1. ต่อให้หน้าที่ยุ่งแค่ไหนก็ต้องให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิต

โดย ซินยี่ ประเทศจีน

ในเดือนมีนาคม ปี 2023 ฉันทำหน้าที่ผู้นำเขต  เพราะฉันมีความรับผิดชอบมากมาย ฉันจึงต้องรีบตื่นแต่เช้าตรู่บ่อยๆ และบางครั้งกว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว  หลังจากกลับถึงบ้าน ฉันก็ยังมีจดหมายบางฉบับที่ต้องจัดการ และงานก็ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด  บางครั้งฉันก็เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามบางอย่างขณะปฏิบัติหน้าที่ และฉันก็อยากจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ไขมัน แต่ฉันก็รู้สึกเสมอว่าการเฝ้าเดี่ยวจะใช้เวลามากเกินไป  หลังจากที่ทำให้ตัวเองยุ่งอยู่แบบนี้มาระยะหนึ่ง ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความคืบหน้าในการเข้าสู่ชีวิตมากนัก และในใจก็รู้สึกว่างเปล่าอยู่เสมอ  เพราะฉันเอาแต่จดจ่อกับงานโดยไม่ใส่ใจการเข้าสู่ชีวิต จิตวิญญาณของฉันก็ค่อยๆ ชาชินไป และฉันไม่รู้ว่าจะแสวงหาความจริงได้อย่างไรเมื่อเจอปัญหา และไม่สามารถแบ่งปันความเข้าใจใดๆ ในระหว่างการชุมนุมได้  ฉันรู้ว่าความสัมพันธ์ของฉันกับพระเจ้าไม่ปกติ ฉันจึงรู้สึกกลัวนิดหน่อย และรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในวิกฤต  ถ้าฉันไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของฉัน ต่อให้ภายนอกฉันจะวิ่งวุ่นหรือทนทุกข์มากแค่ไหน ฉันก็ยังคงไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  ดังนั้นฉันจึงไม่อยากทำหน้าที่ในฐานะผู้นำอีกต่อไป โดยคิดว่าหน้าที่นี้ยุ่งเกินไป และฉันไม่มีเวลาที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง  ในช่วงเวลานั้น ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ แต่ฉันก็หมดแรงจูงใจ และความสำนึกแบกรับภาระในหน้าที่ของฉันก็ลดน้อยลงไปมาก  ต่อมา ฉันสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่ทำหน้าที่ในงานข้อเขียน มักจะอ่านพระวจนะของพระเจ้าและคำพยานจากประสบการณ์ที่พี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ เขียนขึ้น และฉันคิดว่าการทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียนคงจะดีทีเดียว และคนเราจะได้รับประโยชน์จากหน้าที่นี้มากกว่าการทำหน้าที่อื่นๆ ดังนั้นฉันจึงหวังว่าวันหนึ่งฉันจะได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานข้อเขียนด้วย เพราะหน้าที่นี้จะช่วยฉันในเรื่องการเข้าสู่ชีวิตและทำให้มีความหวังที่จะได้รับความรอดมากขึ้น

วันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ผู้นำระดับสูงบอกว่างานข้อเขียนกำลังต้องการบุคลากรอย่างเร่งด่วน และเนื่องจากฉันมีประสิทธิผลในการดูแลงานข้อเขียนอยู่บ้าง พวกเขาจึงอยากมอบหมายหน้าที่นั้นให้ฉัน  ฉันดีใจมากที่ได้รับข่าวนี้ เพราะฉันคิดว่าการทำหน้าที่นี้จะช่วยเรื่องการเข้าสู่ชีวิตของฉันได้อย่างแน่นอน และฉันรู้สึกว่าต้องคว้าโอกาสนี้ไว้  แต่ที่น่าประหลาดใจคือ หลังจากที่ฉันเริ่มให้ความร่วมมือจริงๆ แล้วนั่นแหละ ฉันถึงได้ตระหนักว่านอกจากการคัดกรองบทความแล้ว ฉันยังต้องบ่มเพาะผู้คนด้วย รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง และฉันพบว่าปริมาณงานของหน้าที่นี้ไม่ได้น้อยไปกว่าหน้าที่ของผู้นำเลย  ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากฉันเพิ่งเริ่มฝึกฝนและไม่คุ้นเคยกับหลักธรรมหรืองาน ฉันจึงมีงานที่ต้องทำไม่รู้จบอยู่เสมอ  เมื่อให้ความสำคัญกับการทำงานให้ดีเป็นอันดับแรก ฉันจึงรู้สึกว่าการเฝ้าเดี่ยวตอนเช้าเป็นการเสียเวลา และในตอนเย็น ฉันก็ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อคัดกรองบทความด้วย และฉันพบว่าตัวเองติดอยู่ในวงจรการทำงานทุกวัน และฉันก็เลิกให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความเสื่อมทรามที่ตัวเองเผยออกมา  บางครั้งเมื่อฉันตระหนักว่าสภาวะของตัวเองไม่ดี ฉันก็อยากจะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ไขมัน แต่เมื่อใดก็ตามที่ฉันนึกถึงงานทั้งหมดที่รออยู่ ฉันก็จะผลัดเรื่องการเข้าสู่ชีวิตไว้ทีหลัง  เดิมทีฉันคิดว่าการทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียนจะช่วยเรื่องการเข้าสู่ชีวิตของฉัน แต่ตอนนี้ฉันกลับหาเวลาสำหรับการเฝ้าเดี่ยวไม่ได้ด้วยซ้ำ  ถ้าฉันยังคงทำให้ตัวเองยุ่งแบบนี้ทุกวัน ฉันจะเอาเวลาที่ไหนไปแสวงหาความจริงและแก้ไขปัญหาของฉันล่ะ?  หากอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของฉันไม่เปลี่ยนแปลง ฉันจะได้รับความรอดได้อย่างไร?  ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า และฉันถึงกับเสียใจที่รับหน้าที่นี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฉันเห็นคำพยานจากประสบการณ์ของพี่น้องชายหญิงบางคนถูกทำเป็นวิดีโอและอัปโหลดทางออนไลน์ ฉันก็รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างหนัก เพราะฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี แต่กลับไม่ได้เขียนคำพยานจากประสบการณ์แม้แต่ฉบับเดียว อีกทั้งยังไม่ได้แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองในด้านใดเลย  แล้วการที่ฉันยุ่งอยู่ทุกวันนั้น มีความหมายอะไรกัน?  ฉันอดไม่ได้ที่จะบ่น โดยคิดว่าพวกผู้นำมอบหมายหน้าที่ที่ไม่เหมาะสมให้ฉัน และนี่กำลังขัดขวางการไล่ตามเสาะหาความจริงและโอกาสที่จะได้รับความรอดของฉัน  ฉันรู้ว่าการคิดแบบนี้มันผิด ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าในใจว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกเสมอว่าข้าพระองค์ยุ่งกับหน้าที่เกินไปจนไม่มีเวลาแสวงหาความจริง  ข้าพระองค์รู้ว่าการคิดแบบนี้มันผิด แต่ข้าพระองค์ก็ยังไม่ค่อยมีความเข้าใจในตัวเองมากนัก  ขอทรงโปรดให้ความรู้แจ้งและชี้แนะข้าพระองค์ และช่วยให้ข้าพระองค์เข้าใจปัญหาของตนด้วยเถิด”

ในระหว่างการชุมนุมครั้งหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “บางคนพูดอยู่เสมอว่าพวกเขายุ่งอยู่กับหน้าที่ของตนจนไม่มีเวลาไล่ตามเสาะหาความจริง  เช่นนี้ฟังไม่ขึ้น  สำหรับคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานอะไรอยู่ก็ตาม ทันทีที่พวกเขาสังเกตเห็นปัญหา พวกเขาจะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ทำความเข้าใจ และได้รับความจริง  นั่นคือความแน่นอน  มีหลายคนที่คิดว่าจะสามารถเข้าใจความจริงได้ก็ด้วยการชุมนุมทุกวันเท่านั้น  นี่ย่อมผิดพลาดอย่างที่สุด  ความจริงไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจกันได้ด้วยการชุมนุมและฟังคำเทศนาเท่านั้น คนเราจำเป็นต้องปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจำเป็นต้องมีกระบวนการของการค้นพบและการแก้ไขปัญหาด้วยเช่นกัน  สิ่งที่สำคัญยิ่งก็คือพวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริง  คนที่ไม่รักความจริงย่อมไม่แสวงหาความจริงไม่ว่าปัญหาอะไรจะบังเกิดแก่พวกเขาก็ตาม คนที่รักความจริงย่อมแสวงหาความจริงไม่ว่าพวกเขาจะยุ่งอยู่กับหน้าที่ของตนเพียงใดก็ตาม  ดังนั้นพวกเราจึงกล่าวได้อย่างมั่นใจว่าผู้คนที่พร่ำบ่นอยู่เสมอว่าตนยุ่งอยู่กับหน้าที่จนไม่มีเวลาชุมนุม จึงต้องเลื่อนการไล่ตามเสาะหาความจริงของตนออกไปด้วยเหตุนี้ ไม่ใช่ผู้ที่รักความจริง  พวกเขาเป็นคนที่มีความเข้าใจอันเหลวไหลและไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ… การที่ใครบางคนไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องว่าพวกเขายุ่งกับหน้าที่ของตนขนาดไหนหรือพวกเขามีเวลามากเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าหัวใจของพวกเขารักความจริงหรือไม่  แท้จริงแล้วทุกคนมีเวลามากมายเท่ากัน สิ่งที่ต่างออกไปก็คือแต่ละคนใช้เวลาไปกับอะไรต่างหาก  เป็นไปได้ว่าใครก็ตามที่บอกว่าตนไม่มีเวลาไล่ตามเสาะหาความจริง กำลังใช้เวลาของตนไปกับความสุขสำราญทางเนื้อหนัง หรือยุ่งอยู่กับการมุมานะทำอะไรเรื่องภายนอกบางอย่าง  พวกเขาไม่เอาเวลานั้นๆ ไปแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหา  ผู้คนที่ละเลยการไล่ตามเสาะหาของตนย่อมเป็นเช่นนี้  นี่ถ่วงให้การเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมีอันล่าช้าออกไป(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (3))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่า การที่ฉันรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองยุ่งกับหน้าที่มากเกินไปจนไม่อาจมุ่งเน้นการเข้าสู่ชีวิตนั้น มีต้นตอมาจากปัญหาที่ฉันไม่รักความจริง  เมื่อก่อนตอนเป็นผู้นำ ฉันมีงานต้องทำเยอะมาก และฉันรู้สึกว่าไม่มีเวลาอ่านพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน ฉันจึงอยากทำหน้าที่ที่เป็นงานหน้าเดียว  แต่หลังจากเปลี่ยนมาทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียน ฉันก็ยังรู้สึกว่าหน้าที่นี้ยุ่งเกินไป และนั่นส่งผลกระทบต่อการเข้าสู่ชีวิตของฉันและขัดขวางโอกาสที่จะได้รับความรอดของฉัน  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่าข้ออ้างของฉันฟังไม่ขึ้นเลย  คนที่รักและไล่ตามเสาะหาความจริงสามารถแสวงหาความจริงและทบทวนตัวเองได้ในทุกสถานการณ์ และเรียนรู้บทเรียนจากสถานการณ์นั้น  แต่คนที่ไม่รักความจริงก็ไม่ให้ความสำคัญกับการแสวงหาความจริงในทุกสถานการณ์ และพวกเขาก็หาข้ออ้างสารพัดที่จะไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่เสมอ  ฉันนึกถึงพี่น้องชายหญิงหลายคนที่เป็นผู้นำและผู้ดูแล  พวกเขาก็ยุ่งกับงานทุกวันเช่นกัน แต่พวกเขาก็ยังมีเวลาแสวงหาความจริงและให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิตของตน  เหมือนกับตอนที่ผู้นำคนหนึ่งมาหาทีมของเราเพื่อติดตามงาน ฉันเห็นว่าเธอรับผิดชอบงานของเราในขณะที่ก็ต้องจัดการงานอื่นๆ ด้วย และเธอก็ยุ่งกว่าฉันมากในแต่ละวัน แต่เธอก็ยังหาเวลาสำหรับการเฝ้าเดี่ยวและใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าได้  ยิ่งไปกว่านั้น การได้ฟังเธอแบ่งปันสิ่งที่ได้รับจากประสบการณ์จากการถูกตัดแต่ง ก็เป็นประโยชน์กับพวกเราด้วย  ฉันเห็นว่าคนอื่นๆ สามารถแสวงหาความจริงและเรียนรู้บทเรียนในสภาวการณ์ที่พวกเขาเผชิญได้ ซึ่งนำไปสู่ความก้าวหน้าในชีวิต  ฉันยังนึกถึงบางคนที่ฉันเคยเจอมาก่อนซึ่งทำหน้าที่ที่เป็นงานหน้าเดียว ที่พอใจแค่ทำงานที่อยู่ในมือให้เสร็จไปวันๆ แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับเรื่องทางเนื้อหนัง  เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีเวลามากมายที่จะใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าและแสวงหาความจริง แต่พวกเขากลับไม่มีสำนึกของการแบกรับภาระในการเข้าสู่ชีวิตของตน และพวกเขาไม่ใส่ใจคำเตือนของคนอื่น ถึงขนาดต่อต้านด้วยซ้ำ  เมื่อได้เห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้ ฉันเห็นว่าความเชื่อของฉันที่ว่าการยุ่งกับหน้าที่หมายความว่าคนเราไม่มีเวลาไล่ตามเสาะหาความจริงนั้น ไม่สอดคล้องกับความจริงเอาเสียเลยและไร้สาระอย่างที่สุด  เหมือนกับตอนนี้ที่ฉันทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียนและคัดกรองคำพยานจากประสบการณ์ ทุกบทความที่ฉันตรวจสอบล้วนเกี่ยวข้องกับความจริง แต่ทำไมฉันถึงยังรู้สึกว่าไม่มีเวลาให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิตล่ะ?  ต้นตอก็คือฉันไม่รักความจริง แต่ฉันกลับไปโทษว่าผู้นำมอบหมายหน้าที่ที่ไม่เหมาะสมให้ฉัน ซึ่งมันบิดเบี้ยวและไร้เหตุผลสิ้นดี  ฉันเป็นคนที่พระเจ้าทรงเปิดโปงอย่างแท้จริงว่ามีความเข้าใจที่ไร้สาระและไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ!

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอน และเข้าใจว่าจะบรรลุการเข้าสู่ชีวิตขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไร พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นไม่ว่าจะยุ่งกับหน้าที่ของตนเพียงใด พวกเขาก็ยังคงสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาที่บังเกิดขึ้นแก่ตน และสามารถแสวงหาสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขายังไม่เข้าใจชัดเจนในคำเทศนาที่ตนได้ฟังมา รวมทั้งสงบใจของตนทุกวันเพื่อคิดทบทวนว่าตนปฏิบัติหน้าที่อย่างไร จากนั้นก็พิจารณาพระวจนะของพระเจ้า และดูวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์ พวกเขาได้รับสิ่งต่างๆ จากการทำเช่นนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะยุ่งกับหน้าที่ของตนเพียงใด ก็ไม่ได้ขัดขวางการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาเลย และไม่ได้ถ่วงเวลาของการเข้าสู่ชีวิตด้วย เป็นเรื่องปกติที่ผู้คนที่รักความจริงจะปฏิบัติเช่นนี้ ผู้คนที่ไม่รักความจริงย่อมไม่แสวงหาความจริงและไม่เต็มใจที่จะสงบนิ่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อทบทวนตนเองและทำความรู้จักตนเอง ทั้งนี้ไม่ว่าพวกเขาจะยุ่งอยู่กับหน้าที่ของตนหรือไม่ และไม่ว่าปัญหาอะไรจะบังเกิดแก่พวกเขาก็ตาม ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาจะยุ่งหรือไม่เร่งรีบในหน้าที่ของตน พวกเขาก็ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ข้อเท็จจริงก็คือถ้าใครมีหัวใจที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ถ้าพวกเขาถวิลหาความจริง และแบกรับภาระของการเข้าสู่ชีวิตและการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย เช่นนั้นแล้วหัวใจของพวกเขาก็จะมาใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นและพวกเขาจะอธิษฐานถึงพระองค์ไม่ว่าจะยุ่งกับหน้าที่ของตนเพียงใดก็ตาม แน่นอนว่าพวกเขาย่อมได้รับความรู้แจ้งและความสว่างไสวบางอย่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และชีวิตของพวกเขาก็จะเติบโตไม่หยุด ถ้าใครไม่รักความจริงและไม่แบกรับภาระของการเข้าสู่ชีวิตหรือการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยใดๆ หรือถ้าพวกเขาไม่สนใจในสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะไม่สามารถได้รับอะไรเลย การคิดทบทวนว่าคนเรามีการพรั่งพรูความเสื่อมทรามอะไรออกมาบ้างเป็นสิ่งที่ต้องทำไม่ว่าจะอยู่ในที่แห่งใด เวลาใดตัวอย่างเช่น ถ้าคนเราพรั่งพรูความเสื่อมทรามออกมาระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของตน เช่นนั้นแล้วในหัวใจของพวกเขา พวกเขาก็ต้องอธิษฐานถึงพระเจ้า ทบทวนตนเอง ทำความรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยนั้น นี่เป็นเรื่องของหัวใจ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่ เรื่องนี้ทำง่ายหรือไม่?  นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าเป็นคนที่แสวงหาความจริงหรือไม่ ผู้คนที่ไม่รักความจริงย่อมไม่สนใจเรื่องของการเติบโตในชีวิต พวกเขาไม่คำนึงถึงเรื่องดังกล่าว มีแต่ผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นที่พยายามเติบโตในชีวิตด้วยความเต็มใจ มีแต่พวกเขาที่ไคร่ครวญปัญหาที่มีอยู่จริงรวมทั้งวิธีแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอยู่เนืองๆ อันที่จริงกระบวนการแก้ไขปัญหาและกระบวนการไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นกระบวนการเดียวกัน ถ้าคนเรามุ่งแสวงหาความจริงอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน และได้แก้ปัญหาไปไม่น้อยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ปฏิบัติแบบนั้น เช่นนั้นแล้วการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาย่อมได้มาตรฐานอย่างแน่นอน ผู้คนเช่นนี้มีการพรั่งพรูความเสื่อมทรามออกมาน้อยลงมาก และได้รับประสบการณ์จริงมากมายในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงสามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้ ผู้คนดังกล่าวก้าวผ่านประสบการณ์ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อพวกเขาเข้ามาทำหน้าที่เป็นครั้งแรกจนสามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้อย่างไร?  พวกเขาทำเช่นนั้นด้วยการพึ่งพาการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา นั่นคือสาเหตุที่ไม่ว่าผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงจะยุ่งกับหน้าที่ของตนขนาดไหน พวกเขาก็จะแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหาและปฏิบัติหน้าที่ของตนตามหลักธรรมให้สำเร็จ และพวกเขาย่อมจะสามารถปฏิบัติความจริงและนบนอบพระเจ้าได้ นี่คือกระบวนการของการเข้าสู่ชีวิต และเป็นกระบวนการของการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงด้วย(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (3))  เมื่อก่อน ฉันคิดเสมอว่าการเฝ้าเดี่ยวต้องใช้เวลาที่เพียงพอในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และเพื่อทบทวนและทำความเข้าใจปัญหาของตัวเอง และนั่นคือหนทางที่จะให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิต  ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ฉันยุ่งกับหน้าที่ ฉันก็จะจดจ่ออยู่กับงานเท่านั้น โดยผลัดเรื่องการเข้าสู่ชีวิตไว้ทีหลัง  ฉันแยกการเข้าสู่ชีวิตออกจากหน้าที่ของฉัน  ที่จริงแล้ว การเฝ้าเดี่ยวไม่ควรถูกผูกมัดด้วยกฎข้อบังคับ และผู้ที่มีสำนึกของการแบกรับภาระในการเข้าสู่ชีวิตของตนและรักความจริง ก็สามารถเรียนรู้บทเรียนได้ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็ตาม  เหมือนกับเวลาที่คนคนหนึ่งทำหน้าที่ของผู้นำและคนทำงาน มีผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายมากมายที่พวกเขาต้องเผชิญทุกวัน  บางครั้ง พี่น้องชายหญิงกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความลำบากยากเย็นหรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของตน เมื่อนั้นผู้นำและคนทำงานก็ต้องใคร่ครวญถึงสภาวะของพวกเขาและแสวงหาพระวจนะของพระเจ้าเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านั้น  บางครั้งเมื่อพวกเขาเห็นว่าพี่น้องชายหญิงกำลังเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ร้ายแรงของตนออกมา ซึ่งเป็นการขัดขวางและก่อกวนงานคริสตจักร พวกเขาก็จำเป็นต้องเปิดโปงและตัดแต่งคนเหล่านั้น  และในการทำหน้าที่ด้านงานข้อเขียน ทุกบทความที่ถูกคัดกรองจะเกี่ยวข้องกับแง่มุมหนึ่งของความจริง ซึ่งสามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามในแง่มุมหนึ่งได้ และหากมีสิ่งที่คนคนหนึ่งไม่เข้าใจอย่างชัดเจน พวกเขาก็ต้องแสวงหาความจริงอย่างแข็งขันเพื่อที่จะสามารถคัดกรองบทความที่เหมาะสมตามหลักธรรมได้  เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิต  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องหญิงที่ฉันให้ความร่วมมือด้วย เพราะฉันขาดความเข้าใจในหลักธรรมและประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของฉันก็ต่ำ ฉันพบว่าตัวเองมัวแต่กังวลเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศและเปรียบเทียบตัวเองกับพี่น้องหญิงของฉัน และฉันต้องแสวงหาความจริงโดยทันทีเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน เพื่อที่ฉันจะได้จดจ่อกับหน้าที่ของฉันได้อย่างรวดเร็ว  นอกจากนั้น การฉวยโอกาสในเวลาว่างเพื่อสงบใจอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและใคร่ครวญพระวจนะของพระองค์ก็สำคัญมากเช่นกัน เช่น แม้แต่เวลาที่ใช้ในการล้างหน้าล้างตา กินข้าว หรือพูดคุยก็สามารถนำมาใช้ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า หรือทบทวนความเสื่อมทรามที่คนเราเผยออกมาตลอดทั้งวันได้  ในหน้าที่ของคนเรามีหลายด้านมากที่จำเป็นต้องแสวงหาความจริงและเรียนรู้บทเรียน  หลังจากนี้ เมื่อฉันทำหน้าที่ ฉันจะปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า และบางครั้งเมื่องานยุ่ง ฉันจะตื่นเช้าขึ้นอีกหน่อย หรือใช้เวลาพักกลางวันเขียนบันทึกการเฝ้าเดี่ยวหรือบทความ  ด้วยการปฏิบัติเช่นนี้ ฉันรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของฉันกับพระเจ้าใกล้ชิดขึ้น  เมื่อคัดกรองบทความ ฉันจะอ่านความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ของพี่น้องชายหญิงของฉัน และฉันจะทบทวนปัญหาของตัวเองอย่างตั้งใจโดยเทียบกับปัญหาของพวกเขา  บางครั้ง การได้อ่านความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ของพวกเขา ก็ทำให้ฉันได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับปัญหาของตัวเอง และทุกครั้ง ฉันก็พบว่าตัวเองสามารถได้รับบางสิ่งบางอย่าง  ฉันค่อยๆ รู้สึกว่าในฝ่ายวิญญาณของฉันเฉียบแหลมขึ้น และฉันตระหนักได้อย่างแท้จริงว่าการเข้าสู่ชีวิตและหน้าที่ของคนเรานั้นเกี่ยวข้องกัน  ฉันรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการทำหน้าที่นี้เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม และถึงแม้ว่าจะยุ่ง แต่ก็ช่วยให้ฉันแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันได้  ฉันเต็มใจที่จะปฏิบัติและให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิตในหน้าที่นี้ต่อไป

วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งในคำพยานจากประสบการณ์ ซึ่งช่วยให้ฉันได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะของตัวเองมากขึ้นอีกหน่อย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับพร การปูนบำเหน็จ และการสวมมงกุฎ  เรื่องนี้มิได้มีอยู่ในหัวใจของทุกคนหรอกหรือ?  เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าเรื่องนี้มีอยู่ในหัวใจของทุกคน  แม้ว่าผู้คนจะไม่พูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ และแม้กระทั่งปิดบังเหตุจูงใจและความอยากได้รับพร ความอยากและเหตุจูงใจนี้ซึ่งอยู่ลึกในหัวใจของผู้คนก็ไม่เคยสั่นคลอนได้เสมอมา  ไม่ว่าผู้คนเข้าใจทฤษฎีฝ่ายวิญญาณเท่าไร พวกเขามีความรู้จากประสบการณ์ใด พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ใด พวกเขาสู้ทนความทุกข์เท่าไร หรือพวกเขาจ่ายราคาไปเท่าไร พวกเขาก็ไม่เคยปล่อยมือจากแรงจูงใจในการได้รับพรซึ่งซ่อนเร้นอยู่ลึกในหัวใจของพวกเขา และออกแรงทำงานเพื่อรับใช้แรงจูงใจนี้อย่างเงียบๆ อยู่เป็นนิตย์  นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฝังอยู่ลึกที่สุดภายในหัวใจของผู้คนหรอกหรือ?  หากไม่มีแรงจูงใจในการได้รับพรนี้ พวกเจ้าจะรู้สึกเช่นไร?  พวกเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนและติดตามพระเจ้าด้วยท่าทีเช่นไร?  หากแรงจูงใจในการได้รับพรนี้ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในหัวใจของพวกเขาถูกกำจัดไป ผู้คนจะกลายเป็นอย่างไร?  เป็นไปได้ว่าผู้คนจำนวนมากจะกลายเป็นคนคิดลบ ในขณะที่บางคนจะกลายเป็นคนที่ไม่มีแรงจูงใจในหน้าที่ของตน  พวกเขาจะสูญสิ้นความสนใจในการเชื่อในพระเจ้าของตน ราวกับว่าวิญญาณของพวกเขาได้อันตรธานไป  พวกเขาจะปรากฏออกมาราวกับว่าหัวใจของพวกเขาถูกกระชากไป  นี่เป็นเหตุผลที่เรากล่าวว่าแรงจูงใจในการได้รับพรเป็นบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกในหัวใจของผู้คน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หกข้อบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตของชีวิต)  เมื่อใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่าเบื้องหลังความรู้สึกคัดค้านและความคิดลบของฉันนั้นซ่อนความปรารถนาที่จะได้รับพรอยู่  ตลอดมา ฉันเชื่อว่าความปรารถนาของฉันที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและมุ่งเน้นการเข้าสู่ชีวิตนั้นไม่ได้มีอะไรผิดเลย และก็ด้วยการเปิดโปงของพระวจนะของพระเจ้านี่เองที่ทำให้ฉันตระหนักว่าฉันถูกฉากหน้าของตัวเองชักพาให้หลงผิดไป  เมื่อนึกย้อนกลับไปตอนที่ฉันพบพระเจ้าครั้งแรก ฉันนบนอบต่อทุกหน้าที่ที่คริสตจักรจัดแจงให้ และฉันก็ดูแข็งขันและกระตือรือร้น  ต่อมา ฉันละทิ้งครอบครัวและลูกๆ และถึงแม้ว่าในใจจะทุกข์ทรมานและเจ็บปวด แต่ฉันก็หวังว่าจะได้รับพรในอนาคต ฉันจึงตัดสินใจละทิ้งชีวิตสมรสและครอบครัวอย่างเด็ดเดี่ยวเพื่ออุทิศเวลาทั้งหมดให้กับหน้าที่ของฉัน  เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันเห็นว่าแรงจูงใจของฉันถูกขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาที่จะได้รับพร  ฉันคิดว่าการออกจากบ้านเพื่อทำหน้าที่ของฉันจะทำให้ฉันมีโอกาสในการปฏิบัติมากขึ้น และนั่นจะเพิ่มโอกาสที่ฉันจะได้รับความรอดในอนาคต  เมื่อทำหน้าที่ในฐานะผู้นำ ฉันรู้สึกว่าหน้าที่นี้ทำให้ฉันยุ่งมากทุกวันจนไม่มีเวลากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และไม่ว่าภายนอกฉันจะดูทำงานหนักแค่ไหน หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของฉัน ในที่สุดฉันก็จะถูกเผยออกมาและถูกกำจัดออกไป  ฉันรู้สึกว่าหน้าที่ของฉันในฐานะผู้นำไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อความรอดและพรของฉัน ฉันจึงคิดที่จะเปลี่ยนไปทำหน้าที่ที่เป็นงานหน้าเดียว  แต่คิดไม่ถึงว่า แม้หลังจากรับหน้าที่ด้านงานข้อเขียนแล้ว ฉันก็ยังหาเวลาที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างเหมาะสมไม่ได้อยู่ดี ฉันจึงรู้สึกเสียใจ โดยคิดว่าหน้าที่นี้กำลังขัดขวางการไล่ตามเสาะหาความจริงและความรอดของฉัน และฉันก็รู้สึกน้อยใจและเจ็บปวด  ฉันเต็มใจที่จะทำหน้าที่ใดก็ตามที่คิดว่าจะทำให้ตัวเองได้รับพร และฉันก็ต่อต้านและกลายเป็นคนคิดลบต่อหน้าที่ที่คิดว่าจะไม่ทำให้ฉันได้รับพร และถึงกับบ่นเรื่องที่ผู้นำจัดหน้าที่ที่ไม่เหมาะกับฉันให้ โดยไม่ยอมนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  เมื่อทบทวนถึงโอกาสที่พระเจ้าประทานให้ฉันได้ทำหน้าที่ ฉันจึงตระหนักว่าโอกาสเหล่านั้นมีไว้เพื่อหนุนนำให้ฉันมุ่งเน้นการไล่ตามเสาะหาความจริง เพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน แต่ฉันกลับไม่รู้ว่าอะไรดีต่อฉัน และไม่ถนอมโอกาสอันมีค่าเช่นนั้นในการปฏิบัติ โดยเอาแต่คำนวณอยู่ตลอดเวลาว่าฉันจะได้รับพรหรือไม่  ฉันช่างน่าเกลียดและน่ารังเกียจเหลือเกิน  ถ้าฉันไม่หันกลับ ในไม่ช้าฉันก็จะถูกเผยออกมาและถูกกำจัดออกไป!  ฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงจัดการเตรียมการสถานการณ์เช่นนี้เพื่อเผยข้าพระองค์ ช่วยให้ข้าพระองค์เห็นข้อบกพร่องของตนเอง  ข้าพระองค์เต็มใจที่จะเปลี่ยนมุมมองการไล่ตามเสาะหาที่ผิดของข้าพระองค์ และนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์  ขอทรงโปรดชี้แนะข้าพระองค์ด้วยเถิด”

ถึงแม้ว่าฉันจะยังคงยุ่งอยู่กับหน้าที่ แต่ฉันก็ไม่รู้สึกน้อยใจหรือหดหู่อีกต่อไป  ฉันพยายามจดจ่อกับการบันทึกความเข้าใจและผลที่ได้รับขณะปฏิบัติหน้าที่ และความเสื่อมทรามที่ฉันเผยออกมา และฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าด้วยสำนึกของการแบกรับภาระ ขอความรู้แจ้งและการชี้แนะจากพระองค์ แล้วฉันก็ค่อยๆ ทบทวนและรู้จักตนเองทีละน้อยๆ  ในระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันดูวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์ที่กล่าวถึงปัญหาของฉัน และพยายามใช้เวลาในแต่ละวันเพื่อทบทวนตนเองและแสวงหาความจริง และฉันมุ่งมั่นที่จะเขียนคำพยานจากประสบการณ์ในแต่ละเดือน  วันหนึ่ง ฉันเห็นว่าคำพยานจากประสบการณ์ที่ฉันเขียนได้ถูกทำเป็นวิดีโอและอัปโหลดขึ้นเว็บไซต์แล้ว  ฉันตื่นเต้นมาก  ต่อมา ฉันเห็นพี่น้องชายหญิงหลายคนแบ่งปันประสบการณ์ของฉัน ซึ่งยังช่วยแก้ไขปัญหาในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาด้วย  ฉันตระหนักว่าการเขียนคำพยานจากประสบการณ์สามารถเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นที่มีปัญหาเดียวกันได้ และนี่ช่างมีคุณค่าและมีความหมายอย่างแท้จริง  สิ่งนี้ยิ่งทำให้ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงของฉันแข็งแกร่งขึ้น

เมื่อได้มีประสบการณ์เช่นนี้ ฉันก็ตระหนักได้อย่างแท้จริงว่าการไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตขณะทำหน้าที่นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย และตราบใดที่ท่าทีของเราเปลี่ยนไปและเราให้ความร่วมมืออย่างแท้จริง พระเจ้าก็จะทรงให้ความรู้แจ้งและชี้แนะเรา  นี่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการไล่ตามเสาะหาความจริงและความรอดของเรา!  ฉันรู้สึกขอบคุณการชี้แนะของพระเจ้าที่ทำให้ฉันได้รับประโยชน์เหล่านี้

ถัดไป:  3. การเผยแผ่ข่าวประเสริฐเป็นหน้าที่อันแน่วแน่ของฉัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger