45. ฉันไม่เลือกหน้าที่ตามความชอบอีกต่อไป

โดยเฉินเหมี่ยว ประเทศจีน

ในปี 2006 ฉันยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ตั้งแต่นั้นมา ฉันเป็นผู้นำและคนทำงานในคริสตจักร  ถึงแม้ว่าฉันจะยุ่งและเหนื่อยทุกวัน แต่ฉันก็ไม่เคยบ่นเลย เพราะฉันเชื่อว่าการเป็นผู้นำและการกำกับดูแลเป็นบทบาทสำหรับผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และผู้ที่ทำหน้าที่เหล่านี้ก็เป็นที่นับหน้าถือตาของพี่น้องชายหญิง  ในปี 2018 ฉันรับหน้าที่งานข้อเขียน  ฉันมีความสุขมาก และรู้สึกว่าตัวเองคงทำได้ดี ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ที่สำคัญเช่นนี้  ไม่กี่วันต่อมา ผู้นำระดับสูงคนหนึ่งได้พบกับฉันและพูดว่า “คริสตจักรกำลังเผชิญกับการจับกุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน สภาพแวดล้อมทุกแห่งหนตึงเครียด และเราต้องการคนมารับหน้าที่ดูแลงานธุรการทั่วไปอย่างเร่งด่วน  เราได้หารือกันแล้วและอยากให้คุณกับสามีรับหน้าที่นี้”  เมื่อได้ยินคำพูดของผู้นำ หัวของฉันก็ตื้อไปหมด  ฉันแทบไม่เชื่อหูตัวเอง และคิดว่า “พวกเขาจะมอบหมายให้ฉันจัดการงานธุรการทั่วไปได้ยังไง?  ผู้นำตัดสินใจผิดพลาดหรือเปล่า?  งานธุรการทั่วไปเป็นแค่งานใช้แรงงานไม่ใช่หรือ?  หน้าที่นี้ช่างต่ำต้อยอะไรอย่างนี้!  ถ้าพี่น้องชายหญิงรู้เข้า พวกเขาจะคิดยังไงกับฉัน?”  ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งรู้สึกต่อต้าน และอยากจะบอกผู้นำว่าฉันไม่อยากรับหน้าที่นี้ แต่เมื่อคำนึงว่าการจัดแจงของคริสตจักรเป็นไปตามความต้องการของงาน ฉันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำใจตกลง  ระหว่างทางกลับบ้าน ในหัวฉันสับสนวุ่นวาย “ตั้งแต่เชื่อในพระเจ้ามา ฉันรับใช้ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน หรือไม่ก็ปฏิบัติหน้าที่งานข้อเขียนมาโดยตลอด และหน้าที่ทั้งสองอย่างนั้นฟังดูมีเกียรติมากกว่าหน้าที่งานธุรการทั่วไป  การต้องทำงานที่หนัก สกปรก และเหนื่อยนั้น ไม่มีเกียรติเท่ากับหน้าที่งานข้อเขียนที่ฉันทำอยู่เลยแม้แต่น้อย และถ้าพี่น้องหญิงในทีมรู้เข้า พวกเธอจะไม่ดูถูกฉันหรอกหรือ โดยพูดว่าฉันคงไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง ถึงได้ลงเอยด้วยหน้าที่นี้?”  เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันนอนบนเตียงโดยรู้สึกอ่อนแอและไร้ทางสู้ แต่ฉันก็ฝืนยิ้มเมื่อเผชิญหน้ากับพี่น้องหญิง ไม่กล้าที่จะสามัคคีธรรมอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสภาวะของตัวเอง เพราะกลัวว่าพวกเธออาจจะดูถูกฉันเมื่อรู้ว่าฉันทำหน้าที่จัดการงานธุรการทั่วไป

ไม่กี่วันต่อมา ฉันกับสามีก็เข้ารับหน้าที่จัดการงานธุรการทั่วไปอย่างเป็นทางการ  ในช่วงสองสามวันแรก เราช่วยพี่น้องชายหญิงที่ตกอยู่ในอันตรายย้ายไปบ้านใหม่  ฉันกับสามีจะตื่นนอนประมาณตีสามเพื่อช่วยย้ายบ้าน วิ่งขึ้นลงบันได และแต่ละวันเราเหนื่อยสายตัวแทบขาด ปวดหลังปวดเอวไปหมด และเมื่อกลับถึงบ้านตอนกลางคืน ฉันก็ไม่อยากกินอะไรเลยด้วยซ้ำ อ่อนเพลียจนลุกจากเตียงไม่ไหว  หลังจากทำงานนี้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ฉันก็เริ่มบ่นว่า “นี่มันก็แค่งานใช้แรงงาน  ในทางโลก งานเหล่านี้มีไว้สำหรับคนไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา หรือไม่มีทักษะ และฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะตกต่ำถึงระดับนี้หลังจากเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี ทำได้เพียงแต่งานที่ไม่โดดเด่นและต้องใช้แรงงานมากที่สุด  ฉันเคยทำงานข้อเขียน นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ สวมเสื้อผ้าสะอาด และไม่ต้องตากแดดตากฝน แต่ตอนนี้ฉันเหงื่อท่วมตัวและเหนื่อยอ่อนทุกวัน!  มันช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน!”  ฉันทำหน้าที่ของตัวเองอย่างจำใจในแต่ละวัน โดยที่สภาวะของฉันตกต่ำลงอย่างมาก รู้สึกมึนงงเหมือนซากศพเดินได้ พร้อมกับความทรมานใจอย่างยิ่ง

ขณะที่เจ็บปวด ฉันมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ผู้นำจัดแจงให้ข้าพระองค์ดูแลงานธุรการทั่วไป แต่ข้าพระองค์นบนอบไม่ได้  ข้าพระองค์รู้สึกว่าหน้าที่นี้ต่ำต้อยและจะทำให้ผู้คนดูถูกข้าพระองค์  ข้าพระองค์ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ โปรดประทานความรู้แจ้งและทรงชี้แนะข้าพระองค์ให้เรียนรู้บทเรียนจากเรื่องนี้ด้วยเถิด”  หลังจากอธิษฐาน ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่ว่า “บางคนมักจะรู้สึกเหนือกว่าในพระนิเวศของพระเจ้า  ในหนทางใด?  อะไรเป็นเหตุให้พวกเขารู้สึกเหนือกว่าในลักษณะเหล่านี้?  ตัวอย่างเช่น บางคนรู้วิธีพูดภาษาต่างประเทศ และพวกเขาก็คิดว่านั่นหมายความว่าพวกเขามีพรสวรรค์และพวกเขามีทักษะ และหากพระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้มีพวกเขา การที่จะขยับขยายงานของพระนิเวศของพระเจ้าก็น่าจะเป็นเรื่องยากจริงๆ  ผลก็คือ พวกเขาต้องการทำให้ผู้คนยกย่องบูชาพวกเขาทุกหนทุกแห่งที่พวกเขาไป  คนประเภทนี้นำวิธีการใดมาใช้เมื่อพวกเขาพบกับผู้อื่น?  ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขากำหนดลำดับชั้นต่างๆ ทุกจำพวกให้แก่คนที่ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ กันในพระนิเวศของพระเจ้า  ผู้นำอยู่ด้านบนสุด คนที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะทางมาเป็นลำดับสอง จากนั้นก็เป็นคนที่มีความสามารถทั่วๆ ไป และที่ด้านล่างสุดคือพวกที่ปฏิบัติหน้าที่ในการสนับสนุนทุกจำพวก  บางคนปฏิบัติต่อความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่สำคัญและหน้าที่พิเศษดังเช่นต้นทุน และปฏิบัติต่อการนี้ดังเช่นการมีความเป็นจริงความจริง  ในที่นี้อะไรคือปัญหา?  นี่ไม่แปลกประหลาดหรอกหรือ?  การปฏิบัติหน้าที่พิเศษบางอย่างทำให้พวกเขาโอหังและหยิ่งผยอง และพวกเขาก็ดูแคลนทุกคน  เมื่อพวกเขาพบกับใครบางคน สิ่งแรกที่พวกเขาทำอยู่เสมอคือถามว่าใครคนนั้นปฏิบัติหน้าที่ใด  หากคนคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป พวกเขาย่อมดูแคลนคนคนนี้ และคิดว่าคนคนนี้ไม่ควรค่ากับความใส่ใจจากพวกเขา  เมื่อคนคนนี้ต้องการสามัคคีธรรมกับพวกเขา ภายนอกนั้นพวกเขาเห็นพ้องด้วยกับเรื่องนี้ แต่กลับคิดในใจว่า ‘คุณต้องการสามัคคีธรรมกับฉันหรือ?  คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร  ดูที่หน้าที่ที่คุณปฏิบัติสิ—คุณจะควรค่ากับการพูดคุยกับฉันได้อย่างไร?’  หากหน้าที่ที่คนคนนี้ปฏิบัติสำคัญกว่าหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาก็ยกยอคนคนนี้และอิจฉาคนคนนี้  เมื่อพวกเขาเห็นผู้นำหรือคนทำงาน พวกเขาก็พินอบพิเทาและยกยอคนเหล่านั้น  พวกเขามีหลักธรรมในหนทางที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คนหรือไม่?  (ไม่มี  พวกเขาปฏิบัติต่อผู้คนตามหน้าที่ที่ผู้คนเหล่านั้นปฏิบัติ และตามลำดับชั้นที่แตกต่างกันนานาสารพันที่พวกเขากำหนด)  พวกเขาจัดลำดับผู้คนตามประสบการณ์และความอาวุโสของผู้คนเหล่านั้น และตามความสามารถพิเศษและพรสวรรค์ของผู้คนเหล่านั้น(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การปฏิบัติความจริงเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะมีการเข้าสู่ชีวิต)  “ไม่ว่าหน้าที่ของเจ้าจะเป็นสิ่งใด จงอย่าเลือกปฏิบัติระหว่างสูงและต่ำ  สมมุติว่าเจ้าพูดว่า แม้ว่ากิจนี้จะเป็นพระบัญชาจากพระเจ้าและงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า แต่หากฉันทำกิจนี้ ผู้คนอาจจะดูแคลนฉัน  คนอื่นได้ทำงานที่ปล่อยให้พวกเขาโดดเด่น  ฉันได้รับมอบกิจนี้ ซึ่งไม่ได้เปิดโอกาสให้ฉันโดดเด่น แต่กลับทำให้ฉันต้องทุ่มเทอยู่หลังฉาก นี่ไม่เป็นธรรม!  ฉันจะไม่ทำหน้าที่นี้  หน้าที่ของฉันต้องเป็นหน้าที่ที่ทำให้ฉันโดดเด่นต่อหน้าคนอื่น และเปิดโอกาสให้ฉันได้สร้างชื่อให้ตัวฉันเอง—และต่อให้ฉันไม่ได้สร้างชื่อให้ตัวฉันเองหรือโดดเด่น ฉันก็ยังคงจำเป็นที่จะต้องได้รับประโยชน์จากหน้าที่นั้นและรู้สึกสุขสบายทางกาย’  นี่เป็นท่าทีที่ยอมรับได้อยู่หรือ?  การเลือกมากคือการไม่ยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้า เป็นการตัดสินใจเลือกตามความชอบของเจ้าเอง  นี่ไม่ใช่การยอมรับหน้าที่ของเจ้า นี่คือการปฏิเสธหน้าที่ของเจ้า  เป็นการสำแดงความเป็นกบฏที่เจ้ามีต่อพระเจ้า  การเลือกมากเช่นนั้นเจือปนไปด้วยการเลือกชอบและความอยากได้อยากมีแบบปัจเจกบุคคลของเจ้า  เมื่อเจ้าคำนึงถึงผลประโยชน์ของเจ้าเอง ความมีหน้ามีตาของเจ้า และอื่นๆ ท่าทีของเจ้าต่อหน้าที่ของเจ้าจึงไม่นบนอบ(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อะไรคือการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐาน?)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่า มุมมองของฉันเกี่ยวกับหน้าที่นั้นไม่ถูกต้อง และฉันได้แบ่งประเภทหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้าออกเป็นหลายระดับ  ฉันคิดว่าการเป็นผู้นำและคนทำงาน หรือผู้ดูแลทีมในพระนิเวศของพระเจ้า หมายความว่าบุคคลนั้นมีขีดความสามารถที่ดีและไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างเข้มแข็ง และพี่น้องชายหญิงจะยกย่องคนเช่นนั้น ในขณะที่ผู้ที่ทำหน้าที่จัดการงานธุรการทั่วไปนั้นมีขีดความสามารถต่ำและขาดความเข้าใจในความจริง และการทำหน้าที่เช่นนั้นถูกมองว่าด้อยกว่าและไม่เปิดโอกาสให้คนเราโดดเด่น ดังนั้นฉันจึงคิดถึงหน้าที่ที่เคยทำมาก่อน ตอนที่พี่น้องชายหญิงยกย่องฉัน และฉันก็รู้สึกเหนือกว่าคนอื่นอยู่เสมอ ซึ่งทำให้ฉันมีแรงจูงใจในการทำหน้าที่อย่างมาก เต็มใจที่จะละทิ้งครอบครัวและอาชีพ และยอมทนทุกข์และสละตน  ตอนนี้เมื่อฉันได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่จัดการงานธุรการทั่วไป ฉันรู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกลดตำแหน่ง และรู้สึกด้อยกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพี่น้องชายหญิง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหน้าที่นั้นทำให้เจ็บปวดและเหนื่อยล้า ฉันก็บ่นในใจ และรู้สึกว่าการจัดแจงเช่นนี้ของผู้นำนั้นไม่ยุติธรรมและทำลายเกียรติของฉัน และฉันก็แค่อยากจะหนีความรับผิดชอบนี้ ณ จุดนี้ ฉันได้เห็นว่าหน้าที่ที่ฉันเลือก ขึ้นอยู่กับว่ามันจะให้โอกาสฉันอวดตัวและเป็นประโยชน์ต่อตัวเองหรือไม่ และฉันไม่ได้คำนึงถึงงานของคริสตจักรเลย  หลังจากเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี ฉันก็ยังไม่ได้มองเรื่องต่างๆ ตามพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับแบ่งหน้าที่ออกเป็นหลายระดับ  มุมมองของฉันไม่ต่างจากมุมมองของผู้ไม่เชื่อเลย  เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ ฉันก็รู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกผิด

ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมที่ว่า “ในพระนิเวศของพระเจ้า มีการเอ่ยอยู่เสมอถึงการน้อมรับพระบัญชาจากพระเจ้าและการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกควร  แล้วหน้าที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?  หากจะพูดกว้างๆ แล้ว หน้าที่เกิดขึ้นในฐานะผลของพระราชกิจบริหารจัดการที่พระเจ้าทรงนำความรอดมาสู่มนุษยชาติ  กล่าวให้เจาะจงลงไปก็คือ ขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจบริหารจัดการท่ามกลางมวลมนุษย์ ก็เกิดงานชนิดต่างๆ ขึ้นมา และทุกงานล้วนต้องให้ผู้คนทำส่วนของตนและเป็นคนทำให้งานทั้งหมดนั้นแล้วเสร็จทั้งสิ้น  เมื่อเป็นดังนี้ ความรับผิดชอบและภารกิจของผู้คนจึงเกิดขึ้น แล้วความรับผิดชอบและภารกิจเหล่านี้ก็คือหน้าที่ที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คน  ในพระนิเวศของพระเจ้านั้น ภารกิจต่างๆ ที่ต้องการให้ผู้คนทำในส่วนของตนคือหน้าที่ที่พวกเขาควรปฏิบัติ  ดังนั้น มีความแตกต่างระหว่างหน้าที่ทั้งหลายในแง่ที่ว่าดีกว่ากับแย่กว่า สูงส่งกว่ากับต่ำต้อยกว่า หรือยิ่งใหญ่กับเล็กน้อยหรือไม่?  ความแตกต่างเช่นนั้นไม่มีอยู่จริง ตราบใดที่มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวข้องกับพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับงานในพระนิเวศของพระองค์ และเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ตราบนั้นนั่นก็คือหน้าที่ของบุคคลหนึ่ง  นี่คือที่มาและเป็นคำจำกัดความของหน้าที่(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อะไรคือการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐาน?)  “เจ้าควรมีท่าทีเช่นใดต่อหน้าที่ของเจ้า?  ประการแรก เจ้าต้องไม่วิเคราะห์หน้าที่ของเจ้า พยายามค้นหาว่าใครมอบหมายหน้าที่นี้แก่เจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้นเจ้าควรยอมรับหน้าที่นี้จากพระเจ้าในฐานะพระบัญชาของพระเจ้าและในฐานะหน้าที่ของเจ้า และเจ้าควรเชื่อฟังการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้า และยอมรับหน้าที่ของเจ้าจากพระเจ้า  ประการที่สอง จงอย่าแยกแยะสูงต่ำ และจงอย่ากังวลสนใจในธรรมชาติของหน้าที่ ไม่ว่าหน้าที่จะส่งให้เจ้าโดดเด่นหรือไม่ ไม่ว่าจะทำต่อหน้าธารกำนัลหรืออยู่เบื้องหลัง  จงอย่าคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้  ยังมีอีกท่าทีหนึ่งด้วยคือการนบนอบและให้ความร่วมมืออย่างแข็งขัน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อะไรคือการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้มาตรฐาน?)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกกระจ่างในหัวใจขึ้นมาทันที และฉันเข้าใจว่าในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่มีการแบ่งแยกหน้าที่สูงหรือต่ำ มีเกียรติหรือต่ำต้อย  ไม่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ใด ทั้งหมดล้วนเป็นการลุล่วงบทบาทและหน้าที่ของตนทั้งสิ้น และทั้งหมดล้วนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  คริสตจักรจัดแจงว่าใครจะปฏิบัติหน้าที่อะไร โดยพิจารณาจากวุฒิภาวะและขีดความสามารถของแต่ละคน และตามความต้องการของงานคริสตจักร  ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ใด ทั้งหมดล้วนทำไปเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ  ผู้นำมอบหมายให้ฉันทำหน้าที่จัดการงานธุรการทั่วไป และจัดแจงที่พักให้พี่น้องชายหญิง จัดระเบียบชีวิตของพวกเขาอย่างถูกควรเพื่อให้พวกเขาทำหน้าที่ได้อย่างสบายใจ ซึ่งก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงานเช่นกัน  ก็เหมือนกับเครื่องจักร ทุกส่วนมีบทบาทของมัน และถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป เครื่องจักรก็ไม่สามารถทำงานได้  ในพระนิเวศของพระเจ้าก็เช่นกัน ทุกหน้าที่จำเป็นอย่างยิ่ง และไม่มีการแบ่งระดับเมื่อเป็นเรื่องหน้าที่  ยิ่งไปกว่านั้น การที่คนเรามีความเป็นจริงความจริงหรือไม่นั้นไม่ได้วัดจากประเภทของหน้าที่ที่ปฏิบัติ  ก่อนหน้านี้ ตอนที่ฉันทำหน้าที่ผู้นำและคนทำงาน ฉันมักจะสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงระหว่างการชุมนุม แต่เมื่อฉันถูกย้ายไปทำหน้าที่ใหม่ ฉันกลับนบนอบไม่ได้ และฉันก็วัดหน้าที่นั้นด้วยมุมมองของผู้ไม่มีความเชื่อ ซึ่งเผยให้เห็นการขาดความจริงที่น่าสมเพชของฉัน  พระเจ้าตรัสว่าหน้าที่ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผนการบริหารจัดการของพระองค์ล้วนเป็นหน้าที่ ไม่มีการแบ่งแยกหน้าที่สูงหรือต่ำ มีเกียรติหรือต่ำต้อย และทั้งหมดล้วนเป็นความรับผิดชอบที่คนเราไม่อาจหนีได้  อย่างไรก็ตาม ฉันมองว่าตัวเองเก่งกาจ และคิดว่าการที่ฉันได้รับมอบหมายให้จัดการงานธุรการทั่วไปไม่คู่ควรกับความสามารถของฉัน  ฉันคิดลบ ดื้อดึง และถึงกับอยากจะหลีกเลี่ยงมัน  ฉันทำหน้าที่ของตัวเองยังไงกัน?  แก่นแท้ของพระเจ้าช่างบริสุทธิ์และสูงส่งยิ่งนัก แต่พระองค์กลับทรงทนรับความทุกข์ทั้งหมดเพื่อบังเกิดเป็นมนุษย์และแสดงความจริง ทรงลงแรงอย่างเงียบๆ เพื่อความรอดของมนุษยชาติ  เมื่อทบทวนตัวเอง ตอนที่ฉันทนทุกข์ความยากลำบากทางกายเล็กน้อย ฉันก็บ่นไม่หยุดและเข้าใจผิด  ท่าทีนี้ของฉันต่อหน้าที่ของตัวเอง ช่างขาดความเป็นมนุษย์และทำร้ายพระเจ้าอย่างแท้จริง!  ฉันรู้สึกติดค้างพระเจ้าอย่างยิ่งและเสียใจกับพฤติกรรมที่กบฏของตนเอง  ฉันไม่สามารถเลือกหน้าที่ตามความชอบและความอยากได้อยากมีของตัวเองได้อีกต่อไป  เมื่อฉันนบนอบ กรอบความคิดของฉันต่อหน้าที่ก็เปลี่ยนไป และฉันก็รู้สึกเจ็บปวดและเหนื่อยล้าในหัวใจน้อยลง  การจัดการเตรียมการสถานการณ์ของพระเจ้า เผยให้เห็นทัศนะที่ไม่ถูกต้องของฉัน และนี่คือความรักและความรอดของพระเจ้าต่อฉัน

หลังจากทำหน้าที่จัดการงานธุรการทั่วไปเป็นเวลาหกเดือน ฉันคิดว่าทัศนะของฉันเปลี่ยนไปแล้ว และฉันไม่ได้ไล่ตามไขว่คว้าสถานะหรือชื่อเสียงอีกต่อไป แต่เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้น มันก็เผยให้เห็นตัวฉันอีกครั้ง  วันหนึ่ง ผู้นำมาหารือกับฉันเรื่องการมอบหมายให้ฉันกับสามีทำหน้าที่เจ้าภาพ  เมื่อคำนึงว่าการขาดการนบนอบในหน้าที่จัดการงานธุรการทั่วไปก่อนหน้านี้ทำให้ฉันติดค้างอยู่ ฉันก็รู้ว่าครั้งนี้ฉันจะกบฏไม่ได้ ฉันจึงตกลง และในไม่ช้าเราก็เช่าบ้านหลังหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตอยู่กับพี่น้องชายหญิงทุกวัน และเห็นพวกเขาทุกคนทำหน้าที่งานข้อเขียน ฉันก็รู้สึกขมขื่นและไม่พอใจอยู่บ้าง และคิดว่า “เมื่อก่อนฉันก็ทำหน้าที่หน้าคอมพิวเตอร์เหมือนกัน แต่ตอนนี้ฉันต้องก้มหน้าก้มตาหั่นผักและทำอาหารอยู่ในครัวทุกวัน”  ฉันรู้สึกด้อยกว่าพวกเขามาก  เมื่อคิดเช่นนี้ น้ำตาก็คลอเบ้า  วันหนึ่ง ผู้นำมาที่บ้านของฉันเพื่อหารือเรื่องงานกับพี่น้องชายหญิง และจากไปโดยไม่ถามไถ่ถึงสภาวะของฉัน ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกแย่ลงไปอีก  ฉันนึกย้อนไปถึงตอนที่ฉันทำหน้าที่งานข้อเขียน  ตอนนั้นผู้นำเห็นคุณค่าฉัน แต่ตอนนี้ฉันกลับต้องอยู่กับหม้อกับกระทะทั้งวัน และดูเหมือนว่าฉันจะไม่มีโอกาสได้โดดเด่นอีกเลย ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งเจ็บปวด และรู้สึกว่าชีวิตช่างไร้ความหมาย  ฉันตระหนักว่าสภาวะของตัวเองไม่ถูกต้อง จึงรีบค้นหาพระวจนะของพระเจ้ามาอ่าน ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ภายใต้แรงขับเคลื่อนของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน สิ่งใดคือความมุ่งมาดปรารถนา ความหวัง ความทะเยอทะยาน และเป้าหมายชีวิต และทิศทางของผู้คน?  พวกเขาไม่วิ่งสวนทางกับสิ่งที่เป็นบวกหรอกหรือ?  ตัวอย่างเช่น ผู้คนต้องการที่จะมีกิตติศัพท์หรือมีความเด่นดัง พวกเขาปรารถนาที่จะได้รับชื่อเสียงและเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ และที่จะนำพาเกียรติมาสู่บรรพบุรุษของพวกเขา  เหล่านี้คือสิ่งที่เป็นบวกหรือ?  เหล่านี้ไม่อยู่ในแนวเดียวกับสิ่งที่เป็นบวกแต่อย่างใดเลย ที่มากกว่านั้นคือ สิ่งเหล่านั้นขัดต่อกฎแห่งการครองอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์  เหตุใดหรือ เราจึงจะพูดถึงการนั้น?  บุคคลประเภทใดหรือที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์?  พระองค์ทรงต้องประสงค์บุคคลแห่งความยิ่งใหญ่ คนเด่นคนดัง บุคคลสูงศักดิ์ หรือบุคคลที่กำลังเขย่าโลกใช่หรือไม่?  (ไม่)  ดังนั้นแล้ว บุคคลประเภทใดเล่าที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์? (คนที่ลุล่วงบทบาทของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานโดยที่สองเท้าของพวกเขายืนหยัดมั่นคงอยู่กับความเป็นจริง)  ใช่ แล้วอะไรอีก?  (พระเจ้าทรงต้องประสงค์คนซื่อสัตย์ที่ยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว อีกทั้งนบนอบพระองค์)  (คนที่ยืนหยัดอยู่ข้างพระเจ้าในทุกเรื่อง ไล่ตามเสาะหาที่จะรักพระเจ้า)  คำตอบเหล่านั้นย่อมถูกต้องเช่นกัน  บุคคลที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์คือผู้ที่มีหัวใจและความรู้สึกนึกคิดเฉกเช่นพระเจ้า  พระวจนะของพระเจ้ามีกล่าวไว้ตรงไหนหรือไม่ ว่าผู้คนต้องยึดตำแหน่งในฐานะมนุษย์ของตนเอาไว้?  (มี)  พระวจนะนั้นกล่าวว่าอย่างไร?  (‘ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของมนุษยชาติที่ทรงสร้าง คนคนหนึ่งต้องทำตัวตามฐานะของตนเอง และประพฤติตนด้วยพฤติกรรมที่ดี  จงรักษาสิ่งที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายแก่เจ้าอย่างรู้หน้าที่  จงอย่ากระทำการล้ำเส้น หรือทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสามารถของเจ้า หรือที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง  อย่าเสาะแสวงที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ยอดมนุษย์ หรือบุคคลใหญ่โต และจงอย่าเสาะแสวงที่จะกลายเป็นพระเจ้า  นี่คือสิ่งที่ผู้คนไม่ควรอยากจะเป็น  การพยายามเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือยอดมนุษย์นั้นไร้สาระ  การเสาะแสวงที่จะกลายเป็นพระเจ้าย่อมเป็นที่เสื่อมเสียยิ่งกว่า ทั้งน่าขยะแขยงและน่าดูหมิ่น  สิ่งที่ล้ำค่าและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรยึดมั่นยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดก็คือการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง นี่คือเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่ทุกคนควรไล่ตามเสาะหา(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1))  ในเมื่อพวกเจ้ารู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าประสงค์สิ่งใดจากผู้คน พวกเจ้าสามารถยึดตามข้อกำหนดของพระเจ้าในการประพฤติปฏิบัติตนของเจ้าได้หรือไม่?  พวกเจ้าต้องการที่จะสยายปีกและโผบินอยู่เสมอ พวกเจ้าปรารถนาที่จะบินเดี่ยว อยากเป็นอินทรีมากกว่าเป็นนกตัวน้อยอยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่?  นี่คืออุปนิสัยแบบใด?  นี่ใช่หลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตนหรือไม่?  การประพฤติปฏิบัติตนของเจ้าควรอ้างอิงตามพระวจนะของพระเจ้า มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริง… สิ่งใดทำให้ผู้คนอยากเป็นอิสระจากอธิปไตยของพระเจ้าอยู่เสมอ อยากกุมชะตากรรมของตนเอาไว้และวางแผนอนาคตของพวกเขาเองตลอดเวลา รวมถึงอยากควบคุมโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต ทิศทาง และเป้าหมายในชีวิตของพวกเขา?  จุดเริ่มต้นนี้มาจากไหน?  (มาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน)  เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดหรือที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานนำพามาสู่ผู้คน?  (การต่อต้านพระเจ้า)  ผู้คนที่ต่อต้านพระเจ้าย่อมได้ผลเป็นสิ่งใด?  (ความเจ็บปวด)  ความเจ็บปวดยังไม่ถึงครึ่งของสิ่งที่พวกเขาได้รับ—เป็นความย่อยยับต่างหาก!  สิ่งที่เจ้าเห็นต่อหน้าต่อตาเจ้าคือความเจ็บปวด ความเป็นลบ และความอ่อนแอ และมันคือความต้านทานและความไม่พอใจ—จุดจบใดเล่าที่สิ่งเหล่านี้จะนำพามา?  การทำลายล้าง!  นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย และมันก็ไม่ใช่เกม(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, อุปนิสัยอันเสื่อมทรามสามารถแก้ไขได้โดยการยอมรับความจริงเท่านั้น)  เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่าเหตุผลที่ฉันอยากทำหน้าที่ผู้นำหรือคนทำงานอยู่เสมอ และไล่ตามไขว่คว้าความชื่นชมและความนับถือจากผู้อื่น ก็เพราะฉันถูกความอยากได้อยากมีชื่อเสียงและสถานะครอบงำ การใช้ชีวิตตามคติที่ว่า “ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น” “ห่านบินไปที่ใดก็เปล่งเสียงร้องที่นั่นฉันใด มนุษย์อยู่ที่ใดก็ฝากชื่อไว้ที่นั่นฉันนั้น” “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ” “คนเราต้องสู้ทนความทุกข์ยากอันใหญ่หลวงที่สุดจึงจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” และพิษของซาตานอื่นๆ เช่นนี้ ทำให้ฉันเข้าใจผิดว่าชื่อเสียง ความโดดเด่น และการไล่ตามไขว่คว้าความเหนือกว่าเป็นสิ่งที่เป็นบวก โดยเชื่อว่าการใช้ชีวิตเช่นนี้มีคุณค่า และคิดว่าการถูกผู้อื่นดูถูก หมายถึงการใช้ชีวิตโดยไม่ประสบความสำเร็จและด้อยกว่า  ฉันทบทวนช่วงเวลาหลังจากที่ฉันแต่งงาน  ถึงแม้ว่าฉันกับสามีจะมีงานที่มั่นคงและชีวิตก็พออยู่ได้ แต่ฉันก็มีความทะเยอทะยานและไม่เต็มใจที่จะใช้ชีวิตธรรมดาๆ  ฉันอยากจะยกระดับชีวิตของตัวเองและได้รับการชื่นชมจากญาติและเพื่อนร่วมงาน  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ฉันกับสามีจึงทำงานเสริมควบคู่ไปกับงานประจำของเรา เลี้ยงไก่และปลูกผัก และเราทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำทุกวัน  เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตของเราก็ดีขึ้น และญาติกับเพื่อนร่วมงานก็ชื่นชมความสามารถของฉัน ซึ่งทำให้ฉันมีความสุขมากและรู้สึกว่าชีวิตของฉันไม่ได้สูญเปล่า  หลังจากเข้าคริสตจักร ฉันก็ยังคงไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและความเหนือกว่า โดยเชื่อว่าการเป็นผู้นำและคนทำงาน หรือผู้ดูแลทีมจะทำให้พี่น้องชายหญิงชื่นชมฉัน  เมื่อความอยากได้อยากมีชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของฉันได้รับการสนอง ฉันก็ทนรับความยากลำบากได้หมด แต่เมื่อเป็นเรื่องการทำหน้าที่อย่างจัดการงานธุรการทั่วไปหรือเป็นเจ้าภาพให้ผู้อื่น ฉันก็รู้สึกว่ามันต่ำต้อยเกินไปสำหรับฉัน และหัวใจของฉันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกต่อต้านและการบ่น และฉันก็ปราศจากการนบนอบโดยสิ้นเชิง  ฉันไม่ได้คำนึงว่าจะค้ำจุนงานของคริสตจักรอย่างไร และเผยให้เห็นอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่ต่อต้านพระเจ้า  เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ ฉันก็รู้สึกกลัวมาก และมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ทัศนะของข้าพระองค์ต่อการไล่ตามเสาะหานั้นผิดไป และในช่วงหลายปีที่เชื่อในพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ได้เดินตามเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง แต่กลับใช้หน้าที่ของตนเพื่อสนองความอยากได้อยากมีชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง และไม่ได้ทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างจริงใจ  ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจ และขอให้พระองค์ทรงชี้แนะข้าพระองค์ให้เข้าใจความจริงและแก้ไขทัศนะที่คลาดเคลื่อนของตนเกี่ยวกับการไล่ตามเสาะหา”  หลังจากนั้น ฉันทบทวน และตระหนักว่าการทำหน้าที่นี้เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของฉัน  ถึงแม้ว่าฉันจะรับใช้ในฐานะผู้นำและคนทำงานมาหลายปี แต่ฉันก็ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง และทัศนะที่คลาดเคลื่อนหลายอย่างของฉันก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง  การถูกย้ายไปทำหน้าที่อื่นบังคับให้ฉันต้องทบทวนและรู้จักตัวเอง ซึ่งมีความรักและความรอดของพระเจ้าสำหรับฉัน  เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกเสียใจและรู้สึกผิด และฉันก็เพียงอยากจะยอมให้พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงฉันตามพระประสงค์ของพระองค์ และปฏิบัติหน้าที่ใดๆ อย่างจริงใจด้วยหัวใจแห่งการแสวงหาและการนบนอบ

ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมที่ว่า “เบื้องหน้าความจริงแล้วทุกคนย่อมเสมอภาคกัน และไม่มีการแบ่งแยกอายุหรือความสูงศักดิ์ต่ำศักดิ์สำหรับผู้ที่กำลังทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า  ทุกคนเท่าเทียมกันเบื้องหน้าหน้าที่ของตน พวกเขาเพียงทำงานที่ต่างกัน  ความอาวุโสไม่ได้เป็นตัวแบ่งแยกระหว่างพวกเขา  เบื้องหน้าความจริงนั้น ทุกคนควรรักษาหัวใจที่ถ่อมตน นบนอบ และยอมรับเอาไว้  ผู้คนควรมีเหตุผลนี้และท่าทีนี้(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่แปด))  “ท้ายที่สุดแล้ว การที่ผู้คนจะสามารถบรรลุความรอดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาทำหน้าที่ใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถเข้าใจและได้รับความจริงหรือไม่ และขึ้นอยู่กับว่าในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาสามารถนบนอบพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ยอมตนอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ ไม่คำนึงถึงอนาคตและบั้นปลายของตน และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานหรือไม่  พระเจ้าทรงชอบธรรมและบริสุทธิ์ และสิ่งเหล่านี้คือมาตรฐานที่พระองค์ทรงใช้เพื่อประเมินวัดมวลมนุษย์ทั้งปวง  มาตรฐานเหล่านี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ และเจ้าต้องจดจำการนี้ไว้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า  ในสายพระเนตรของพระเจ้า เราทุกคนล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและเท่าเทียมกัน  พระเจ้าไม่ได้ทรงโปรดปรานใครเพียงเพราะพวกเขาเป็นผู้นำ หรือทรงดูถูกใครเพราะพวกเขาจัดการงานธุรการทั่วไป  พระเจ้าทรงแสดงความจริง ทรงจัดเตรียมให้ทุกคน และตราบใดที่ผู้คนกระหายและไล่ตามเสาะหาความจริง ทุกคนก็มีโอกาสได้รับความรอดเท่าเทียมกัน  พระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดจุดจบของบุคคลตามประเภทของหน้าที่ที่พวกเขาทำ แต่ทรงกำหนดตามแก่นแท้และเส้นทางที่พวกเขาเดิน  หากบุคคลใดไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า และอุปนิสัยของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้นำและคนทำงาน ในที่สุดพวกเขาก็จะถูกกำจัดออกไป  ณ จุดนี้ ฉันก็เข้าใจด้วยว่า ไม่ว่าสถานะของฉันจะสูงส่งเพียงใด หรือมีคนชื่นชมฉันมากแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถช่วยฉันให้รอดได้  มีเพียงการไล่ตามเสาะหาความจริงและแสวงหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าเท่านั้น จึงจะมีโอกาสได้รับความรอด  เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ฉันก็รู้สึกเป็นอิสระในหัวใจ และตั้งแต่นั้นมา ฉันก็เพียงปรารถนาที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีและชดใช้สิ่งที่ฉันติดค้างพระเจ้า  หลังจากนี้ เมื่อทำหน้าที่ ฉันก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับว่าพี่น้องชายหญิงมองฉันอย่างไรอีกต่อไป แต่คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อดูแลบ้านให้ปลอดภัยและเป็นเจ้าภาพที่ดีให้พี่น้องชายหญิง พวกเขาจะได้ทำหน้าที่ได้อย่างสบายใจ  นอกจากนี้ ในขณะที่ทำหน้าที่เจ้าภาพ ฉันก็ให้ความสำคัญกับการทบทวนความคิดและความเสื่อมทรามของตัวเอง ที่เผยออกมาตอนพบเจอผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายในแต่ละวัน และฉันแสวงหาพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านั้น โดยให้ความสนใจกับการเขียนบันทึกการเฝ้าเดี่ยว และฝึกเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์ และแต่ละวันก็รู้สึกอิ่มเอิบมากทีเดียว การตีสอนและการพิพากษาของพระวจนะของพระเจ้านี่เองที่แก้ไขทัศนะที่คลาดเคลื่อนของฉัน และการเปลี่ยนแปลงที่ฉันมีในวันนี้ก็เป็นผลมาจากพระราชกิจของพระเจ้า  ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า:  42. ฉันรู้ถึงประโยชน์ของการเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์แล้ว

ถัดไป:  47. การทบทวนเรื่องการเป็นคนสุกเอาเผากิน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger