27. ความกลัวที่จะรับผิดชอบ เผยให้เห็นความเห็นแก่ตัวและความน่ารังเกียจของผม

โดย หลิวเฉิง ประเทศจีน

ในปี 2023 ผมทำหน้าที่งานข้อเขียนในคริสตจักร ในเดือนมิถุนายน หยางเฟิงซึ่งเป็นผู้ดูแลบอกผมว่าเหล่าผู้นำกำลังวางแผนจะมอบหมายให้เขาไปทำหน้าที่ในพื้นที่อื่นและจะให้ผมรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลแทน  พอได้ยินแบบนี้ ผมก็รู้สึกหนักใจในทันที และคิดว่า “ให้ผมเป็นผู้ดูแลเหรอ?  จะเป็นไปได้ยังไง!  ตั้งแต่ผมพบพระเจ้าและเริ่มทำหน้าที่ ผมก็เป็นแค่สมาชิกธรรมดาของคริสตจักรมาตลอด  ผมไม่เคยเป็นผู้ดูแลเลย ผู้ดูแลมีหน้าที่รับผิดชอบมากมายและมีขอบเขตงานที่กว้างขวาง ไม่เพียงแต่ต้องรับผิดชอบงานด้านวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังต้องแก้ไขสภาวะของพี่น้องชายหญิง และแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการทำงานด้วย  งานนี้ซับซ้อนกว่างานของสมาชิกธรรมดามาก  ปกติแล้วผมไม่เก่งเรื่องการสื่อสารกับผู้คน และไม่มีวิจารณญาณแยกแยะ แถมงานที่ผู้ดูแลควรทำก็มีอีกหลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร หน้าที่นี้หนักเกินไปสำหรับผมไม่ใช่เหรอ?  ยิ่งไปกว่านั้น หน้าที่รับผิดชอบของผู้ดูแลยังหนักหนากว่าของสมาชิกธรรมดามาก ตอนที่ผมเพิ่งเริ่มทำหน้าที่งานข้อเขียน มีผู้ดูแลคนหนึ่งที่ไม่คัดกรองบทความตามหลักธรรม และคัดบทความคำพยานจากประสบการณ์ของพี่น้องชายหญิงตามอำเภอใจตัวเองเสมอ เรื่องนี้ขัดขวางและก่อกวนงานจนทำให้เขาถูกปลด ถ้าผมต้องทำหน้าที่นี้ แล้วผลลัพธ์ออกมาไม่ดีหรือมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ผมจะต้องรับผิดชอบ อย่างดีที่สุด ผมก็แค่ถูกตัดแต่ง แต่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ถ้างานถูกขัดขวางและก่อกวน ผมอาจลงเอยด้วยการถูกชำระออกจากคริสตจักร ถ้าเป็นแบบนั้น อนาคตและโชคชะตาของผมก็คงจะจบสิ้น!”  ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าหน้าที่นี้ทำยาก ผมเลยบอกหยางเฟิงไปว่า “ผมทำหน้าที่นี้ไม่ได้หรอกครับ เป็นไปได้ไหมที่จะย้ายผู้ดูแลจากที่อื่นมา?”  หยางเฟิงบอกว่าในตอนนั้นยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ผมตระหนักว่าสถานการณ์นี้ได้รับอนุญาตจากพระเจ้าแล้ว และการที่ผมเอาแต่จะปฏิเสธและขาดท่าทีแห่งการนบนอบนั้นเป็นเรื่องผิด ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจนบนอบเสียก่อน แม้ผมตกลงรับหน้าที่ผู้ดูแล พอคิดว่า นอกเหนือจากงานด้านวิชาชีพแล้ว ผมก็ไม่ได้สัมผัสกับงานอื่นๆ มากนัก ผมรู้สึกกดดันมาก และไม่รู้ว่าควรจะทำงานต่อไปอย่างไร และได้แต่หวังว่าเหล่าผู้นำจะมอบหมายให้คนอื่นมารับช่วงเป็นผู้ดูแลแทน

จากนั้นผมก็เริ่มสงสัยว่า “ผมไม่เคยทำหน้าที่นี้มาก่อน และมีหลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจ แล้วทำไมพระเจ้าถึงทรงจัดเตรียมสถานการณ์เช่นนี้ให้ผมล่ะ?  แล้วผมควรจะปฏิบัติต่อเรื่องนี้อย่างไร?”  ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้ พระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งก็เข้ามาในความคิดของผม “เมื่อบางคนเพิ่งได้รับการส่งเสริม พวกเขาก็ไม่รู้ว่าตนควรทำงานใดหรือทำอย่างไร และรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง  นี่เป็นเรื่องปกติ ใครเล่าจะเกิดมาสามารถทำได้ทุกอย่าง?  หากเจ้าสามารถทำได้ทุกอย่าง เจ้าก็ย่อมเป็นคนที่โอหังและทะนงตนที่สุดอย่างแน่นอน และจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร—ในกรณีนั้น เจ้าจะยังสามารถยอมรับความจริงได้อีกหรือ?  หากเจ้าสามารถทำได้ทุกอย่าง เจ้าจะยังพึ่งพาพระเจ้าและหวังพึ่งพระองค์อีกหรือ?  เจ้าจะยังแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมทรามของตนเองอีกหรือ?  เจ้าย่อมไม่ทำอย่างแน่นอน  ในทางตรงกันข้าม เจ้าจะโอหังและทะนงตนและเดินในเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ เจ้าจะต่อสู้เพื่ออำนาจและสถานะและไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร เจ้าจะชักพาให้หลงผิดและหลอกผู้คนให้ติดกับ และขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร—ในกรณีนั้น พระนิเวศของพระเจ้าจะยังสามารถใช้เจ้าได้อีกหรือ?  หากเจ้ารู้ว่าตนมีข้อบกพร่องมากมาย เจ้าก็ควรเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังและนบนอบ และทำงานต่างๆ ให้ดีตามข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้า การทำเช่นนี้จะช่วยให้เจ้าค่อยๆ ไปถึงจุดที่สามารถทำหน้าที่ของตนในหนทางที่ได้มาตรฐาน(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (5))  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ใจผมสว่างขึ้นมาทันที และผมก็เริ่มเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ดีขึ้นบ้าง  ผมตระหนักว่าตัวเองมีมุมมองที่ผิดพลาดอยู่ภายใน  ผมคิดว่ามีเพียงคนที่รู้ทุกเรื่องและทำได้ทุกอย่างเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติเหมาะสมจะได้รับการส่งเสริมให้ทำหน้าที่ผู้ดูแล อันที่จริง พระนิเวศของพระเจ้าได้ส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนมากมาย และไม่ใช่ทุกคนที่เข้าใจทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้น แต่พวกเขาจับความเข้าใจหลักธรรมไปทีละน้อยผ่านการฝึกฝนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นเรื่องปกติที่จะไม่เข้าใจหรือไม่รู้ทุกเรื่องตอนเริ่มทำหน้าที่ใหม่ และผมต้องมีท่าทีที่ถูกต้องต่อเรื่องนี้  พอมองย้อนกลับไป ตลอดหลายปีที่ผมทำหน้าที่มา ผมก็เป็นแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?  ไม่ว่าผมจะทำหน้าที่อะไร ผมก็ไม่ได้เข้าใจทุกอย่างตอนเพิ่งเริ่มฝึกฝน แต่ผมได้รับมอบหมายให้ฝึกฝนเพราะผมสามารถเข้าใจหลักธรรมบางอย่างได้  ต่อมา ด้วยความรู้แจ้งของพระเจ้าและความช่วยเหลือจากพี่น้องชายหญิง ประกอบกับการประสบความล้มเหลวบ้าง การถูกเผย ตลอดจนการสรุปผลและทบทวนตัวเอง ผมก็ค่อยๆ เข้าใจและจับความเข้าใจหลักธรรมบางอย่างได้  ครั้งนี้ คริสตจักรได้จัดแจงเตรียมการให้ผมทำหน้าที่ผู้ดูแล และถึงแม้ในตอนแรกผมจะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร รวมถึงอาจจะมีความลำบากยากเย็นอยู่บ้าง แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง และผมต้องเริ่มด้วยการนบนอบและพึ่งพาพระเจ้าในการฝึกฝน  ผมยังตระหนักจากพระวจนะของพระเจ้าว่า ข้อบกพร่องมากมายของผมในหน้าที่นี้ ช่วยให้ผมวางตัวได้อย่างสงบเสงี่ยม และเมื่อเผชิญปัญหา ผมก็จะแสวงหาความคิดเห็นของคนอื่นมากขึ้น ทำให้ผมหลีกเลี่ยงการขัดขวางและก่อกวนการทำหน้าที่เพราะความโอหังและความทะนงตน รวมถึงการยึดติดกับมุมมองของตัวเอง เพราะผมค่อนข้างโอหัง และเคยคิดว่าตัวเองมีความฉลาดและมีขีดความสามารถอยู่บ้าง แถมยังเข้าใจหลักธรรมความจริงบางอย่าง ผมเอาแต่ดูถูกคนอื่นตลอดเวลา เมื่อเจอความคิดเห็นที่แตกต่าง ผมก็คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก จึงมักจะยึดติดกับมุมมองของตัวเอง เรื่องนี้ได้ขัดขวางและก่อกวนงาน และเกือบจะทำให้ผมถูกปลด ถ้าผมรู้และทำได้ทุกอย่าง ผมก็คงมีแนวโน้มที่จะทำสิ่งต่างๆ ตามอุปนิสัยโอหังของตัวเองแน่ๆ  แต่ครั้งนี้ ในหน้าที่ผู้ดูแล ผมยังมีข้อบกพร่องในหลายด้าน ถึงอยากจะทำตัวโอหังก็ทำไม่ได้  แท้จริงแล้วนี่คือการคุ้มครองสำหรับผม

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่ว่า “เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าส่งเสริมและบ่มเพาะใครบางคนให้เป็นผู้นำ ก็เท่ากับว่ามอบภาระให้พวกเขามากขึ้นเพื่อฝึกฝนพวกเขา เพื่อทำให้พวกเขาพึ่งพาพระเจ้า และเพื่อทำให้พวกเขามุ่งมั่นต่อความจริง  มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่วุฒิภาวะของพวกเขาจะเติบโตขึ้นโดยเร็วที่สุด  ยิ่งภาระที่มอบให้พวกเขาสูงเท่าไร ก็ยิ่งสร้างแรงกดดันให้พวกเขามากขึ้นเท่านั้น และยิ่งบีบให้พวกเขาต้องแสวงหาความจริงและพึ่งพาพระเจ้า  ท้ายที่สุด พวกเขาจะสามารถทำงานของตนได้อย่างถูกควรและทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และดังนั้นก็จะก้าวเข้าสู่ลู่ทางที่ถูกต้องของการได้รับความรอดและได้รับการทำให้เพียบพร้อม—นี่คือผลที่สัมฤทธิ์ได้เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คน  หากไม่ได้ทำงานที่เฉพาะเจาะจงเหล่านี้ พวกเขาก็จะไม่รู้ว่าตนเองขาดอะไร ไม่รู้ว่าจะทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมได้อย่างไร และไม่รู้ว่าการมีความเป็นจริงความจริงหมายความว่าอย่างไร  การทำงานที่เฉพาะเจาะจงจึงช่วยให้พวกเขาค้นพบข้อบกพร่องของตน และมองเห็นว่านอกจากพรสวรรค์แล้ว พวกเขาก็ปราศจากความเป็นจริงความจริงโดยสิ้นเชิง  การทำเช่นนี้ช่วยให้พวกเขาสัมผัสได้ว่าตนเองยากจนและน่าสมเพชเพียงใด ทำให้พวกเขาตระหนักว่าหากไม่พึ่งพาพระเจ้าและแสวงหาความจริง พวกเขาก็จะไม่สามารถทำงานใดๆ ได้เลย ทั้งยังทำให้พวกเขาได้รู้จักตนเองอย่างแท้จริงและมองเห็นอย่างชัดเจนว่าหากไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะเหมาะที่พระเจ้าจะทรงใช้  ทั้งหมดนี้คือผลที่ต้องสัมฤทธิ์ให้ได้เมื่อผู้นำและคนทำงานได้รับการบ่มเพาะและฝึกฝน  ผู้คนจะสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างหนักแน่นมั่นคง รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวในการประพฤติตน รับประกันได้ว่าจะไม่โอ้อวดตนเองอีกต่อไปเมื่อทำงานของตน ยืนหยัดเทิดทูนพระเจ้าและเป็นพยานให้พระเจ้าในการทำหน้าที่ของตน และเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงทีละขั้นๆ ได้ก็โดยการมีความเข้าใจในแง่มุมเหล่านี้เท่านั้น… ยิ่งมีโอกาสในการฝึกฝนมากเท่าใด ประสบการณ์ของผู้คนก็ยิ่งมากมายขึ้นเท่านั้น ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเขาก็ยิ่งกว้างขวางขึ้น และพวกเขาก็จะเติบโตเร็วขึ้นเท่านั้น  อย่างไรก็ดี หากผู้คนไม่ได้ทำงานผู้นำ สิ่งที่พวกเขาเผชิญและประสบจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตส่วนตัวและประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขาเท่านั้น และสิ่งที่พวกเขาตระหนักรู้ก็จะเป็นเพียงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามส่วนตัวของพวกเขาและสภาวะส่วนตัวต่างๆ เท่านั้น—ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับตนเองเท่านั้น  แต่เมื่อพวกเขาได้เป็นผู้นำแล้ว พวกเขาก็จะเผชิญกับผู้คนมากขึ้น เหตุการณ์มากขึ้น และสภาพแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้พวกเขามักจะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาหลักธรรมความจริง  สำหรับพวกเขาแล้ว ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ย่อมกลายเป็นภาระในใจของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว และแน่นอนว่ายังสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงของพวกเขาด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี  ดังนั้น คนที่มีขีดความสามารถ แบกรับภาระ และมีความสามารถในการทำงาน จะเข้าสู่ได้ช้าในฐานะผู้เชื่อธรรมดา แต่จะเข้าสู่ได้เร็วกว่าในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (5))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของการที่พระนิเวศของพระเจ้าส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนขึ้นบ้าง การส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนในพระนิเวศของพระเจ้านั้นไม่ได้ทำไปเพื่อเผยหรือกำจัดผู้คนออกไป แต่เพื่อให้ผู้คนมีภาระและมีโอกาสได้ฝึกฝนมากขึ้น เมื่อหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น ปัญหาที่พบเจอในการทำงานก็จะเพิ่มขึ้น รวมทั้งการถูกตัดแต่ง อุปสรรค และความล้มเหลวก็จะเกิดบ่อยขึ้นด้วย อาจดูเหมือนว่าเนื้อหนังต้องทนทุกข์อยู่บ้าง แต่พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์เช่นนี้เอง เพื่อช่วยให้เรารู้จักอุปนิสัยเสื่อมทรามของตัวเอง ค้นพบจุดอ่อนและข้อบกพร่องของพวกเรา และบังคับให้พวกเราพึ่งพาพระองค์และแสวงหาความจริงมากขึ้น เรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อพวกเราในการเข้าใจตัวเอง และการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และการบรรลุความรอด ถ้าเรามีประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ น้อยและไม่มีความลำบากยากเย็นอะไรเลย การเผยอุปนิสัยเสื่อมทรามของเราก็จะน้อยตามไปด้วย ซึ่งทำให้เรายากที่จะมองเห็นข้อบกพร่องของตัวเองได้อย่างชัดเจนและจำกัดความเข้าใจเรื่องอุปนิสัยเสื่อมทรามของเรา ทำให้เราเติบโตช้าลงในทุกด้าน ยิ่งคิด ผมก็ยิ่งตระหนักว่าการที่พระนิเวศของพระเจ้าส่งเสริมและบ่มเพาะใครสักคนนั้นแฝงไว้ด้วยเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระเจ้า การที่คริสตจักรจัดให้ผมรับหน้าที่ผู้ดูแล ไม่ใช่เพื่อจงใจทำให้ผมลำบาก และไม่ใช่เพื่อเผยหรือกำจัดผมออกไป แต่เพื่อให้ผมได้รับการฝึกฝนมากขึ้น เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้เร็วขึ้น และทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีขึ้นด้วย แต่ผมกลับไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า แถมยังบ่นและต่อต้าน  ผมช่างไร้ความเป็นมนุษย์และไร้สำนึกจริงๆ!

หลังจากนั้น ผมก็ครุ่นคิดอีกว่า “ทำไมผมถึงไม่เต็มใจรับหน้าที่ผู้ดูแล?  นอกจากจะมีมุมมองที่ผิดแล้ว ยังมีอุปนิสัยเสื่อมทรามอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อีก?”  ระหว่างการคิดทบทวน ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมว่า “ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน บางคนกลับกลัวการรับผิดชอบ  ถ้าคริสตจักรมอบหมายงานให้พวกเขาทำ พวกเขาก็จะพิจารณาก่อนว่างานนั้นต้องให้พวกเขารับผิดชอบหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะไม่รับงาน  เงื่อนไขของพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่หนึ่งๆ ก็คือ หนึ่ง ต้องเป็นงานที่ไม่รีบร้อน สอง เป็นงานที่ไม่ยุ่งหรือเหนื่อย และสาม ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร พวกเขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบ  นี่เป็นหน้าที่ประเภทเดียวที่พวกเขายอมทำ  นี่คือคนประเภทใด?  นี่คือคนกลับกลอกหลอกลวงมิใช่หรือ?  พวกเขาไม่อยากแบกรับความรับผิดชอบแม้แต่น้อย  ถึงขนาดกลัวว่าใบไม้ที่ร่วงจากต้นจะทำให้ตนหัวแตก  คนเช่นนี้จะปฏิบัติหน้าที่อะไรได้?  พวกเขาจะทำประโยชน์อะไรได้ในพระนิเวศของพระเจ้า?  งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการสู้รบกับซาตาน รวมทั้งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร  มีหน้าที่ใดบ้างที่ไม่พ่วงความรับผิดชอบมาด้วย?  พวกเจ้าว่าการเป็นผู้นำนั้นแบกรับความรับผิดชอบเอาไว้หรือไม่?  ความรับผิดชอบของพวกเขากลับยิ่งมากขึ้น และพวกเขาก็ยิ่งต้องรับผิดชอบมากขึ้นมิใช่หรือ?  ไม่ว่าเจ้าจะประกาศข่าวประเสริฐ เป็นพยานยืนยัน ทำวีดิทัศน์ และอื่นๆ—ไม่ว่าเจ้าจะทำงานอะไร—ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมความจริง งานนั้นก็ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบ  ถ้าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไร้หลักธรรม ก็จะส่งผลต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถ้าเจ้ากลัวที่จะรับผิดชอบ เจ้าก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ได้  คนที่กลัวการรับผิดชอบเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นพวกคนขลาด หรือว่าอุปนิสัยของพวกเขามีปัญหากันแน่?  เจ้าต้องสามารถบอกความแตกต่างได้  แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความขลาด  เหตุใดพวกเขาจึงกล้าขนาดนั้นในการเป็นคนรวยหรือเวลาทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตนเอง?  พวกเขาจะยอมเสี่ยงเพื่อสิ่งเหล่านี้  แต่พอทำสิ่งต่างๆ เพื่อคริสตจักร เพื่อพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขากลับไม่ยอมรับความเสี่ยงแต่อย่างใด  ผู้คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ เป็นคนที่คิดคดทรยศที่สุด… ถ้าเจ้าปกป้องตัวเองเสมอเมื่อเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า และเหลือทางหนีทีไล่เอาไว้ เจ้ากำลังปฏิบัติความจริงอยู่หรือไม่?  นี่ไม่ใช่การปฏิบัติความจริง—เป็นการทำตัวกลิ้งกลอก  ตอนนี้เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า  หลักธรรมข้อแรกในการปฏิบัติหน้าที่คืออะไร?  คือเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ ด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าเสียก่อน ใช้ความพยายามทั้งหมด อันเป็นการปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า  นี่คือหลักธรรมความจริงข้อหนึ่ง เป็นหลักธรรมความจริงที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ  การปกป้องตนเองด้วยการเหลือทางหนีทีไล่ให้ตนเองนั้นคือหลักปฏิบัติที่ผู้ไม่มีความเชื่อเขาทำกัน และเป็นปรัชญาสูงสุดของพวกเขา  การคำนึงถึงตนเองก่อนในทุกสิ่ง วางผลประโยชน์ของตนเองเอาไว้เหนือสิ่งอื่นใด และไม่นึกถึงผู้อื่น พลางเชื่อว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและผลประโยชน์ของผู้อื่นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตน คิดถึงผลประโยชน์ของตนเองก่อน แล้วจากนั้นก็นึกถึงทางหนีทีไล่—นี่คือผู้ไม่มีความเชื่อมิใช่หรือ?  นี่คือสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อเป็นโดยแท้  คนแบบนี้ไม่คู่ควรที่จะปฏิบัติหน้าที่(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเห็นว่าเวลาทำหน้าที่ ผมควรพิจารณาก่อนว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจยังไง และจะรักษาผลประโยชน์ของคริสตจักรอย่างไร พระเจ้าตรัสว่าถ้าผู้คนเอาแต่กลัวการรับผิดชอบ คอยวางแผนและคิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวตลอดเวลา รวมทั้งปฏิเสธและละเลยหน้าที่ของตน พวกเขาก็เป็นคนเจ้าเล่ห์ เห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ และไม่ต่างอะไรจากผู้ไม่มีความเชื่อ พระเจ้าทรงชิงชังและรังเกียจคนแบบนี้ ตอนแรกผมคิดว่าในเมื่อผมไม่เคยทำหน้าที่ผู้ดูแลและไม่มีประสบการณ์ ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ผมจะปฏิเสธหน้าที่นี้ และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร แต่ตอนนี้ผมตระหนักแล้วว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแค่มโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของตัวเอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความจริง ผมนึกย้อนไปตอนที่ได้ยินว่าผมจะได้เป็นผู้ดูแล ผมไม่ได้รู้สึกว่านี่คือการยกชูของพระเจ้า และไม่ได้คิดว่าจะทำหน้าที่นี้ให้ดีได้อย่างไร ตรงกันข้าม สิ่งแรกที่ผมคิดถึงก็คือหน้าที่รับผิดชอบมากมายที่ต้องแบกรับในฐานะผู้ดูแล ถ้าผมทำได้ไม่ดี ผมก็คงจะถูกตัดแต่ง และถ้าผมก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน อนาคตและโชคชะตาของผมก็คงจบสิ้นลง ผมรู้สึกว่าการเป็นแค่สมาชิกทีมธรรมดาจะปลอดภัยกว่า เพราะแบบนี้ผมก็ไม่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย และเสี่ยงที่จะถูกเผยหรือถูกกำจัดน้อยลง ต่อมา แม้ว่าผมจะรับหน้าที่นี้ แต่ผมก็ทำด้วยความฝืนใจอย่างมาก และผมก็หวังอยู่เสมอว่าผู้นำจะหาคนอื่นมาแทนผม  ผมคิดถึงเวลาที่ผู้ไม่มีความเชื่อปฏิสัมพันธ์กัน พวกเขามักจะระแวดระวังกันและกันอยู่เสมอ เอาแต่กลัวว่าคนอื่นจะทำอะไรที่ขัดต่อผลประโยชน์ของตัวเอง พวกเขาจึงมีแผนสำรองตลอดเวลา แต่ถึงแม้ผมจะพบพระเจ้าและกำลังทำหน้าที่ของตนเอง ผมก็ยังคงระแวดระวังพระเจ้าเสมอ  ถ้าผมรู้สึกว่าหน้าที่ที่คริสตจักรจัดให้ ไม่เป็นภัยคุกคามต่ออนาคตของผม ผมก็เต็มใจที่จะจ่ายราคาและทำหน้าที่เหล่านั้น แต่ทันทีที่รู้สึกว่าหน้าที่เหล่านี้อาจมีความเสี่ยงบางอย่าง ผมก็ไม่อยากทำหน้าที่เหล่านั้นแล้ว  ผมมักจะอ้างว่าตัวเองควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่พอต้องเผชิญกับหน้าที่ที่ต้องการความร่วมมือจากผม ผมกลับนึกถึงแต่อนาคตและโชคชะตาตัวเอง ผมใช้การขาดประสบการณ์เป็นข้ออ้างในการละเลยหน้าที่ โดยไม่คำนึงถึงพระเจ้าเลยสักนิด ผมเห็นว่าตัวเองช่างเห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ ปลิ้นปล้อน และหลอกลวงอย่างถึงที่สุด พวกผู้ไม่มีความเชื่อให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตัวเหนือสิ่งอื่นใด แล้วความคิดเหล่านี้ของผมกับสิ่งที่ผมกำลังเผยออกมานั้น เหมือนกับผู้ไม่มีความเชื่อเลยไม่ใช่เหรอ? ผมเห็นว่าตัวเองขาดมโนธรรมและสำนึกอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีหลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจในฐานะผู้ดูแล แต่ผมก็ควรลองฝึกฝนดูเสียก่อนและดูว่าสิ่งต่างๆ จะดำเนินไปอย่างไร ถ้าผมทำดีที่สุดแล้วแต่ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ดีพอ ก็ถือว่าไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ  หยางเฟิงได้พาผมไปทำความคุ้นเคยกับงานของกลุ่มต่างๆ  ในตอนแรก ผมสับสนเป็นอย่างมากและไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรหรือทำอย่างไร แต่ต่อมา พอผมลงมือทำไปพร้อมกับคลำทางไปข้างหน้า ผมก็พบเส้นทางที่จะก้าวต่อไป

หลังจากนั้นไม่นาน พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เปิดฉากจับกุมผู้เชื่อครั้งใหญ่อีกระลอก และเราต้องย้ายที่อยู่กันอย่างเร่งด่วนเพราะที่ที่เราอยู่เริ่มไม่ปลอดภัยเสียแล้ว สถานการณ์ในพื้นที่อื่นก็แย่พอกัน ผู้นำระดับสูงขอให้คริสตจักรในพื้นที่ต่างๆ จัดหาบุคลากรที่มีขีดความสามารถดีมาทำหน้าที่ด้านข้อเขียน ผมคิดในใจว่า “ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างตอนนี้ งานบางอย่างของคริสตจักรก็ดำเนินการยากอยู่แล้ว  ถ้าคนที่มีขีดความสามารถดีถูกย้ายออกไป เราจะหวังให้งานดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ยังไง?  ถ้าหยางเฟิงย้ายไปในช่วงเวลาวิกฤตินี้ด้วย แล้วถ้างานไม่มีประสิทธิภาพหรือมีปัญหาขึ้นมา ผมจะต้องรับผิดชอบ ถ้าสถานการณ์แย่ลงจริงๆ ผมอาจถูกปลดหรือถูกกำจัด และผมก็จะไม่มีอนาคตและชะตากรรมที่ดี”  พอนึกแบบนี้ ผมก็นึกเสียใจที่รับหน้าที่นี้มาตั้งแต่แรก  เผอิญหยางเฟิงยังออกจากพื้นที่ในตอนนี้ไม่ได้ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ผมเลยคิดว่า “ถ้าเขาไม่ไป เขาก็ยังต้องรับผิดชอบงานอยู่  ถึงผมเป็นผู้ดูแล แต่ก็เป็นแค่ผู้ช่วย ถ้ามีอะไรผิดพลาดจริงๆ ผู้นำก็ยังคงไปหาเขาอยู่ดี”  ในตอนนั้น ผมอ้างว่ายุ่งอยู่กับงานตรงหน้า จึงไม่ได้ใส่ใจกับงานโดยรวมมากนัก ผมคิดในใจว่า “ในเมื่อหยางเฟิงยังไม่ไป เขาก็สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้”  หลังจากนั้นไม่นาน ผู้นำก็เข้าใจสภาวะของผม และส่งพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนมาให้  พระเจ้าตรัสว่า “ศัตรูของพระคริสต์มองการได้รับพรว่ายิ่งใหญ่กว่าฟ้าสวรรค์ ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต สำคัญกว่าการไล่ตามเสาะหาความจริง การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย หรือความรอดส่วนบุคคล และสำคัญกว่าการทำหน้าที่ของตนให้ดีและเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน  พวกเขาคิดว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน การทำหน้าที่ของตนได้ดี และการได้รับการช่วยให้รอดล้วนแต่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบจะไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรือแสดงความคิดเห็น ในขณะที่การได้รับพรเป็นสิ่งเดียวในชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาที่ไม่อาจลืมได้เป็นอันขาด  ในสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใด พวกเขาก็เอามายึดโยงกับการได้รับพร ระมัดระวังและเอาใจใส่อย่างยิ่ง และพวกเขาก็เหลือทางออกไว้ให้ตัวเองเสมอ(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร)  “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อขอให้รับผิดชอบงานบางอย่าง ก็มีบางคนที่ไม่คำนึงว่าตนจะสามารถถวายความจงรักภักดีได้อย่างไร หรือจะปฏิบัติหน้าที่นี้และทำงานนี้ให้ดีได้อย่างไร  กลับคำนึงว่าจะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบได้อย่างไร จะหลีกเลี่ยงการถูกตัดแต่งได้อย่างไร จะหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบได้อย่างไร และจะผ่านพ้นโดยไม่เจ็บตัวได้อย่างไรเมื่อเกิดปัญหาหรือข้อผิดพลาด  พวกเขาคำนึงถึงทางหนีของตนก่อน และคำนึงว่าจะทำตามความชอบและความสนใจของตนเองได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีและถวายความจงรักภักดีได้อย่างไร… แล้วคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะนี้เป็นคนประเภทใด?  ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่?  ก่อนอื่น มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือคนเช่นนี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง  พวกเขาเสาะแสวงที่จะสุขสำราญกับพรไม่กี่อย่าง มีชื่อเสียง และเป็นจุดสนใจในพระนิเวศของพระเจ้า เหมือนกับตอนที่พวกเขาประคองตัวอยู่ในสังคมไม่มีผิด  ว่ากันตามแก่นแท้แล้ว พวกเขาเป็นคนประเภทใด?  พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  “หากผู้คนไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรยากลำบากสำหรับพวกเขาที่จะละวางเกินกว่าผลประโยชน์ของพวกเขาเองแล้ว  นั่นเป็นเพราะปรัชญาชีวิตของพวกเขาคือ ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’ และ ‘มนุษย์ยอมตายเพื่อทรัพย์สมบัติ เหมือนนกยอมตายเพื่ออาหาร’  ชัดเจนว่าพวกเขาดำรงชีวิตอยู่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ผู้คนคิดว่าหากไม่มีผลประโยชน์ของตัวเอง—ว่าหากพวกเขาจะต้องสูญเสียผลประโยชน์ของตัวเอง—พวกเขาก็จะไม่สามารถอยู่รอดได้เลย  นั่นเป็นราวกับว่าความอยู่รอดของพวกเขานั้นแยกกันไม่ขาดจากผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงมืดบอดต่อทุกสิ่งยกเว้นผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง  พวกเขามองผลประโยชน์ของตัวเองสูงกว่าสิ่งอื่นใด พวกเขาดำรงชีวิตอยู่เพื่อผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง และการให้พวกเขาละวางผลประโยชน์ของตัวเองนั้นเหมือนเป็นการขอให้พวกเขาละวางชีวิตของพวกเขาเอง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การรู้จักอุปนิสัยของคนเราคือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้น)  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าศัตรูของพระคริสต์มองการได้รับพรเป็นเป้าหมายของการเชื่อในพระเจ้า  พวกเขาไม่ทุ่มเทให้กับการไล่ตามเสาะหาความจริง แถมเชื่อมโยงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับการได้รับพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหน้าที่ที่คริสตจักรมอบหมาย พวกเขากลัวเสมอว่าต้องรับผิดชอบ หรือกระทำผิดเพราะทำให้งานล่าช้า ทั้งยังระแวดระวังพระเจ้าตลอดเวลา เพราะเกรงจะถูกกำจัดและสูญเสียโอกาสที่จะได้รับพร พวกเขาช่างเลวร้ายและหลอกลวงจริงๆ!  ผมเห็นว่าพฤติกรรมของผมเหมือนกับศัตรูของพระคริสต์ไม่มีผิด  ตั้งแต่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้ดูแล สิ่งที่ผมคิดมีแค่ว่า ถ้าทำได้ไม่ดีอาจทำให้งานเสียหาย และอาจทำให้ผมถูกเผย ถูกกำจัด และสูญเสียโอกาสที่จะได้รับพร ผมไม่ได้คิดว่าจะทำความคุ้นเคยกับงานให้เร็วขึ้นยังไง หรือจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ในงานยังไง  ผมนึกถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว พอคิดทบทวนพฤติกรรมตัวเอง ผมก็ตระหนักว่าผมกำลังถูกควบคุมโดยพิษของซาตานที่ว่า “ทุกคนทำเพื่อตัวเอง และปีศาจคือผู้ที่รั้งท้าย” ทุกสิ่งที่ผมทำและพูดล้วนตั้งอยู่บนหลักการแห่งผลประโยชน์ส่วนตน ผมช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจอย่างที่สุด  ผมรู้ดีว่าถ้าหยางเฟิงย้ายไป จะไม่มีใครกำกับดูแลงานข้อเขียนของคริสตจักรหลายแห่ง และงานจะได้รับผลกระทบ แต่ผมก็ยังกังวลเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวและไม่เต็มใจรับหน้าที่นี้  แม้ผมจะได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามาบ้าง และเข้าใจว่าเมื่อคริสตจักรส่งเสริมใครสักคน เจตนารมณ์ของพระเจ้าคือให้เขาฝึกฝนและเข้าใจความจริง ไม่ใช่เพื่อเผยและกำจัดเขา แต่ผมก็ยังรู้สึกไม่มั่นคงและไม่มีความกล้าที่จะฝากทุกสิ่งไว้กับพระเจ้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการจับกุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน งานต้องเผชิญกับความยากลำบากต่างๆ คนที่มีมโนธรรมและสำนึกก็จะลุกขึ้นมารับผิดชอบอย่างแข็งขันแล้ว แต่สิ่งที่ผมคิดมีแค่อนาคตของตัวเอง และวิธีที่จะเผื่อทางถอยให้ตัวเอง  เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ผมใช้การยุ่งกับงานตรงหน้าเป็นข้ออ้างเพื่อไม่เข้าร่วมกับงานโดยรวม ผมถึงกับคิดว่า เมื่อหยางเฟิงตกอยู่ในความเสี่ยง เขาคงไม่สะดวกที่จะไปทำหน้าที่ที่อื่น ผมก็จะไม่ต้องเป็นผู้ดูแลและเอาตัวเองไปเสี่ยง ผมคิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวและไม่ได้นึกถึงงานของคริสตจักรเลย ผมถึงกับคิดร้ายต่อคนอื่นและเผยความคิดที่มุ่งร้ายออกมา ผมมีความเป็นมนุษย์ตรงไหน?  ผมเห็นว่าตัวเองเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อจะได้รับพรและรางวัล แม้ตอนที่ทำหน้าที่บางอย่างได้ ผมก็เอาแค่พยายามต่อรองกับพระเจ้า เวลาจำเป็นต้องรับผิดชอบจริงๆ ผมก็จะหลบอยู่ห่างๆ  ผมไม่มีความจริงใจต่อพระเจ้าหรือต่อหน้าที่ในใจเลย!  สิ่งที่ผมพร่ำบอกอย่าง “ผมจะทำหน้าที่ให้ดีและคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า” ล้วนเป็นเพียงคำพูดที่ว่างเปล่า ผมแค่พูดสิ่งที่ฟังดูดีเพื่อพยายามเอาใจพระเจ้า เพื่อให้พระองค์ประทานบั้นปลายที่ดีในอนาคต ผมแค่พยายามหลอกลวงและใช้ประโยชน์จากพระเจ้าไม่ใช่เหรอ?  ผมตระหนักว่าผมไม่เพียงเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ แต่ยังมีอุปนิสัยที่เลวร้ายจริงๆ ด้วย ยิ่งคิดทบทวน ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเผยออกมานั้นน่ารังเกียจและน่าสะอิดสะเอียนสำหรับพระเจ้า ผมนึกถึงวุฒิภาวะและประสบการณ์อันจำกัดของผม และเห็นว่าพระเจ้าทรงมีพระคุณต่อผม โดยประทานโอกาสให้ผมได้ฝึกฝนในหน้าที่ผู้ดูแล นี่ก็เพื่อให้ผมจับความเข้าใจหลักธรรมและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้อย่างรวดเร็ว แต่ผมกลับไม่ทะนุถนอมโอกาสที่พระเจ้าประทานให้ และไม่คิดว่าจะทำหน้าที่ของตนให้ดีและตอบแทนความรักของพระเจ้ายังไง  แต่กลับปฏิเสธและหลีกเลี่ยงหน้าที่ของตัวเอง ผมช่างไร้มโนธรรมและสำนึกจริงๆ แยกแยะดีชั่วไม่ออกเลย!  พอตระหนักเช่นนี้ ผมก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเป็นหนี้พระคุณ และผมอยากจะใช้โอกาสที่หยางเฟิงยังอยู่ที่นี่ เรียนรู้จากเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากนั้นไม่นาน หยางเฟิงและพี่น้องชายหญิงหลายคนก็ถูกตำรวจจับ และงานทั้งหมดก็ตกมาอยู่ที่ผม  แม้จะมีความกดดันบ้าง แต่ผมรู้ว่าผมหนีจากสถานการณ์นี้ไม่ได้และต้องรับหน้าที่ของตัวเอง จึงร่วมมือกับพี่น้องชายหญิงในการทำหน้าที่นี้

ครั้งหนึ่ง ผมยกเลิกบทความคำพยานจากประสบการณ์ตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตัวเอง และผู้นำระดับสูงก็ส่งจดหมายมาติดตามและตรวจสอบเรื่องนี้ ผมคิดว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ  อาจไม่ใช่แค่เรื่องของการถูกตัดแต่ง และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ผมอาจถึงขั้นถูกปลด”  ผมคิดทบทวนสาเหตุของปัญหานี้ ระหว่างรอให้ผู้นำจัดการ ผู้นำทราบว่านี่เป็นครั้งแรกที่เราเจอปัญหาแบบนี้ จึงไม่ได้เอาผิดเรา แต่หนุนใจให้เราคิดทบทวนและสรุปบทเรียนให้มากขึ้น ตอนนั้น ผมคิดว่า “ความรับผิดชอบของหน้าที่นี้ใหญ่หลวงเกินไป  ทำไมผมไม่บอกผู้นำไปเลยว่า ผมทำหน้าที่นี้ไม่ไหว และขอไปทำหน้าที่ที่รับผิดชอบน้อยลงแทน?”  ขณะที่กำลังคิดเช่นนี้ ผมก็ตระหนักว่าความคิดเหล่านี้ผิด และนึกถึงพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า “เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง?  ทุกคนย่อมทำผิด  หากบุคคลที่มีเจตนาถูกต้องนั้นขาดพร่องประสบการณ์และไม่เคยจัดการเรื่องบางอย่างมาก่อน แต่พวกเขาทำดีที่สุดแล้ว นั่นย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่สายพระเนตรของพระเจ้า  เจ้าต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสรรพสิ่งและหัวใจของมนุษย์  หากคนเราไม่เชื่อแม้แต่สิ่งนี้ พวกเขาย่อมเป็นผู้ไม่เชื่อมิใช่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ผมเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงปฏิบัติต่อเราตามผลลัพธ์ของเรื่องต่างๆ เพียงอย่างเดียว แต่ยังทรงพิจารณาถึงเจตนาในการทำหน้าที่ของเราและบริบทที่เกิดปัญหาขึ้นด้วย  ตัวอย่างเช่น บางคนอาจเพิ่งได้รับหน้าที่ และเพราะพวกเขาไม่ได้ฝึกฝนมานานและมีความเข้าใจในหลักธรรมอย่างจำกัด จึงอาจเกิดความเบี่ยงเบนในการทำหน้าที่ของพวกเขา และควรได้รับการสามัคคีธรรมและความช่วยเหลือเสียก่อน ถ้าหลังจากฝึกฝนไประยะหนึ่งแล้ว พวกเขายังไม่พัฒนาขึ้นเนื่องจากมีขีดความสามารถค่อนข้างต่ำ ก็ควรย้ายไปทำหน้าที่ที่เหมาะสมกว่า แต่ถ้าขีดความสามารถของพวกเขาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ แต่กลับพึ่งพาเจตนาและอุปนิสัยเสื่อมทรามของตัวเองในการทำหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ทั้งยังละเมิดหลักธรรมและก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน พวกเขาก็จำเป็นต้องถูกตัดแต่ง  และถ้าพวกเขายังไม่กลับใจ พวกเขาก็จะถูกปลดและถูกกำจัด  ในพระนิเวศของพระเจ้า ผู้คนได้รับการปฏิบัติตามหลักธรรม ไม่ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ใดหรือเป็นผู้ดูแลหรือไม่ เหมือนกับผู้ดูแลที่ผมเห็นตอนเริ่มทำหน้าที่ด้านข้อเขียนซึ่งถูกปลด เขาอยู่ในสภาวะที่ผิดพลาดมาเป็นเวลานาน ทำหน้าที่อย่างโอหังและคิดว่าตัวเองถูกโดยไม่แสวงหาหลักธรรม และได้ขัดขวางงานอย่างร้ายแรง จึงทำให้เขาถูกปลด แต่พระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้ขับไล่เขาเพราะเหตุนี้ เมื่อเขาเริ่มทบทวนและรู้จักตัวเอง และเต็มใจที่จะกลับใจ พระนิเวศของพระเจ้าก็ให้โอกาสเขาอีกครั้ง และเขายังคงทำหน้าที่ของเขามาจนถึงทุกวันนี้ ในทางกลับกัน บางคนทำสิ่งเลวร้ายอย่างไม่ยั้งคิดในการทำหน้าที่ของตน ขัดขวางและก่อกวนงาน และปฏิเสธที่จะกลับใจ  แม้คนแบบนี้จะแบกรับความรับผิดชอบน้อย หรือไม่ได้เป็นผู้ดูแล ไม่ใช่ผู้นำและคนทำงาน ก็จะถูกกำจัดเช่นกัน เมื่อตระหนักเช่นนี้ ผมก็เริ่มเข้าใจอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าขึ้นมาบ้าง เมื่อก่อน ผมมองพระเจ้าเหมือนข้าราชการที่ทรมานและกดขี่ผู้คน ถ้าเห็นพวกเขาทำสิ่งผิดที่กระทบต่อผลประโยชน์ของตน และไม่ได้พิจารณาบริบทของสถานการณ์เลย นับประสาอะไรกับการปฏิบัติต่อผู้คนตามแก่นแท้ของพวกเขา ผมคิดว่าถ้าใครแค่พูดผิดหรือทำสิ่งที่ขัดพระทัยเพียงเล็กน้อย พระองค์ก็ทรงใช้ฤทธานุภาพจัดการกับคนคนนั้นได้ การตัดสินพระเจ้าด้วยมุมมองเช่นนี้คือการใส่ร้ายและหมิ่นประมาทพระองค์!  พอตระหนักแบบนี้ ผมก็ละทิ้งความระแวดระวังและความเข้าใจผิดที่มีต่อพระเจ้า และพบว่าผมสามารถเผชิญกับหน้าที่ตัวเองได้อย่างสงบ เวลาจัดการงานหรือตรวจสอบบทความ ผมจะจริงจังกับสิ่งต่างๆ มากขึ้นและทำในสิ่งที่ทำได้ และถ้าเกิดปัญหาที่ผมต้องรับผิดชอบขึ้นมาจริงๆ ผมจะนบนอบ เผชิญหน้า และมีประสบการณ์กับปัญหานั้น

เวลาทำหน้าที่ในตอนนี้ บางครั้งผมก็ยังนึกถึงอนาคตและชะตากรรมของตัวเอง โดยกลัวว่าถ้าทำไม่ดี จะก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน แล้วผมอาจจะถูกเผยและถูกกำจัด แต่ผมสามารถอธิษฐานถึงพระเจ้า ขัดขืนความคิดเหล่านี้ และทำหน้าที่ของผมได้ตามปกติ บางครั้งผมอาจมองสิ่งต่างๆ ไม่ชัดเจนหรือไม่ได้ทำหน้าที่อย่างรอบคอบจนนำไปสู่ปัญหา แต่ผมก็ไม่ได้เอาแต่ใช้ชีวิตอยู่กับความระแวดระวังและความเข้าใจผิดอีกต่อไป  ตรงกันข้าม ผมกลับปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ทบทวนตนเองและหาสาเหตุของปัญหาเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที และพลิกสถานการณ์ทันทีที่พบปัญหา เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ ผมก็รู้สึกสงบและผ่อนคลายในใจ ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า:  18. ฉันเผชิญข้อบกพร่องของตนได้อย่างสงบ

ถัดไป:  33. หลังจากได้เห็นหลายคนถูกเผยและกำจัด

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger