20. ผมได้รับสันติสุขและความชื่นบานยินดีด้วยการซื่อสัตย์

โดย หยาง เฉิง, ประเทศจีน

ฐานะทางการเงินของครอบครัวผมค่อนข้างธรรมดา พ่อแม่ของผมไม่มีทักษะงานช่างฝีมือใดๆ จึงทำได้เพียงหาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ทำนาเท่านั้น มีโรงงานแห่งหนึ่งอยู่ติดกับหมู่บ้าน ซึ่งที่นั่นพ่อของผมก็สามารถหาเงินได้บ้างเช่นกัน แม้ว่ารายได้ของพวกท่านจะน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวของเราซึ่งมีห้าคนได้ แต่ตอนที่ผมเพิ่งอายุครบสิบสองปี ผมกลับไม่พอใจชีวิตแบบนี้ และอิจฉาชีวิตคนรวยมากเป็นพิเศษ  ผมมีเพื่อนที่สนิทมากคนหนึ่ง ครอบครัวเขาเป็นเจ้าของรถบรรทุกคันใหญ่ มาตรฐานความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาถือว่าเป็นหนึ่งในครอบครัวที่ดีที่สุดในหมู่บ้านของเรา และทุกคนต่างก็อิจฉาพวกเขา ผู้คนในเครือญาติของเขาก็มักจะมาพูดคุยกับครอบครัวนี้เมื่อมีปัญหา เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ ผมก็ตัดสินใจว่าเมื่อผมโตขึ้น ผมจะต้องหาเงินให้ได้มากขึ้นและใช้ชีวิตแบบเดียวกับครอบครัวของพวกเขา ความอยากนี้ได้ฝังลึกอยู่ในใจของผม สมัยเรียน ผลการเรียนของผมไม่ดี หลังจบประถมศึกษาก็เลยไปทำงานที่ไซต์ก่อสร้างเพื่อหาเงิน ผมเริ่มเรียนงานช่างไม้เมื่อผมอายุสิบเจ็ดปี ภายใต้อิทธิพลของการปลูกฝังจากสภาพแวดล้อมทางสังคม “เงินต้องมาก่อน” และ “เงินทำให้โลกหมุนไป” ก็ค่อยๆ กลายเป็นคติประจำใจของผม และทำให้ความอยากได้อยากมีเงินของผมยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก

ผมทำงานให้กับช่างไม้คนหนึ่งอยู่หลายปี แต่ก็หาเงินได้ไม่มาก ผมคิดว่า “ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป เมื่อไรผมถึงจะได้ใช้ชีวิตแบบที่คนอื่นชื่นชมกัน?”  ดังนั้น ผมจึงหาเส้นทางอื่นและกลายเป็นนายของตัวเอง โดยทำงานปรับปรุงภายในอาคาร ในช่วงแรก เพื่อที่จะได้งานมากขึ้น ผมตั้งราคาต่ำมาก และซื้อวัสดุพร้อมกับลูกค้า โดยทำงานอย่างหนักเพื่อให้งานนั้นออกมาดี เมื่อวัสดุที่เจ้าของร้านวัสดุก่อสร้างส่งมามีคุณภาพไม่ดี ผมก็จะขอให้เขาเปลี่ยนเป็นวัสดุที่มีคุณภาพดี  ลูกค้าของผมรู้สึกขอบคุณมากที่ผมใส่ใจพวกเขามากเช่นนั้น คุณภาพงานของเราก็ดี และราคาของผมก็ต่ำ ซึ่งทำให้เราได้รับคำชมจากลูกค้า และเราก็ค่อยๆ ได้งานมากขึ้น ต่อมา เจ้าของร้านวัสดุก่อสร้างคนหนึ่งเจาะจงเชิญผมไปกินข้าวเย็นเพื่อให้มีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้น เขาถามผมว่า “ตอนที่คุณซื้อวัสดุ เจ้าของร้านคนอื่นๆ ให้เงินใต้โต๊ะคุณเท่าไร?”  ผมถามกลับอย่างงุนงงว่า “เงินใต้โต๊ะอะไร?  ไม่มีใครให้อะไรผมเลย” เจ้าของร้านรู้สึกประหลาดใจและพูดว่า “คุณซื่อสัตย์เกินไป ทำงานแบบนั้นแล้วคุณจะหาเงินได้สักเท่าไร?  นี่มันยุคสมัยอะไรแล้ว?  คุณต้องตามให้ทันยุคสมัยสิ!  อย่างคำกล่าวที่ว่า ‘ไม่มีความมั่งคั่งใดได้มาโดยปราศจากเล่ห์เหลี่ยม’ เงินใต้โต๊ะเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวงการไหนก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ลูกค้าจะใช้เงิน 10,000 ถึง 20,000 หยวนซื้อวัสดุตอนปรับปรุงบ้าน  คุณสามารถได้เงินใต้โต๊ะหนึ่งหรือสองพันหยวนจากเรื่องนั้น ในเมื่อคุณสามารถได้มันมาโดยไม่ต้องออกแรงอะไร แค่ขยับปากพูด ทำไมจะไม่ทำล่ะ?  เอาอย่างนี้ไหม?  คุณพาลูกค้ามาหาผม และผมรับรองว่าจะช่วยให้คุณหาเงินได้เพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นต่อปี” ตอนได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก ผมก็คิดว่านี่คงเป็นวิธีหาเงินที่ดีจริงๆ แต่จากนั้นผมก็คิดว่า “นี่เป็นการโกงลูกค้าไม่ใช่หรือ?”  ผมรู้สึกว่ามโนธรรมของผมคงจะยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ ผมจึงพูดว่า… “ผมคิดว่าผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ลูกค้าส่วนใหญ่ของผมมีคนรู้จักแนะนำมา ถ้าพวกเขารู้ว่าผมกำลังโกงพวกเขา ธุรกิจนี้ก็คงจบสิ้น!”  เจ้าของร้านพูดอย่างมั่นใจว่า “ผมทำแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว และไม่เคยมีลูกค้าคนไหนมาหาผมเพราะเรื่องนี้เลย ดังนั้นไม่ต้องกังวล!  คุณต้องเปลี่ยนวิธีการ ไม่อย่างนั้นคุณจะไม่ได้เงินเลย ผู้คนมักพูดกันว่า ‘คนโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธเงินที่วางอยู่ตรงหน้า’ ลองคิดดูสิ ไม่จริงหรือไง?”  ผมคิดว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมีเหตุผล และผมก็จะยิ่งหาเงินได้มากขึ้น ถ้าผมร่วมมือกับเขา อีกอย่าง ถ้าผมยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์ แล้วเมื่อไรผมจึงจะมีชีวิตคุณภาพสูงที่น่าอิจฉาซึ่งผมไล่ตามไขว่คว้ามาตลอดได้?  อีกทั้ง คนอื่นๆ ในสายงานของผมต่างก็ขับรถไปทำงานกันทั้งนั้น ซึ่งดูน่าประทับใจมาก และลูกค้าของพวกเขาก็ชื่นชมพวกเขาด้วย ในทางกลับกัน ไม่ว่าบริษัทของผมจะเล็กแค่ไหน ผมก็เป็นเจ้าของกิจการ แต่ผมยังขี่รถจักรยานยนต์อยู่ มันน่าอายเกินไป!  พอคิดถึงเรื่องนี้ ผมก็เห็นด้วย ผ่านไปไม่กี่วัน ญาติของเพื่อนผมมาหาผมเพราะเขาต้องปรับปรุงสำนักงานของเขา และขอให้ผมช่วยซื้อวัสดุ เจ้าของร้านวัสดุก่อสร้างพูดกับผมว่า “นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก ถ้าคุณบวกราคาเขาเพิ่มอีกหน่อย เงินใต้โต๊ะของคุณก็จะสูงขึ้น” ผมรู้สึกว่ามโนธรรมของผมคงจะยอมรับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ แต่เมื่อเขาเห็นว่าผมทำไม่ลง เขาก็พูดว่า “คุณไร้เล่ห์เหลี่ยมเกินไป เดี๋ยวนี้ใครให้ความสำคัญกับมโนธรรมกันล่ะ?  ต่อให้คุณช่วยประหยัดเงินให้ลูกค้า เขาก็จะไม่ชมคุณหรอก ไม่ต้องห่วง เขาจะไม่เห็นปัญหาอะไรจากใบสั่งซื้อหรอก” แต่ผมก็ยังรู้สึกลังเลอยู่เล็กน้อย ผมจึงแค่ตกลงรับเงินใต้โต๊ะที่น้อยกว่า หลังจากนั้น เจ้าของร้านวัสดุก่อสร้างก็มาที่บริษัทและยื่นใบสั่งซื้อให้ญาติของเพื่อนผม ผมกังวลว่าเขาจะจับได้ หัวใจผมกำลังเต้นระทึกด้วยความหวาดกลัว ผมคิดว่า “ญาติของเพื่อนผมเป็นคนฉลาด ถ้าเขารู้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ผมจะไม่เสียหน้าแย่เลยหรือ?”  เพราะผมประหม่า ผมจึงไม่กล้ามองหน้าญาติของเพื่อนผม ขณะที่ผมรู้สึกกระวนกระวาย เขาก็ถามผมว่า “คุณได้ตรวจดูวัสดุทั้งหมดแล้วหรือยัง?”  ผมคิดว่า “เขาพบอะไรผิดปกติหรือ?”  ผมรู้สึกกลัวนิดหน่อย และพูดด้วยความรู้สึกผิดว่า “ครับ ผมตรวจดูแล้ว” ผมคิดไม่ถึงว่าเขาจะแค่มองที่ราคาแล้วก็เซ็นชื่อ และบอกเจ้าของร้านที่ขายวัสดุโดยตรงว่าให้ไปที่แผนกการเงินเพื่อรับเงิน ในเวลานั้น ผมก็เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย ผมคิดในใจว่า “ต่อไปอย่าทำเรื่องแบบนี้ที่ขัดต่อมโนธรรมของตัวเองมากนักจะดีกว่า ถ้าผมทำ มโนธรรมของผมก็จะรู้สึกไม่สงบ!”

หลังจากนั้น เจ้าของร้านวัสดุก่อสร้างก็ให้เงินใต้โต๊ะผม 2,800 หยวน และยังเลี้ยงอาหารผมด้วย ผมมองดูเงินที่ได้มาอย่างง่ายดายนั้นและคิดในใจว่า “ผมหาเงินได้มากขนาดนี้จากการพูดอย่างเดียว โดยไม่ต้องออกแรงอะไรเลย คำกล่าวที่ว่า ‘ไม่มีความมั่งคั่งใดได้มาโดยปราศจากเล่ห์เหลี่ยม’ ช่างมีเหตุผลจริงๆ นี่เป็นเพียงโครงการเล็กๆ เท่านั้น ถ้าผมสามารถรับโครงการใหญ่ๆ ได้สักไม่กี่โครงการ ผมจะหาเงินได้เพิ่มขึ้นอีกมากเท่าไร?  ถ้าผมยังทำแบบนี้ต่อไป รายได้ของผมจะดีมากแน่นอน  อีกไม่กี่ปี ผมก็จะใช้ชีวิตแบบคนมั่งมีแล้ว” อย่างไรก็ตาม เมื่อผมคิดว่านี่เป็นเงินที่ผมหามาได้จากการขายชื่อเสียงของตัวเอง ผมก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี ในทางกลับกัน ถ้าผมทำงานอย่างซื่อสัตย์เหมือนแต่ก่อนต่อไป ผมก็จะหาเงินก้อนใหญ่ไม่ได้เลย ผมรู้สึกขัดแย้งในใจอยู่หลายวัน และในที่สุด เมื่อมองเห็นเงินได้มาง่ายๆ ผมก็ลงเอยด้วยการเลือกผลประโยชน์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา “ไม่มีความมั่งคั่งใดได้มาโดยปราศจากเล่ห์เหลี่ยม” ก็กลายเป็นคติประจำใจของผม เพื่อที่จะหาเงินให้ได้มากขึ้นและใช้ชีวิตที่เหนือกว่าคนอื่น ผมใช้เล่ห์กลกับลูกค้าอยู่เสมอและทำสิ่งที่ขัดต่อมโนธรรมของตัวเอง ครั้งหนึ่ง ผมซื้อไม้แผ่นคุณภาพต่ำมาล็อตหนึ่งและบอกคนงานว่า “ถ้าลูกค้ามา ก็อย่าเพิ่งเริ่มงาน อย่าให้พวกเขาเห็นวัสดุที่พวกคุณใช้” แต่ขณะที่งานกำลังดำเนินอยู่ จู่ๆ ลูกค้าก็เข้ามา ผมใจหายวาบ และฝ่ามือของผมก็มีเหงื่อออก ผมกลัวอย่างยิ่งว่าลูกค้าจะมองเห็นข้อบกพร่อง ถ้าเรื่องนี้ถูกพบเข้า ไม่เพียงแต่ผมจะสูญเสียค่าจ้างของผมเท่านั้น แต่ผมจะสูญเสียเงินที่ผมจ่ายค่าวัสดุด้วย โชคดีที่ลูกค้าไม่ได้สังเกตเห็นมันในเวลานั้น เมื่อผมกลับถึงบ้านหลังเลิกงาน ผมก็ยังคงกังวลอยู่ “ลูกค้าจะไปที่ไซต์งานตอนกลางคืนไหม?  ถ้าเขาพบว่าวัสดุมีปัญหาจะทำยังไง?”  ผมรู้สึกไม่สบายใจอยู่ตลอดเวลา และผมก็ไม่รู้สึกผ่อนคลายเลยจนกว่างานจะเสร็จและเขาจะจ่ายเงิน ผมค่อยๆ หาเงินได้มากขึ้นเรื่อยๆ และผมไม่เพียงแต่ซื้อบ้านและเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นที่อิจฉาและได้รับคำชมจากญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงด้วย ในอดีตตอนที่ผมไม่มีเงิน ทุกครั้งที่ผมพบคนที่ผมรู้จัก ผมจะพูดกับพวกเขา แต่พวกเขาจะไม่ตอบผม ตอนนี้ เมื่อพวกเขาพบผม พวกเขาก็ทักทายผมก่อนเสมอ และต้อนรับผมด้วยรอยยิ้ม บางครั้งผมขอให้พวกเขาช่วย และคนส่วนใหญ่ก็ตกลงอย่างเต็มใจ ผมรู้สึกว่าคำกล่าวที่ว่า “เงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีเงิน ก็จะทำอะไรไม่ได้” และ “เงินทำให้โลกหมุนไป” นั้นจริงมากทีเดียว แต่บางครั้งผมก็หยุดและคิดว่า แม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมจะหาเงินได้และซื้อบ้านกับรถได้ด้วยการทำสิ่งที่ขัดต่อมโนธรรมของตัวเอง แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกมีความสุขมากนัก ตรงกันข้าม ผมใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกังวลและความหวาดหวั่นตลอดทั้งวัน ถ้าลูกค้าพบว่าผมได้ทำสิ่งที่ผิดจรรยาบรรณเหล่านี้ พวกเขาจะต้องชี้หน้าด่าผมอย่างแน่นอน ผมไม่อาจทนจินตนาการได้เลยว่าฉากนั้นจะเป็นอย่างไร ผมกับลูกค้าอยู่ในตัวอำเภอเดียวกัน พวกเราจึงพบกันอยู่ตลอด แต่บางครั้งเมื่อผมบังเอิญพบพวกเขา ผมก็ไม่กล้าเงยหน้าสบตาพวกเขา ผมไม่อาจสลัดการกล่าวโทษและการกล่าวหาในหัวใจของผมออกไปได้ และบางครั้งผมถึงกับฝันว่าลูกค้ามาหาผมถึงหน้าประตู ซึ่งทำให้ผมสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ บางครั้งผมก็คิดเช่นกันว่า “เลิกโกงผู้คนเถอะ กลับไปทำอย่างที่เคยทำมาก่อนจะดีกว่า ทำงานอย่างซื่อสัตย์และทำให้ดี ถึงผมจะได้เงินเพียงเล็กน้อยก็คงไม่เป็นไร” แต่แล้วผมก็คิดถึงว่าพอลูกๆ ของผมโตขึ้น พวกเขาจะต้องใช้เงินสำหรับเรื่องต่างๆ สารพัด ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีเงิน ชีวิตทางวัตถุของผมก็จะตกต่ำลงด้วย ผมรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจนิดหน่อยและตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ผมมักจะถอนหายใจว่า “ทำไมชีวิตจึงเจ็บปวดอย่างนี้?”

ในเดือนตุลาคม ปี 2013 ผมยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และเริ่มดำเนินชีวิตคริสตจักร ในการชุมนุมหลายครั้ง ผมพบว่าพี่น้องชายหญิงทุกคนต่างพูดถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของตนอย่างเปิดเผย และพูดคุยถึงความเสื่อมทรามที่พวกเขาเปิดเผยออกมาในชีวิตของตน นี่เป็นสิ่งที่คุณไม่มีวันได้เห็นในสังคม ครั้งหนึ่ง ในการชุมนุมครั้งหนึ่ง พี่น้องหญิงคนหนึ่งได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับประสบการณ์ของเธอในการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เมื่อเธอพูดถึงวิธีที่เธอกับสามีโกหกและโกงผู้คนเพื่อขายของ ผมก็พูดขึ้นมาเพราะรู้สึกแบบเดียวกันว่า “ผู้คนในโลกนี้กำลังเลวลงเรื่อยๆ มีแต่เรื่องที่คุณโกงผม ผมโกงคุณ เหมือนผมเลย ถ้าผมเพียงแค่ทำงานก่อสร้างอย่างซื่อสัตย์ ผมก็จะไม่มีวันหาเงินได้เลย คุณต้องใช้เล่ห์กลและโกงจึงจะหาเงินได้มากขึ้น” จากนั้นพี่น้องหญิงคนนั้นก็พูดว่า “ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการที่ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทราม มันทำให้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในบาป สูญเสียขอบเขตพื้นฐานใดๆ ในการประพฤติปฏิบัติตนของเราไป และทำให้พวกเราแทบไม่สามารถรู้สึกถึงมโนธรรมของตนได้เลย” ในเวลานั้น พวกเราได้อ่านพระวจนะแห่งพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ซาตานใช้กระแสนิยมแต่ละอย่างนี้ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามในแง่ใดบ้าง?  โดยหลักแล้ว ซาตานทำให้มโนธรรม สำนึก ความเป็นมนุษย์ ศีลธรรม และทัศนคติที่มนุษย์มีต่อการดำรงอยู่เสื่อมทราม  แล้วกระแสนิยมเหล่านี้ในสังคมก็ค่อยๆ ทำให้ผู้คนเสียคนและเสื่อมทรามไปเรื่อยๆ มิใช่หรือ?  ซาตานใช้กระแสนิยมทางสังคมเหล่านี้มาล่อผู้คนเข้ารังของพวกมารไปทีละก้าว เพื่อให้ผู้คนบูชาเงินตรา ความอยากได้อยากมีทางวัตถุ ความชั่ว และความรุนแรงโดยไม่รู้ตัวท่ามกลางกระแสนิยมทางสังคม  เมื่อผู้คนเคารพบูชาสิ่งที่เป็นลบเหล่านี้ พวกเขาย่อมกลายเป็นสิ่งใด?  กลายเป็นหมู่มารและเหล่าซาตาน!  นี่เป็นเพราะหัวใจของผู้คนย่อมถูกสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชาเข้ายึดครอง เมื่อผู้คนเคารพบูชาสิ่งที่เป็นลบ พวกเขาจึงเริ่มรักความชั่วและความรุนแรง ไม่ชอบความงาม ความดี และสันติสุขอีกต่อไป  ไม่เต็มใจที่จะใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ แต่อยากสุขสำราญกับสถานะอันสูงส่งและความมั่งคั่งล้นเหลือ หรรษาไปกับเนื้อหนัง ทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองเนื้อหนังของตน ไร้การยับยั้งหรือควบคุม—กล่าวอีกนัยหนึ่งคือทำทุกอย่างตามใจอยาก… ไม่มีความรักใคร่เอ็นดูและความจงรักภักดีในหมู่ผู้คนอีกต่อไป ไม่มีความรักระหว่างสมาชิกครอบครัวอีกต่อไป ไม่มีความเข้าใจในหมู่ญาติมิตรอีกต่อไป  ความสัมพันธ์ของมนุษย์เต็มไปด้วยความรุนแรง  ต่างคนต่างเสาะแสวงที่จะดำเนินชีวิตท่ามกลางผู้อื่นด้วยวิถีและวิธีการที่รุนแรง เสาะแสวงที่จะมีหนทางทำกินโดยใช้ความรุนแรง เสาะแสวงที่จะได้ตำแหน่งและผลตอบแทนโดยใช้ความรุนแรง ทั้งยังใช้วิธีที่รุนแรงและเลวมาทำสิ่งที่อยากทำ  มวลมนุษย์นี้น่ากลัวมากมิใช่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมได้เข้าใจว่า ซาตานใช้ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และเงินทองมาทดลองเรา ทำให้เรามองว่าเงินทองสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองและการชื่นชมจากผู้อื่น เราไร้ศีลธรรมและโกงผู้อื่นทั้งที่ขัดต่อมโนธรรมของตัวเอง เราไม่สนใจแม้แต่ความรักผูกพันในครอบครัวหรือมิตรภาพ จนสูญเสียทั้งมโนธรรมและสำนึกไป เมื่อนึกย้อนกลับไป ตอนที่ผมเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ ผมยังสามารถหาเงินอย่างซื่อสัตย์สุจริต แต่พอเห็นคนอื่นใช้การโกงจนหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ได้ใช้ชีวิตทางวัตถุอย่างสุขสบาย และได้รับการชื่นชมจากผู้อื่น ผมก็เริ่มไหลไปตามน้ำ ทรยศต่อมโนธรรมของตัวเอง และใช้สารพัดวิธีเพื่อโกงลูกค้า ผมไม่เพียงแต่รับเงินใต้โต๊ะ แต่ยังแอบสับเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างด้วย ถึงแม้จะหาเงินมาได้บ้าง แต่นั่นก็เป็นเงินที่ได้มาจากการโกงและเล่ห์เหลี่ยมทั้งนั้น และผมกระวนกระวายไปทั้งวัน ที่แท้ ทั้งหมดนี้ก็คือผลพวงจากการที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามนั่นเอง

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม และได้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงปีติยินดีกับคนแบบไหน  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พวกเจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าโปรดผู้ที่มีความซื่อสัตย์  พระเจ้าทรงมีแก่นแท้ของความสัตย์ซื่อ ดังนั้น พระวจนะของพระองค์จึงเชื่อถือได้เสมอ นอกจากนี้ การกระทำของพระองค์นั้นไร้ข้อผิดพลาดและไม่มีข้อสงสัย นี่คือสาเหตุที่พระเจ้าโปรดคนที่ซื่อสัตย์กับพระองค์อย่างแท้จริง  ความซื่อสัตย์หมายถึงการถวายหัวใจของพวกเจ้าให้แก่พระเจ้า ไม่เทียมเท็จต่อพระเจ้าไม่ว่าในเรื่องใด เปิดใจต่อพระองค์ในทุกสิ่ง ไม่เคยซ่อนเร้นข้อเท็จจริงเลย ไม่พยายามหลอกลวงคนที่อยู่เหนือเจ้าและไม่พยายามซ่อนเร้นสิ่งใดจากคนที่อยู่ต่ำกว่าเจ้า และไม่ทำสิ่งที่เป็นเพียงความพยายามที่จะประจบประแจงเพื่อให้พระเจ้าโปรดตน  กล่าวสั้นๆ ก็คือ การซื่อสัตย์คือการกระทำและคำพูดที่บริสุทธิ์ ไม่หลอกลวงทั้งพระเจ้าและมนุษย์(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตักเตือนสามประการ)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมได้เข้าใจว่า พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและบริสุทธิ์ พระเจ้าตรัสด้วยความซื่อสัตย์อย่างแท้จริง และพระวจนะของพระองค์บริสุทธิ์ และพระเจ้าทรงโปรดผู้คนที่ซื่อสัตย์ พระเจ้าทรงหวังให้เราพูดและกระทำทุกอย่างตามพระวจนะของพระองค์เสมอ จริงใจและตรงไปตรงมา ไม่พยายามหลอกพระเจ้าหรือผู้คน ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเราจึงจะสามารถใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ และได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า เมื่อเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว ผมจึงรู้ว่าตอนทำงานรับเหมาก่อสร้าง ผมต้องยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า และซื่อสัตย์ต่อลูกค้าทุกคน ผมคิดถึงเรื่องที่ผมโกหกและโกงทั้งวันเพื่อหาเงินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และประพฤติปฏิบัติตนในแบบที่ขัดกับมโนธรรมของตัวเอง สิ่งนี้ทำให้พระเจ้าทรงรังเกียจและเกลียดชัง ดังนั้น ผมจึงเริ่มปฏิบัติตัวเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เลิกคิดเงินลูกค้าแพงเกินไป และเลิกแอบลดคุณภาพวัสดุ เมื่อทำงานด้วยวิธีนี้ ผมก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก และรู้สึกสงบและสบายใจมากขึ้นนิดหน่อย แต่หลังจากนั้นสักพัก ผมตระหนักว่าการทำโปรเจกต์ด้วยวิธีนี้หาเงินได้ไม่มาก ผมคิดว่า แม้พระเจ้าจะทรงกำหนดให้พวกเราเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์ แต่ทุกวันนี้ ผู้คนในทุกวงการต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมและการโกงถึงจะหาเงินได้ และผมก็ขัดแย้งอยู่ในใจมาก ผมไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร หลังจากลังเลอยู่บ้าง สุดท้ายผมก็เลือกผลประโยชน์ส่วนตัวอีกครั้ง ผมคิดในใจว่า “การเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต้องใช้เวลา ไว้ค่อยฝึกเป็นคนที่ซื่อสัตย์ในวันหน้าก็ยังไม่สายเกินไป” มีครั้งหนึ่ง ตอนที่ผมกำลังปรับปรุงสถานที่ให้ลูกค้าคนหนึ่ง ผมใช้วัสดุคุณภาพต่ำแทนวัสดุคุณภาพดี โดยใช้วัสดุธรรมดาและวัสดุเลียนแบบคุณภาพสูง ไม่นานหลังจากนั้น ลูกค้าเผลอทำให้บริเวณที่ได้รับการปรับปรุงเปียกน้ำ และเป็นผลให้ปัญหาเรื่องคุณภาพปรากฏให้เห็นชัดเจน ลูกค้าสังเกตเห็นว่าวัสดุที่ผมใช้มีคุณภาพไม่ดี ดังนั้นเขาจึงยืนกรานที่จะหักเงิน 10,000 หยวนจากใบเรียกเก็บเงินครั้งสุดท้าย ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังไม่สำนึก ต่อมาสักพัก เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าคนหนึ่งขอให้ผมตกแต่งหน้าร้านของเธอ ตามประสบการณ์ของผม หน้าร้านของร้านขายเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนค่อนข้างบ่อย ผมคิดในใจว่า “ต่อให้ไม่ให้วัสดุที่ดีกับเธอ เธอก็ดูไม่ออก และผมก็จะหาเงินจากงานนี้ได้มากขึ้น  แถมยังใช้โครงการนี้เอาเงินหนึ่งหมื่นหยวนที่เสียไปก่อนหน้านี้คืนมาได้ด้วย” ดังนั้น ผมจึงใช้วัสดุธรรมดาสำหรับร้านของเธอ ระหว่างทำงาน คนงานคนหนึ่งพูดว่า “เถ้าแก่ คุณรู้จักทำธุรกิจจริงๆ แผ่นตกแต่งที่คุณใช้นั้นไม่เพียงเป็นแผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิตพลาสติกเท่านั้น แต่ยังเป็นวัสดุคุณภาพต่ำด้วย  เถ้าแก่คงทำเงินได้เยอะจากโครงการนี้ ใช่ไหม?”  ผมพูดอย่างโกรธๆ ว่า “ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ แล้วนายจะชดเชยส่วนที่ฉันขาดทุนไปคราวก่อนหรือ?”  โครงการเสร็จอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่จะมีการจ่ายเงิน ลูกค้าก็โทรมาบอกว่าแผ่นวัสดุแผ่นหนึ่งหลุดลงมา และเกือบจะโดนคนจนได้รับบาดเจ็บ  เมื่อผมไปถึงที่นั่น เจ้าของร้านเสื้อผ้าก็พูดอย่างโกรธๆ ว่า “คุณใช้วัสดุคุณภาพต่ำในงานของฉัน แล้วคุณจะจัดการเรื่องเงินนี้อย่างไร?”  ผมไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับผิดและขอโทษว่า “ผมจะแก้ไขให้คุณเดี๋ยวนี้เลย ผมจะคิดเฉพาะค่าวัสดุ ไม่คิดค่าแรง” ลูกค้าก็ตกลง หลังจากนั้น ผมก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยอย่างสับสนว่า “ทำไมช่วงนี้อะไรๆ ถึงผิดพลาดไปหมด?  ผมอยากใช้โอกาสนี้หาเงินมาชดเชยส่วนที่ขาดทุนไปบ้าง แต่ตอนนี้กลับขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ โชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ มิฉะนั้นผมคงจะเดือดร้อนมาก” ในช่วงเวลานั้น ผมเริ่มครุ่นคิดว่า “ผมรู้ดีว่าพระเจ้าทรงรักผู้คนที่ซื่อสัตย์ แต่เวลาทำงานปรับปรุงสถานที่ ผมก็ยังยืนกรานที่จะโกงผู้คนอยู่ดี สาเหตุของเรื่องนี้คืออะไร?”

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า และหัวใจของผมก็กระจ่างขึ้นบ้าง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ก่อนที่ผู้คนจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าและเข้าใจความจริง ธรรมชาติของซาตานคือสิ่งที่กำกับดูแลและครอบงำพวกเขาจากภายใน  ธรรมชาติเช่นนั้นประกอบด้วยสิ่งใดกันแน่?  ตัวอย่างเช่น เหตุใดเจ้าจึงเห็นแก่ตัว?  เหตุใดเจ้าจึงปกป้องสถานะของตนเอง?  เหตุใดเจ้าจึงได้รับอิทธิพลจากความรู้สึกของตนมากถึงเพียงนี้?  เหตุใดเจ้าจึงชอบสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเหล่านั้นและสิ่งที่ชั่วร้ายเหล่านั้น?  อะไรคือพื้นฐานที่ทำให้เจ้าชอบสิ่งเหล่านั้น?  สิ่งเหล่านี้มาจากไหน?  เหตุใดเจ้าจึงชอบและยอมรับสิ่งเหล่านี้?  ตอนนี้ พวกเจ้าทุกคนย่อมเข้าใจแล้วว่า เหตุผลหลักก็คือ พิษของซาตานอยู่ภายในตัวมนุษย์  ดังนั้น อะไรคือพิษของซาตาน?  สามารถแสดงมันออกมาในทางใดได้บ้าง?  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าถามว่า ‘ผู้คนควรดำรงชีวิตอย่างไร?  ผู้คนควรดำรงชีวิตเพื่อสิ่งใด?’  ผู้คนก็จะตอบว่า ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’  วลีเดียวนี้แสดงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา  ปรัชญาและตรรกะของซาตานได้กลายมาเป็นชีวิตของผู้คนไปแล้ว  ไม่ว่าผู้คนจะไล่ตามเสาะหาสิ่งใด พวกเขาก็ทำเช่นนั้นเพื่อตัวเอง—ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงดำรงชีวิตเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น  ‘มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’—นี่คือปรัชญาชีวิตของมนุษย์ และมันยังเป็นตัวแทนธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย  คำพูดเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว และเป็นภาพเหมือนของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามโดยแท้  ธรรมชาติเยี่ยงซาตานนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำหรับการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามไปแล้ว  มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามดำรงชีวิตตามพิษของซาตานนี้มาเป็นเวลาหลายพันปีจวบจนปัจจุบัน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร)  จากการเปิดโปงในพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าซาตานใช้พิษเยี่ยงซาตาน เช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “เงินต้องมาก่อน” และ “ไม่มีความอุดมโภคทรัพย์ใดปราศจากเล่ห์กล” เพื่อทดลองและทำให้ผู้คนเสื่อมทราม เมื่อผู้คนใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็ยิ่งเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกว่าผลประโยชน์ต้องมาก่อน  ตั้งแต่ประเทศและชนชาติไปจนถึงครอบครัวและบุคคล ทุกคนเต็มใจที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมและโกง เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง พวกเขาถึงกับเต็มใจที่จะทำลายผลประโยชน์ของผู้อื่นเพื่อสนองความอยากได้อยากมีของตัวเอง  มโนธรรมของพวกเขาถูกกัดกิน และความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็สูญหายไป ในตอนแรก ผมยังสามารถทำงานปรับปรุงบ้านตามมโนธรรมของผมได้ และเต็มใจที่จะทนทุกข์มากขึ้นเพื่อให้งานของลูกค้าออกมาดี  ถึงแม้มันจะเหนื่อยนิดหน่อย แต่ในใจผมก็สงบสุขและสบายใจ  ต่อมา ผมเห็นคนในวงการเดียวกันต่างก็มีรถขับและหาเงินได้มากกว่าแสนหยวนต่อปี และผมก็อิจฉามาก เพื่อให้ได้รับความชื่นชมจากคนอื่นและใช้ชีวิตที่มีคุณภาพสูง ผมโกงและรับสินบนทั้งที่ขัดต่อมโนธรรมของตัวเอง  ผมใช้วัสดุเลียนแบบคุณภาพดีมาหลอกขายเป็นสินค้าดีมีคุณภาพ และแม้ลูกค้าจะจับได้ ผมก็ยังไม่หยุด ผมยอมขัดต่อมโนธรรมของตัวเองมากกว่าจะเลิกไล่ตามไขว่คว้าเงินทอง  ผมเห็นว่าตัวเองถูกกระแสแห่งความชั่วร้ายกลืนกินไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ผมละทิ้งหลักพื้นฐานในการประพฤติปฏิบัติตนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หลอกลวงลูกค้าอย่างไร้ยางอาย และกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและโลภมากขึ้นเรื่อยๆ จนสูญเสียทั้งความซื่อตรงและศักดิ์ศรีไป ในช่วงหลายปีเหล่านั้น แม้ว่าผมจะหาเงินได้บ้างจากการหลอกลวงผู้อื่น แต่วันเวลาของผมก็ไม่ได้ผ่านไปอย่างมีความสุข ทันทีที่คิดถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังหลอกลวงผู้คน ผมก็รู้สึกทรมานใจ และไม่กล้าเผชิญหน้าเพื่อนๆ และลูกค้าของผม ในใจของผมไม่เคยสงบเลย และผมก็ถูกมโนธรรมของตัวเองตำหนิ  ผมถึงกับนอนหลับไม่สนิทในตอนกลางคืน และบางครั้งผมก็สะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย หลังจากที่ผมเริ่มเชื่อในพระเจ้า ผมรู้ดีว่าพระเจ้าทรงรักผู้คนที่ซื่อสัตย์ และมีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้ อย่างไรก็ตาม ผมถูกความโลภขับเคลื่อน และผมหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์ ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางบาป และไม่สามารถถอนตัวออกมาได้ ถ้าไม่ใช่เพราะการเปิดโปงของพระวจนะของพระเจ้า ผมคงไม่เข้าใจความร้ายแรงของการโกหกและการหลอกลวง ผมก็คงจะจมลึกลงไปในกระแสแห่งความชั่วร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไป แสวงหาผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบทั้งที่ขัดต่อมโนธรรมของตัวเอง ในท้ายที่สุด ผมคงได้แต่ถูกซาตานกลืนกิน และลงสู่นรกไปพร้อมกับมันเพื่อรับโทษ ผมขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจสำหรับการช่วยให้รอดของพระองค์ และแอบตั้งปณิธานว่าจะไม่หลอกลวงหรือโกงลูกค้าอีกต่อไป ผมต้องพูดอย่างซื่อสัตย์ ทำงานอย่างซื่อสัตย์ และเป็นคนที่มีความซื่อตรงและมีศักดิ์ศรี

หลังจากนั้นไม่นาน การทดลองก็มาถึงผม ผมได้รับงานโครงการหนึ่งมูลค่า 70,000 หยวนผ่านการแนะนำจากคนรู้จัก ลูกค้าอยู่ในวัยยี่สิบกว่าๆ และไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการตกแต่งเลย ผมตกลงกับลูกค้าว่าเขาจะไม่จ่ายเงินตามงบประมาณของโครงการ แต่จะถูกคิดค่าบริการตามปริมาณวัสดุที่ใช้ในโครงการ เมื่อเราตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มทำงาน ลูกค้าแทบไม่ได้มาที่ไซต์งาน และผมก็คิดในใจว่า “นี่เป็นโอกาสที่ดีมาก ด้วยการลดคุณภาพงาน ฉันก็สามารถประหยัดเงินได้หลายพันหยวนเพื่อเอาเข้ากระเป๋าตัวเอง” แต่แล้วผมก็คิดว่า “ฉันต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์ และต้องหยุดโกหกและหลอกลวง” อย่างไรก็ตาม ในหัวใจของผม ผมยังไม่สามารถปล่อยมือจากโอกาสดีๆ ในการหาเงินนี้ได้ “ถ้าฉันปฏิบัติตนเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เงินที่ได้มาอย่างง่ายดายนี้ก็จะหายไป นอกจากนั้น โอกาสแบบนี้ก็หาได้ยาก ถ้าฉันปล่อยโอกาสนี้หลุดมือไป ก็ไม่รู้ว่าโอกาสหน้าจะมาอีกเมื่อไหร่” ในตอนที่ผมไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ผมก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า และได้รับความเข้มแข็งในใจ  พระเจ้าตรัสว่า “การที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนซื่อสัตย์ ย่อมพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเกลียดคนหลอกลวงและไม่ชอบพวกเขาจริงๆ  ความไม่ชอบที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนที่หลอกลวงคือความไม่ชอบวิธีทำสิ่งต่างๆ อุปนิสัย รวมไปถึงเจตนา และวิธีการหลอกลวงของพวกเขา พระเจ้าไม่ชอบเรื่องทั้งหมดนี้  หากผู้คนที่หลอกลวงสามารถยอมรับความจริง ยอมรับอุปนิสัยที่หลอกลวงของตน และเต็มใจที่จะยอมรับความรอดจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดเช่นกัน—เพราะพระเจ้าไม่ทรงมีอคติต่อบุคคลใด และความจริงก็ทำเช่นนั้นด้วยเช่นกัน  ดังนั้น หากพวกเราปรารถนาที่จะกลายเป็นคนที่กำลังทำให้พระเจ้าพอพระทัย สิ่งแรกที่พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงก็คือหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตน เลิกดำรงชีวิตตามปรัชญาของซาตาน หยุดพึ่งพาการโกหกและหลอกลวงในการดำเนินชีวิต รวมถึงทิ้งเรื่องโกหกทั้งหมดของพวกเราและพยายามเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์  จากนั้นทัศนะที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเราจึงจะเปลี่ยนแปลง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  พระเจ้าทรงเกลียดชังผู้คนที่หลอกลวงและโกงมากที่สุด พระเจ้าทรงเรียกร้องให้ผู้คนเป็นคนที่ซื่อสัตย์ พูดและทำทุกสิ่งอย่างตรงไปตรงมา และไม่หลอกลวงหรือโกงผู้อื่น ผมต้องปฏิบัติตนเป็นคนที่ซื่อสัตย์ และต้องหยุดหลอกลวงและโกงผู้อื่น ดังนั้น ผมจึงคำนวณวัสดุที่ใช้อย่างละเอียด เมื่อโครงการใกล้จะเสร็จ ผมคำนวณดูแล้วพบว่าใช้ต้นทุนไปเพียง 57,000 หยวน และยังเหลืออยู่มากกว่า 10,000 หยวน นี่เทียบเท่ากับค่าจ้างหนึ่งเดือนของพนักงานสองคน ผมกำลังพยายามคิดว่าจะเก็บเงินที่เหลือไว้กับผม หรือบอกความจริงกับลูกค้า หรืออาจแบ่งเงินออกเป็นสองส่วน เก็บไว้คนละครึ่ง แบบนี้ก็สมเหตุสมผล เพราะวัสดุที่ผมซื้อมาราคาถูก และในโครงการก็แทบไม่มีของเสีย ผมจึงช่วยเขาประหยัดเงินได้ แต่เมื่อผมกำลังจะออกใบแจ้งหนี้ ในใจของผมก็เริ่มไม่สงบ ผมตระหนักว่าตัวเองกำลังคิดจะโกงผู้คนอีกแล้ว และในเวลานี้ ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “พระเจ้าทรงอยู่ข้างเจ้านั่นเอง กำลังทรงสังเกตการณ์ทุกคำพูดและการกระทำของเจ้า และกำลังทรงเฝ้าดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำและการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นในความคิดของเจ้า—นี่คือพระราชกิจของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์)  ขณะที่ผมใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ผมรู้สึกกลัวเล็กน้อย ราวกับว่าพระเจ้าทรงยืนอยู่ข้างผมและทรงมองดูผมอยู่ พระวจนะของพระเจ้าเตือนผมอีกครั้งให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ และอย่าโกหกหรือหลอกลวงเพื่อเงิน ดังนั้น ผมจึงรีบเรียกเก็บเงินจากลูกค้าตามจำนวนเงินจริง ลูกค้าพูดอย่างขอบคุณว่า “ขอบคุณคุณมากจริงๆ สำหรับครั้งนี้!  คุณช่วยผมประหยัดเงิน ครั้งนี้ผมเลือกคนไม่ผิดจริงๆ  ถ้าผมจ้างคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ผมก็คงต้องเสียเงินมากกว่านี้”  เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ ในใจของผมก็มีความสุขและสบายใจมาก

หลังจากนั้น บางครั้งเมื่อโครงการก่อสร้างบางงานมีโอกาสทำกำไรได้มาก  ผมก็ยังมีความคิดที่จะหลอกลวงและโกงอยู่ แต่ผมจะอธิษฐานถึงพระเจ้า และปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์โดยปฏิบัติตนเป็นคนที่ซื่อสัตย์  เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ ผมก็รู้สึกสงบและสบายใจมาก อีกทั้งยังได้รับงานมากกว่าเดิมด้วย 80% ของงานเหล่านี้เป็นผลจากการแนะนำต่อๆ กันจากลูกค้าคนอื่น ลูกค้าของพวกเราต่างก็ชมพวกเราว่าซื่อสัตย์ ทำงานได้ดี และใช้วัสดุดี พวกเขาไม่จำเป็นต้องคอยจับตาดูพวกเราอยู่ตลอดเวลาทำงาน และยังไว้วางใจในงานของพวกเรามากอีกด้วย การที่ผมสามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นนี้ ล้วนเป็นผลจากการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ผมขอบคุณพระเจ้าที่ทรงยื่นพระหัตถ์แห่งความรอดมาช่วยผม และช่วยผมให้รอดพ้นจากโคลนตมแห่งบาป ผมขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ!

ก่อนหน้า:  19. ฉันไม่ไล่ตามเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์อีกต่อไปแล้ว

ถัดไป:  21. การแสวงหาเพียงเพื่อเสพสุขจากพระคุณเป็นความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าหรือ?

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger