94. สิ่งที่ผมได้รับ จากการทำงานจริง

โดยซีหราน ประเทศจีน

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2021 ผมได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร ตอนแรก ผมเรียนรู้จากคู่ทำงานและมีส่วนร่วมในงานต่างๆ อย่างแข็งขัน และถึงแม้จะยุ่งและเหนื่อยไปบ้าง แต่ผมก็รู้สึกอิ่มเอมใจมาก หลังจากนั้นไม่นาน ผมพบว่าตัวเองต้องตรวจสอบ ติดตาม และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหางานต่างๆ ของคริสตจักร ซึ่งต้องใช้เวลาและพลังงานอย่างมาก ผมคิดว่า “ถ้าฉันเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกงานจริงๆ ฉันจะไม่ยิ่งยุ่งและเหนื่อยกว่าเดิมเหรอ?”  ตอนนั้น ผมรับผิดชอบงานข่าวประเสริฐ แต่มีหลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจตอนเริ่มงานใหม่ๆ และเพื่อให้ทำงานได้ดี ผมต้องใช้เวลาและพลังงานมากขึ้นในการเรียนรู้และแสวงหา ผมนึกถึงโม่หลี่ที่เคยเป็นผู้นำมาก่อน และเข้าใจวิธีดำเนินการและติดตามงานข่าวประเสริฐได้ดีกว่าผม ผมรู้สึกว่าให้เธอกำกับดูแลงานข่าวประเสริฐก็คงไม่เป็นไร และการให้คนมีประสบการณ์มาจัดการงานนี้ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมากสำหรับผม หลังจากนั้น ผมก็ปล่อยให้โม่หลี่กำกับดูแลงานข่าวประเสริฐไปสักพัก และผมแค่ถามเธอว่างานข่าวประเสริฐเป็นยังไงบ้างในการชุมนุมแต่ละครั้ง ผมฟังตอนที่เธอบอกว่างานที่จำเป็นทั้งหมดได้รับการดำเนินการแล้ว ผมเลยไม่ได้ถามรายละเอียด และแค่บอกให้เธอติดตามงานอย่างใกล้ชิด ตอนนั้น ผมรู้ว่าในฐานะผู้นำ ผมต้องติดตามรายละเอียดของงาน แต่ผมไม่อยากเหนื่อยเกินไป ผมคิดว่าให้โม่หลี่รับผิดชอบก็ดีแล้ว ผมเลยแทบไม่ได้ถามไถ่เรื่องงานข่าวประเสริฐเลย ต่อมาไม่นาน ผู้นำระดับสูงก็ส่งจดหมายมาถามว่าผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐคนไหนที่สามารถประกาศข่าวประเสริฐให้ได้ และคนไหนที่ไม่ได้ ผมถึงกับอึ้งไปเพราะไม่เข้าใจรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเหล่านี้เลย ผมเลยไปถามโม่หลี่เรื่องนี้ แต่เธอบอกว่าเธอเข้าใจแค่คร่าวๆ เท่านั้น และเธอก็ไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐแต่ละคนเหมือนกัน และไม่ได้ติดตามพวกเขาจริงๆ ผมได้ยินแล้วก็โกรธขึ้นมา และคิดว่า “เธอกำกับดูแลงานข่าวประเสริฐมาตลอด แต่กลับไม่เข้าใจรายละเอียดของงานเลย!  เธอไม่ได้ทำงานจริงเลยนี่นา!”  ต่อมา ผมเข้าไปตรวจสอบรายละเอียด และตอนนั้นเองถึงได้รู้ว่าวิธีปกติที่โม่หลี่ใช้ดำเนินการจัดแจงเตรียมงานข่าวประเสริฐก็เพียงแค่อ่านให้พี่น้องชายหญิงฟังเท่านั้น และเธอไม่ได้สามัคคีธรรมหรือจัดแจงเตรียมงานอย่างละเอียดเลย เมื่อผมได้ยินพี่น้องชายหญิงรายงานเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกไม่สบายใจ โดยคิดว่าโม่หลี่ทำหน้าที่ของเธออย่างสุกเอาเผากินเหลือเกิน ตอนนั้น ผมยังตระหนักด้วยว่าปัญหาหลักอยู่ที่ตัวผมเอง ปกติผมแค่จัดแจงเตรียมงานระหว่างการชุมนุม และถึงแม้ผมจะบอกให้พี่น้องชายหญิงทุ่มเทความพยายามในหน้าที่ของตัวเองให้มากขึ้น และพึ่งพาพระเจ้าเมื่อเผชิญความลำบากยากเย็น แต่จริงๆ แล้วผมก็แค่พูดเป็นคำสอนและคำขวัญ และแทบไม่ได้ถามไถ่รายละเอียดของงานเลย ซึ่งก็เหมือนกับการปัดความรับผิดชอบ เหมือนกับงานข่าวประเสริฐ หลังจากมอบหมายงานให้โม่หลี่ ผมก็แค่รอให้เธอทำงานให้เสร็จเรียบร้อย ในขณะที่ผมแค่นั่งรอรับผลประโยชน์ ผมจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีด้วยวิธีนี้ได้ยังไง?  ปัญหาในงานล้วนเกิดจากการที่ผมลุ่มหลงในความสะดวกสบายและการสุกเอาเผากิน ผมจำได้ว่าตอนนั้นมีผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐอยู่สองคน แต่เพราะผมไม่ได้ตรวจสอบหรือติดตามพวกเขาทันเวลา จึงทำให้การประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกเขาล่าช้าออกไป ต่อมา ผู้เทศนาเตือนผมว่า “คุณเป็นผู้นำมาเดือนหนึ่งแล้ว ทำไมคุณถึงยังไม่เข้าใจงานพวกนี้อีกล่ะ?  คุณควรทบทวนตัวเองจริงๆ แล้วนะ”

ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ลักษณะสำคัญของงานที่ผู้นำเทียมเท็จทำก็คือการเอาแต่พูดเรื่องคำสอนและท่องคำขวัญเหมือนนกแก้วนกขุนทอง  หลังจากออกคำสั่งแล้ว พวกเขาก็เพียงปัดความรับผิดชอบในเรื่องนั้น  พวกเขาไม่สอบถามถึงความคืบหน้าของงานหลังจากนั้นเลย ไม่สอบถามว่ามีปัญหา ความเบี่ยงเบน หรือความลำบากยากเย็นใดๆ เกิดขึ้นหรือไม่  พวกเขามองว่างานของตนเสร็จสิ้นทันทีที่มอบหมายงานแล้ว  อันที่จริง ในฐานะผู้นำ หลังจากได้จัดการเตรียมงานแล้ว เจ้าต้องติดตามความคืบหน้าของงานด้วย  แม้ว่าเจ้าจะไม่คุ้นเคยกับสายงานนั้น—แม้ว่าเจ้าจะไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับงานนั้น—เจ้าก็สามารถหาวิธีที่จะทำงานของเจ้าได้  เจ้าสามารถหาผู้ที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ผู้ที่เข้าใจในสายงานที่เกี่ยวข้อง มาดำเนินการตรวจสอบและให้คำแนะนำได้  จากคำแนะนำของพวกเขา เจ้าย่อมสามารถระบุหลักการที่เหมาะสมได้ และด้วยเหตุนี้เจ้าก็จะสามารถติดตามงานได้  ไม่ว่าเจ้าจะคุ้นเคยหรือเข้าใจในสายงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็ต้องควบคุมดูแลงานนั้น ติดตามงาน และสอบถามถึงความคืบหน้าของงานอย่างต่อเนื่อง  เจ้าต้องรักษาการหยั่งรู้ในเรื่องดังกล่าว นี่คือความรับผิดชอบของเจ้า เป็นส่วนหนึ่งในงานของเจ้า  การไม่ติดตามงาน การไม่ทำสิ่งใดเพิ่มเติมเมื่อได้มอบหมายงานไปแล้ว การปัดความรับผิดชอบต่องานนั้น—คือหนทางในการทำสิ่งต่างๆ ของผู้นำเทียมเท็จ  การไม่ติดตามงานหรือไม่ให้แนวทางเกี่ยวกับงาน การไม่สอบถามหรือไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และการไม่ทำความเข้าใจความคืบหน้าหรือประสิทธิภาพของงาน—เหล่านี้ก็เป็นการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จเช่นกัน(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (4))  “เพราะผู้นำเทียมเท็จไม่เรียนรู้เรื่องความคืบหน้าของงาน และเพราะพวกเขาไม่สามารถระบุชี้—และยิ่งไม่สามารถแก้ไข—ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที นี่มักจะทำให้เกิดความล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เนื่องจากผู้คนไม่เข้าใจหลักธรรมของงานบางอย่าง และไม่มีใครเหมาะสมที่จะรับผิดชอบหรือบริหารงานนั้น ผู้ที่ดำเนินงานอยู่จึงมักจะอยู่ในสภาวะที่คิดลบ นิ่งเฉย และรอคอย ซึ่งส่งผลต่อความคืบหน้าของงานอย่างรุนแรง  หากผู้นำลุล่วงความรับผิดชอบของตน—หากพวกเขาเข้าไปบริหารงาน ผลักดันงานไปข้างหน้า กำกับดูแลงานนั้น และหาใครบางคนที่เข้าใจสายงานนั้นมาชี้แนะงาน เช่นนั้นแล้วงานก็คงจะก้าวหน้าเร็วขึ้น แทนที่จะประสบกับความล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เช่นนี้เองการเข้าใจและหยั่งรู้ถึงสภาวะของงานจึงสำคัญยิ่งสำหรับผู้นำทั้งหลาย  แน่นอนว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งด้วยที่บรรดาผู้นำจะต้องเข้าใจและหยั่งรู้ว่างานนั้นกำลังก้าวหน้าไปอย่างไร เพราะความคืบหน้าสัมพันธ์กับประสิทธิภาพของงานและผลลัพธ์ที่งานควรสัมฤทธิ์  ถ้าเหล่าผู้นำและคนทำงานไม่เข้าใจว่างานของคริสตจักรกำลังดำเนินไปอย่างไร และพวกเขาไม่ติดตามหรือกำกับดูแลสิ่งต่างๆ เช่นนั้นแล้วงานของคริสตจักรย่อมไม่แคล้วที่จะคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า  นี่เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่ทำหน้าที่อยู่นั้นต่ำช้าอย่างยิ่ง ไม่มีสำนึกในภาระ และมักจะคิดลบ นิ่งเฉย และสุกเอาเผากิน  ถ้าไม่มีคนที่มีสำนึกในภาระและมีความสามารถในการทำงานมารับผิดชอบงานอย่างเป็นรูปธรรม เรียนรู้เรื่องความคืบหน้าของงานให้ทันท่วงที และชี้แนะ กำกับดูแล บ่มวินัย และตัดแต่งบุคลากรที่ทำหน้าที่ เช่นนั้นแล้วก็แน่นอนว่าประสิทธิผลของงานย่อมจะอยู่ในระดับต่ำมากและผลงานก็จะแย่มาก  หากผู้นำและคนทำงานถึงขั้นไม่สามารถมองเห็นการนี้ได้อย่างชัดเจน พวกเขาก็โง่เขลาและมืดบอด  ดังนั้น ผู้นำและคนทำงานต้องรีบตรวจสอบ ติดตาม และทำความเข้าใจความคืบหน้าของงาน ตรวจสอบดูว่าผู้คนที่ทำหน้าที่มีปัญหาอะไรที่จำเป็นต้องแก้ไขบ้าง และทำความเข้าใจว่าควรแก้ปัญหาใดเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลที่ดีขึ้น  ทุกเรื่องที่กล่าวมานี้ล้วนสำคัญมาก คนที่ทำหน้าที่ผู้นำต้องชัดเจนในเรื่องเหล่านี้  การที่จะทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี เจ้าต้องไม่เป็นอย่างผู้นำเทียมเท็จที่ทำงานบางอย่างอย่างผิวเผิน แล้วก็คิดว่าพวกเขาทำหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดีแล้ว  พวกผู้นำเทียมเท็จไม่ใส่ใจและทำงานของตนอย่างมักง่าย พวกเขาไม่มีสำนึกรับผิดชอบ เมื่อเกิดปัญหา พวกเขาก็ไม่แก้ไข และไม่ว่าจะทำงานอะไรอยู่ พวกเขาก็ทำเพียงผิวเผินเท่านั้นและมีแนวทางต่องานนั้นอย่างสุกเอาเผากิน พวกเขาเพียงแค่ใช้คำพูดที่ฟังดูสูงส่ง พ่นคำสอนและวาจาที่ว่างเปล่า และทำงานของตนแบบขอไปที  โดยทั่วไปแล้ว นี่คือสภาวะของวิธีทำงานของพวกผู้นำเทียมเท็จ  แม้เมื่อเปรียบเทียบกับศัตรูของพระคริสต์แล้ว ผู้นำเทียมเท็จจะไม่ได้ทำชั่วอย่างโจ่งแจ้งและไม่ได้จงใจทำชั่ว แต่เมื่อเจ้ามองดูประสิทธิผลในงานของพวกเขา ก็ยุติธรรมแล้วที่จะระบุว่าพวกเขาเป็นคนสุกเอาเผากิน ไม่แบกรับภาระ ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่จงรักภักดีต่อหน้าที่ของตน(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (4))  พระวจนะของพระเจ้าชี้ให้เห็นถึงท่าทีที่ผู้นำและคนทำงานควรมีในงานของตน นั่นคือการติดตาม สอบถาม และตรวจสอบความคืบหน้าของงานอย่างแข็งขัน ตลอดจนแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่างานจะดำเนินไปอย่างราบรื่น สิ่งเหล่านี้คือความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน แม้จะไม่มีประสบการณ์ ก็สามารถแสวงหาจากคนที่เข้าใจทักษะวิชาชีพ และค้นหาหลักธรรมของการปฏิบัติผ่านสิ่งนั้น เพื่อที่จะสามารถติดตามงานได้ แต่ผู้นำเทียมเท็จไม่จับความเข้าใจภาวะปัจจุบันหรือความคืบหน้าของงาน และไม่เข้าใจผลลัพธ์ที่แต่ละงานควรบรรลุหรือความเป็นไปของผู้คน พวกเขาทำงานอย่างผิวเผินและลวกๆ แค่ทำพอเป็นพิธีและไม่ได้ทำงานจริง ทำให้งานไม่คืบหน้า สิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดโปงก็คือพฤติกรรมของผมเป๊ะเลย ในงานข่าวประเสริฐ ผมใช้ความไม่เข้าใจในตอนแรกมาเป็นข้ออ้าง และส่งมอบงานให้โม่หลี่กำกับดูแล ผมคิดว่าในเมื่อเธอเคยเป็นผู้นำและคุ้นเคยกับงานข่าวประเสริฐ เธอก็น่าจะรับผิดชอบได้ แต่ต่อมา ผมไม่ได้ติดตามหรือสอบถามจริงๆ เลยว่ามีผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐกี่คนที่สามารถประกาศข่าวประเสริฐให้ได้ หรือพี่น้องชายหญิงมีปัญหาหรือความลำบากยากเย็นอะไรบ้างในหน้าที่ของตน ผมถึงกับคิดว่าในเมื่อโม่หลี่บอกว่างานทั้งหมดได้รับการดำเนินการแล้ว และเธอไม่ได้พูดถึงความลำบากยากเย็นอะไร ผมก็ไม่มีอะไรต้องกังวลมากนัก ผมจึงไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในงานข่าวประเสริฐ ในฐานะผู้นำ ผมควรจะรับผิดชอบในการติดตาม ตรวจสอบ และกำกับดูแลความคืบหน้าและสถานะของงานทุกรายการ และถึงแม้ผมจะให้โม่หลี่กำกับดูแลงานข่าวประเสริฐ ผมก็ยังควรติดตาม ดูแล และตรวจสอบรายละเอียดเฉพาะเจาะจงอยู่ดี ถ้างานไม่เกิดผลลัพธ์ ผมก็ต้องหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นให้ทันเวลา แต่ผมกลับผลักภาระงานให้คนอื่น และเริ่มมีท่าทีที่ปัดความรับผิดชอบ และผลก็คืองานข่าวประเสริฐต้องล่าช้าออกไป ดูภายนอก เหมือนกับว่าผมกำลังทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่ได้ทำความชั่วหรือก่อกวนอย่างชัดเจน แต่ในฐานะผู้นำ ผมกำลังทำตามใจเนื้อหนังและไม่ได้ทำงานจริง และนี่ทำให้งานข่าวประเสริฐไม่เกิดผลลัพธ์ ผมเป็นผู้นำเทียมเท็จ และไม่คู่ควรกับหน้าที่นี้โดยสิ้นเชิง เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ผมจะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว และผมต้องรีบเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อหน้าที่ของตัวเอง หลังจากนั้น ผมก็เริ่มติดตามงานข่าวประเสริฐจริงๆ และเมื่อพบปัญหาในงาน ผมก็สามัคคีธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น งานข่าวประเสริฐก็ค่อยๆ เริ่มเกิดผลลัพธ์ หลังจากทำงานไปได้สักพัก ผมคิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปบ้างแล้ว แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็ถูกเผยให้เห็นอีกครั้ง

ไม่กี่เดือนต่อมา ผมถูกย้ายไปเป็นผู้นำที่คริสตจักรอีกแห่งหนึ่ง โดยความรับผิดชอบหลักของผมคือการดูแลงานชำระให้สะอาดของคริสตจักร ผมเห็นว่าข้อมูลบางส่วนสำหรับการชำระผู้ไม่เชื่อและคนชั่วออกนั้นยังไม่สมบูรณ์และต้องการหลักฐานข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ผมจึงสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงที่ทำงานชำระให้สะอาด แต่ทว่า เนื่องจากพวกเขาเพิ่งเริ่มฝึกฝน พวกเขาจึงไม่เข้าใจหลักธรรมและไม่สามารถจับประเด็นสำคัญได้ ส่งผลให้ข้อมูลที่พวกเขาเพิ่มเติมเข้ามานั้นไม่สมบูรณ์และต้องส่งกลับไปกลับมาเพื่อแก้ไข มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเห็นว่าข้อมูลที่พวกเขาเพิ่มเติมเข้ามายังคงขาดรายละเอียด และผมก็คิดกับตัวเองว่า “ฉันสามัคคีธรรมหลักธรรมพวกนี้ไปหลายรอบแล้ว ถึงแม้พวกเขาจะเข้าใจในทางทฤษฎี แต่เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันในทางปฏิบัติ พวกเขากลับไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ดูเหมือนว่าฉันต้องชี้แนะพวกเขาในการรวบรวมข้อมูลบางส่วนเพื่อให้พวกเขาเรียนรู้งานได้เร็วขึ้น ด้วยวิธีนี้ พวกเขาก็จะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” แต่แล้วผมก็คิดทบทวนอีกครั้งว่า “ถ้าฉันช่วยพวกเขารวบรวมข้อมูลสำหรับการชำระให้สะอาด มันต้องใช้เวลาและพลังงานอย่างมาก ฉันก็ยุ่งกับหน้าที่ของตัวเองมากอยู่แล้ว ใครจะรู้ล่ะว่าจะเหนื่อยขนาดไหน?  ยิ่งไปกว่านั้น ฉันไม่ได้ละเลยงานพวกนี้เสียหน่อย พวกเขาจำเป็นต้องฝึกฝน แค่ฉันคอยกำกับดูแลและตรวจสอบพวกเขาก็น่าจะพอแล้ว ด้วยวิธีนี้เท่านั้นพวกเขาถึงจะก้าวหน้าได้บ้าง” เมื่อคิดแบบนี้ ผมเลยแค่สามัคคีธรรมและวิเคราะห์ให้พวกเขาฟัง และปล่อยให้พวกเขาไปเพิ่มเติมข้อมูลเหล่านี้เอง แต่ข้อมูลที่เพิ่มเติมเข้ามาก็ยังมีช่องโหว่ และข้อมูลหลายส่วนต้องถูกนำกลับมาแก้ไข จนทำให้ความคืบหน้าล่าช้าลงอย่างมาก ต่อมา ระหว่างการชุมนุม ผู้นำระดับสูงได้รับรู้ความเป็นไปของงานชำระให้สะอาด และชี้ให้ผมเห็นว่า “ถึงแม้คุณจะสามัคคีธรรมและวิเคราะห์งานพวกนี้ให้พี่น้องชายหญิงฟังแล้ว แต่พวกเขาก็ยังต้องเพิ่มเติมข้อมูลเหล่านี้แต่ละส่วนหลายครั้ง และนี่ทำให้ความคืบหน้าล่าช้าไปมาก มาถึงจุดนี้ คุณต้องรวบรวมและจัดการข้อมูลเหล่านี้ไปพร้อมกับพวกเขา ฝึกฝนพวกเขาจริงๆ และปรับปรุงประสิทธิภาพในหน้าที่ของพวกเขา นี่เป็นความรับผิดชอบของผู้นำด้วยเหมือนกัน” เมื่อได้ยินผู้นำชี้ให้เห็นแบบนี้ ผมก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง ถ้าผมเข้าไปมีส่วนร่วมในงานนี้จริงๆ งานก็คงไม่ล่าช้ามานานขนาดนี้

ระหว่างการชุมนุม พวกเราได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “มีผู้นำเทียมเท็จอีกประเภทหนึ่งที่พวกเราเคยพูดถึงอยู่บ่อยครั้งระหว่างการสามัคคีธรรมถึงหัวข้อเรื่อง ‘หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน’  คนประเภทนี้มีขีดความสามารถบางประการ พวกเขาไม่ใช่คนโง่ พวกเขามีหนทางและวิธีการในการทำงาน ทั้งยังมีแผนการในการแก้ไขปัญหา และเมื่อได้รับมอบหมายงานชิ้นหนึ่ง พวกเขาก็สามารถทำให้สำเร็จได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานที่คาดหวังไว้  พวกเขาสามารถค้นพบปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นในงานและสามารถแก้ไขปัญหาบางประการได้เช่นกัน เมื่อพวกเขาได้ยินปัญหาที่บางคนรายงาน หรือสังเกตเห็นพฤติกรรม การสำแดง คำพูด และการกระทำของบางคน ในใจของพวกเขาก็มีปฏิกิริยา ทั้งยังมีความเห็นและท่าทีของตนเอง  แน่นอนว่า หากผู้คนเหล่านี้ไล่ตามเสาะหาความจริงและมีสำนึกของภาระ เช่นนั้นแล้ว ปัญหาทั้งหมดนี้ย่อมสามารถได้รับการแก้ไข  อย่างไรก็ตาม ในงานซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของคนประเภทที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมถึงในวันนี้ กลับยังคงมีปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  นั่นก็เพราะผู้คนเหล่านี้ไม่ทำงานจริง  พวกเขารักความสบายและเกลียดการทำงานหนัก พยายามเพียงผิวเผินอย่างสุกเอาเผากิน ชอบอยู่เฉยๆ และสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง ชอบสั่งการคนอื่น เพียงขยับปากพูดเล็กน้อย ให้คำแนะนำบางอย่าง จากนั้นก็ถือว่างานของตนเสร็จสิ้นแล้ว  พวกเขาไม่ใส่ใจงานจริงของคริสตจักรหรืองานที่สำคัญอย่างยิ่งยวดซึ่งพระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาเลย—พวกเขาไม่มีสำนึกของภาระเช่นนี้ และต่อให้พระนิเวศของพระเจ้าเน้นย้ำเรื่องเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาก็ยังคงไม่ใส่ใจ  ตัวอย่างเช่น พวกเขาไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือสอบถามเกี่ยวกับงานผลิตภาพยนตร์หรืองานข้อเขียนของพระนิเวศของพระเจ้า และไม่ปรารถนาที่จะตรวจสอบว่างานประเภทเหล่านี้กำลังคืบหน้าไปอย่างไรและสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใดบ้าง  พวกเขาเพียงแค่สอบถามทางอ้อมบ้าง และเมื่อรู้ว่าผู้คนกำลังยุ่งกับงานนี้และกำลังทำงานนี้อยู่ พวกเขาก็ไม่ใส่ใจกับงานนี้อีกต่อไป  แม้พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่างานมีปัญหา พวกเขาก็ยังไม่ต้องการที่จะสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และก็ไม่สอบถามหรือตรวจสอบว่าผู้คนกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างไร  เหตุใดพวกเขาจึงไม่สอบถามหรือตรวจสอบเรื่องเหล่านี้?  พวกเขาคิดว่าหากพวกเขาตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ เช่นนั้นก็จะมีปัญหามากมายรอให้พวกเขาแก้ไข และนั่นจะน่ากังวลเกินไป  ชีวิตจะน่าเหน็ดเหนื่อยมากเกินไปหากพวกเขาต้องคอยแก้ไขปัญหาอยู่เสมอ!  หากพวกเขากังวลมากเกินไป อาหารก็จะไม่อร่อยอีกต่อไป และจะไม่สามารถนอนหลับสนิทได้ เนื้อหนังของพวกเขาจะรู้สึกอ่อนล้า และแล้วชีวิตก็จะกลายเป็นความทุกข์ยาก  นั่นคือเหตุผลที่เมื่อพวกเขามองเห็นปัญหา พวกเขาจะหลบเลี่ยงและเพิกเฉยหากทำได้  ปัญหาของคนประเภทนี้คืออะไร?  (พวกเขาเกียจคร้านเกินไป)  จงบอกเราเถิดว่า ผู้ใดที่มีปัญหาร้ายแรง ผู้คนที่เกียจคร้านหรือผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำ?  (ผู้คนที่เกียจคร้าน)  เหตุใดผู้คนที่เกียจคร้านจึงมีปัญหาที่ร้ายแรง?  (ผู้คนที่มีขีดความสามารถต่ำไม่สามารถเป็นผู้นำหรือคนทำงานได้ แต่พวกเขาพอจะมีประสิทธิภาพอยู่บ้างเมื่อทำหน้าที่ที่อยู่ภายในความสามารถของตน  อย่างไรก็ดี ผู้คนที่เกียจคร้านไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย ต่อให้พวกเขามีขีดความสามารถ แต่นั่นก็ไม่มีผลอะไร)  ผู้คนที่เกียจคร้านไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย  สรุปเป็นสองวลีก็คือ พวกเขาเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขามีความพิการระดับที่สอง  ไม่ว่าขีดความสามารถของผู้คนที่เกียจคร้านจะดีเพียงใด นั่นก็เป็นเพียงแค่ผักชีโรยหน้า ต่อให้พวกเขามีขีดความสามารถที่ดี แต่นั่นก็ไร้ประโยชน์  พวกเขาเกียจคร้านเกินไป—พวกเขารู้ว่าควรทำสิ่งใด แต่กลับไม่ทำ และต่อให้พวกเขารู้ว่าสิ่งใดเป็นปัญหา พวกเขาก็ไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข และแม้พวกเขารู้ว่าตนควรทุกข์ทนกับความยากลำบากอันใดเพื่อให้งานมีประสิทธิผล แต่พวกเขาก็ไม่เต็มใจสู้ทนความยากลำบากที่คุ้มค่าเหล่านี้—พวกเขาจึงไม่สามารถได้รับความจริงใดๆ และไม่สามารถทำงานจริงได้เลย  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะสู้ทนความยากลำบากที่ผู้คนควรสู้ทน พวกเขารู้จักเพียงที่จะลุ่มหลงในความสะดวกสบาย เพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันชื่นบานและการพักผ่อนหย่อนใจ และเพลิดเพลินกับชีวิตที่เป็นอิสระและผ่อนคลาย  พวกเขาไร้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ?  ผู้คนที่สู้ทนความยากลำบากไม่ได้ย่อมไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่  ผู้คนที่ปรารถนาจะมีชีวิตเยี่ยงกาฝากอยู่เสมอนั้น ย่อมเป็นคนที่ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน และคนเช่นนี้ไม่เหมาะแม้แต่จะทำงานใช้แรง  เนื่องจากพวกเขาสู้ทนความยากลำบากไม่ได้ แม้ในยามที่พวกเขาทำงานใช้แรง พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ดี และหากพวกเขาปรารถนาที่จะได้รับความจริง ก็ยิ่งไม่มีหวังในเรื่องนี้  คนที่ทนทุกข์ไม่ได้และไม่รักความจริงเป็นคนไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำงานใช้แรงด้วยซ้ำไป  พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย  ผู้คนเช่นนี้ต้องถูกกำจัดออกไป เช่นนี้เท่านั้นจึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8))  พระเจ้าทรงเปิดโปงว่าเหตุผลหลักที่ผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริงก็คือความเกียจคร้าน พวกเขาลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง ชอบสั่งการผู้คน และไม่อยากแก้ปัญหาแม้จะมองเห็นก็ตาม พวกเขาไม่มีสำนึกถึงภาระหรือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน และไม่ว่าขีดความสามารถของพวกเขาจะดีแค่ไหน พวกเขาก็ยังไร้ประโยชน์อยู่ดี รู้สึกเหมือนว่าพฤติกรรมต่างๆ ของผู้นำเทียมเท็จที่พระเจ้าทรงเปิดโปงนั้นเป็นคำบรรยายถึงพฤติกรรมของผมเอง ช่วงที่ผ่านมา หน้าที่ของผมมีแค่การสั่งการผู้คน ผมดีแต่พูดและเอาแต่ถามไถ่ความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ในระดับพื้นฐานเท่านั้น ผมไม่ได้แสวงหาผลลัพธ์หรือแก้ปัญหาเลย และโดยแก่นแท้แล้ว ผมไม่ได้ทำงานจริง แต่แค่กำลังเพลิดเพลินกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมเห็นพระเจ้าตรัสว่าคนเกียจคร้านมีปัญหาเรื่องลักษณะนิสัย พวกเขาไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์และจ่ายราคาในหน้าที่ของตน ไร้ซึ่งสำนึกและเหตุผล ถึงขนาดที่การลงแรงของพวกเขาก็ไม่ได้มาตรฐาน และพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์คนแบบนี้จริงๆ เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกทุกข์ใจมาก ผมไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการทุ่มเทแรงกายแรงใจและลุล่วงความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง แต่ผมยังกลายเป็นคนที่พระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์อีกด้วย การได้ทำหน้าที่ผู้นำถือเป็นการยกชูอันยิ่งใหญ่จากพระเจ้าอยู่แล้ว และเป็นโอกาสที่พระเจ้าประทานให้ผมได้ฝึกฝน ผมควรทำให้ดีที่สุดเพื่อลุล่วงหน้าที่นี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตในชีวิตของผมด้วย ผมเห็นได้ชัดเจนว่าพี่น้องชายหญิงที่จัดการข้อมูลสำหรับการคัดคนออกเพิ่งจะเริ่มฝึกฝน และพวกเขาไม่จับความเข้าใจหลักธรรม และแม้จะเพิ่มเติมไปหลายรอบแล้ว ข้อมูลก็ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป งานก็จะล่าช้า ผมควรจะใส่ใจเรื่องนี้ให้มากกว่านี้และชี้แนะพวกเขาในรายละเอียด ผมต้องรวบรวมข้อมูลบางส่วนไปพร้อมกับพวกเขาด้วยตัวเอง เพื่อให้พวกเขาจับความเข้าใจหลักธรรมได้เร็วที่สุด แต่ผมรู้สึกว่าการทำแบบนั้นต้องใช้เวลาและพลังงานอย่างมาก ซึ่งหมายถึงความทนทุกข์และความเหนื่อยล้าทางเนื้อหนัง ผมเลยไม่อยากแก้ปัญหานี้จริงๆ ผมถึงกับหาข้ออ้างว่าพวกเขาจำเป็นต้องฝึกฝนด้วยตัวเองเพื่อพัฒนาขึ้น ผลก็คือ ข้อมูลหลายชิ้นไม่ได้รับการเพิ่มเติมเป็นเวลานาน จริงๆ แล้ว ปัญหาพวกนี้แก้ได้ถ้าผมใส่ใจให้มากขึ้นและจ่ายราคา แต่ผมขี้เกียจเกินไป คิดถึงแต่เนื้อหนังของตัวเองในหน้าที่ ผมมีทัศนคติแบบสุกเอาเผากิน และไม่มีสำนึกถึงภาระหรือความรับผิดชอบต่องาน และผลก็คืองานชำระให้สะอาดต้องล่าช้าออกไป ถ้าผมยังเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วผมคงถูกพระเจ้ากำจัด ผมจะเป็นแบบที่ผ่านมาต่อไปไม่ได้แล้ว ผมควรแบกรับความรับผิดชอบของตัวเองและทำหน้าที่ของตนให้ดีตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น และได้รับเส้นทางบางอย่างเกี่ยวกับวิธีที่ผู้นำและคนทำงานทำงานจริง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อให้การชี้แนะเบื้องต้นสำหรับภารกิจใดภารกิจหนึ่ง นอกจากจะเสนอแผนการดำเนินการที่เจาะจงสำหรับสถานการณ์พิเศษแล้ว ผู้นำและคนทำงานที่มีขีดความสามารถปานกลางและมีความสามารถในการทำงานที่ค่อนข้างด้อยกว่าก็ควรได้รับการให้การชี้แนะที่เจาะจงและลงรายละเอียดมากกว่า  แม้ว่าผู้คนเหล่านี้อาจเข้าใจหลักธรรมและแผนการดำเนินการที่เจาะจงสำหรับภารกิจใดภารกิจหนึ่งในแง่ของคำสอน แต่เมื่อถึงเวลาดำเนินการตามจริง พวกเขาก็ยังไม่รู้วิธีนำไปปฏิบัติ  พวกเจ้าควรปฏิบัติต่อผู้นำและคนทำงานเพียงไม่กี่คนที่มีขีดความสามารถด้อยและขาดความสามารถในการทำงานอย่างไร?… เจ้าต้องลุล่วงความรับผิดชอบตามที่ควร ต้องคำนึงถึงคริสตจักรที่มีคนกำกับดูแลเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนแอและมีความสามารถในการทำงานที่ค่อนข้างด้อยกว่า  ผู้นำและคนทำงานต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษและให้คำชี้แนะเป็นพิเศษในเรื่องเหล่านี้  การให้คำชี้แนะเป็นพิเศษหมายถึงอะไร?  นอกจากการสามัคคีธรรมความจริงแล้ว พวกเจ้ายังต้องให้การชี้แนะและความช่วยเหลือที่เจาะจงและลงรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการสื่อสารมากขึ้น  ถ้าเจ้าอธิบายงานให้พวกเขาฟังแล้วพวกเขายังไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไร หรือต่อให้พวกเขาเข้าใจในแง่ของคำสอนและดูเหมือนจะรู้ว่าควรดำเนินการอย่างไร แต่เจ้าก็ยังไม่แน่ใจและกังวลเล็กน้อยว่าจะลงมือดำเนินการจริงเช่นไร แบบนั้นเจ้าควรทำอย่างไร?  เจ้าจำเป็นต้องลงลึกไปในคริสตจักรท้องถิ่นด้วยตนเองเพื่อชี้แนะพวกเขาและดำเนินการภารกิจร่วมกับพวกเขา  จงบอกหลักธรรมแก่พวกเขาพร้อมกับจัดการเตรียมการที่เจาะจงเกี่ยวกับภารกิจที่ต้องทำตามข้อกำหนดของการจัดแจงเตรียมงาน เช่น ต้องทำอะไรก่อนและทำอะไรทีหลัง และจะจัดสรรคนอย่างเหมาะสมได้อย่างไร—จงจัดระเบียบสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดให้ดี  นี่คือการชี้แนะพวกเขาในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การตะโกนคำขวัญหรือการออกคำสั่งสุ่มสี่สุ่มห้า และเทศนาพวกเขาด้วยคำสอนบางอย่าง แล้วก็ถือว่างานของตนเสร็จสิ้น—นั่นไม่ใช่การสำแดงของการทำงานที่เจาะจง และการตะโกนคำขวัญกับการบงการผู้คนไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน  เมื่อผู้นำหรือผู้ดูแลของคริสตจักรท้องถิ่นสามารถแบกรับงานได้แล้ว และงานได้เข้าสู่ลู่ทางที่ถูกต้อง และโดยพื้นฐานแล้วไม่มีประเด็นสำคัญอะไรอีก เมื่อนั้นเท่านั้นที่ผู้นำหรือคนทำงานจะจากไปได้  นี่คือภารกิจที่เจาะจงประการแรกที่กล่าวถึงในหน้าที่รับผิดชอบประการที่เก้าของผู้นำและคนทำงานสำหรับการดำเนินการจัดแจงเตรียมงาน—การให้การชี้แนะ  แล้วควรให้การชี้แนะอย่างไรกันแน่?  ผู้นำและคนทำงานควรปฏิบัติด้วยการใคร่ครวญและสามัคคีธรรมถึงแผนงานเป็นอันดับแรก เรียนรู้และเข้าใจข้อกำหนดจำเพาะต่างๆ ของการจัดแจงเตรียมงาน ทำความเข้าใจและจับหลักธรรมในแผนงานให้ได้  จากนั้น พวกเขาควรสามัคคีธรรมร่วมกับผู้นำและคนทำงานในทุกระดับเกี่ยวกับแผนการที่เจาะจงสำหรับการดำเนินการจัดแจงเตรียมงาน  นอกจากนี้ พวกเขาควรจัดหาแผนการดำเนินการที่เจาะจงสำหรับสถานการณ์พิเศษ และสุดท้าย พวกเขาควรให้ความช่วยเหลือและการชี้แนะที่ลงรายละเอียดและเจาะจงมากขึ้นแก่ผู้นำและคนทำงานที่ค่อนข้างอ่อนแอและมีขีดความสามารถที่ค่อนข้างด้อยกว่า  หากผู้นำและคนทำงานบางคนไม่สามารถดำเนินการภารกิจได้เลย ควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?  ผู้นำและคนทำงานระดับสูงควรลงลึกไปในคริสตจักรและมีส่วนร่วมในภารกิจนั้นด้วยตนเอง แก้ไขประเด็นตามจริงผ่านการสามัคคีธรรมความจริง และทำให้พวกเขาเรียนรู้วิธีทำงานและวิธีดำเนินการงานตามหลักธรรม(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (10))  พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นเส้นทางแห่งการปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีที่ผู้นำและคนทำงานทำงานจริง สำหรับพี่น้องชายหญิงที่ไม่จับความเข้าใจหลักธรรมและมีความสามารถในการทำงานต่ำ เราควรให้ความช่วยเหลือและการชี้แนะที่ละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับผู้นำและคนทำงาน สำหรับพี่น้องชายหญิงเหล่านี้ที่เพิ่งเริ่มฝึกฝนในงานชำระให้สะอาดและยังไม่จับความเข้าใจหลักธรรม ผมควรจะให้การชี้แนะที่ละเอียดและเฉพาะเจาะจง รวมทั้งสอนพวกเขาด้วยตัวเองในสถานการณ์ของงานจริง แต่ผมกลับทำตามใจเนื้อหนังและไม่ได้ทำงานจริงที่จำเป็นต้องทำเลย ส่งผลให้งานล่าช้า นี่เป็นการละทิ้งหน้าที่อย่างร้ายแรงของผม ผมรับผิดชอบงานชำระให้สะอาดของคริสตจักร ดังนั้นผมจึงต้องชำระผู้ไม่เชื่อออกจากคริสตจักร รวมถึงคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ที่ขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักร เพื่อให้พี่น้องชายหญิงมีชีวิตคริสตจักรที่ดี สามัคคีธรรมความจริงได้ดีขึ้น และเติบโตในชีวิต แต่เพราะผมไม่ได้ทำงานจริง คนที่ควรถูกชำระออกจากคริสตจักรจึงไม่ถูกชำระออกทันเวลา ทำให้งานของคริสตจักรได้รับความเสียหาย ในเรื่องนี้ โดยแก่นแท้แล้วผมกำลังทำชั่ว ตั้งแต่นั้นมา ผมก็อยากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า และรีบให้การสามัคคีธรรมและการชี้แนะแก่พี่น้องชายหญิง เพื่อให้พวกเขาจับความเข้าใจหลักธรรมและลุล่วงหน้าที่ของตนอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนัก ผู้นำระดับสูงก็ส่งคืนข้อมูลสำหรับการชำระให้สะอาดบางส่วนที่ต้องเพิ่มเติมหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ผมคิดจะมอบหมายให้พี่น้องชายหญิงทำ แต่ก็ตระหนักว่าพวกเขายังไม่จับความเข้าใจหลักธรรม และการให้พวกเขาไปเพิ่มเติมข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ความคืบหน้าล่าช้าอย่างแน่นอน ดังนั้น ผมจึงไปหาพวกเขา วิเคราะห์และสามัคคีธรรมหลักธรรมร่วมกัน จากปัญหาที่ผู้นำชี้ให้เห็น ผมให้พวกเขาแบ่งปันทัศนะของตัวเองก่อน และหลังจากนั้น ผมก็ดึงหลักธรรมมาสามัคคีธรรมกับพวกเขาในสิ่งที่พวกเขายังขาดอยู่ เพื่อให้พวกเขาจับความเข้าใจหลักธรรมบางอย่าง ผมพบว่าเมื่อผมอยากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ผมก็ไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่ และพี่น้องชายหญิงก็มีความก้าวหน้าในหน้าที่ของพวกเขาด้วย การปฏิบัติแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกสงบใจ จากการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับพี่น้องชายหญิง ผมยังเข้าใจหลักธรรมในการมีวิจารณญาณแยกแยะผู้คนมากขึ้นด้วย ผลลัพธ์ทั้งหมดนี้บรรลุได้ผ่านการทำงานจริง

ผ่านประสบการณ์นี้ ผมได้เห็นว่าการที่ผู้นำและคนทำงานทำงานจริงนั้นสำคัญมากจริงๆ เพราะสิ่งนี้ส่งผลโดยตรงต่อความคืบหน้าของงานคริสตจักร ในขณะเดียวกัน ผมก็ตระหนักด้วยว่าเมื่อผู้คนทำหน้าที่ของตนตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าจริงๆ พวกเขาก็สามารถบรรลุผลลัพธ์บางอย่างได้ ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า:  92. การหลุดพ้นจากวังวนแห่งชื่อเสียงและผลประโยชน์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger