89. การคิดทบทวนเรื่อง การต่อสู้กับความเจ็บป่วย

โดย เฉินเจี๋ย ประเทศจีน

นับตั้งแต่ผมได้ยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผมก็มีความกระตือรือร้นในการประกาศข่าวประเสริฐและทำหน้าที่ของผมมาตลอด ไม่ว่าฝนตกแดดออก ก็ไม่เคยรั้งรอ ต่อมา ผมได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร และเมื่อใดที่ผมเห็นพี่น้องชายหญิงประสบปัญหาหรือความยากลำบาก ผมก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยแก้ไข หลังจากที่ผมเข้ามารับผิดชอบงานวีดิทัศน์ ผมก็ทำงานเกินเวลา คอยติดตามและให้คำชี้แนะในการทำงาน เมื่อใดที่งานคืบหน้าช้าหรือมีการเบี่ยงเบนเกิดขึ้น ผมก็จะรีบสามัคคีธรรมและแก้ไขทันที หลังจากนั้นไม่นาน ผมเห็นว่าทักษะของพี่น้องชายหญิงดีขึ้น และงานวีดิทัศน์ก็มีความคืบหน้าให้เห็นบ้าง ผมรู้สึกมีความสุขมากทีเดียว คิดว่า “ตราบใดฉันยังคงสู้ทนความยากลำบาก จ่ายราคา และเกิดผลในหน้าที่บ้าง ในอนาคต ฉันก็จะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าอย่างแน่นอน และมีหวังอย่างมากที่จะได้รับความรอด”  แต่ทว่า ตอนที่ผมกำลังทำหน้าที่ของผมอย่างเต็มที่ อยู่มาวันหนึ่ง ผมรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากและไม่อยากอาหาร แต่ผมไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก โดยคิดว่าน่าจะเป็นเพราะช่วงนี้ผมพักผ่อนไม่เพียงพอ และผมก็คาดว่าคงไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงอะไร อย่างไรก็ตาม ความอยากอาหารของผมลดลงเรื่อยๆ และใบหน้าของผมก็ดูซูบโทรม พี่น้องชายกวนหมิงซึ่งร่วมมือในงานกับผม แนะนำให้ผมไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ผมตกใจมากเมื่อหมอบอกว่าผมเป็นไวรัสตับอักเสบบี และมีก้อนเนื้อแข็งเล็กๆ อยู่ในตับ และหากอาการแย่ลงเรื่อยๆ มันก็อาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ หัวของผมเริ่มตื้อไปหมด “เป็นไปไม่ได้!  ฉันกำลังทำหน้าที่อยู่แท้ๆ ฉันจะเป็นโรคแบบนี้ได้ยังไง?  โรคนี้ไม่ได้รักษาง่ายๆ…” ผมรู้สึกเหมือนมีก้อนหินทับอยู่บนหน้าอกของผม และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและอ่อนแอในหัวใจ ผมนึกถึงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ที่ผมได้ทิ้งครอบครัวและหน้าที่การงาน สู้ทนความทุกข์ และสละตน แม้ในยามที่ผมถูกพรรคคอมมิวนิสต์ตามล่าและข่มเหง ผมก็ไม่เคยทรยศพระเจ้า แล้วทำไมพระเจ้าถึงไม่ทรงคุ้มครองผมล่ะ?  ท่ามกลางการทนทุกข์ของผม ผมก็นึกถึงบทเพลงนมัสการจากพระวจนะของพระเจ้าบทหนึ่งที่ว่า “เมื่อความเจ็บป่วยมาเยือน นี่ก็คือความรักของพระเจ้า และแน่นอนว่าย่อมมีเจตนารมณ์อันดีงามของพระองค์อยู่ในนั้น  แม้เนื้อหนังของเจ้าจะเผชิญความทุกข์บ้าง ก็อย่ายอมรับแนวคิดใดๆ จากซาตาน  จงสรรเสริญพระเจ้าในท่ามกลางโรคภัยไข้เจ็บและชื่นชมพระเจ้าในท่ามกลางการสรรเสริญของเจ้า  จงอย่าหมดใจเมื่อเผชิญหน้าโรคภัยไข้เจ็บ จงหมั่นแสวงหาครั้งแล้วครั้งเล่าและอย่ายอมแพ้ แล้วพระเจ้าย่อมจะประทานความกระจ่างและความรู้แจ้งแก่เจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 6)  พระวจนะของพระเจ้านำสันติสุขมาสู่หัวใจของผมอยู่บ้าง ใช่ ไม่ว่าโรคนี้จะแย่ลงหรือไม่ ก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และแม้ว่าในขณะนี้ผมจะไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ผมก็ไม่ควรพร่ำบ่นพระเจ้า ผมต้องแสวงหาเจตนารมณ์ของพระองค์ พากเพียรทำหน้าที่ของผม และตั้งมั่นในคำพยานของผม เมื่อคิดได้เช่นนี้ ผมก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

ในเวลาต่อมา เนื่องด้วยงานวีดิทัศน์ที่ยุ่งวุ่นวาย ผู้นำจึงเป็นห่วงว่าร่างกายของผมอาจรับไม่ไหว พวกเขาจึงจัดแจงให้พี่น้องชายหลี่เฉิงกับผมร่วมมือกันในการประกาศข่าวประเสริฐ ขณะที่ผมกำลังรับการรักษา ผมก็พากเพียรทำหน้าที่ของผมต่อไป และเมื่อใดที่เราพบกับความลำบากยากเย็นในงาน เราก็จะสามัคคีธรรมและแสวงหาความจริงที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหา ถึงแม้ผมจะสู้ทนกับความยากลำบากทางกายและจ่ายราคาไปบ้าง แต่การที่ผมได้เห็นผู้คนยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมมีความสุขมาก และผมก็คิดว่า “ตราบใดที่ฉันยังคงทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ทนทุกข์กับความยากลำบากได้มากขึ้น และจ่ายราคามากขึ้น บางทีพระเจ้าอาจจะทรงคุ้มครองฉัน และอาการของฉันอาจจะดีขึ้น” แต่หลังจากนั้นสักพัก ผมรู้สึกว่าอาการของผมแย่ลง ผมรู้สึกเหนื่อยทุกวัน อ่อนเปลี้ยไปทั้งตัว และความอยากอาหารลดลงไปอีก ผมจึงไปตรวจร่างกายอีกครั้ง หมอบอกว่าอาการไวรัสตับอักเสบบีที่ผมเป็นอยู่แย่ลง และผมจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลทันที ไม่เช่นนั้น โรคจะลุกลามต่อไปและรักษายาก เนื่องจากผมกำลังถูกพรรคคอมมิวนิสต์ตามล่า การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจะทำให้อัตลักษณ์ของผมถูกเปิดเผยและทำให้ผมตกอยู่ในอันตราย ผมจึงต้องอาศัยการกินยาและการให้น้ำเกลือ แต่อาการของผมก็ยังไม่ดีขึ้นมากนัก นานวันเข้า ผมก็เริ่มอ่อนแอ และคิดว่า “โรคตับอักเสบบีนี้กำเริบมาหลายครั้งแล้ว หากมันแย่ลงไปอีกและกลายเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับ ชีวิตของฉันก็คงตกอยู่ในอันตรายได้ทุกเมื่อ หากฉันต้องตายแบบนี้ ฉันยังจะได้รับการช่วยให้รอดอยู่หรือเปล่า?  ชีวิตแห่งความเชื่อในพระเจ้าของฉันจะมาจบลงเช่นนี้แน่หรือ?”  เมื่อคิดเช่นนี้ ผมก็รู้สึกอ่อนเปลี้ยไปทั้งตัว และความสับสนกับคำพร่ำบ่นก็ผุดขึ้นมาในใจผมทันทีว่า “ตั้งแต่ฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้า ฉันก็มีความกระตือรือร้นในหน้าที่และในการประกาศข่าวประเสริฐ ไม่ว่าจะฝนตก ลมแรง แดดร้อน หรือหนาวเหน็บ และไม่ว่าจะถูกพรรคคอมมิวนิสต์ตามล่าและข่มเหง จนไม่อาจกลับบ้านได้ ฉันก็ไม่เคยชักช้าในหน้าที่ แม้แต่ในช่วงหลายปีที่ฉันป่วยอยู่นี้ ฉันก็ยังคงพากเพียรทำหน้าที่ของฉันตลอดเวลา ไม่เคยยอมแพ้ และถึงแม้ฉันอาจไม่ได้สร้างคุณงามความดี แต่ฉันก็ทนทุกข์และตรากตรำ ทำไมโรคของฉันไม่เพียงไม่ดีขึ้น แต่กลับแย่ลงไปอีก?”  ผมเห็นพี่น้องชายหญิงสุขภาพดีและขยันขันแข็งทำหน้าที่ของพวกเขา ในขณะที่ผมต้องทรมานกับโรคร้าย ยิ่งคิด ผมก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจ จนเกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ตอนกลับมาที่บ้านรับรอง ผมรู้สึกเจ็บปวดและคิดลบอย่างยิ่ง ไม่มีแรงจูงใจที่จะทำหน้าที่ ในขณะนั้น พี่น้องชายหลี่เฉิงเตือนผมว่า “เมื่อเผชิญกับความเจ็บป่วย เราควรแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า ไม่ใช่เข้าใจผิดหรือพร่ำบ่นพระองค์” ถ้อยคำของพี่น้องชายหลี่เฉิงช่วยให้ผมสงบลงได้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนได้รับการอนุญาตจากพระเจ้า และผมต้องเริ่มต้นด้วยการนบนอบเพื่อแสวงหาความจริงและคิดทบทวนตนเอง ดังนั้น ผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหา โดยหวังว่าพระองค์จะทรงนำทางให้ผมเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนที่ว่า “บางคนคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าควรนำสันติสุขและความเบิกบานมาให้ และถ้าพวกเขาเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ก็เพียงต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าเท่านั้น แล้วพระเจ้าก็จะทรงสดับฟัง ประทานพระคุณและพรแก่พวกเขา เพื่อให้แน่ใจว่าทุกสิ่งจะดำเนินไปอย่างมีสันติสุขและราบรื่นสำหรับพวกเขา  จุดประสงค์ที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าก็เพื่อแสวงหาพระคุณ ได้รับพร และสำราญกับความสุขและสันติ  เป็นเพราะทัศนะเหล่านี้ พวกเขาจึงละทิ้งครอบครัวหรือออกจากงานมาสละตนเพื่อพระเจ้า สามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาได้  พวกเขาเชื่อว่าตราบใดที่พวกเขาละทิ้งสิ่งต่างๆ สละตนเพื่อพระเจ้า สู้ทนความยากลำบากและขยันทำงาน แสดงให้เห็นพฤติกรรมที่ดีเลิศ พวกเขาก็จะได้รับพรและความโปรดปรานจากพระเจ้า และไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญความยุ่งยากอันใด ตราบใดที่พวกเขาอธิษฐานถึงพระเจ้า พระองค์ก็จะทรงแก้ไขเรื่องยุ่งยากและเปิดทางให้แก่พวกเขาในทุกเรื่อง  นี่คือมุมมองของผู้คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้า  ผู้คนรู้สึกว่ามุมมองนี้เป็นไปโดยชอบและถูกต้อง  การที่ผู้คนมากมายสามารถดำรงความเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีโดยไม่ทิ้งความเชื่อของตนก็เกี่ยวเนื่องกับมุมมองนี้โดยตรง  พวกเขาคิดว่า ‘ฉันสละเพื่อพระเจ้าไปมากมายนัก พฤติกรรมของฉันก็ดียิ่งมาโดยตลอด แล้วฉันก็ไม่เคยทำเรื่องชั่วอะไร พระเจ้าจะทรงอวยพรฉันแน่นอน  ด้วยเหตุที่ฉันทนทุกข์มามากและจ่ายราคาเพื่อกิจทุกอย่างไปมาก ทำทุกสิ่งตามพระวจนะและพระประสงค์ของพระเจ้าโดยไม่มีอะไรผิดพลาด พระเจ้าก็ควรประทานพรแก่ฉัน พระองค์ควรดูให้แน่ใจว่าทุกสิ่งจะดำเนินไปอย่างราบรื่นสำหรับฉัน ให้ตัวฉันมักจะมีสันติสุขและความเบิกบานในหัวใจ ได้ชื่นชมการสถิตของพระเจ้า’  นี่คือมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์มิใช่หรือ?  ตามมุมมองของมนุษย์ ผู้คนย่อมได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้าและได้รับประโยชน์ต่างๆ ดังนั้นการต้องทนทุกข์เพื่อเรื่องนี้บ้างจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และคุ้มค่าที่จะใช้ความทุกข์นี้มาแลกเป็นพรจากพระเจ้า  นี่เป็นวิธีคิดที่จะเจรจาต่อรองกับพระเจ้า  อย่างไรก็ดี ตามมุมมองของพระเจ้าและความจริง โดยพื้นฐานแล้วนี่ไม่ตรงกับหลักธรรมในพระราชกิจของพระเจ้าและมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดแก่ผู้คน  ทั้งหมดนี้เป็นการคิดฝันเฟื่อง เป็นมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันที่มนุษย์มีเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าโดยแท้  ไม่ว่านี่จะเกี่ยวพันกับการเรียกร้องสิ่งต่างๆ หรือเจรจาต่อรองกับพระเจ้า หรือมีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์อยู่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ทั้งหมดนี้ไม่ได้สอดคล้องกับข้อกำหนดของพระเจ้า และไม่ได้เป็นไปตามหลักธรรมและมาตรฐานของการที่พระเจ้าจะทรงอวยพรผู้คน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดและมุมมองเชิงธุรกรรมแลกเปลี่ยนนี้ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า แต่ผู้คนก็ไม่ทันตระหนัก  เมื่อสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คน พวกเขาก็เกิดคำพร่ำบ่นและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระองค์ในหัวใจของตนอย่างรวดเร็ว  ถึงกับรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และจากนั้นก็เริ่มโต้เถียงกับพระเจ้า และอาจถึงขั้นตัดสินและกล่าวโทษพระองค์… เมื่อพระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมให้แก่ผู้คนซึ่งตรงข้ามกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาโดยสิ้นเชิง พวกเขาก็เกิดมโนคติอันหลงผิด มีคำตัดสินและคำกล่าวโทษพระเจ้าอยู่ในหัวใจของตน และอาจถึงกับปฏิเสธพระองค์  เมื่อทำเช่นนั้น เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะทรงตอบสนองความต้องการของพวกเขา?  ไม่ได้อย่างแน่นอน  พระเจ้าจะไม่ทรงเปลี่ยนแปลงวิธีทรงพระราชกิจและพระประสงค์ของพระองค์ตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์อย่างเด็ดขาด  เมื่อเป็นเช่นนั้น ฝ่ายที่จำเป็นต้องเปลี่ยนคือใคร?  ย่อมเป็นผู้คน  ผู้คนจำเป็นต้องปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดของตน ยอมรับ นบนอบ ผ่านประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ และแสวงหาความจริงมาแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของตนเอง แทนที่จะประเมินสิ่งที่พระเจ้าทรงทำโดยใช้มโนคติอันหลงผิดของตนมาดูว่าถูกต้องหรือไม่  เมื่อผู้คนยืนกรานที่จะยึดมั่นในมโนคติอันหลงผิดของตน พวกเขาก็เกิดความรู้สึกคัดค้านพระเจ้า—นี่ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  มูลเหตุของการไม่ยอมรับนี้อยู่ที่ใด?  อยู่ในข้อเท็จจริงที่ว่าสิ่งที่ปกติแล้วผู้คนมีอยู่ในหัวใจของตนอย่างไม่ต้องสงสัยก็คือมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขา ไม่ใช่ความจริง  เพราะฉะนั้น เมื่อเผชิญหน้าพระราชกิจของพระเจ้าที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ ผู้คนจึงสามารถท้าทายพระเจ้าและตัดสินพระองค์(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (16))  “สำหรับพวกเขาแล้ว การได้รับพรคือเป้าหมายที่ชอบด้วยเหตุผลที่สุดในการเชื่อในพระเจ้า—นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงในความเชื่อของพวกเขา  ถ้าสิ่งใดไม่เป็นไปตามจุดประสงค์นี้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร พวกเขาก็ไม่รู้สึกอะไรด้วยอยู่ดี  ผู้คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้าทุกวันนี้เป็นเช่นนี้  จุดประสงค์และเจตนาของพวกเขาดูเหมือนจะชอบด้วยเหตุผล เพราะพวกเขาเชื่อในพระเจ้าพลางสละเพื่อพระเจ้า อุทิศตนแด่พระเจ้า และทำหน้าที่ของตนไปด้วย  พวกเขายอมสละวัยหนุ่มสาวของตน ละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงาน และถึงกับวิ่งวุ่นอยู่ไกลบ้านเสียหลายปี  และเพื่อเป้าหมายสูงสุดของตน พวกเขายังเปลี่ยนความสนใจที่มี เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อชีวิต และแม้กระทั่งทิศทางที่พวกเขาใช้ไล่ตามไขว่คว้า แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดประสงค์ของตนในการเชื่อในพระเจ้าได้… นอกเหนือจากผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาอย่างใกล้ชิดแล้ว อาจมีเหตุผลอื่นใดอีกหรือไม่ว่า เหตุใดผู้คนซึ่งไม่เคยเข้าใจพระเจ้าเลย กลับยอมสละให้พระองค์อย่างมากมายเช่นนี้?  ในที่นี้ พวกเราค้นพบปัญหาหนึ่งซึ่งมนุษย์ไม่เคยตระหนักมาก่อน นั่นก็คือ สัมพันธภาพของมนุษย์กับพระเจ้านั้นเป็นแค่สัมพันธภาพแห่งผลประโยชน์ของตนเองอย่างโจ่งแจ้ง  เป็นสัมพันธภาพระหว่างผู้รับกับผู้ให้พร  พูดให้ชัดเจนก็คือ นี่เป็นสัมพันธภาพระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง  ลูกจ้างทำงานหนักเพียงเพื่อให้ได้รับสินจ้างรางวัลที่นายจ้างมอบให้  ในความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ส่วนตนเช่นนี้ ไม่มีความรักใคร่แบบเครือญาติอยู่เลย มีเพียงการทำธุรกรรมเท่านั้น  ไม่มีการให้ความรัก หรือการได้รับความรัก มีเพียงการสงเคราะห์และความกรุณาเท่านั้น  ไม่มีความเข้าใจ มีเพียงความขุ่นเคืองที่อดกลั้นเอาไว้อย่างสิ้นหวังและความหลอกลวงเท่านั้น  ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนม มีเพียงช่องว่างที่ไม่มีวันก้าวข้ามไปได้เท่านั้น(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 3: มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น)  พระวจนะแห่งการพิพากษาของพระเจ้าได้เปิดโปงเจตนาและมุมมองที่ผิดเบื้องหลังความเชื่อที่ผมมีต่อพระองค์อย่างละเอียด ทำให้ผมรู้สึกอับอายและละอายใจ ผมเชื่อมาตลอดว่า ด้วยการจ่ายราคามากขึ้นและการสละตนมากขึ้น ผมจะสามารถได้รับการคุ้มครองและพรจากพระเจ้า และความหวังในความรอดของผมจะมากขึ้น เมื่อจู่ๆ ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบี คำพร่ำบ่นพระเจ้าก็ผุดขึ้นในใจผม โดยคิดว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมทนทุกข์และสละตนเพื่อพระองค์ พระเจ้าไม่ควรปล่อยให้ผมต้องป่วยด้วยโรคร้ายเช่นนี้ แม้ในที่สุดผมจะนบนอบแล้ว ผมก็ยังคงคิดว่าตราบใดผมพากเพียรทำหน้าที่ ทนทุกข์มากขึ้น และจ่ายราคามากขึ้น บางทีพระเจ้าก็จะทรงคุ้มครองผม และอาการของผมจะดีขึ้น แต่เมื่ออาการของผมแย่ลง และผมต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งและเสียชีวิต ผมก็คิดว่าความอยากได้รับพรของผมได้ถูกทำลายแล้ว ดังนั้น ผมจึงเริ่มคิดลบและเกิดความเข้าใจผิด โต้แย้งกับพระเจ้าในหัวใจของผม โดยเชื่อว่า แม้ผมจะไม่มีคุณงามความดี แต่ผมก็ทนทุกข์และตรากตรำ และพระเจ้าไม่ควรปฏิบัติต่อผมเช่นนี้ ผมถึงกับพร่ำบ่นพระเจ้าที่ไม่ทรงคุ้มครองผม เมื่อข้อเท็จจริงถูกเผยออกมา ผมเห็นว่าความพยายามและการสละตนของผมล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยเจตนาที่น่ารังเกียจ นั่นคือ ผมต้องการใช้การตรากตรำ การเสียสละ และการสละตนของผมเป็นทุนเพื่อแลกกับอนาคตและบั้นปลายที่ดี ซึ่งก็คือการทำข้อแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า ทันทีที่ผมไม่ได้รับพร ผมก็เข้าใจผิดและพร่ำบ่นพระเจ้า สิ่งที่ผมเผยออกมาล้วนเป็นอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของผมทั้งสิ้น พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และไม่ว่าพระเจ้าจะทรงจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการสิ่งทั้งหลายอย่างไร ผมก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะเรียกร้องต่อพระองค์ และผมควรนบนอบการจัดการเตรียมการของพระองค์ แต่ผมกลับเอาแต่อยากให้พระเจ้าทรงทำตามมโนคติอันหลงผิดของผม และเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามมโนคติอันหลงผิดของผม ผมก็โต้แย้งกับพระองค์ ผมได้ชื่นชมกับการให้น้ำและการหล่อเลี้ยงอย่างมากมายจากพระวจนะของพระเจ้าอย่างเสรี แต่ผมก็ไม่ได้ตอบแทนความรักของพระเจ้า กลับยังเข้าใจผิดและพร่ำบ่นพระองค์อีกด้วย แล้วจะนับว่าผมเป็นคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงได้อย่างไร?

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง และผมก็เริ่มเข้าใจถึงรากเหง้าของการทำข้อแลกเปลี่ยนกับพระเจ้าของผม  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “มนุษย์ที่เสื่อมทรามล้วนมีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง  มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไป—นี่สรุปธรรมชาติของมนุษย์เอาไว้  ผู้คนล้วนเชื่อในพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของตน พวกเขาละทิ้งสิ่งต่างๆ และสละตนเพื่อให้ได้รับพร ความทุกข์ที่พวกเขาสู้ทนและราคาที่พวกเขาจ่ายไปในการทำหน้าที่ของตนก็เพื่อให้ได้รางวัลเช่นกัน  สรุปว่าล้วนเป็นไปเพื่อการได้รับพร ได้รับรางวัล และเข้าสู่ราชอาณาจักรสวรรค์  ในโลกนี้ ผู้คนทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ส่วนในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ทำหน้าที่เพื่อให้ได้รับพร  และเพื่อที่จะได้รับพร ผู้คนก็ยอมละทิ้งทุกสิ่งและสามารถสู้ทนความทุกข์เป็นอันมาก  ทั้งหมดนี้คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าผู้คนมีธรรมชาติเยี่ยงซาตาน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  จากการเปิดโปงในพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าเนื่องจากทัศนะเยี่ยงซาตานที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” และ “อย่ากระดิกแม้แต่นิ้วเดียวหากไม่ได้รางวัล” ได้หยั่งรากในหัวใจของผม และกลายเป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของผม ทุกสิ่งที่ผมทำลงไปก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และแม้แต่การเสียสละและการสละตนของผม ก็เพื่อให้ได้รับพรและรอดพ้นจากความตายเมื่อเกิดความวิบัติขึ้น ในการทำหน้าที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าผมจะสู้ทนความยากลำบากทางกายมากเพียงใด หรือต้องจ่ายราคาแบบใด ตราบเท่าที่ผมเชื่อว่ามันเป็นประโยชน์ต่อผมในด้านพรและความรอด ผมก็จะเต็มใจสู้ทนความทุกข์ไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน แต่เมื่ออาการของผมแย่ลงและความอยากได้รับพรของผมถูกทำลาย ผมก็สูญเสียแรงจูงใจที่จะทำหน้าที่ และถึงกับโต้แย้งและพร่ำบ่นพระเจ้าอยู่ในหัวใจ ในทุกสิ่งที่ผมทำลงไป ผมเอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ถือว่าหน้าที่ของผมเป็นเครื่องต่อรองเพื่อแลกกับรางวัลและพร ยังคิดอีกว่าสิ่งนี้ล้วนถูกต้องชอบธรรม การใช้ชีวิตอยู่ภายใต้พิษเยี่ยงซาตานเหล่านี้ ทำให้ผมสูญเสียมโนธรรมและสำนึก ทั้งยังพร่ำบ่นและกบฏต่อพระเจ้า หากผมไม่กลับใจ ไม่ช้าก็เร็ว ผมก็จะถูกพระเจ้าทรงทอดทิ้งและทรงกำจัดออกไป ความคิดนี้ทำให้ผมรู้สึกทั้งกลัวและเสียใจ คนเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจอย่างที่ผมเคยเป็น ทั้งที่อุปนิสัยของผมยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่กลับยังมีความหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะได้รับพร ช่างน่าอับอายเสียจริง!  อุปนิสัยของพระเจ้านั้นชอบธรรมและบริสุทธิ์ ไม่ว่าคนเราจะทำงานมากเพียงใด ทนทุกข์กับความยากลำบากมามากแค่ไหน หรือจ่ายราคามากสักปานใด หากอุปนิสัยไม่เปลี่ยนแปลง ก็เปล่าประโยชน์ทั้งสิ้น พระเจ้าจะไม่ทรงมีข้อยกเว้นและทรงพาเราเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ เพียงเพราะเราได้ทนทุกข์กับความยากลำบากมากขึ้น  พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าต้องรู้ว่าเราพึงปรารถนาผู้คนประเภทใด พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ราชอาณาจักร พวกที่ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้รับอนุญาตให้มาทำผืนดินศักดิ์สิทธิ์มัวหมอง  แม้ว่าเจ้าอาจได้ทำงานมากมายแล้ว และได้ทำงานมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ในที่สุดหากเจ้ายังคงโสมมอย่างน่าสังเวช เช่นนั้นแล้วการที่เจ้าปรารถนาที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของเราก็เป็นเรื่องที่ธรรมบัญญัติแห่งสวรรค์ไม่อาจทนยอมรับได้!  ตั้งแต่การแรกสร้างโลกจนกระทั่งวันนี้ เราไม่เคยเสนอช่องทางอันง่ายต่อการเข้าสู่ราชอาณาจักรของเราให้แก่พวกที่ประจบเรา  นี่คือกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ และไม่มีใครสามารถทำลายสิ่งนั้นได้!  เจ้าต้องแสวงหาชีวิต  วันนี้ บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมคือคนประเภทเดียวกันกับเปโตร นั่นคือ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่แสวงหาการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของพวกเขาเอง เต็มใจที่จะเป็นคำพยานให้พระเจ้า และลุล่วงหน้าที่ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  หากเจ้าเพียงมุ่งหวังบำเหน็จรางวัล และไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของชีวิตของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วความพยายามของเจ้าทั้งหมดก็จะสูญเปล่า—นี่คือความจริงที่มิอาจปรับเปลี่ยนได้!(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่ตนเดิน)  พระเจ้าไม่ทรงวัดผู้คนจากการสละตนหรือการทนทุกข์ภายนอกของพวกเขา แต่ทรงวัดจากเส้นทางที่พวกเขาเดิน ว่าพวกเขาได้รับความจริงหรือไม่ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ แม้ผมจะเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี ผมก็มุ่งความสนใจอยู่แค่การใช้แรงงานและการทำงานเท่านั้น และไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป และผมยังคงพยายามต่อรองกับพระเจ้าเพื่อให้ได้รับพร คนเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจอย่างผม จะคู่ควรกับความรอดได้อย่างไร?  ผมนึกถึงเปาโล เขาประกาศข่าวประเสริฐ ทำงานมากมาย และทนทุกข์เป็นอย่างมาก แต่การทนทุกข์และใช้แรงงานของเขาไม่ใช่เพื่อปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า อีกทั้งไม่ใช่เพื่อทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่เพื่อให้ได้รับพรและมงกุฎ ดังที่เขาได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนครบถ้วน ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว ตั้งแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า” (2 ทิโมธี 4:7-8)  สิ่งที่เขาหมายความก็คือ หากพระเจ้าไม่ทรงประทานมงกุฎหรือรางวัลแก่เขา นั่นก็หมายความว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม นี่คือการเรียกร้องมงกุฎจากพระเจ้าอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งเท่ากับเป็นการบีบบังคับพระเจ้า ถึงแม้เปาโลจะทำงานใช้แรง ทนทุกข์ และสละตนเอง แต่เขากลับไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง มีเพียงการแสวงหาพร และเดินอยู่บนเส้นทางที่ต่อต้านพระเจ้า ในที่สุด เขาก็ถูกพระเจ้าทรงลงโทษ หากผมยังเดินอยู่บนเส้นทางของเปาโลต่อไป ในที่สุดผมก็จะถูกพระเจ้ากำจัดออกไปเช่นกัน ผมไม่อาจเรียกร้องหรือร้องขอจากพระเจ้าได้อีกต่อไป อีกทั้งไม่อาจใช้ชีวิตเพื่อตัวเองอย่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ไม่ว่าอาการของผมจะเป็นอย่างไร ผมก็เต็มใจที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ได้ให้เส้นทางแก่ผม  พระเจ้าตรัสว่า “ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่เขาจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายหรือไม่  หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำให้ลุล่วง เป็นงานของเขาที่สวรรค์ส่งมาให้ ซึ่งมนุษย์ควรปฏิบัติโดยไม่แสวงหาสิ่งตอบแทน ปราศจากเงื่อนไขหรือเหตุผล  เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา  การได้รับพรหมายถึงพรทั้งหลายที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่อพวกเขาได้รับการทำให้เพียบพร้อมหลังได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา  การประสบเคราะห์ร้ายหมายถึงการลงโทษที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่ออุปนิสัยของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่พวกเขาได้ก้าวผ่านการตีสอนและการพิพากษาแล้ว—นั่นคือ เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการทำให้เพียบพร้อม  แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายก็ตาม สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ทำสิ่งที่ควรจะทำ และทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่คือสิ่งที่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ควรทำเป็นอย่างน้อย  เจ้าไม่ควรปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น และไม่ควรปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่ของตนเพราะกลัวว่าจะประสบเคราะห์ร้าย  เราขอบอกสิ่งเดียวนี้กับพวกเจ้าว่า การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือสิ่งที่เขาควรทำ และหากเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือความเป็นกบฏของเขา(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าการทำหน้าที่ของคนเรานั้นไม่เกี่ยวข้องกับการได้รับพรหรือทนทุกข์กับเคราะห์ร้าย พระเจ้าประทานชีวิตและทุกสิ่งที่ผมมีให้แก่ผม และในฐานะผู้เชื่อ การที่ผมสละตนเพื่อพระเจ้านั้นเป็นเรื่องที่ปกติและสมควรอยู่แล้ว นี่คือความรับผิดชอบและหน้าที่ที่คนเราควรลุล่วง และเป็นสิ่งที่คนที่มีมโนธรรมและสำนึกอยู่บ้างควรทำ ผมไม่ควรใช้การสละตนของผมเป็นเครื่องต่อรองเพื่อเรียกร้องพรจากพระเจ้า อีกทั้งไม่ควรพร่ำบ่นพระเจ้าเรื่องที่ผมป่วยหนัก เช่นเดียวกับโยบ ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานสิ่งใดให้แก่เขา หรือทรงพรากเอาสิ่งใดไปจากเขา แม้ในยามที่เขาสูญเสียทุกสิ่งและเป็นฝีร้ายทั่วร่างกาย เขาก็ไม่ได้พร่ำบ่นพระเจ้าหรือขอให้พระองค์ทรงบรรเทาความทุกข์ให้เขา แต่กลับสรรเสริญพระนามของพระเจ้าและตั้งมั่นในคำพยานของเขาให้พระองค์ เมื่อผมคิดทบทวนเกี่ยวกับประสบการณ์ของโยบ ผมก็พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ ไม่ว่าโรคของผมจะคงอยู่นานเพียงใด หรือจะรุนแรงเพียงใด ต่อให้ชีวิตของผมจะตกอยู่ในอันตราย ผมก็ควรนบนอบพระเจ้าและตั้งมั่นในคำพยานของผมให้พระองค์ นี่คือมโนธรรมและสำนึกที่ผมควรมี ต่อมา เมื่อใดที่ผมมีความคิดที่จะได้รับพร ผมก็จะอธิษฐานถึงพระเจ้าเพื่อขบถต่อความอยากได้อยากมีเหล่านั้น และผมก็มุ่งความสนใจไปที่การมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าและปฏิบัติความจริงในแต่ละวัน และเมื่อทำเช่นนี้ หัวใจของผมก็สงบมากยิ่งขึ้น

ต่อมา ด้วยการรักษาด้วยยา อาการของผมก็ค่อยๆ ดีขึ้น และผมก็มีความสุขมาก แต่หลังจากผ่านไปสักพัก ผมก็รู้สึกเหนื่อยล้าและอ่อนแออีกครั้ง ผมจึงไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าระดับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกายของผมได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่าหนึ่งร้อยล้าน และค่าการทำงานของตับหลายตัวก็สูงด้วย เขาบอกว่าหากปล่อยให้ลุกลามต่อไป อาจเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผมรู้สึกวิตกและกังวลเล็กน้อย คิดว่า “โรคนี้กำเริบมาหลายครั้งแล้ว มันจะกลายเป็นมะเร็งจริงๆ หรือ? โรคของฉันจะหายขาดสักวันได้ไหม?”  ความคิดเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกหดหู่เล็กน้อย แล้วผมก็ตระหนักว่าสภาวะของผมไม่ถูกต้อง ผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ในเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้า เจ้าก็ควรถวายทุกสิ่งแด่พระองค์ ไม่ควรตัดสินใจเลือกหรือเรียกร้องอะไรให้ตนเอง และควรสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าให้สำเร็จลุล่วง  ในเมื่อเจ้าเป็นมนุษย์ทรงสร้าง เจ้าก็ควรนบนอบองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างเจ้าขึ้นมา เพราะว่าโดยปกติวิสัยแล้ว เจ้าไม่อาจควบคุมตัวเองได้ และไม่มีความสามารถในตัวที่จะควบคุมชะตาชีวิตของตนเอง… ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง มนุษย์ควรแสวงหาที่จะรู้จักพระผู้สร้างและลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แสวงหาที่จะรักพระเจ้าโดยไม่เลือกทางอื่นเลย เพราะพระเจ้าทรงคู่ควรกับความรักของมนุษย์  บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาที่จะรักพระเจ้าไม่ควรไล่ตามไขว่คว้าประโยชน์ส่วนตัวหรือความหวังส่วนตนใดๆ นี่คือหนทางที่ถูกต้องที่สุดในการไล่ตามเสาะหา(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่ตนเดิน)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และตระหนักว่าชีวิตและความตายอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ผมไม่อาจเรียกร้องอย่างไร้เหตุผลจากพระเจ้าได้อีกต่อไป และไม่ว่าโรคของผมจะแย่ลงหรือไม่ แม้จะหมายถึงการตาย หรือการไม่มีจุดจบและบั้นปลาย ผมก็จะยังคงนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ด้วยความคิดเช่นนี้ ผมก็ไม่ถูกจำกัดด้วยอาการของโรคอีกต่อไป โดยทำหน้าที่ของผมต่อไปตามปกติ และผมก็รู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อยอย่างมาก ต่อมา ผมก็รักษาต่อด้วยการแพทย์แผนจีน และผมก็รู้สึกว่าอาการค่อยๆ ดีขึ้น หลังจากการตรวจครั้งสุดท้าย ค่าการทำงานของตับหลายตัวก็แทบจะกลับสู่ภาวะปกติทั้งหมดแล้ว

ผ่านประสบการณ์ของการถูกเผยให้เห็นโดยโรคภัยครั้งนี้ ถึงแม้ผมจะทนทุกข์อยู่บ้าง แต่ผมก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้าอย่างยิ่ง หากไม่มีสภาพแวดล้อมนี้ ผมก็คงจะไม่ได้รู้จักตนเอง และคงจะคิดต่อไปว่าผมกำลังสละตนอย่างจริงใจเพื่อพระเจ้า แต่ตอนนี้ผมเห็นชัดถึงทัศนะที่ผิดของผมในการแสวงหาพรผ่านการเชื่อในพระเจ้า และผมก็เริ่มเข้าใจอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของผมที่เห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ และมุ่งหาผลประโยชน์ นี่คือสิ่งที่ผมได้รับจากการเผชิญหน้ากับโรคภัยครั้งนี้

ก่อนหน้า:  87. การศึกษาที่กดดันสูงทำร้ายลูกสาวของฉัน

ถัดไป:  90. ฉันจะไม่คร่ำครวญเรื่องชะตากรรมของตัวเองอีกต่อไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger