78. การเป็นคนฉลาดแกมโกงทำร้ายฉันอย่างไร

ครั้งหนึ่ง ตอนที่เรากำลังสรุปงานกันอยู่ ผู้นำคริสตจักรคนหนึ่งได้ชี้ให้เห็นว่างานข่าวประเสริฐของเราในช่วงนี้ไม่ค่อยดีนัก และขอให้ฉันชี้แจง ตอนนั้นเองที่ฉันได้ตระหนักว่าผลงานของเราลดลง หลังจบประชุม ฉันก็รีบไปตรวจสอบเรื่องนี้ และพบว่าผลงานของเราลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับเดือนก่อน เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกกังวลใจมากว่า “ถ้าทำได้แย่ขนาดนี้ต่อไปเรื่อยๆ ฉันจะถูกปลดหรือเปล่า?  จะให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ ฉันต้องค้นหาสาเหตุของปัญหาและเพิ่มผลงานให้ได้อีกครั้ง” ดังนั้น ฉันจึงพูดคุยกับพี่น้องชายหญิงทีละคน ถามถึงปัญหาและความลำบากยากเย็นต่างๆ ในหน้าที่ของพวกเขา ในการชุมนุม ฉันสามัคคีธรรมเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ และให้คนที่ทำได้ดีมาบอกเล่าประสบการณ์ของพวกเขา ไม่กี่วันนับจากนั้น เราเริ่มทำได้ดีขึ้นพอสมควร และฉันรู้สึกสบายใจได้ในที่สุดว่า “ถ้าสิ่งต่างๆ ดำเนินไปอย่างนี้ เราจะทำได้ดีกว่าเดือนที่แล้วนิดหน่อย ถ้าฉันทำแบบนี้ต่อไป โดยไม่ทำอะไรที่ชั่วร้ายหรือเป็นการขัดขวาง ฉันจะสามารถอยู่ในคริสตจักรต่อไปได้และจะไม่ถูกกำจัดออกไป” หลังจากนั้นความตึงเครียดของฉันก็เริ่มลดลง พอใกล้สิ้นเดือน ฉันสังเกตว่าผลลัพธ์ของงานยังคงเท่ากับเดือนก่อน ฉันคิดว่า “ถ้าเดือนนี้เราทำได้ดี เดือนหน้าก็ยิ่งต้องทำให้ดีกว่าเพื่อให้ดูเหมือนว่าฉันมีความก้าวหน้า นั่นหมายความว่าฉันต้องทุ่มเทความพยายามมากขึ้นไปอีก ฉันจำเป็นต้องรู้สึกกดดันจริงๆ เหรอ?  ถึงยังไงเดือนนี้เราก็ทำได้ดีอยู่แล้ว ฉันจะไม่ถูกปลดหรือกำจัดออกไปหรอก” พอคิดแบบนั้น ฉันก็ผ่อนคลายเต็มที่ ในการปฏิบัติหน้าที่ ฉันแค่ทำพอเป็นพิธี เริ่มชะล่าใจ และฉันหยุดติดตามงานอย่างใกล้ชิด เมื่อพี่น้องชายหญิงพูดถึงการดิ้นรนของพวกเขา ฉันก็ไม่สามัคคีธรรมเพื่อแก้ไข บางครั้งพอฉันพบว่ามีพวกเขาบางคนละเมิดหลักธรรมในหน้าที่ ฉันก็ไม่ได้จัดการอะไร แค่คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาเฉพาะบุคคล และตราบใดที่เรื่องพวกนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลโดยรวมของเรานั่นก็ไม่เป็นไร บางครั้งฉันเห็นว่าพี่น้องชายหญิงเริ่มขี้เกียจในหน้าที่และขาดสำนึกของความเร่งด่วน ฉันรู้ว่านี่เป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข แต่พอนึกได้ว่าเราได้ผลลัพธ์ที่ดีพอสมควร ฉันก็คิดว่าการผ่อนปรนเป็นเรื่องปกติ และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ตอนที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะนั้น ฉันรู้สึกได้ถึงความมืดมิดทางฝ่ายวิญญาณที่แท้จริง ฉันไม่ได้รับความรู้แจ้งหรือความกระจ่างใดๆ จากพระวจนะของพระเจ้า และไม่ได้ค้นพบปัญหาใดๆ ในงานของฉันเลย ฉันถึงกับง่วงนอนและสัปหงกในระหว่างที่สรุปงานเลยด้วยซ้ำ มีแต่ตอนที่ฉันเห็นว่าผลงานของเราถดถอยเรื่อยๆ ฉันจึงเริ่มรู้สึกตื่นตระหนก และรีบรุดไปตรวจสอบกับพี่น้องชายหญิงเพื่อค้นหาว่าเราพลาดตรงไหน

ต่อมา ฉันได้ฟังพี่น้องหญิงคนหนึ่ง พูดในที่ประชุมว่า “บางคนพอรู้ตัวว่าทำหน้าที่ได้ไม่ดี พวกเขาก็กลัวว่าจะถูกย้ายหน้าที่หรือปลดออก นั่นคือเวลาที่พวกเขาเริ่มใช้ความพยายาม แต่พอพวกเขาได้ผลลัพธ์ขึ้นมาบ้าง ก็เริ่มอยากได้ความสุขสบายและละทิ้งภาระของตัวเอง นี่เป็นวิธีฉลาดแกมโกงในการทำหน้าที่ของตัวเอง เป็นพฤติกรรมหลอกลวง” คำพูดนี้กระตุ้นให้ฉันเกิดความรู้สึกบางอย่าง ฉันอดไม่ได้ที่จะทบทวนตัวเองว่า ตอนที่ผลงานของเราถดถอยลง ฉันก็ฮึดสู้ขึ้นมาเพราะกลัวว่าจะถูกย้ายหน้าที่หรือถูกปลดออก ฉันต้องการได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เมื่อฉันได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นหรือเท่าเดิม ฉันก็ละโมบในความสะดวกสบาย และทำหน้าที่แบบพอเป็นพิธีและชักช้า ฉันคิดว่าเพียงแค่รักษาผลลัพธ์ให้คงที่ไว้ทุกเดือนและไม่ถูกปลดออกก็ดีพอแล้ว นั่นไม่ใช่การเป็นคนฉลาดแกมโกงและกลับกลอกหรอกเหรอ?  ฉันตระหนักว่าทุกครั้งที่ฉันเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่ฉันเปิดโปง และพฤติกรรมของฉันต่างก็เหมือนเดิม ณ ตอนนั้น ฉันรู้สึกกลัวเล็กน้อย

ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ในปัจจุบันโอกาสที่จะปฏิบัติหน้าที่มีไม่มาก ดังนั้นเจ้าต้องคว้าโอกาสเหล่านี้ไว้ในยามที่เจ้าทำได้  เวลาเผชิญหน้าที่ก็คือเวลาที่เจ้าต้องทุ่มเทตนเองโดยแท้ นั่นคือเวลาที่เจ้าต้องมอบถวายตนเอง สละตนเองเพื่อพระเจ้าและเป็นเวลาที่เจ้าพึงต้องจ่ายราคา  จงอย่าสงวนสิ่งใดไว้ อย่าเก็บงำกลอุบายใดๆ อย่าเหลือทางหนีทีไล่หรือหาทางออกให้ตนเอง  หากเจ้าหาทางหนีทีไล่ เอาแต่คอยคำนวณ หรือกะล่อนและอู้งาน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่แคล้วที่จะทำได้แย่  สมมุติเจ้าพูดว่า ‘ไม่มีผู้ใดได้เห็นฉันกะล่อนและอู้งาน  เยี่ยมจริงเลย!’  นี่คือการคิดแบบไหนกัน?  เจ้าคิดว่าเจ้าปิดหูปิดตาผู้คน และปิดพระเนตรพระกรรณพระเจ้าด้วยแล้วกระนั้นหรือ?  แต่อันที่จริงแล้ว พระเจ้าทรงรู้สิ่งที่เจ้าได้ทำไปแล้วหรือไม่?  พระองค์ทรงรู้  ในข้อเท็จจริงนั้น ผู้ใดก็ตามที่มีปฏิสัมพันธ์กับเจ้ามาระยะหนึ่งย่อมจะรู้ถึงความเสื่อมทรามและความต่ำช้าของเจ้า และแม้ว่าพวกเขาอาจไม่พูดออกมาตรงๆ แต่พวกเขาก็จะประเมินเจ้าในหัวใจของตนไว้แล้ว  มีผู้คนมากมายที่ถูกเผยและถูกกำจัดออกไปเพราะมีผู้อื่นเป็นจำนวนมากมายเหลือเกินเข้าใจพวกเขา  เมื่อทุกคนมองทะลุแก่นแท้ของพวกเขา ทุกคนก็เปิดโปงตัวตนของผู้คนเหล่านั้นว่าเป็นเช่นไรและไล่พวกเขาออกไป  ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาจะไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ ผู้คนก็ควรทำหน้าที่ของตนให้ดีอย่างสุดความสามารถของตน พวกเขาควรใช้มโนธรรมของตนทำสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  เจ้าอาจมีข้อบกพร่อง แต่หากเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิผล เจ้าก็จะไม่ถูกกำจัดออกไป  หากเจ้าคิดอยู่เสมอว่าเจ้าดี เจ้าจะไม่ถูกกำจัดออกไปอย่างแน่นอน หากเจ้ายังคงไม่คิดทบทวนหรือพยายามรู้จักตนเอง และเจ้าเพิกเฉยต่อกิจที่ถูกต้องเหมาะสมของเจ้า หากเจ้าสุกเอาเผากินอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วเมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหมดความอดทนกับเจ้าแล้วจริงๆ พวกเขาก็จะเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของเจ้า และเจ้าก็จะถูกกำจัดออกไป  นั่นเป็นเพราะทุกคนมองเห็นเจ้าอย่างทะลุปรุโปร่งและเจ้าสูญสิ้นศักดิ์ศรีและความซื่อตรงของตนไปแล้ว  หากไม่มีผู้ใดเชื่อใจเจ้า พระเจ้าจะเชื่อพระทัยเจ้าได้หรือ?  พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจส่วนลึกสุดของมนุษย์ว่า พระองค์เชื่อพระทัยบุคคลเช่นนี้ไม่ได้อย่างแน่นอนที่สุด(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การเข้าสู่ชีวิตเริ่มต้นที่การปฏิบัติหน้าที่)  พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า ท่าทีที่ผู้คนควรมีต่อหน้าที่ของพวกเขา คือการทุ่มเทหัวใจลงไปและยอมจ่ายราคา การทำอย่างสุดความสามารถ หากพวกเขาสามารถได้ผลลัพธ์ที่ดีโดยการยอมจ่ายราคาเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อย แต่กลับเลือกที่จะยั้งไว้ และพอใจกับการบรรลุผลในหน้าที่แค่นิดๆ หน่อยๆ นั่นคือการเล่นแง่กับพระเจ้า และการเป็นคนฉลาดแกมโกง ฉันมองเห็นพฤติกรรมของตัวเองในหน้าที่ ฉันพอใจกับการบรรลุผลในหน้าที่เพียงเล็กน้อย เพื่อให้แน่ใจว่าฉันจะไม่ถูกย้ายหน้าที่หรือโดนปลดออก ฉันไม่ได้หาวิธีแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นของพี่น้องชายหญิง ตอนสรุปงาน ฉันก็แค่ทำๆ ไปพอเป็นพิธี และพอเห็นพวกเขาบางคนทำผิดหลักธรรมในหน้าที่หรือทำตัวขี้เกียจ ฉันก็คิดว่าไม่เป็นไร ขอเพียงไม่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จโดยรวมของเราก็พอ ฉันทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องนั้น เห็นได้ชัดว่า หากฉันทุ่มเทหัวใจลงไปในงานและยอมจ่ายราคาเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย ผลลัพธ์ของเราน่าจะดีขึ้น แต่ฉันกลับไม่อยากเหนื่อยหรือเครียด จึงเลือกใช้เล่ห์เหลี่ยม ในหน้าที่ ฉันแอบซ่อนความฉลาดแกมโกงเล็กๆ น้อยๆ ไว้ในใจ วางอุบาย และโกงพระเจ้า นั่นเป็นการหลอกลวงอย่างมาก!  เมื่อมอบหมายงานให้ใครสักคน ทุกคนล้วนอยากได้คนที่ซื่อสัตย์และไว้วางใจได้ บุคคลประเภทที่พึ่งพาได้และทำให้ผู้คนสบายใจ แต่หากเรามอบหมายงานให้คนที่แอบซ่อนความฉลาดอันเห็นแก่ตัวไว้และเล่นแง่ พวกเขาไม่เพียงแต่จะทำงานไม่เสร็จ แต่ยังอาจถึงขั้นทำให้งานล้มเหลวเลยด้วยซ้ำ คนประเภทนั้นไม่มีทั้งมโนธรรมและเหตุผล และยังขาดมาตรฐานการประพฤติปฏิบัติในระดับพื้นฐานด้วย พวกเขาไม่คู่ควรกับความไว้วางใจหรือการได้รับมอบหมายงานใดๆ เลยแม้แต่น้อย ฉันเห็นว่าฉันก็เป็นแบบนั้น ฉันรับหน้าที่มา แต่กลับไม่ทำให้สุดความสามารถ ฉันเล่นแง่กับพระเจ้าและเจ้าเล่ห์ ดูเหมือนว่าฉันได้ผลลัพธ์บางอย่างในหน้าที่ และไม่มีใครสังเกตเห็นปัญหาใดๆ แต่พระเจ้าทรงเห็นทุกสิ่ง หากฉันยังคงทำแบบสุกเอาเผากินไปนานๆ ในที่สุดพระเจ้าจะทรงเผยและกำจัดฉันออกไป ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ครั้งหนึ่ง องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘ใครมีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้คนนั้นมีเหลือเฟือ แต่คนที่ไม่มีนั้น แม้ที่เขามีอยู่ก็จะเอาไปจากเขา’ (มัทธิว 13:12)  ความหมายของพระวจนะเหล่านี้คืออะไร?  สิ่งที่พระวจนะหมายถึงก็คือว่า หากเจ้าไม่แม้แต่จะดำเนินการหรือทุ่มเทอุทิศตัวเจ้าให้กับหน้าที่หรืองานของเจ้าเอง พระเจ้าก็จะทรงเอาสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเจ้าไป  การ ‘เอาไป’ หมายความว่าอย่างไร?  ในฐานะมนุษย์ นั่นทำให้ผู้คนรู้สึกอย่างไร?  อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าล้มเหลวที่จะบรรลุสิ่งซึ่งขีดความสามารถและพรสวรรค์ของเจ้าน่าจะเปิดโอกาสให้เจ้าบรรลุได้ และเจ้าก็ไม่รู้สึกอะไร และเป็นเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อคนหนึ่งเท่านั้น  การถูกพระเจ้าทรงเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปเป็นเช่นนั้นนั่นเอง  หากเจ้าเผอเรอและไม่ยอมลำบาก และเจ้าไม่จริงใจในหน้าที่ของเจ้า พระเจ้าก็จะทรงเอาสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเจ้าไป พระองค์จะทรงเพิกถอนสิทธิ์ของเจ้าในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไป พระองค์จะไม่ทรงมอบสิทธิ์นี้แก่เจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงได้ก็ด้วยการเป็นคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้น)  พระเจ้าทรงชอบธรรม ในหน้าที่ ฉันเป็นคนเจ้าเล่ห์และทำแบบสุกเอาเผากิน ไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำหรือสิ่งที่สามารถทำได้ ก็เลยไม่สามารถมองเห็นปัญหาชัดเจนที่อยู่ตรงหน้าได้อีกต่อไป ฉันรู้สึกง่วงในหน้าที่อยู่ตลอด และผลงานของฉันก็ถดถอยลง นี่คือการที่พระเจ้าได้ทรงเผยพระอุปนิสัยของพระองค์ต่อฉัน ฉันจึงมาเฉพาะพระพักต์พระเจ้าในการอธิษฐาน พร้อมที่จะกลับใจต่อพระองค์ ขอให้พระองค์ทรงชี้แนะฉันให้รู้จักตัวเองดียิ่งขึ้น

จากนั้น ในการชุมนุมครั้งหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบต่อฉันอย่างมาก พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “พระเจ้าโปรดคนที่ซื่อสัตย์ และพระองค์ทรงชังคนหลอกลวงและกลับกลอก  หากเจ้าเป็นคนเจ้าเล่ห์และประพฤติตนในลักษณะที่กลับกลอก พระเจ้าย่อมจะทรงชังเจ้ามิใช่หรือ?  พระนิเวศของพระเจ้าจะปล่อยให้เจ้าพ้นผิดได้โดยง่ายกระนั้นหรือ?  ไม่ช้าก็เร็วเจ้าจะต้องรับผิดชอบ  พระเจ้าโปรดคนที่ซื่อสัตย์และไม่โปรดคนเจ้าเล่ห์  ทุกคนควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน เลิกเลอะเลือนและเลิกทำสิ่งที่เขลา  การไม่รู้ความเพียงชั่วคราวนั้นสามารถอภัยให้ได้ แต่หากบุคคลหนึ่งไม่ยอมรับความจริงเลย เช่นนั้นพวกเขาก็ดื้อรั้นเกินไป  บุคคลที่ซื่อสัตย์ย่อมจะสามารถรับผิดชอบ  พวกเขาไม่คำนึงถึงผลกำไรและขาดทุนของตนเอง พวกเขาพิทักษ์งานและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้น  พวกเขาใจดีมีเมตตาและมีหัวใจที่ซื่อสัตย์เหมือนน้ำใสในชามซึ่งมองปราดเดียวคนเราก็สามารถเห็นก้นชามได้  และการกระทำของพวกเขายังมีความโปร่งใสอีกด้วย  คนหลอกลวงประพฤติตนในลักษณะที่กลับกลอกอยู่เสมอ ทำการเสแสร้ง ปกปิด และเก็บซ่อนสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ และห่อหุ้มตนเองอย่างมิดชิดจนน่าเหลือเชื่อ  ไม่มีผู้ใดสามารถมองคนประเภทนี้ออก  ผู้คนไม่สามารถรู้ทันความคิดในใจเจ้าได้ แต่พระเจ้าสามารถทรงพินิจพิเคราะห์สิ่งที่อยู่ลึกที่สุดในหัวใจของเจ้า  เมื่อพระเจ้าทรงเห็นว่าเจ้าไม่ใช่คนที่ซื่อสัตย์ ว่าเจ้าเป็นสิ่งที่กลับกลอก ว่าเจ้าไม่เคยยอมรับความจริง หลอกลวงพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา และไม่เคยมอบหัวใจของเจ้าให้แก่พระองค์พระองค์ย่อมจะไม่โปรดเจ้า และพระองค์ย่อมจะทรงชังและทรงทอดทิ้งเจ้า  คนทั้งปวงที่เจริญรุ่งเรืองในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อ  และบรรดาผู้ที่พูดจาคล่องแคล่วและมีไหวพริบปฏิภาณนั้นเป็นคนประเภทใด?  เรื่องนี้ชัดเจนสำหรับพวกเจ้าหรือไม่?  แก่นแท้ของพวกเขาคืออะไร?  อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นคนที่มีจิตใจซับซ้อนอย่างยิ่ง  พวกเขาทั้งหมดหลอกลวงและเจ้าเล่ห์อย่างที่สุด  พวกเขาเป็นมารและซาตานตนหนึ่งอย่างแท้จริง  พระเจ้าจะทรงช่วยคนเช่นนี้ให้รอดได้หรือ?  พระเจ้าไม่ทรงชิงชังสิ่งใดมากไปกว่าพวกมาร—ผู้คนที่หลอกลวงและเจ้าเล่ห์—และพระองค์จะไม่ทรงช่วยคนเช่นนี้ให้รอดอย่างแน่นอน  พวกเจ้าต้องไม่เป็นคนประเภทนี้อย่างเด็ดขาด… ท่าทีของพระเจ้าต่อคนที่หลอกลวงและเจ้าเล่ห์คืออะไร?  พระองค์ทรงรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขา  พระองค์ทรงเมินพวกเขาและไม่ทรงใส่ใจพวกเขา  พระองค์ทรงมองว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกับสัตว์  ในสายพระเนตรของพระเจ้า  คนเช่นนี้เป็นเพียงการสวมหนังมนุษย์และในแก่นแท้แล้วพวกเขาคือพวกมารและซาตาน  พวกเขาคือซากศพเดินได้  และพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอดอย่างแน่นอน  ถ้าเช่นนั้น  สภาวะของคนเหล่านี้ในขณะนี้เป็นอย่างไร?  มีความมืดในใจของพวกเขา  พวกเขาขาดความเชื่อที่แท้จริง  และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเขา  พวกเขาก็ไม่เคยได้รับความรู้แจ้งหรือความกระจ่างเลย  เมื่อเผชิญกับความวิบัติและความทุกข์ลำบาก  พวกเขาอธิษฐานต่อพระเจ้า  แต่พระเจ้าไม่ได้สถิตอยู่กับพวกเขา  และพวกเขาไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาสามารถพึ่งพาได้อย่างแท้จริงในใจของพวกเขา  เพื่อที่จะได้รับพร  พวกเขาพยายามที่จะแสดงออกอย่างดี  แต่พวกเขาไม่สามารถช่วยตัวเองได้  เพราะพวกเขาปราศจากมโนธรรมและเหตุผล  พวกเขาไม่สามารถเป็นคนดีได้แม้ว่าพวกเขาจะต้องการก็ตาม  แม้ว่าพวกเขาจะต้องการหยุดทำสิ่งที่ไม่ดี  พวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้  มันจะไม่ได้ผล  พวกเขาจะสามารถรู้จักตนเองได้หรือไม่หลังจากที่พวกเขาถูกส่งไปและถูกกำจัดออกไป?  แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าพวกเขาสมควรได้รับสิ่งนี้  แต่พวกเขาก็จะไม่ยอมรับเรื่องนี้กับใคร  และแม้ว่าพวกเขาจะดูเหมือนสามารถทำหน้าที่ได้บ้าง  พวกเขาก็ยังคงทำตัวหลบเลี่ยง  และงานของพวกเขาก็จะไม่เกิดผลที่ชัดเจนใดๆ  ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าจะว่าอย่างไร  คนเหล่านี้สามารถกลับใจอย่างแท้จริงได้หรือไม่?  ไม่ได้อย่างแน่นอน  นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่มีมโนธรรมหรือสำนึกและพวกเขาไม่ได้รักความจริง  พระเจ้าไม่ได้ทรงช่วยคนเจ้าเล่ห์และชั่วร้ายประเภทนี้ให้รอด  มีความหวังอะไรในการเชื่อในพระเจ้าสำหรับคนเช่นนี้?  ความเชื่อของพวกเขาปราศจากความสำคัญไปแล้ว  และพวกเขาย่อมไม่ได้รับอะไรจากมันเลย  หากตลอดความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา  ผู้คนไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง  เช่นนั้นแล้วไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อเป็นเวลากี่ปี  มันก็จะไม่มีผลใดๆ  แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อจนถึงที่สุด  พวกเขาก็จะไม่ได้รับอะไรเลย(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8))  เมื่อได้อ่านคำว่า “กลับกลอก” “หลอกลวง” “หลักแหลมเป็นพิเศษ” “พระเจ้าจะไม่มีวันทรงช่วยพวกเขาให้รอด” และ “พวกเขาย่อมจะไม่ได้รับสิ่งใดเลย” คำเหล่านี้ทิ่มแทงหัวใจฉัน ฉันรู้สึกเหมือนพระเจ้ากำลังทรงเปิดโปงและทรงกล่าวโทษฉัน ฉันเคยคิดมาตลอดว่าไม่ควรเถรตรงมากเกินไป ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดและมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่ในตัว ฉันใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตานที่ว่า ต้องหาผลประโยชน์ใส่ตัว อย่าปล่อยให้ใครมาเอาเปรียบเราได้ ฉันชั่งน้ำหนักว่าจะได้ประโยชน์หรือไม่ก่อนจะทำอะไร และคาดหวังผลตอบแทนสูงสุดจากการลงทุนน้อยที่สุด ฉันเคยเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เป็นคนฉลาด แม้หลังได้รับความเชื่อแล้ว ฉันก็ยังคงยึดปรัชญาแบบนั้นในการใช้ชีวิต ฉันคิดว่าฉันไม่ควรซื่อสัตย์ในหน้าที่เกินไป หรือทุ่มเทพลังทั้งหมดลงไปกับหน้าที่ นั่นจะเป็นเรื่องโง่เขลา ถ้าฉันลงเอยด้วยการไม่ได้รับพร จะไม่เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่หรอกเหรอ?  ฉันทนรับความสูญเสียไม่ได้ ทุ่มเทเพียงเล็กน้อยแต่ได้รับพรอันยิ่งใหญ่ย่อมดีกว่า นั่นคือวิธีที่ฉลาด!  ดังนั้น ฉันจึงทุ่มเทในหน้าที่เฉพาะเมื่อเห็นว่าจำเป็น และประเมินอยู่เสมอว่าควรใช้ความพยายามหรือไม่ ฉันคำนวณอย่างถ้วนถี่ เมื่อผลงานสูง ฉันก็เพลิดเพลินไปกับการพักผ่อนสักสองสามวัน แม้แต่ตอนที่เห็นปัญหาในงาน ถ้าปัญหานั้นไม่กระทบต่อประสิทธิผลโดยรวมของเรา และฉันจะไม่ถูกปลดหรือกำจัดออกไป ฉันก็ไม่มีสำนึกของความเร่งด่วนใดๆ และจะอยู่ไปวันๆ แต่หากเราทำได้ไม่ดีแล้วฉันต้องรับผลที่ตามมา ฉันก็จะทำงานหนัก ค้นหาสาเหตุ และแก้ไขปัญหา ทันทีที่เราได้ผลลัพธ์ขึ้นมาบ้าง ความวิตกกังวลของฉันก็จะคลายลง จากนั้นฉันก็จะสำราญไปกับความสบาย และพักผ่อนอีกสักหน่อย ฉันช่างฉลาดแกมโกงและหลอกลวงเสียจริง!  นั่นจะถือว่าเป็นการทำหน้าที่หรือการอุทิศตนต่อพระเจ้าได้ยังไง?  ฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนเฉลียวฉลาด แต่พระเจ้าทรงเห็นทุกสิ่ง พระเจ้าจะไม่มีวันทรงช่วยคนที่ฉลาดแกมโกงในหน้าที่อยู่ตลอดให้รอด พระเจ้าทรงชอบผู้คนที่ซื่อสัตย์ ผู้คนที่ซื่อสัตย์จะเปิดหัวใจของพวกเขาต่อพระเจ้า พวกเขาทุ่มเททำหน้าที่สุดใจ พวกเขาลุล่วงในหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง และทุ่มสุดตัว โดยไม่เหลือทางถอยให้ตัวเอง หรือคำนึงถึงว่าจะได้รับพรหรือไม่ พระเจ้าจะประทานพรให้แก่บุคคลประเภทนั้น ฉันเคยเป็นผู้รับผิดชอบงานข่าวประเสริฐ แต่ด้วยการเป็นคนฉลาดแกมโกง สุกเอาเผากิน และไม่ใส่ใจในความก้าวหน้า ฉันได้ทำให้สภาวะคิดลบและปัญหาของพวกเขาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันทวงที และยังเป็นสาเหตุให้ผลงานของเราลดลงด้วย สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ทำร้ายพี่น้องชายหญิง แต่ยังขัดขวางงานข่าวประเสริฐของคริสตจักรอีกด้วย เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกเสียใจและตำหนิตัวเองอย่างมาก ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่าฉันพร้อมที่จะกลับใจ และสาบานเฉพาะพระพักต์พระองค์ว่า จากนี้ไปฉันจะทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับหน้าที่ และจะเลิกทำตัวเจ้าเล่ห์และสุกเอาเผากิน

จากนั้นฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งในการเฝ้าเดี่ยว ซึ่งช่วยให้ฉันเข้าใจความหมายของการทำหน้าที่ พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ไม่ว่าคนเราจะปฏิบัติหน้าที่ใด นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ถูกควรที่สุด งดงามและยุติธรรมที่สุดท่ามกลางมวลมนุษย์  ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผู้คนควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระผู้สร้าง  สิ่งมีชีวิตทรงสร้างใช้ชีวิตภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง และพวกเขายอมรับทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงควรลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันทั้งหลายของตน  นี่เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ รวมทั้งถูกพระเจ้าลิขิตเอาไว้  จากการนี้จะเห็นได้ว่า การที่ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างย่อมยุติธรรม สวยงาม และสูงส่งกว่าสิ่งอื่นใดที่ทำกันระหว่างดำรงชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ ไม่มีสิ่งใดท่ามกลางมวลมนุษย์ที่เปี่ยมความหมายหรือควรค่ายิ่งกว่า และไม่มีสิ่งใดนำพาความหมายและคุณค่ามาสู่ชีวิตของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  บนแผ่นดินโลก มีเพียงกลุ่มคนที่ปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างแท้จริงและจริงใจเท่านั้นที่เป็นบรรดาผู้ที่นบนอบพระผู้สร้าง  กลุ่มนี้ไม่ทำตามกระแสนิยมทางโลก พวกเขานบนอบการความเป็นผู้นำและการทรงนำของพระเจ้า รับฟังพระวจนะของพระผู้สร้าง ยอมรับความจริงที่พระผู้สร้างทรงแสดง และใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระผู้สร้างเท่านั้น  นี่คือคำพยานที่แท้จริงที่สุดและก้องกังวานที่สุด และเป็นคำพยานที่ดีที่สุดแห่งการเชื่อในพระเจ้า  การที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างสามารถลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สามารถทำให้พระผู้สร้างพึงพอพระทัย ย่อมเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดท่ามกลางมวลมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่ไปในหมู่มนุษย์ในฐานะเรื่องเล่าขานที่พึงได้รับการสรรเสริญ  สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรยอมรับทุกสิ่งที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาทำอย่างไม่มีเงื่อนไข สำหรับมวลมนุษย์แล้ว นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทั้งความสุขและสิทธิประโยชน์ และสำหรับบรรดาคนที่ลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดสวยงามหรือควรค่าแก่การจดจำยิ่งไปกว่านี้แล้ว—นั่นเป็นบางสิ่งที่เป็นบวก… สิ่งที่สวยงามและยิ่งใหญ่เช่นนั้นถูกลูกหลานของพวกศัตรูของพระคริสต์บิดเบือนให้กลายเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งพวกเขาใช้เพื่อเรียกร้องมงกุฎและบำเหน็จจากพระหัตถ์ของพระเจ้า  การแลกเปลี่ยนเช่นนั้นทำให้สิ่งที่สวยงามและยุติธรรมที่สุดกลายเป็นบางสิ่งที่อัปลักษณ์และเลวร้ายที่สุด  นี่คือสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำอยู่ไม่ใช่หรือ?  เมื่อตัดสินจากการนี้ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เลวร้ายหรอกหรือ?  พวกเขาช่างเลวร้ายจริงๆ!  นี่เป็นการสำแดงถึงความเลวร้ายของพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่เจ็ด))  การอ่านพระวจนะแห่งการเผยของพระเจ้ามีผลกระทบต่อฉันอย่างมาก พระเจ้าทรงทุ่มเททุกอย่างที่พระองค์มีอย่างเงียบๆ เพื่อช่วยมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามให้รอด ทรงเลี้ยงดูเราด้วยสิ่งที่จำเป็น และประทานโอกาสให้เราได้ทำหน้าที่ เพื่อที่ว่าในกระบวนการนั้น เราจะได้ไล่ตามเสาะหาความจริง แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเรา นบนอบพระเจ้า อุทิศตนแด่พระองค์ และได้รับความรอดจากพระองค์ การทำหน้าที่ในคริสตจักรคือความรับผิดชอบและภาระผูกพันของเรา และเป็นโอกาสที่พระเจ้าประทานเพื่อให้เราได้รับความจริงและได้รับการช่วยให้รอด นี่คืองานที่น่าอัศจรรย์และชอบธรรมที่สุดที่คนคนหนึ่งสามารถทำได้ แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับบิดเบือนสิ่งที่สวยงามและชอบธรรมนี้ ให้กลายเป็นธุรกิจ ให้กลายเป็นธุรกรรมแลกเปลี่ยน พวกเขายึดมั่นในความหวังว่าจะได้รับพรในความเชื่อและหน้าที่ของตัวเอง พวกเขาไม่มีวันที่จะมีความจริงใจ หรือทนทุกข์และจ่ายราคาได้เลย พวกเขาเป็นตัวอย่างของผู้ไม่เชื่อและพวกฉวยโอกาสอย่างแท้จริง เมื่อมองดูสิ่งที่ฉันกระทำในหน้าที่ของตัวเอง ฉันก็เหมือนพวกเขาเลยไม่ใช่เหรอ?  ฉันไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าในหน้าที่ของตัวเอง และยั้งบางอย่างไว้เสมอ ฉันต้องการผลตอบแทนมากมายจากการให้เพียงเล็กน้อย ฉันไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ให้เป็นธุรกรรมแลกเปลี่ยนหรอกเหรอ?  ฉันเคยคิดเสมอว่า ขอเพียงมีผลลัพธ์ในหน้าที่ ฉันก็สามารถอยู่ในคริสตจักรต่อไปได้ และไม่ถูกปลดหรือกำจัดออกไป ฉันจะได้รับการช่วยให้รอด แต่ในที่สุดฉันก็ได้เห็นว่า สิ่งเหล่านั้นคือมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของฉันเอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าการบรรลุผลในหน้าที่เพียงเล็กน้อย การไม่ทำความชั่ว และการไม่ถูกปลดหรือถูกกำจัดออก หมายถึงเราได้รับการช่วยให้รอด การที่พระเจ้าทรงตัดสินว่าผู้คนจะได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงในหน้าที่หรือไม่ และแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตัวเองหรือเปล่า ไม่มีทางลัดอื่นใด พระเจ้าทรงต้องการให้ผู้คนมีความจริงใจ หากผู้คนฉลาดแกมโกงและสุกเอาเผากินในหน้าที่ของตัวเองอยู่เสมอ แม้ว่าพวกเขาอาจทำบางอย่างสำเร็จ แต่พระเจ้าก็จะทรงเกลียดชังพวกเขา ในที่สุดพวกเขาจะถูกพระเจ้าทรงเผยและทรงกำจัดออกไป ฉันคิดถึงบางสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสเอาไว้ว่า “เพราะว่าเจ้าเป็นแต่อุ่นๆ ไม่ร้อนและไม่เย็น เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา(วิวรณ์ 3:16) ฉันไม่ได้คิดถึงการทำหน้าที่ให้เกิดความก้าวหน้า ท่าทีที่ไม่ร้อนและไม่เย็นแบบนั้น เป็นการอยู่ในสภาพอุ่นๆ ไม่ใช่เหรอ?  พระเจ้าจะไม่ทรงคายฉันออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์หรอกเหรอ?  การได้รู้ว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ฉันรู้สึกหวาดกลัว ฉันจึงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการกลับใจ จากนี้ไป ข้าพระองค์จะทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ หากข้าพระองค์ทำงานอย่างสุกเอาเผากินก็ขอทรงบ่มวินัยข้าพระองค์ด้วยเถิด”

หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง ซึ่งมอบเส้นทางแห่งการปฏิบัติแก่ฉัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในเวลาที่ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา โดยข้อเท็จจริงแล้วพวกเขากำลังทำสิ่งที่พวกเขาควรจะทำ  หากเจ้าทำหน้าที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและนบนอบพระเจ้าด้วยท่าทีที่ซื่อสัตย์และด้วยหัวใจ ท่าทีนี้จะไม่ถูกต้องกว่าเป็นอย่างมากหรอกหรือ?  ดังนั้น เจ้าควรจะประยุกต์ใช้ท่าทีนี้กับชีวิตประจำวันของเจ้าอย่างไร?  เจ้าต้องทำให้ ‘การนมัสการพระเจ้าด้วยหัวใจและความซื่อสัตย์’ เป็นความเป็นจริงของเจ้า  เมื่อใดก็ตามที่เจ้าต้องการที่จะย่อหย่อนและเพียงแค่ทำอย่างสุกเอาเผากิน เมื่อใดก็ตามที่เจ้าต้องการจะปฏิบัติตนในหนทางที่ปลิ้นปล้อนและเกียจคร้าน และเมื่อใดก็ตามที่เจ้าวอกแวกหรือเลือกความสนุกสำราญมากกว่า เจ้าควรคิดคำนึงว่า ‘ในการประพฤติตนเยี่ยงนี้ ฉันกำลังเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจหรือไม่?  นี่ใช่การใส่ใจทำหน้าที่ของฉันหรือไม่?  ด้วยการทำเช่นนี้ ฉันไม่ได้อุทิศตนใช่หรือไม่?  ฉันล้มเหลวในการใช้ชีวิตให้เป็นไปตามพระบัญชาที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉันใช่หรือไม่?’  นี่คือวิธีที่เจ้าควรทบทวนตนเอง  หากเจ้าค้นพบว่าเจ้าสุกเอาเผากินในหน้าที่ของตนอยู่เสมอ และเจ้าไม่อุทิศตนและเจ้าได้ทำร้ายพระทัยของพระเจ้า เจ้าควรทำอย่างไร?  เจ้าควรพูดว่า ‘ในตอนนั้นฉันสำนึกว่าตรงนี้มีบางอย่างผิดปกติ แต่ฉันไม่ได้มองว่านั่นคือปัญหา ฉันแค่กลบเกลื่อนไปอย่างไม่ใส่ใจ  ฉันไม่ตระหนักจนถึงตอนนี้ว่าจริงๆ แล้วฉันสุกเอาเผากิน ว่าฉันยังไม่ได้ทำสิ่งที่ฉันรับผิดชอบ  ฉันไม่มีมโนธรรมและสำนึกอย่างแท้จริง!’  เจ้าค้นพบปัญหาและได้รู้จักตนเองบ้างแล้ว—ดังนั้นตอนนี้เจ้าต้องกลับตัว!  ท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนนั้นผิด  เจ้าไม่เอาใจใส่ในหน้าที่ ทำเหมือนเป็นงานเสริมและเจ้าไม่ได้ใส่หัวใจของเจ้าลงไป  หากเจ้าสุกเอาเผากินเช่นนี้อีก เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและยอมให้พระองค์บ่มวินัยและสั่งสอนเจ้า  เจ้าต้องมีปณิธานเช่นนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน  เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถกลับใจได้อย่างแท้จริง  เจ้าอาจจะกลับตัวก็ต่อเมื่อมโนธรรมของเจ้าชัดเจนและท่าทีที่เจ้ามีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนเปลี่ยนไปแล้วเท่านั้น  และเมื่อเจ้ากลับใจ เจ้าต้องคิดทบทวนให้บ่อยด้วยว่าเจ้าได้ทุ่มเทหัวใจทั้งหมดของเจ้า จิตใจทั้งหมดของเจ้า และเรี่ยวแรงทั้งหมดของเจ้าในการปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยแท้จริงหรือไม่ จากนั้นโดยการใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรวัดและการนำพระวจนะของพระองค์มาประยุกต์ใช้กับตัวเจ้าเอง เจ้าจะเรียนรู้ว่ายังคงมีปัญหาใดอยู่บ้างในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า  โดยการแก้ไขปัญหาในหนทางนี้เป็นอาจิณตามพระวจนะของพระเจ้า เจ้าไม่ได้กำลังนำการปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยหัวใจ จิตใจ และเรี่ยวแรงทั้งหมดของตนไปสู่ความเป็นจริงหรอกหรือ?  ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าในหนทางเช่นนี้ เจ้าไม่ได้ทำหน้าที่นั้นไปแล้วด้วยหัวใจ จิตใจ และเรี่ยวแรงทั้งหมดของเจ้าหรอกหรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและใคร่ครวญความจริงเป็นประจำเท่านั้นจึงจะมีเส้นทางให้เดิน)  พระวจนะของพระเจ้ามอบเส้นทางแห่งการปฏิบัติที่ชัดเจนแก่ฉัน ฉันจำเป็นต้องใช้หัวใจของตัวเองและมีความซื่อสัตย์ในหน้าที่ เต็มใจที่จะจ่ายราคา ใส่ใจและมีความรับผิดชอบ พร้อมทั้งทุ่มเทพลังทั้งหมดของฉัน เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้ดีและทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย นอกจากนี้ เมื่อไหร่ที่ฉันรู้สึกอยากเกียจคร้านและทำงานอย่างสุกเอาเผากิน ฉันควรอธิษฐาน ขัดขืนต่อเนื้อหนัง และขอให้พระเจ้าทรงบ่มวินัยและสั่งสอนฉัน แบบนั้นฉันจะไม่ตามใจเนื้อหนังได้ง่ายๆ

หลังจากนั้น ฉันได้ทำตามพระวจนะของพระเจ้า ฉันคำนึงถึงวิธีทำหน้าที่ให้ดีและทำงานให้ได้มากขึ้น ฉันรู้ว่าพี่น้องชายหญิงทุกคนในทีมมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง ดังนั้น ฉันจึงคิดถึงวิธีจัดแจงงาน ให้แต่ละคนได้แสดงจุดแข็งของพวกเขาออกมาอย่างเต็มที่ และให้คำชี้แนะและความช่วยเหลือที่แท้จริงในด้านที่พวกเขาขาดไป อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นผู้ดูแล ตราบใดที่ฉันควบคุมงานได้ดี และคนอื่นๆ ทำหน้าที่ของพวกเขาได้ดี นั่นก็หมายความว่าฉันทำได้ดีแล้ว และสามารถเพลิดเพลินกับเวลาว่างเล็กน้อยได้ แต่ตอนนี้ ฉันได้ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองที่จะทำหน้าที่ให้สุดความสามารถ ตารางงานของฉันเริ่มแน่นอย่างไม่น่าเชื่อทุกวัน ยุ่งกว่าเมื่อก่อน และบางครั้งฉันก็เหนื่อยมาก แต่ฉันกลับรู้สึกสงบและสบายใจ ที่น่าแปลกใจคือ เดือนต่อมา ผลงานของเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉันรู้สึกปลาบปลื้มมาก ฉันได้เห็นว่าพระเจ้าทรงต้องการให้เรามีความจริงใจ เมื่อฉันเปลี่ยนมุมมองและทำหน้าที่อย่างจริงใจ ฉันก็ได้เห็นการชี้แนะของพระองค์และผลลัพธ์ในหน้าที่ของตัวเอง ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า:  77. ความรักแบบหลับหูหลับตา เป็นสิ่งเลวร้าย

ถัดไป:  79. การเข้าใจว่าการเป็นคนดีหมายถึงอะไร

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger