะไม่นบนอบไม่ว่าใครจะแยกแยะและเปิดโปงพวกเขาก็ตาม พวกเขาจะหาทางแก้แค้นคนคนนั้น เมื่อพวกเขารู้สึกไม่สบายใจ พวกเขาก็ไม่ต้องการให้พี่น้องชายหญิงอยู่อย่างสุขสบายเช่นกัน ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาถึงกับแอบสาปแช่งพี่น้องชายหญิง โดยปรารถนาให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับคนเหล่านั้น และพวกเขาสาปแช่งงานของพระนิเวศของพระเจ้า ปรารถนาให้เกิดปัญหาขึ้นในงานนั้น เมื่อมีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็แอบดีใจและเฉลิมฉลอง โดยคิดว่า “หึ! ในที่สุดก็มีบางอย่างผิดพลาดจนได้ เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะคุณปลดฉัน ก็ดีแล้วที่ทุกอย่างกำลังพังทลาย!” พวกเขารู้สึกมีความสุขและเพลิดเพลินที่เห็นผู้อื่นอ่อนแอลงและคิดลบมากขึ้น พวกเขากล่าวคำพูดเยาะเย้ยและถากถางเพื่อใส่ร้ายป้ายสีผู้คน และถึงกับแพร่กระจายคำพูดที่เป็นลบและนำความตายมาให้ โดยกล่าวว่า “พวกเราผู้เชื่อละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานเพื่อทำหน้าที่ของพวกเรา และสู้ทนกับความทุกข์ คุณคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าสามารถรับผิดชอบอนาคตของพวกเราได้จริงหรือ? คุณเคยคิดเรื่องนั้นบ้างไหม? คุ้มค่ากับราคาที่พวกเราจ่ายไปหรือไม่? ตอนนี้สุขภาพของฉันไม่ค่อยดี แล้วถ้าฉันตรากตรำจนหมดแรง ใครจะดูแลฉันในยามแก่เฒ่า?” พวกเขาพูดสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ทุกคนรู้สึกคิดลบ—เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะรู้สึกมีความสุข พวกเขากำลังคิดร้ายอยู่ไม่ใช่หรือ พวกเขาร้ายกาจและมุ่งร้ายไม่ใช่หรือ? คนเช่นนี้ไม่ควรได้รับผลกรรมตอบสนองหรือ? (ควร) พวกเจ้าคิดว่าคนเช่นนี้มีพระเจ้าอยู่ในหัวใจจริงหรือ? พวกเขาดูไม่เหมือนผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกในหัวใจของผู้คน พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อไม่ใช่หรือ? หากพวกเขาเชื่อในพระเจ้าจริง พวกเขาจะพูดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร? บางคนอาจกล่าวว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า—ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ถูกต้อง) เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง? (พระเจ้าไม่ได้อยู่ในหัวใจของพวกเขาเลย พวกเขาต่อต้านพระเจ้า) ในความเป็นจริง พวกเขากล้าพูดสิ่งเหล่านี้เพราะพวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า พวกเขายิ่งไม่เชื่อว่าพระเจ้ากำลังทรงพินิจพิเคราะห์ทุกคน และพวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้ากำลังทรงเฝ้าสังเกตทุกคำพูดและการกระทำ ทุกความคิดและแนวคิดของพวกเขา พวกเขาไม่เชื่อสิ่งเหล่านี้ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่กลัวและสามารถกล่าวคำพูดเยี่ยงมารเช่นนี้ได้อย่างอิสระและไร้ยางอาย แม้แต่ผู้ไม่มีความเชื่อก็มักจะพูดว่า “สวรรค์มีตา” และ “เมื่อมนุษย์กระทำ สวรรค์ก็กำลังเฝ้ามอง” ใครก็ตามที่มีความเชื่อที่แท้จริงแม้เพียงเล็กน้อยย่อมจะไม่เอ่ยคำพูดเยี่ยงมารของผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ออกมาอย่างส่งเดช ผู้เชื่อที่คิดและพูดเช่นนี้ย่อมจะได้รับผลสืบเนื่องที่ร้ายแรงไม่ใช่หรือ? ธรรมชาติของเรื่องนี้ไม่ร้ายแรงอย่างนั้นหรือ? ร้ายแรงมาก! การที่พวกเขาสามารถปฏิเสธพระเจ้าในลักษณะนี้ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นพวกมารอย่างแท้จริง และเป็นคนชั่วที่แทรกซึมเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้า มีเพียงพวกมารและศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่กล้าส่งเสียงต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผย ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของพระเจ้า และทุกสิ่งที่พระนิเวศของพระเจ้าทำล้วนอยู่ภายใต้การนำของพระเจ้า การอนุญาตของพระองค์ และการชี้แนะของพระองค์ ทั้งยังเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าและไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ผู้คนที่สาปแช่งงานของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ผู้ที่ใส่ร้ายงานนั้นอยู่ในใจ และต้องการหัวเราะเยาะพระนิเวศของพระเจ้า ผู้ที่ปรารถนาจะเห็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทั้งหมดถูกจับกุม งานของคริสตจักรเป็นอัมพาตโดยสิ้นเชิง และผู้เชื่อหันหลังให้กับความเชื่อของตน ผู้ที่จะมีความสุขเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น—ผู้คนเหล่านี้คือคนประเภทใด? (พวกมาร) พวกเขาคือพวกมาร พวกเขาคือพวกปีศาจชั่วที่กลับชาติมาเกิด! คนธรรมดาทั่วไปมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เป็นกบฏบ้างเป็นครั้งคราว และเมื่อรู้สึกคิดลบและอ่อนแอ พวกเขาจะมีความคิดเล็กๆ น้อยๆ บางอย่าง ก็แค่นั้นเอง แต่พวกเขาจะไม่เลวร้ายขนาดนั้น หรือก่อให้เกิดความคิดที่เลวร้ายและมุ่งร้ายเช่นนี้ แก่นแท้ชนิดนี้มีอยู่ในศัตรูของพระคริสต์และพวกมารเท่านั้น เมื่อศัตรูของพระคริสต์มีแนวคิดเหล่านี้ พวกเขาสงสัยหรือไม่ว่าพวกเขาอาจเข้าใจผิด? (พวกเขาไม่สงสัย) เหตุใดจึงไม่สงสัย? (เพราะพวกเขาถือว่าสิ่งที่พวกเขาคิดและพูดคือความจริง พวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และธรรมชาติของพวกเขาคือการต่อต้านพระเจ้า) ถูกต้อง นั่นคือธรรมชาติของพวกเขา ซาตานเคยปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระเจ้าเมื่อใด? มันเคยเชื่อเมื่อใดว่าพระเจ้าคือความจริง? มันไม่เคยเชื่อ และจะไม่มีวันเชื่อ ศัตรูของพระคริสต์และพวกมารเหล่านี้ก็เหมือนกัน พวกเขาไม่ปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระเจ้าและไม่เชื่อว่าพระองค์คือความจริง พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างและทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาคิดว่า ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไรก็ล้วนถูกต้อง พวกเขาคิดและกระทำการในลักษณะนี้อย่างไร้ยางอาย นี่คือธรรมชาติของพวกเขา เมื่อมนุษย์ที่เสื่อมทรามทำเช่นเดียวกัน พวกเขาจะประสบกับความขัดแย้งภายในใจ พวกเขามีมโนธรรมและความตระหนักรู้ของมนุษย์ มโนธรรม ความตระหนักรู้ และความจริงที่พวกเขาเข้าใจมีผลต่อภายในจิตใจของพวกเขา และก่อให้เกิดความขัดแย้ง เมื่อความขัดแย้งเช่นนี้เกิดขึ้น การต่อสู้ระหว่างความถูกต้องและความไม่ถูกต้อง ความถูกและผิด ความยุติธรรมและความเลวร้าย ก็เกิดขึ้น และบรรลุผลลัพธ์ที่ว่า ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงยืนอยู่ข้างพระเจ้า ในขณะที่ผู้ที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงยืนอยู่ข้างกองกำลังที่เลวร้ายของซาตาน ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำคือการร่วมมือกับซาตาน พวกเขาระบายความคิดลบ แพร่กระจายข่าวลือที่ไม่มีมูล และหัวเราะเยาะพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาสาปแช่งและใส่ร้ายงานของพระนิเวศของพระเจ้าและสาปแช่งพี่น้องชายหญิง พวกเขายังรู้สึกสบายใจขณะที่ทำทั้งหมดนี้ โดยปราศจากการกล่าวโทษใดๆ จากมโนธรรมของตน ปราศจากความสำนึกผิดแม้แต่น้อย และพวกเขาเชื่อว่าการกระทำของตนถูกต้องทั้งหมด นี่เผยให้เห็นธรรมชาติเยี่ยงซาตานของศัตรูของพระคริสต์อย่างเต็มที่ และเผยให้เห็นโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของพวกเขาที่ต่อต้านพระเจ้า ดังนั้น จึงไม่เกินจริงที่จะกล่าวว่าศัตรูของพระคริสต์คือหมู่มารและเหล่าซาตานที่แท้จริง ศัตรูของพระคริสต์เกิดมาเป็นพวกมารและไม่ใช่ผู้รับความรอดจากพระเจ้าโดยเด็ดขาด พวกเขาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามธรรมดาอย่างแน่นอน ศัตรูของพระคริสต์คือพวกมารกลับชาติมาเกิด พวกเขาเกิดมาเป็นปีศาจชั่ว สิ่งต่างๆ เป็นเช่นนั้นเอง
สิ่งสำคัญที่ศัตรูของพระคริสต์มุ่งเน้นคือความมีหน้ามีตาและสถานะ เมื่อพูดถึงความมีหน้ามีตาและสถานะ ศัตรูของพระคริสต์มีการกระทำเช่นไร? พวกเขากระทำการอย่างไร้ยางอาย เค้นสมอง ขบคิดทุกวิถีทาง และไม่เสียดายที่จะจ่ายราคาใดๆ ก็ตามเพื่อจัดการความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเอง สองสิ่งนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ของพวกเขา เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าการได้สองสิ่งนี้มาหมายความว่าพวกเขาได้รับทุกสิ่งทุกอย่าง ในโลกของพวกเขา มีเพียงสถานะ ความมีหน้ามีตา และผลประโยชน์ของพวกเขาเองเท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญสำหรับพวกเขา ดังนั้น การสามัคคีธรรมความจริง ความเป็นมนุษย์ ความยุติธรรม หรือสิ่งที่เป็นบวกกับคนอย่างศัตรูของพระคริสต์จะมีประโยชน์หรือไม่? (ไม่มีประโยชน์) ถูกต้อง ไม่มีประโยชน์ ก็เหมือนกับการพยายามบอกหญิงโสเภณีถึงวิธีการเป็นสตรีในบ้านที่มีคุณธรรม หรือสอนให้เธอเป็นภรรยาและแม่ที่มีคุณธรรม เธอไม่อยากฟัง เธอไม่ชอบ และเธอรู้สึกว่าน่ารังเกียจ เธอรู้สึกว่าน่ารังเกียจแค่ไหน? เธอด่าเจ้าอยู่ในใจ และฉวยโอกาสเยาะเย้ยเจ้า ถากถางเจ้า โจมตีเจ้า และกีดกันเจ้า ในคริสตจักรทุกวันนี้ มีคนที่แสดงท่าทีที่เป็นกบฏเป็นพิเศษทันทีที่ได้ยินใครบางคนสามัคคีธรรมความจริง หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความจริงเช่น การนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้า หรือการเชื่อฟังการจัดการเตรียมการของพระนิเวศพระเจ้าไม่ใช่หรือ? (ใช่) ย่อมต้องมี จงสังเกตและระบุผู้ที่แสดงพฤติกรรมเช่นนั้น เมื่อเจ้าสามัคคีธรรมถึงความจำเป็นในการนบนอบอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้า พวกเขาก็จะมีปฏิกิริยารังเกียจอย่างรุนแรง โดยคิดว่า “วันทั้งวันพวกเขาเอาแต่พูดถึงการนบนอบการจัดเตรียมของพระเจ้า ราวกับว่าทุกอย่างถูกจัดเตรียมโดยพระเจ้า และผู้คนไม่มีทางเลือกเลย!” ทันทีที่เจ้าสามัคคีธรรมความจริงหรือความจำเป็นในการให้ความร่วมมืออย่างกลมเกลียว แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า และกระทำการตามหลักธรรมความจริงในหน้าที่ของตน พวกเขาก็รู้สึกรังเกียจเป็นพิเศษและไม่เต็มใจที่จะรับฟัง ต่อให้พวกเขาฝืนรับฟังอย่างไม่เต็มใจ พวกเขาก็ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ และหากพวกเขานั่งนิ่งๆ ได้ขึ้นมาจริงๆ ก็เกือบจะแน่นอนว่าพวกเขาหลับไปแล้ว เมื่อเจ้าสามัคคีธรรมความจริงและสามัคคีธรรมถึงการทำตามหลักธรรมเมื่อจัดการเรื่องต่างๆ พวกเขาก็เริ่มง่วงนอนและสัปหงก หลังจากผ่านไปสักพักโดยไม่มีการสามัคคีธรรมความจริง ไม่มีการตัดแต่ง พวกเขากลับเต็มไปด้วยเรี่ยวแรง พวกเขากระทำการโดยพลการและไม่ยั้งคิด ตัดสินใจฝ่ายเดียว และมือข้างหนึ่งคว้าความมีหน้ามีตา ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งฉกฉวยสถานะ พวกเขากระโดดสูงกว่าใครๆ และหมกมุ่นอยู่กับการสร้างปัญหาสารพัดรูปแบบ ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาทุกคนต่อต้านพระเจ้าและสามารถสร้างปัญหาใหญ่ได้ทุกเมื่อ
ผู้ใดก็ตามที่มีธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ควรถูกระบุลักษณะว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ เมื่อเขาต้องการกระทำการฝ่ายเดียว เขาควรถูกยับยั้งและหยุดยั้ง เรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยเลย บางคนอาจกล่าวว่า “ถ้าพวกเราหยุดเขาไม่ได้เล่า? พวกเราควรทำอย่างไร?” เราจะบอกวิธีที่ได้ผลแน่นอนในการหยุดยั้งเขาด้วยประโยคเดียวให้แก่พวกเจ้า เมื่อเจ้าพบเจอสถานการณ์เช่นนี้ เพียงกล่าวว่า “ถ้าหยุดกระทำการอย่างไม่ยั้งคิด ตัดสินใจฝ่ายเดียว และมีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ คุณจะตายไหม?” ฟังดูเป็นอย่างไร? (ดี) พวกเจ้าคิดว่าศัตรูของพระคริสต์จะตายได้จริงๆ หรือหากเขาถูกขัดขวางไม่ให้กระทำการฝ่ายเดียว? (ใช่) พวกเจ้าได้ข้อสรุปเป็นคำว่า “ใช่” นี้ได้อย่างไร? (ศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนี้จากแก่นแท้ของพวกเขา หากพวกเขาไม่สามารถกระทำการฝ่ายเดียวได้ พวกเขาก็รู้สึกเป็นทุกข์ และไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้) ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่พวกเขาเป็นจากแก่นแท้ของพวกเขา และหากพวกเขาไม่สามารถกระทำการในหนทางนี้ได้ พวกเขาก็รู้สึกเป็นทุกข์ ดังนั้นคนเหล่านี้ปกติหรือไม่? (ไม่) พวกเขาไม่ปกติ คนปกติจะคิดอย่างไร? “ถ้าฉันกระทำการฝ่ายเดียวไม่ได้ ฉันก็จะแค่เลิกทำเสีย มีอะไรยากนักหนา? นั่นยิ่งทำให้ชีวิตฉันง่ายขึ้นด้วยซ้ำ!” นั่นคือวิธีที่คนปกติจะคิด แต่ศัตรูของพระคริสต์จะรู้สึกเป็นทุกข์หากเจ้าไม่ปล่อยให้เขากระทำการในหนทางนี้ ในตัวเขามีปีศาจสิงอยู่ไม่ใช่หรือ? (ใช่) ดังนั้น การไม่ปล่อยให้เขากระทำการฝ่ายเดียวสามารถทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังจะตาย คำว่า “กำลังจะตาย” นี้หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่ามารตนนั้นทรมานและก่อกวนเขาอยู่ในหัวใจ ทำให้เขารู้สึกทนไม่ได้หรือไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ราวกับว่าเขาอยู่บนปากเหวแห่งความตาย นั่นคือความหมาย สำหรับศัตรูของพระคริสต์ คนชั่ว และพวกมารเหล่านั้นที่พยายามก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้า การพูดประโยคเดียวนี้กับพวกเขามีผลมากกว่าการสนทนาความจริงใดๆ กับพวกเขา ถ้อยแถลงเดียวนี้ใช้ได้ผลกับผู้คนอย่างศัตรูของพระคริสต์ คนชั่ว และพวกมาร ที่ก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้า การพูดความจริงกับคนเหล่านี้มีประโยชน์หรือไม่? (ไม่มีประโยชน์) “เจ้าต้องให้ความร่วมมืออย่างกลมเกลียว และทำหน้าที่ของเจ้าและจัดการเรื่องต่างๆ ตามหลักธรรมความจริง”—คำพูดประเภทนี้ถูกพูดกันมาหลายปีแล้ว มีใครบ้างที่ไม่เข้าใจหรือไม่จดจำ? ไม่น่าจะมี แล้วเหตุใดบางคนยังคงกระทำการฝ่ายเดียว? เรื่องดังกล่าวหมายความได้เพียงอย่างเดียวว่า พวกเขาไม่ได้ควบคุมตนเอง พวกเขาไม่ใช่ผู้คนปกติ ความรู้สึกนึกคิดและหัวใจของพวกเขาไม่สามารถควบคุมพวกเขาได้ มีสิ่งอื่นที่อยู่ข้างในควบคุมพวกเขาอยู่ กำกับพวกเขาอย่างรุนแรงและบีบบังคับให้พวกเขากระทำการเช่นนี้ ซึ่งก็คือการขัดขวางและก่อกวนงานของพระนิเวศของพระเจ้า ทำลายงานของพระนิเวศของพระเจ้า และทำให้ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าได้รับความสูญเสีย ใครจะทำเรื่องเช่นนี้ได้? มีเพียงเหล่าซาตานและหมู่มารเท่านั้น ผู้ที่ติดตามพระเจ้า ผู้คนปกติ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง จะไม่มีแรงจูงใจให้ทำเรื่องเช่นนี้ มีเพียงเหล่าซาตานและหมู่มารเท่านั้นที่มีแรงจูงใจและจงใจทำสิ่งเหล่านี้ เจ้าจำถ้อยแถลงนี้ได้แล้วหรือยัง? (จำได้แล้ว) เช่นนั้นพวกเราจะยุติการสามัคคีธรรมของพวกเราสำหรับวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ ลาก่อน!
29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020