37. บทเรียนอันเจ็บปวด จากการเป็น คนเจ้าเล่ห์และหลอกลวง

โดยมารีอานา ประเทศอิตาลี

ในปี 2020 ฉันทำงานออกแบบในคริสตจักร โดยส่วนใหญ่เป็นงานร่างแบบ หลังจากนั้นไม่นาน ฉันพบว่างานร่างแบบดำเนินไปช้ากว่างานอื่น ผู้ดูแลของฉันควบคุมดูแลงานอื่นด้วย เธอเลยไม่ได้ติดตามงานของเราอย่างใกล้ชิด ฉันเริ่มอู้งาน ไม่มีใครเร่งฉัน ฉันเลยแค่ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ฉันคิดว่าตราบใดที่ฉันไม่ทำตัวให้ว่างและร่างแบบเสร็จบ้างทุกวัน ก็ถือว่าใช้ได้ ถึงยังไงมันก็เป็นงานที่ผ่อนคลาย ฉันไม่จำเป็นต้องเร่งรีบหรือทนทุกข์ทางกายเลย ฉันมีทักษะในการร่างแบบ ฉันคุ้นเคยกับหลักธรรมและทักษะทางวิชาชีพทั้งหมด ฉันจึงคิดว่าต้องได้ทำหน้าที่นั้นต่อไปอย่างแน่นอน และสุดท้ายแล้วฉันได้รับการช่วยให้รอด ด้วยมุมมองแบบนั้น ฉันจึงทำหน้าที่อย่างไม่มีเป้าหมายหรือแผนประจำวันใดๆ ฉันแค่ทำเท่าที่ทำได้และพอใจกับปริมาณงานที่ทำเสร็จ ฉันไม่เคยดูเหมือนคนไม่มีอะไรทำเลย แต่จริงๆ แล้วฉันผ่อนคลายมาก ตอนร่างแบบ ฉันตั้งสมาธิยากมาก ไม่ว่าจะมีข้อความอะไรโผล่มาในโปรแกรมแชต ฉันก็จะตรวจดูทันที ตอบกลับและจัดการสิ่งต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงความสำคัญหรือความเร่งด่วน ฉันเสียเวลาไปมากโดยไม่รู้ตัว บางครั้งเรามีการชุมนุมช่วงเช้า และถ้าฉันใช้เวลาในวันนั้นอย่างคุ้มค่า ฉันจะร่างแบบได้สามแบบ แต่ฉันกลับรู้สึกชะล่าใจมากหลังจากร่างแบบแรกเสร็จ โดยคิดว่าเพราะว่าการชุมนุมช่วงเช้ากินเวลาไปครึ่งวันแล้ว ร่างแค่สองแบบก็เพียงพอแล้ว ฉันจึงชักช้าและสุดท้ายก็ร่างแบบได้แค่สองแบบ ไม่เพียงเท่านั้น ฉันยังใช้เวลาว่างดูข่าวด้วย ฉันไม่ได้คิดถึงการเข้าสู่ชีวิตของตัวเอง หรือคำนึงว่าฉันอาจมีปัญหาอะไรในหน้าที่ ในช่วงเวลานั้น ฉันแค่ตรากตรำทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการอ่านพระวจนะของพระเจ้าหรือการทบทวนตัวเอง ฉันแสดงความเสื่อมทรามแต่ไม่ได้แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขมัน ฉันคิดว่าตัวเองไม่ได้มีความลำบากยากเย็นอะไรเป็นพิเศษด้านทักษะทางวิชาชีพ และฉันทำงานออกแบบเสร็จไปมากพอสมควรแล้ว เลยคิดว่าฉันก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้พอใช้แล้ว

ปริมาณงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เราร่างแบบช้าเกินไป จึงมีงานค้าง อันที่จริงมีงานออกแบบชิ้นหนึ่งที่ล่าช้าหนึ่งเดือนเต็มๆ เมื่อผู้ดูแลทราบเรื่องนี้และตรวจสอบผลงานประจำวันของเรา เธอก็พบว่าผลิตภาพของเราต่ำแค่ไหน และตัดแต่งเราอย่างรุนแรงที่เกียจคร้านและละเลยหน้าที่ เธอบอกว่าเราไม่สำนึกถึงความเร่งด่วนเลย แม้ว่าจะเห็นว่ามีงานค้างมากแค่ไหน และไม่มีใครรายงานเรื่องนี้ และบอกว่าเราเลินเล่อ ไม่แบกรับภาระ และชักช้าในหน้าที่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่องานข่าวประเสริฐ ฉันรู้สึกตกใจมากเมื่อได้ยินผู้ดูแลพูดอย่างนั้น โดยทั่วไปฉันก็รู้สึกว่าตัวเองดูยุ่งอยู่ตลอด และเหมือนจะทำอะไรเสร็จไปตั้งเยอะแล้ว แล้วทำไมพอคำนวณอย่างละเอียดถึงได้น้อยแค่นั้นล่ะ?  นั่นไม่ทำให้ฉันกลายเป็นปลิงที่คอยเกาะคริสตจักรกินหรอกหรือ?  ฉันคงจะถูกปลดและถูกกำจัดถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป หลังจากนั้น ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ดูแล ประสิทธิภาพในหน้าที่ของฉันก็ดีขึ้นบ้าง แต่เมื่อเห็นงานออกแบบที่ค้างอยู่ทั้งหมด ฉันก็กระวนกระวาย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ดูแลยังติดตามงานอย่างใกล้ชิดมากขึ้นด้วย บางครั้งก็ถามคำถามอย่างละเอียดและตรวจสอบว่าเราติดขัดตรงไหน เมื่อเธอสังเกตเห็นว่าพวกเราทำงานแบบสุกเอาเผากิน เธอก็ใช้น้ำเสียงที่แข็งกร้าวกับเรามากขึ้น ฉันรู้สึกหงุดหงิด เธอก็ตัดสินง่ายสิ แต่สิ่งที่เธอเรียกร้องมันมากเกินไปแล้ว เธอคิดว่าการทำงานออกแบบพวกนั้นเป็นเรื่องง่ายเหรอ?  ฉันทำงานหนักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เธอจะเรียกร้องยังไงก็ได้ แต่ฉันไม่ใช่ยอดมนุษย์นะ!  ฉันอยู่ในสภาวะต่อต้าน เลยรู้สึกไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์อีกต่อไปหรือยอมลำบาก การที่ฉันพยายามเร่งงานแบบผิวเผินก็เพียงเพื่อให้ผู้ดูแลเห็นเท่านั้น ฉันกลัวว่าจะถูกตัดแต่งถ้าทำงานช้าเกินไป ฉันรู้สึกเหมือนถูกบีบบังคับและทุกวันฉันเหนื่อยมาก ฉันมักจะจินตนาการว่าจะดีแค่ไหนถ้าฉันสามารถร่างแบบเสร็จทั้งหมดในทันที และฉันถึงกับอิจฉาพี่น้องหญิงคนอื่น คิดว่าหน้าที่พวกเธอผ่อนคลายมาก ไม่เหมือนหน้าที่ของฉันที่ต้องทำงานออกแบบอย่างไม่รู้จบสิ้นทุกวัน งานน่าเบื่อและน่าเหน็ดเหนื่อย และฉันจะถูกตัดแต่งถ้าทำงานช้า ฉันคิดว่างานที่ได้รับมอบหมายนั้นไม่ได้เรื่อง เนื่องจากฉันไม่อยู่ในสภาวะที่ถูกต้อง เลยมีช่วงหนึ่งที่ฉันงัวเงียตลอดเวลา ตอนกลางคืนฉันนอนหลับเต็มอิ่ม แต่ตอนกลางวันฉันครึ่งหลับครึ่งตื่น ฉันต้องรวบรวมพลังเพื่อทำงานออกแบบ หลังจากนั้นฉันก็สังเกตเห็นว่าพี่น้องหญิงสองคนที่ฉันร่วมงานด้วยมีปัญหาบางอย่างในการทำงาน คนหนึ่งไม่เข้าใจหลักธรรมและการที่เธอจู้จี้จุกจิกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทำให้งานเราล่าช้า ส่วนอีกคนก็ทำงานแบบขอไปทีอยู่ตลอด แต่ฉันก็แค่ชี้ให้เห็นสิ่งเหล่านี้อย่างไม่ค่อยใส่ใจโดยไม่ติดตามผล หรือแจ้งผู้นำให้ทราบ ในที่สุดผู้นำทีมของเราก็พบปัญหาเหล่านี้และจัดการกับมัน แต่ ณ จุดนั้น งานของเราก็ล่าช้าไปแล้ว

วันหนึ่งผู้นำมาหาฉันอย่างไม่คาดคิดและพูดว่า “คุณทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากิน เจ้าเล่ห์ และไร้ความรับผิดชอบ คุณจะพยายามก็ต่อเมื่อมีคนผลักดันเท่านั้น คุณไม่ได้สละตัวเองเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง จากพฤติกรรมของคุณ คุณจึงถูกปลด คุณทำงานออกแบบเป็นงานเสริมได้ แต่ถ้าคุณไม่กลับใจ เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้คุณในอนาคต” ฉันพูดไม่ออกเมื่อผู้นำเปิดโปงฉัน ฉันทำหน้าที่แบบนั้นจริงๆ แต่ฉันรู้สึกว่าสถานการณ์นั้นปุบปับมาก ฉันไม่อาจยอมรับความเป็นจริงนั้นได้ในทันที ฉันยอมรับว่าตัวเองทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า และนั่นทำให้เกิดความเสียหายจริง ฉันรู้สึกทุกข์ใจมาก เสียใจและตำหนิตัวเองอย่างสุดซึ้ง และรู้สึกได้ว่าอุปนิสัยชอบธรรมของพระเจ้านั้นมิอาจก้าวล่วงได้ เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรใคร จะไม่ทอดพระเนตรว่าพวกเขาประพฤติตัวดีแค่ไหน ดูยุ่งแค่ไหน พระองค์จะทอดพระเนตรท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงและหน้าที่ แต่ฉันมีท่าทีที่หละหลวมมากต่อหน้าที่ของตัวเอง พยายามทำงานแบบสุกเอาเผากินและชักช้า และต้องให้คนอื่นผลักดันอยู่เสมอ ฉันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรหลังจากถูกตัดแต่ง และฉันทำให้พระเจ้าทรงรังเกียจมานานก่อนหน้านี้ การถูกปลดคือการสั่งสอนและการบ่มวิจัยของพระเจ้า ฉันต้องโทษตัวเอง ฉันกำลังรับผลกรรมที่ตัวเองทำลงไป ฉันรู้สึกพร้อมที่จะนบนอบ ทบทวนตัวเองอย่างแท้จริง และกลับใจเพื่อชดเชยการกระทำผิดในอดีต แต่สิ่งที่ฉันไม่เข้าใจก็คือ ตอนแรกฉันอยากทำงานให้ดี แล้วทำไมสุดท้ายแล้วฉันถึงทำหน้าที่ตัวเองแบบนั้นล่ะ?  เหตุผลคืออะไร?  ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าอย่างสับสน ขอให้พระองค์ประทานความรู้แจ้งให้ฉันเข้าใจปัญหาของตนเอง

จากนั้นฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ครั้งหนึ่งในการเฝ้าเดี่ยว “หากพวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างมีมโนธรรมและความรับผิดชอบ ย่อมจะใช้เวลาไม่ถึงห้าหรือหกปีด้วยซ้ำก่อนที่พวกเจ้าจะสามารถพูดคุยถึงประสบการณ์ของตนและเป็นคำพยานให้พระเจ้า และงานต่างๆ ย่อมจะดำเนินไปจนเกิดผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่—แต่พวกเจ้ากลับไม่เต็มใจที่จะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และพวกเจ้าไม่เพียรพยายามที่จะเข้าถึงความจริง  มีบางสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ดังนั้นเราจึงสอนพวกเจ้าอย่างละเอียด  พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องคิด พวกเจ้าเพียงต้องฟังและทำตามเท่านั้น  นั่นคือความรับผิดชอบเพียงส่วนเดียวที่พวกเจ้าต้องมี—แต่แม้กระทั่งส่วนนั้นก็ยังพ้นวิสัยของพวกเจ้า  การอุทิศตนของพวกเจ้าอยู่ที่ใด?  ไม่มีให้เห็นในที่ใดเลย!  ทั้งหมดที่พวกเจ้าทำคือพูดแต่สิ่งที่เสนาะหู  ในหัวใจของพวกเจ้า พวกเจ้ารู้ว่าควรทำอะไร แต่พวกเจ้าไม่ปฏิบัติความจริงเท่านั้นเอง  นี่คือการกบฏต่อพระเจ้า และต้นเหตุนั้นอยู่ที่การไม่รักความจริง  พวกเจ้ารู้ดีอยู่เต็มหัวใจของพวกเจ้าว่าจะปฏิบัติตนตามความจริงอย่างไร—พวกเจ้าเพียงไม่ลงมือปฏิบัติเท่านั้น  นี่คือปัญหาที่ร้ายแรง พวกเจ้ากำลังจ้องมองความจริงโดยที่ไม่นำไปปฏิบัติ  พวกเจ้าไม่ใช่คนที่นบนอบพระเจ้า  ในการปฏิบัติหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้านั้น อย่างน้อยสิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือแสวงหาและปฏิบัติความจริง และกระทำการตามหลักธรรม  หากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติความจริงในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถปฏิบัติความจริงได้ที่ใด?  และหากเจ้าไม่ปฏิบัติความจริงอันใดเลย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือผู้ไม่เชื่อคนหนึ่ง  แท้จริงแล้วจุดประสงค์ของเจ้าคืออะไรหากเจ้าไม่ยอมรับความจริง—และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการปฏิบัติความจริง—และเอาแต่ทำไปอย่างไร้ทิศทางในพระนิเวศของพระเจ้า?  เจ้าปรารถนาที่จะทำให้พระนิเวศของพระเจ้าเป็นบ้านพักวัยเกษียณของเจ้าหรือเป็นโรงทานกระนั้นหรือ?  หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็คิดผิดแล้ว—พระนิเวศของพระเจ้าไม่รับดูแลคนที่เอาแต่ได้ คนที่ดีแต่ผลาญ  ผู้ใดก็ตามที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์อ่อนด้อย ไม่ยินดีที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน ไม่เหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่ ต้องถูกเอาออกไปทั้งสิ้น ผู้ไม่เชื่อทุกคนที่ไม่ยอมรับความจริงเลยย่อมต้องถูกกำจัดออกไป  บางคนเข้าใจความจริงแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติในการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้  เมื่อพวกเขามองเห็นปัญหา พวกเขาก็ไม่แก้ไขปัญหานั้น และแม้พวกเขารู้ว่าการแก้ไขปัญหาเป็นความรับผิดชอบของตน พวกเขาก็ไม่พยายามอย่างสุดความสามารถ  หากเจ้าไม่แม้แต่จะทำหน้าที่รับผิดชอบที่เจ้าสามารถทำได้ แล้วการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าจะสามารถมีคุณค่าหรือมีผลใดได้?  การเชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้มีความหมายหรือไม่?  บางคนที่เข้าใจความจริงแต่ไม่สามารถปฏิบัติความจริง คนที่ไม่สามารถแบกรับความยากลำบากที่พวกเขาควรแบกรับ—บุคคลเช่นนั้นย่อมไม่เหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่  บางคนปฏิบัติหน้าที่เพียงเพื่อให้ได้รับการเลี้ยงดูเท่านั้นจริงๆ  พวกเขาเป็นขอทาน  พวกเขาคิดว่าหากตนทำงานบางอย่างในพระนิเวศของพระเจ้า ที่พักและอาหารของตนก็จะได้รับการดูแล พวกเขาจะได้รับการจัดเตรียมโดยไม่จำเป็นต้องหางานทำ  มีสิ่งที่เป็นการต่อรองเช่นนั้นด้วยหรือ?  พระนิเวศของพระเจ้าไม่จัดเตรียมให้พวกเกียจคร้าน  หากใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติความจริงเลยแม้แต่น้อยและปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินอยู่เสมอกล่าวว่าตนเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าจะทรงยอมรับพวกเขาหรือไม่?  ผู้คนเช่นนี้ล้วนเป็นผู้ไม่เชื่อและเป็นคนทำชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้าทั้งสิ้น(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีนั้น คนเราต้องมีมโนธรรมและสำนึกเป็นอย่างน้อย)  เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกราวกับว่าพระองค์ทรงเผยตัวฉันให้ฉันเห็นตรงๆ พระองค์ทรงอธิบายอย่างชัดเจนว่าฉันทำหน้าที่อย่างไร ฉันทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทีละเรื่อง เมื่อฉันสังเกตเห็นว่าผู้ดูแลไม่ค่อยติดตามงาน ฉันก็เริ่มใช้ประโยชน์จากเรื่องนั้น โดยทำตัวเจ้าเล่ห์และฉลาดแกมโกง ดูเหมือนฉันไม่เคยว่าง แต่กลับทำอะไรเสร็จไม่มากนัก ตอนมีเวลาว่าง ฉันก็ไม่ได้คิดถึงปัญหาในหน้าที่ว่ามีอะไรบ้าง หรือคิดถึงการเข้าสู่ชีวิตของตัวเอง แต่ฉันจะดูข่าวเพราะอยากรู้อยากเห็น ในหัวใจของฉันไม่มีอะไรถูกควรเลย ฉันไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังทำให้งานของเราล่าช้าอย่างไร ฉันปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานของตัวเองเล็กน้อยหลังจากถูกผู้ดูแลตัดแต่ง แต่ฉันแค่ฝืนตัวเองให้พยายามเพียงเพื่อไม่ให้ถูกปลด ฉันต่อต้านและบ่นเรื่องการควบคุมดูแลและกำกับดูแลของเธอ และถึงกับรู้สึกหงุดหงิดกับการทำหน้าที่ของตัวเอง ฉันรู้สึกว่ามันเป็นงานยากที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า ฉันรู้ว่าพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่ฉันร่วมงานด้วยนั้นแค่ทำงานแบบขอไปทีและทำให้งานล่าช้า แต่ฉันกลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ฉันรู้ตัวว่าไม่ได้จริงใจกับหน้าที่ของตัวเองเลย ฉันไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า หรือปฏิบัติความจริงเลย ฉันสนใจแค่ความสะดวกสบายทางกายและความผ่อนคลายของตัวเอง ฉันเป็นปลิงที่จ้องจะเกาะคริสตจักรกิน ฉันไม่มีมโนธรรมหรือเหตุผลเลย!  ฉันไม่ได้ประพฤติตัวต่างไปจาก ผู้ไม่เชื่อที่สนใจแค่เรื่องกินอิ่มและได้รับพระพรเลย ฉันไม่ได้ทำหน้าที่ตัวเองแบบนั้น เพราะไม่เข้าใจทักษะทางวิชาชีพหรือไม่มีทักษะที่ถูกต้อง ฉันทำเพราะฉันขาดความเป็นมนุษย์และไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง และเพราะฉันมีความละโมบในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง ฉันไม่คู่ควรที่จะทำหน้าที่ในคริสตจักรเลย

ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งในขณะที่ทบทวนตัวเอง “ขณะนี้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทั้งปวงกำลังฝึกฝนการปฏิบัติหน้าที่ของตน และพระเจ้าทรงใช้ประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คนเพื่อทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งมีความเพียบพร้อมและกำจัดอีกกลุ่มออกไป  ดังนั้นจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่นี่เองที่เผยให้เห็นคนแต่ละจำพวก และคนหลอกลวง ผู้ไม่เชื่อ และคนชั่วแต่ละจำพวกก็ถูกเผยและถูกกำจัดในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา  บรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างอุทิศตนคือผู้คนที่ซื่อสัตย์ พวกที่สุกเอาเผากินอยู่เป็นนิจนั้นเป็นผู้คนที่หลอกลวงและฉลาดแกมโกง อีกทั้งพวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ และพวกที่ก่อการขัดขวางและการรบกวนในการปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นก็เป็นผู้คนที่ชั่วและเป็นพวกศัตรูของพระคริสต์… ทุกคนย่อมถูกเปิดเผยในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน—เพียงจัดให้บุคคลทำหน้าที่หนึ่ง ก็จะมีการเปิดเผยในเวลาไม่นานว่าพวกเขาเป็นคนซื่อสัตย์หรือเป็นคนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ว่าพวกเขาเป็นผู้ที่รักความจริงหรือไม่  ผู้ที่รักความจริงสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างจริงใจและค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้  ผู้ที่ไม่รักความจริงย่อมไม่ค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าแม้แต่น้อย และพวกเขาก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างไม่มีความรับผิดชอบ  สิ่งนี้ย่อมประจักษ์ชัดโดยทันทีแก่ผู้ที่มีสายตาชัดแจ้ง  ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ไม่ดีไม่ใช่ผู้ที่รักความจริงหรือบุคคลที่ซื่อสัตย์ ผู้คนเช่นนั้นย่อมจะถูกเปิดเผยและกำจัดออกไปกันทุกคน  เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดี ผู้คนต้องมีสำนึกของความรับผิดชอบและสำนึกของภาระหน้าที่  ในหนทางนี้ งานย่อมจะเสร็จลงตามที่ถูกควรอย่างแน่นอน  ที่น่ากังวลมีเพียงเมื่อใครบางคนไม่มีสำนึกของภาระหน้าที่หรือความรับผิดชอบ เมื่อพวกเขาต้องถูกกระตุ้นเสียก่อนจึงจะทำอะไรได้ เมื่อพวกเขาสุกเอาเผากินเสมอ และเมื่อปัญหาผุดขึ้น พวกเขาก็พยายามโยนความผิดให้ผู้อื่น อันนำไปสู่ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาของตน  เช่นนั้นงานจะยังคงเสร็จลงด้วยดีได้อย่างไร?  การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาสามารถให้ผลเป็นผลลัพธ์ใดได้บ้าง?  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะทำกิจใดที่ถูกจัดการเตรียมการไว้ให้พวกเขา และเมื่อพวกเขาเห็นผู้อื่นที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือในงาน พวกเขาก็เพิกเฉยต่อคนเหล่านั้น  พวกเขาทำงานเพียงเล็กน้อยเมื่อได้รับคำสั่งเท่านั้น เฉพาะเมื่อไฟลนก้นและพวกเขาไม่มีทางเลือกแล้วเท่านั้น  นี่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่—นี่คือแรงงานที่ถูกจ้างมา!  คนลงแรงที่ถูกจ้างมาทำงานให้กับนายจ้างโดยทำงานหนึ่งวันเพื่อค่าแรงหนึ่งวัน ทำงานหนึ่งชั่วโมงเพื่อค่าแรงหนึ่งชั่วโมง พวกเขารอค่าจ้างอยู่ตลอดเวลา  พวกเขากลัวการทำงานใดก็ตามที่เจ้านายของตนไม่เห็น พวกเขากลัวการไม่ได้รับบำเหน็จรางวัลสำหรับสิ่งที่ตนทำ พวกเขาทำงานเพียงเพื่อสร้างภาพอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น—ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่มีการอุทิศตน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงได้ก็ด้วยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้น)  “การเชื่อในพระเจ้าคือการเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต และคนเราต้องไล่ตามเสาะหาความจริง  นี่คือเรื่องของจิตวิญญาณและชีวิต และเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากการไล่ตามไขว่คว้าความมั่งคั่งรุ่งเรือง การสร้างชื่อเสียงอันเป็นนิรันดร์ให้กับตนเองของพวกผู้ไม่มีความเชื่อ  เส้นทางเหล่านี้ไปคนละทิศละทาง  ในการงานของผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขานึกถึงวิธีที่ตัวเองจะสามารถทำงานให้น้อยลงและหาเงินได้มากขึ้น นึกถึงเล่ห์กลเคลือบแฝงที่พวกเขาสามารถนำมาใช้เพื่อให้ได้เงินเพิ่ม  พวกเขาครุ่นคิดทั้งวันทั้งคืนถึงวิธีที่จะร่ำรวยและสร้างโชคลาภให้กับครอบครัว และพวกเขาก็ถึงกับเกิดความคิดเกี่ยวกับวิถีทางอันขาดหลักศีลธรรมเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน  นี่คือเส้นทางของคนชั่ว เส้นทางของซาตาน และเป็นเส้นทางที่พวกผู้ไม่มีความเชื่อใช้เดิน  เส้นทางที่ผู้เชื่อในพระเจ้าเดินคือเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงและการได้รับชีวิต นั่นก็คือเส้นทางแห่งการติดตามพระเจ้าและการได้รับความจริง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงได้ก็ด้วยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้น)  ฉันเห็นจากพระวจนะของพระเจ้าว่า ผู้ไม่มีความเชื่อทำงานตามกรอบความคิดแบบลูกจ้าง พวกเขาอยากได้เงินมากขึ้นโดยทำงานน้อยลง หรือจะให้ดีกว่านั้น อยากได้รับเงินโดยไม่ลงแรงทำอะไรเลย เมื่อมีคนมาตรวจสอบ ก็จะเสแสร้งและทำงานบ้าง แต่จะปลิ้นปล้อนและหลอกลวงตอนไม่มีใครมอง ไม่ว่างานจะดำเนินไปอย่างไร พวกเขาจะไม่รู้สึกถึงความเร่งด่วนอะไรเลย ตราบใดที่ได้รับเงินตรงเวลา ฉันรู้ตัวว่าฉันเป็นแบบนั้นเลย เมื่อไม่มีแรงกดดันหรือความยากลำบากในหน้าที่ เมื่อไม่ต้องทนทุกข์หรือต้องยอมลำบาก ฉันจะรู้สึกว่าหน้าที่นั้นไม่ได้เลวร้าย ฉันคิดว่าตราบใดที่ฉันไม่ทำตัวให้ว่างและสามารถทำงานเสร็จได้บ้าง ฉันจะไม่ถูกกำจัด ว่าฉันคงจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะอยู่ในคริสตจักร และในที่สุดฉันจะได้รับการช่วยให้รอด ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ฉันไม่ได้ดูเกียจคร้านเป็นพิเศษและคนอื่นก็ไม่เห็นปัญหาอะไร แต่ฉันไม่ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ ฉันพึงพอใจกับปริมาณงานเพียงเล็กน้อย ในเวลาที่เหลือ ฉันตรวจสอบข้อมูลที่ไม่สลักสำคัญอะไร อ่านสิ่งที่ไม่สำคัญเพื่อค้นหาอะไรที่แปลกใหม่ ฉันชักช้าร่ำไรตลอดเวลา เมื่องานของเราล่าช้า ฉันก็ทำเหมือนว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่และทำงานต่อไปอย่างใจเย็นตามปกติ เมื่อฉันถูกตัดแต่งและเปิดโปง ฉันก็พยายามมากขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษาหน้าและไม่ถูกปลด แต่ทันทีที่มาตรฐานสูงขึ้น ฉันก็ต่อต้านและบ่น อยากเปลี่ยนไปทำหน้าที่ที่ง่ายกว่าและผ่อนคลายมากขึ้น ดูเหมือนว่าฉันทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ฉันแค่ทำงานให้เสร็จเพื่อให้ผู้ดูแลเห็น ฉันไม่มีความจริงใจต่อหน้าที่หรือต่อพระเจ้าเลย ฉันอยากจะยอมลำบากเล็กน้อยเพื่อแลกกับพระพรจากราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ นั่นคือการพยายามทำธุรกรรมกับพระเจ้า ฉันไม่เคยรู้ตัวเลยว่า ฉันเป็นคนปลิ้นปล้อนและฉลาดแกมโกงขนาดนี้ ฉันได้ชื่นชมทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่ฉัน รวมถึงการหล่อเลี้ยงจากพระวจนะของพระองค์ แต่ฉันเพียงแสวงหาความง่ายและความสะดวกสบายในหน้าที่ตัวเอง โดยทำอะไรก็ตามที่ช่วยให้ฉันไม่ต้องทนทุกข์ โดยไม่คำนึงถึงน้ำพระทัยอันเร่งด่วนของพระเจ้า หรืองานของคริสตจักรเลย ฉันไม่ยำเกรงพระเจ้าเลย อย่างนั้นจะถือเป็นการทำหน้าที่ได้ยังไงกัน?  เห็นได้ชัดว่าฉันทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า และฉันเป็นพวกฉวยโอกาสที่คอยเกาะคริสตจักรกิน หลังจากทบทวน ฉันก็รู้ตัวว่า ฉันเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมาก เพราะฉันทำตามปรัชญาของซาตาน เช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “พยายามอย่างหนักเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง เพียงเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง” และ “ชีวิตนั้นสั้นนัก จงชื่นชมมันในขณะที่เจ้าสามารถทำได้” สิ่งเหล่านี้กลายเป็นธรรมชาติของฉัน เมื่อใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านี้ ฉันก็ทำสิ่งต่างๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของตัวเองเท่านั้น ฉันรู้สึกว่าในชีวิตเรา เราต้องเมตตาตัวเอง ว่าไม่คุ้มค่าที่จะเหน็ดเหนื่อยและทำงานหนักเกินไป การมีอิสระและทำอะไรง่ายๆ นั้นยอดเยี่ยม ส่วนการกังวลและเหนื่อยล้าเป็นสถานการณ์ที่เสียเปรียบ ฉันมีท่าทีแบบนั้นในหน้าที่เสมอ โดยทำอะไรแบบสุกเอาเผากินและเฉื่อยชา ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าและทำลายความซื่อตรงของฉันเอง ฉันเป็นผู้เชื่อ แต่แทนที่จะปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า กลับใช้ชีวิตตามถ้อยคำชั่วร้ายของซาตาน เริ่มเห็นแก่ตัว เจ้าเล่ห์เพทุบาย และเสื่อมทรามมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันไม่มีความซื่อตรงหรือศักดิ์ศรีและไม่คู่ควรที่จะได้รับความไว้วางใจ แม้แต่กับผู้ไม่มีความเชื่อ ถ้าพวกเขาจัดการสิ่งต่างๆ ตามกรอบความคิดที่ฉวยโอกาสแบบนั้น พวกเขาอาจจะรอดตัวไปได้สักพัก แต่ในที่สุดจะถูกจับได้ และยิ่งไปกว่านั้น ฉันทำหน้าที่ในคริสตจักร และพระเจ้าทรงเห็น กลอุบายและเล่ห์ลวงของฉันอย่างทะลุปรุโปร่ง พระองค์ทรงเห็นว่าฉันไม่ได้สละตนเองเพื่อพระองค์อย่างแท้จริงเลย แต่เพียงแค่เอาตัวรอด ณ จุดนั้น ฉันนึกขึ้นได้ว่า มิน่าฉันถึงรู้สึกงัวเงียและเฉื่อยชาตอนทำงานตลอด และไม่สามารถรู้สึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า นั่นเป็นเพราะฉันเจ้าเล่ห์และหลอกลวง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจและทรงขยะแขยง พระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์จากฉันมานานแล้ว เมื่อไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉันก็เริ่มชาชินไปหมด ดังนั้นไม่ว่าฉันจะรู้ทักษะทางวิชาชีพดีเพียงใด หรือมีประสบการณ์มากแค่ไหน งานก็จะออกมาไม่ดี

ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม ที่ช่วยให้ฉันเข้าใจธรรมชาติของการทำหน้าที่แบบสุกเอาเผากิน และฉันก็ได้เห็นอีกด้วยว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นมิอาจก้าวล่วงได้  พระเจ้าตรัสว่า “เรื่องที่ว่าเจ้าควรปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไรนั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด  นี่เป็นเรื่องที่จริงจังมาก  หากเจ้าไม่สามารถทำสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำนั้นแล้วเสร็จได้ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระองค์และเจ้าก็ควรยอมรับการลงโทษ  เป็นเรื่องปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ที่มนุษย์จะทำสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยบัญชาให้ตนทำนั้นให้แล้วเสร็จ  นี่คือความรับผิดชอบสูงสุดของมนุษย์ และมีความสำคัญเทียบเท่ากับชีวิตของเขาเอง  หากเจ้าปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไม่จริงจัง นี่ย่อมเป็นการทรยศพระเจ้าอย่างร้ายแรงที่สุด  ในการทำเช่นนี้ เจ้าน่าสังเวชยิ่งกว่ายูดาส และควรถูกสาปแช่ง  ผู้คนต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าควรปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไร และอย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็ต้องเข้าใจว่า การที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายพระบัญชาแก่มนุษย์ก็คือการที่พระองค์ทรงยกชูมนุษย์ เป็นการแสดงพระคุณแก่มนุษย์เป็นพิเศษ และเป็นเกียรติแก่มนุษย์อย่างที่สุด  และสิ่งอื่นล้วนสามารถละทิ้งได้—แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง—แต่พระบัญชาของพระเจ้าต้องเสร็จสมบูรณ์(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์)  “มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราได้ไว้วางใจมอบหมายให้ใครบางคนทำบางสิ่ง  ขณะที่เราอธิบายงานให้เขาฟัง เขาก็จดบันทึกงานนั้นลงในสมุดบันทึกของตนอย่างระมัดระวัง  เราเห็นว่าเขาระมัดระวังในการจดบันทึกเพียงใด—เขาดูเหมือนรู้สึกถึงสำนึกแห่งภาระสำหรับงานนั้น และมีท่าทีที่ระมัดระวังและรับผิดชอบ  เมื่อได้ส่งมอบงานให้เขาแล้ว เราก็เริ่มรอการแจ้งความคืบหน้า เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ เขาก็ยังไม่ส่งข่าวกลับมา  ดังนั้น เราจึงไปตามหาเขาด้วยตัวเอง และถามว่างานที่เรามอบให้เขานั้นเป็นอย่างไรบ้าง  เขากล่าวว่า ‘โอ้ ไม่นะ—ข้าพระองค์ลืมไปเลย!  โปรดบอกข้าพระองค์อีกครั้งได้ไหมว่างานนั้นคืออะไร’  พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรกับคำตอบของเขา?  นั่นคือท่าทีแบบที่เขามีเวลาทำงาน  เราคิดว่า ‘คนคนนี้ไว้วางใจไม่ได้จริงๆ  ไปให้พ้นหน้าเรา และไปให้ไวด้วย!  เราไม่อยากเห็นเจ้าอีก!’  เรารู้สึกอย่างนั้น  ดังนั้น เราจะบอกข้อเท็จจริงประการหนึ่งแก่พวกเจ้า นั่นคือ พวกเจ้าต้องไม่นำพระวจนะของพระเจ้าไปเชื่อมโยงกับคำโกหกของคนหลอกลวงเป็นอันขาด—การทำเช่นนั้นน่าสะอิดสะเอียนสำหรับพระเจ้า  มีบางคนที่พูดว่าตนพูดคำไหนคำนั้น คำพูดของตนคือพันธะ  หากเป็นเช่นนั้นแล้ว เมื่อเป็นเรื่องของพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาสามารถทำตามที่พระวจนะเหล่านั้นกล่าวเมื่อพวกเขาได้ยินพระวจนะเหล่านั้นได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติอย่างระมัดระวังเหมือนที่ตนทำกิจธุระส่วนตัวได้หรือไม่?  ทุกประโยคของพระเจ้ามีความสำคัญ  พระองค์ไม่ตรัสอย่างเล่นๆ  สิ่งที่พระองค์ตรัส ผู้คนต้องนำไปปฏิบัติและดำเนินการ  เวลาที่พระเจ้าตรัส พระองค์กำลังทรงปรึกษาหารือกับผู้คนหรือ?  พระองค์ไม่ได้ทรงทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน  พระองค์กำลังทรงตั้งคำถามแบบปรนัยกับเจ้าหรือ?  พระองค์ไม่ได้ทรงทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน  หากเจ้าสามารถตระหนักได้ว่าพระวจนะและพระบัญชาของพระเจ้าคือคำสั่ง มนุษย์ต้องทำตามที่พระวจนะและพระบัญชาเหล่านั้นบอกและนำพระวจนะและพระบัญชาเหล่านั้นไปปฏิบัติ เช่นนั้นเจ้าก็ย่อมมีพันธะที่จะต้องนำพระวจนะและพระบัญชาเหล่านั้นไปปฏิบัติและดำเนินการ  หากเจ้าคิดว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นแค่เรื่องตลก เป็นเพียงคำพูดชั่วครั้งชั่วคราวที่สามารถทำ—หรือไม่ทำก็ได้—ตามที่คนเราชอบ และเจ้าปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นเช่นนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมค่อนข้างปราศจากเหตุผลและไม่เหมาะที่จะถูกเรียกว่าคน  พระเจ้าจะไม่มีวันตรัสกับเจ้าอีก  หากคนคนหนึ่งตัดสินใจเลือกด้วยตนเองเสมอเมื่อเป็นเรื่องของข้อกำหนดของพระเจ้า งคำสั่งและพระบัญชาของพระองค์ และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยท่าทีที่สุกเอาเผากิน เช่นนั้นพวกเขาก็คือคนจำพวกที่พระเจ้าทรงเกลียด  ในสิ่งที่เราสั่งและไว้วางใจมอบหมายให้เจ้าโดยตรง หากเจ้าต้องการให้เราคอยกำกับดูแลเจ้าและคอยกระตุ้นเจ้า คอยติดตามผลกับเจ้าอยู่เสมอ ทำให้เราต้องกังวลและสอบถามอยู่เสมอ ทำให้เราต้องตรวจสอบทุกสิ่งให้เจ้าในทุกย่างก้าว เช่นนั้นเจ้าก็ควรที่จะถูกกำจัดออกไป(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก สาม: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระองค์ (ภาคที่สอง))  ฉันเรียนรู้จากพระวจนะของพระเจ้าว่า สิ่งใดก็ตามที่พระองค์ตรัสและทรงเรียกร้อง สิ่งมีชีวิตทรงสร้างจะต้องนำมาปฏิบัติจริงและยึดมั่น หากเราไม่ให้ความสำคัญกับพระวจนะของพระเจ้า แต่ต้องให้ผู้อื่นมาควบคุมดูแลและเตือนสติในการทำงานอยู่เสมอ หรือเราแค่ทำนิดๆ หน่อยๆ อย่างไม่เต็มใจเมื่อมีใครบังคับเรา โดยแก่นแท้แล้ว นั่นเป็นการหลอกลวงและโกงพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งพระองค์ทรงรังเกียจและทรงเกลียดชัง บุคคลประเภทนั้นไม่สมควรที่จะได้ยินพระวจนะของพระเจ้าหรืออยู่ในคริสตจักร แต่ควรจะถูกกำจัดออกไป ฉันรู้สึกกลัวมาก เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า โดยเฉพาะส่วนที่พระองค์ตรัสว่า “คนคนนี้ไว้วางใจไม่ได้จริงๆ  ไปให้พ้นหน้าเรา และไปให้ไวด้วย!  เราไม่อยากเห็นเจ้าอีก!”  ฉันรู้สึกเสียใจและรู้สึกผิดที่กระทำผิดในหน้าที่ แล้วน้ำตาก็ไหลอาบแก้มไม่หยุด เมื่อมองย้อนกลับไปดูท่าทีของฉันต่อหน้าที่ ก็เหมือนกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดโปงเลย เป็นเรื่องบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อ นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญของการขยายข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร และพี่น้องชายหญิงคนอื่นก็ล้วนอยากทำหน้าที่ใจจะขาด แต่ฉันกลับมีความละโมบในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง ทำหน้าที่แบบเอ้อระเหยและสุกเอาเผากิน พึงพอใจแค่กับการลงแรงโดยไม่พยายามทำให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลงานของฉัน ฉันเป็นพวกอู้งาน ละทิ้งหน้าที่ หยิบโหย่ง คิดถึงแค่ความพึงพอใจของตัวเอง คริสตจักรไว้วางใจให้ฉันทำงานสำคัญ และฉันควรจะทุ่มเทอย่างเต็มที่ ฉันควรจะลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเอง แต่ฉันกลับทำเหมือนงานเป็นทุน เป็นเครื่องต่อรองที่ฉันใช้หากินจากคริสตจักรได้ โดยไม่ต้องทนทุกข์หรือยอมลำบากเลย หรือโดยไม่ต้องคิดว่าจะปรับปรุงงานของตัวเองยังไง ฉันแค่ทำสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น ฉันไม่สนใจว่างานจะล่าช้าแค่ไหนหรือพระเจ้าจะทรงมีความเร่งด่วนในพระทัยเพียงใด ฉันสนใจแค่เรื่องไม่ทำให้ตัวเองเหนื่อยล้า ฉันละเลยและไม่ใส่ใจในหน้าที่ แค่อยากจะเอาตัวรอด ชักช้าทุกเรื่องที่ทำได้ หัวใจของฉันไม่มีพื้นที่สำหรับพระเจ้าเลย และฉันก็ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าสักนิด การที่ฉันไม่ค่อยใส่ใจเรื่องหน้าที่ของตัวเองเลยนั้นไม่ได้ทำให้ฉันต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัขหรอกหรือ?  สุนัขซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ ไม่ว่าเจ้าของจะอยู่ด้วยหรือไม่ มันก็ยังทำหน้าที่เฝ้าบ้านให้เจ้าของอย่างเต็มความรับผิดชอบ ดูจากการทำตัวของฉัน ฉันไม่คู่ควรที่จะทำหน้าที่ต่อไป ฉันสาบานกับตัวเองว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป ฉันจะกลับใจและชดเชยสิ่งที่ฉันติดค้าง

จากนั้นในการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง ซึ่งมอบเส้นทางในการทำหน้าที่ในอนาคตให้แก่ฉัน  พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “โนอาห์คิดสิ่งใดอยู่ในใจ เมื่อพระเจ้าทรงบัญชาให้เขาสร้างเรือใหญ่?  เขาคิดว่า ‘ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับการสร้างเรือใหญ่อีกแล้ว ไม่มีสิ่งใดสำคัญและเร่งด่วนเท่านี้อีกแล้ว ฉันได้ยินพระวจนะจากพระหทัยของพระผู้สร้าง ฉันสัมผัสได้ถึงเจตนารมณ์อันเร่งด่วนของพระองค์ ดังนั้นฉันต้องไม่ชักช้า ฉันต้องสร้างเรือใหญ่ที่พระเจ้าตรัสถึงและทรงขออย่างเร่งด่วนที่สุด’  ท่าทีของโนอาห์เป็นเช่นไร?  คือการไม่กล้าที่จะเพิกเฉย  แล้วเขาดำเนินการสร้างเรือใหญ่ในลักษณะใด?  โดยไม่ชักช้า  เขาดำเนินการและปฏิบัติตามรายละเอียดของสิ่งที่พระเจ้าตรัสและทรงสั่งสอนทุกประการอย่างเร่งด่วนที่สุด และด้วยพละกำลังทั้งหมดของเขา โดยไม่ทำแบบสุกเอาเผากินเลยแม้แต่น้อย  สรุปก็คือ ท่าทีที่โนอาห์มีต่อพระบัญชาของพระผู้สร้างคือการนบนอบ  เขาไม่ใช่ไม่กังวลสนใจในพระบัญชา และหัวใจของเขาก็ไม่มีการต้านทานหรือความไม่แยแส  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับพยายามอย่างขะมักเขม้นที่จะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระผู้สร้างในขณะที่เขาจดจำทุกรายละเอียด  เมื่อเขาเข้าใจเจตนารมณ์อันเร่งด่วนของพระเจ้าแล้ว เขาก็ตัดสินใจที่จะเร่งมือ เพื่อทำสิ่งที่พระเจ้าทรงแบ่งให้กับเขาให้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้  ‘โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้’ นี้หมายความว่ากระไร?  นี่หมายถึงการทำงานที่น่าจะใช้เวลาสักหนึ่งเดือนเมื่อก่อนหน้านี้ ให้เสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บางทีอาจจะทำให้เสร็จเร็วกว่ากำหนดสักสามหรือห้าวันโดยไม่มีการประวิงเวลาเลยหรือไม่มีการชักช้าแม้แต่น้อย แต่ผลักดันโครงการทั้งหมดให้เดินหน้าอย่างดีที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้  แน่นอนว่า ขณะดำเนินงานแต่ละงาน เขาจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะลดความสูญเสียและความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด และจะไม่ทำงานใดในลักษณะที่จะต้องกลับมาทำใหม่ นอกจากนี้เขาจะทำงานและกระบวนการทุกอย่างให้เสร็จสมบูรณ์ภายในกำหนด และจะทำอย่างดี รับประกันว่ามีคุณภาพ  นี่คือการสำแดงที่แท้จริงของการไม่ประวิงเวลา  ดังนั้น อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นที่ทำให้เขาไม่ประวิงเวลาได้? (เขาได้ยินพระบัญชาของพระเจ้า) ใช่แล้ว นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นและบริบทของเรื่องนี้  ทั้งนี้ เหตุใดโนอาห์จึงสามารถไม่ประวิงเวลาได้?  ผู้คนบางคนพูดว่าโนอาห์มีการนบนอบที่แท้จริง  แล้วเขามีสิ่งใดที่เปิดโอกาสให้เขาสัมฤทธิ์การนบนอบที่แท้จริงดังกล่าวได้? (เขาคำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า) นั่นถูกต้องแล้ว!  นี่คือสิ่งที่หมายถึงการมีหัวใจ!  ผู้คนที่มีหัวใจย่อมมีความสามารถที่จะคำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า พวกที่ไม่มีหัวใจก็คือเปลือกที่ว่างเปล่า เป็นคนโง่เขลา พวกเขาไม่รู้จักการคำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า  ความรู้สึกนึกคิดของเขาคือ ‘ฉันไม่ใส่ใจว่าการนี้เร่งด่วนเพียงใดสำหรับพระเจ้า ฉันจะทำการนี้ตามอำเภอใจ—ไม่ว่าในกรณีใด ฉันไม่ใช่กำลังลอยชายหรือเกียจคร้าน’  ท่าทีเช่นนี้ การคิดลบเช่นนี้ การไร้ซึ่งความขวนขวายโดยสิ้นเชิง—นี่ไม่ใช่ใครบางคนที่คำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า  อีกทั้งพวกเขายังไม่เข้าใจวิธีคำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า  ซึ่งในกรณีนั้น พวกเขามีความเชื่อที่แท้จริงหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่  โนอาห์คำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า เขามีความเชื่อที่แท้จริง และด้วยเหตุนี้จึงสามารถทำพระบัญชาของพระเจ้าให้เสร็จสมบูรณ์ได้  ดังนั้นแล้ว การยอมรับพระบัญชาจากพระเจ้าและเต็มใจที่จะใช้ความพยายามอยู่บ้างจึงไม่เพียงพอ  เจ้าต้องคำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า มอบทั้งหมดที่เจ้ามี และจงรักภักดีด้วย—เจ้าจึงต้องมีมโนธรรมและสำนึก นั่นคือสิ่งที่ผู้คนควรที่จะมี และคือสิ่งที่พบในตัวโนอาห์(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก สาม: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระองค์ (ภาคที่สอง))  ฉันได้เห็นจากพระวจนะของพระเจ้าว่าโนอาห์ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า เพราะเขามีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าและคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระองค์ เมื่อเขาได้รับพระบัญชาจากพระเจ้า เขาก็ให้ความสำคัญกับการสร้างเรือเป็นอันดับแรก เขาไม่ได้คิดถึงความทุกข์ทางกายของเขาหรือว่ามันจะยากแค่ไหน ในยุคก่อนอุตสาหกรรม การสร้างเรือขนาดใหญ่แบบนั้น ต้องใช้ความพยายามทางร่างกายและจิตใจอย่างมาก และเขาต้องทนถูกคนอื่นเยาะเย้ย ภายใต้สภาพการณ์เหล่านี้ โนอาห์ยืนหยัดเป็นเวลา 120 ปีเพื่อทำพระบัญชาของพระเจ้าให้สำเร็จ ซึ่งท้ายที่สุดก็ชูพระทัยของพระเจ้า โนอาห์สละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงและสมควรได้รับความไว้วางพระทัยจากพระเจ้า ส่วนฉัน พอไม่มีใครมาผลักดันและเฝ้าดู ฉันก็หาประโยชน์จากโอกาสนี้เพื่อทำตัวเกียจคร้านและเจ้าเล่ห์ เพื่อละโมบในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง ทำงานชักช้าโดยไม่เคยกังวลว่าตัวเองกำลังถ่วงงานมากแค่ไหน ฉันไม่มีความเป็นมนุษย์เลยจริงๆ และไม่สมควรได้รับความรอดจากพระเจ้า ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า การทำหน้าที่ควรเป็นเหมือนโนอาห์ที่สร้างเรือ ว่าต้องมีการลงมือทำจริง ฉันต้องใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าเพื่อให้งานคืบหน้า ต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อให้ไม่มีใครมาผลักดันหรือคอยตรวจสอบ ฉันก็ต้องมีความรับผิดชอบและทำทุกอย่างที่ทำได้ นั่นคือทางเดียวที่จะเป็นคนที่มีมโนธรรมและมีความเป็นมนุษย์

หลังจากนั้นฉันก็เริ่มจัดตารางเวลาของตัวเอง ตอนไม่ได้ทำงานออกแบบ ฉันก็ใช้เวลาว่างช่วยงานอื่น และจับตาดูสภาวะของตัวเอง ตารางเวลาของฉันแน่นมากทุกวัน แต่ฉันรู้สึกสงบสุขมาก และฉันก็ทุ่มเทกับหน้าที่ของตัวเองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน บางครั้งเมื่องานใกล้เสร็จและฉันรู้สึกอยากอู้งานอีก หรืองานร่างแบบล่าช้าเพราะฉันจัดตารางเวลาไม่ดี ฉันจะอยากตามใจตัวเอง โดยคิดว่าฉันไม่ใช่สมาชิกของทีมและไม่มีใครผลักดันฉัน แถมฉันก็ช่วยทำงานอื่นด้วย ดังนั้นการทำงานออกแบบช้าลงหน่อยเลยน่าจะเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผล เมื่อคิดอย่างนั้น ฉันก็รู้ตัวว่าไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ถูกต้อง และรีบแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขมัน ฉันได้อ่านสิ่งนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “เวลาที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยข้อเท็จจริงแล้ว เจ้ากำลังทำสิ่งที่พึงทำ  หากเจ้าทำหน้าที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและนบนอบพระเจ้าด้วยท่าทีที่ซื่อสัตย์และด้วยหัวใจ ท่าทีนี้จะไม่ถูกต้องกว่าเป็นอย่างมากหรอกหรือ?  ดังนั้น เจ้าจะนำท่าทีนี้ไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร?  เจ้าต้องทำให้ ‘การนมัสการพระเจ้าด้วยหัวใจและความซื่อสัตย์’ เป็นความเป็นจริงของเจ้า  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าอยากทำตัวสุกเอาเผากิน เมื่อใดก็ตามที่เจ้าอยากกระทำการในหนทางที่กลับกลอกและเกียจคร้าน และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าว่อกแว่กหรืออยากสนุกสนาน เจ้าควรคิดคำนึงว่า ‘ในการประพฤติตนเยี่ยงนี้ ฉันกำลังเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจหรือไม่?  นี่ใช่การใส่ใจทำหน้าที่ของฉันหรือไม่?  ด้วยการทำเช่นนี้ ฉันไม่ได้อุทิศตนใช่หรือไม่?  ฉันล้มเหลวในการใช้ชีวิตให้เป็นไปตามพระบัญชาที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉันใช่หรือไม่?’  นี่คือวิธีที่เจ้าควรทบทวนตนเอง  ถ้าเจ้ามารู้ตัวว่าตนนั้นสุกเอาเผากินในหน้าที่ของตนอยู่เสมอ และเจ้าไม่อุทิศตนและเจ้าได้ทำร้ายพระทัยของพระเจ้า เจ้าควรทำอย่างไร?  เจ้าควรพูดว่า ‘ในตอนนั้นฉันรู้สึกได้ว่าตรงนี้มีบางอย่างผิดปกติ แต่ฉันไม่ได้มองว่านั่นคือปัญหา ฉันแค่กลบเกลื่อนไปอย่างไม่ใส่ใจ  ฉันไม่ตระหนักจนถึงตอนนี้ว่าจริงๆ แล้วฉันสุกเอาเผากิน ไม่เคยลุล่วงความรับผิดชอบของตน  ฉันไม่มีมโนธรรมและสำนึกอย่างแท้จริง!’  เจ้าค้นพบปัญหาและได้รู้จักตนเองบ้างแล้ว—ดังนั้นตอนนี้เจ้าต้องกลับตัว!  ท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นผิด  เจ้าทำเหมือนหน้าที่เป็นงานเสริมและพยายามแค่ทำให้เสร็จๆ ไป ไม่ได้ใส่หัวใจของเจ้าลงไป  หากเจ้าสุกเอาเผากินเช่นนี้อีก เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและยอมให้พระองค์บ่มวินัยและสั่งสอนเจ้า  ต่อเมื่อเจ้ามีปณิธานเช่นนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเท่านั้น เจ้าจึงจะกลับใจได้อย่างแท้จริง  เจ้าจะกลับตัวได้ก็ต่อเมื่อมโนธรรมของเจ้าชัดเจนและท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนเปลี่ยนไปแล้วเท่านั้น(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและใคร่ครวญความจริงเป็นประจำเท่านั้นจึงจะมีเส้นทางให้เดิน)  การอ่านพระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันมองเห็นเส้นทางแห่งการปฏิบัติได้ชัดเจนขึ้น หน้าที่คือพระบัญชาที่พระเจ้าประทานให้เรา ไม่ว่าจะมีใครกำกับดูแลเราหรือไม่ เราก็ควรยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าและทุ่มเทอย่างเต็มที่ การต้องมีใครมาคอยผลักดันให้เราทำอะไรนิดหน่อยอยู่ตลอดถือเป็นการขาดการอุทิศตน และแม้แต่ผู้อื่นก็มองว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย ฉันจะเป็นแบบนั้นต่อไปไม่ได้ แต่ฉันต้องมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าและยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ ฉันควรกระตือรือร้นในหน้าที่โดยไม่ต้องให้คนอื่นมาเร่งเร้า เมื่อมีความวุ่นวายในทั้งสองงาน และฉันต้องยอมลำบาก ฉันก็จัดตารางเวลาตัวเองล่วงหน้าและทำให้ดีที่สุดจริงๆ พยายามไม่ทำงานแบบสุกเอาเผากิน เมื่อฉันจัดการสิ่งต่างๆ แบบนั้น หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็เริ่มเห็นผลลัพธ์ในหน้าที่บ้าง ฉันต้องทุ่มเทมากกว่าแต่ก่อน และฉันลงแรงไปบ้าง แต่ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลย ฉันรู้สึกสงบและมีสันติสุข เมื่อฉันเผชิญกับความลำบากยากเย็นในหน้าที่ ฉันก็ได้รับประโยชน์มากขึ้นเมื่อแสวงหาความจริง ฉันก้าวหน้ามากขึ้นในแง่ทักษะทางวิชาชีพและการเข้าสู่ชีวิตของตัวเอง

วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ปี 2021 ผู้นำมาคุยกับฉัน และบอกว่าฉันจะได้รับมอบหมายงานใหม่ในทีม ฉันตื่นเต้นมากจนพูดไม่ออก และฉันขอบคุณพระเจ้าจากใจจริง ประสบการณ์นั้น แสดงให้ฉันเห็นว่าฉันเกียจคร้าน เห็นแก่ตัว และเลวทรามแค่ไหน ฉันเกลียดตัวเองจริงๆ และตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าต้องทะนุถนอมโอกาสในการทำหน้าที่ ฉันมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเล็กน้อยด้วย บางครั้งฉันยังรู้สึกเกียจคร้าน แล้วฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้าและขอให้พระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของฉัน เมื่อฉันเริ่มทำอะไรแบบสุกเอาเผากิน เจ้าเล่ห์ และฉลาดแกมโกง ฉันจะขอให้พระเจ้าทรงเปิดโปง สั่งสอน และบ่มวินัยฉันทันที ตั้งแต่ฉันนำสิ่งนั้นไปปฏิบัติ ฉันก็เจ้าเล่ห์และอู้งานน้อยกว่าแต่ก่อนมาก และมีผลงานที่ดีขึ้นในหน้าที่ ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกอิ่มเอมใจมาก ต่อมาผู้นำบอกว่าฉันทำหน้าที่ได้ดีกว่าแต่ก่อนมาก ฉันตื้นตันมากและมีกำลังใจเมื่อได้ยินอย่างนั้น ฉันรู้ว่ายังทำไม่มากพอ และฉันต้องทำงานหนักต่อไป ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ทรงสั่งสอนและบ่มวินัยฉัน ซึ่งช่วยให้ฉันเปลี่ยนท่าทีต่อหน้าที่ตัวเอง

ก่อนหน้า:  36. ถูกทรมานเพราะส่งหนังสือ

ถัดไป:  38. บทเรียนที่ได้รับจากความล้มเหลว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger