32. แนวคิดที่ว่า “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” นั้นถูกต้องหรือไม่?
ตั้งแต่สมัยโบราณในจีน มีคำกล่าวที่ว่า “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” ผู้หญิงมากมาย เพื่อแสดงเสน่ห์ของตนและเอาใจผู้ชายที่ชอบพอพวกเธอ ต่างพยายามแต่งองค์ทรงเครื่องให้ตัวเอง ฉันเองก็เช่นกัน ตอนอายุสิบเจ็ด ฉันสอบเข้าโรงเรียนอาชีวะในตัวเมืองได้ ฉันจากบ้านเกิดในชนบทเข้ามาเรียนในเมืองใหญ่ ทุกอย่างดูแปลกใหม่และวิเศษไปหมด ระหว่างเรียน ฉันได้พบกับแฟน และเราก็พูดคุยและนัดเจอกันบ่อยๆ เพื่อสร้างความประทับใจให้เขา ฉันจะพิถีพิถันเรื่องรูปลักษณ์มากเวลาเจอกัน เขามักพาฉันไปเจอครอบครัวและเพื่อนๆ พวกเขาชอบฉันมากและมักจะชมว่าฉันสวยมีเสน่ห์ ทุกครั้งที่พวกเขาชม แฟนฉันจะดีใจมาก เขาบอกว่าฉันทำให้เขาหน้าบานเวลาพาออกไปไหน เขาเลยเต็มใจพาฉันไปด้วยทุกที่เสมอ ตอนนั้นเราตัวติดกันตลอด ต่อมาเราแต่งงานกัน แรกๆ เขาเอาใจใส่ฉันดีมาก จำได้ว่าตอนท้อง ฉันแพ้ท้องหนักมาก กินดื่มอะไรไม่ได้เลย เวลาออกไปทำงานเขาก็จะนึกถึงฉันตลอด และรีบกลับมาดูแลทันทีที่มีเวลา ฉันรู้สึกอุ่นใจจริงๆ แต่พอคลอดลูก ชีวิตฉันก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ หุ่นฉันเปลี่ยนไป ไม่ผอมสวยเหมือนเมื่อก่อน ทุกวันฉันยุ่งกับการเลี้ยงลูกจนหัวหมุน ไม่มีเวลาและไม่มีอารมณ์จะแต่งตัว พอเห็นฉันเปลี่ยนจากสาวน้อยกลายเป็นแม่บ้านหน้าโทรม ท่าทีของสามีที่มีต่อฉันก็ไม่เหมือนเดิม เขาไม่พาฉันออกไปไหนอีก แต่กลับไปสังสรรค์กับเพื่อนผู้ชายแทบทุกวัน และไม่ค่อยอยู่บ้านกับฉัน เวลาฉันอยากให้เขาพาฉันกับลูกไปพักผ่อน เขาก็ไม่ใส่ใจ แต่ถ้าเพื่อนโทรมา เขาจะรีบออกไปทันทีโดยไม่ลังเล เขาชอบเลี้ยงหมา มีครั้งหนึ่งฉันปิดประตูไม่ดี แล้วเผลอแป๊บเดียวหมาก็วิ่งหายไป เขาโกรธฉันเรื่องนี้และไม่กลับบ้านสองวัน มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก ฉันรู้สึกว่าเขาไม่ใส่ใจฉันเลยแม้แต่น้อย และฉันก็เจ็บปวดมาก ตอนแรกฉันไม่เข้าใจว่าทำไมท่าทีของสามีถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ วันหนึ่ง ภรรยาของลูกพี่ลูกน้องมาที่บ้าน เธอยังถึงกับเยาะเย้ยถากถางฉันว่า “ช่วงนี้ได้ส่องกระจกบ้างไหม? สภาพเธอดูโทรมมาก ผู้ชายที่ไหนจะอยากได้? รู้ไหมทำไมสามีเธอถึงไม่อยากกลับบ้าน? ถ้าฉันต้องกลับมาเจอหน้าอย่างเธอ ฉันก็ไม่อยากกลับเหมือนกัน” คำพูดของเธอแทงใจดำฉันมาก ที่แท้สามีทำกับฉันแบบนี้เพราะฉันไม่สวยเหมือนเมื่อก่อน และเขาก็เบื่อฉันแล้ว สำหรับเขา ฉันเป็นของที่เขาไม่ชอบ แต่ก็ทิ้งไม่ลง ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน แต่ไม่รู้จะกู้สถานการณ์ยังไง ต่อมาฉันตัดสินใจเริ่มจากเปลี่ยนหุ่นตัวเอง ฉันเริ่มเน้นเรื่องเสริมความงามและลดน้ำหนัก เพื่อลดน้ำหนัก ฉันกินยาลดความอ้วนและซื้อชุดกระชับสัดส่วนมาใส่บ่อยๆ ถึงขั้นไปฝังเข็มและครอบแก้ว ฉันลองทุกวิถีทางเพื่อลดน้ำหนัก เพราะหักโหมลดน้ำหนักเกินไป ฉันเลยเวียนหัวและคลื่นไส้บ่อยๆ พออาการแย่มากๆ ฉันก็นอนซมอยู่บนเตียงขยับตัวไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ฉันเจ็บปวดมากและไม่อยากทำร้ายตัวเองแบบนี้ แต่พอคิดถึงเรื่องจะเอาชนะใจสามีกลับคืนมา ฉันก็ได้แต่กัดฟันทนความเจ็บปวดนั้นต่อไป ความพยายามของฉันได้ผล เมื่อฉันยืนหยัดทำตามแผนการลดน้ำหนักต่อไป ในที่สุดฉันก็ผอมลงมาก สามีเริ่มมองฉันเปลี่ยนไป และดีกับฉันกว่าเมื่อก่อนมาก บางครั้งเขาถึงกับพาฉันไปงานสังสรรค์กับเพื่อนๆ ดูเหมือนว่าในที่สุดความสุขที่หายไปนานได้กลับคืนมาแล้ว และฉันก็ดีใจมาก ในใจฉันยิ่งมั่นใจว่าคำกล่าวที่ว่า “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” นั้นมีเหตุผล
แต่ช่วงเวลาดีๆ ก็อยู่ได้ไม่นาน ความเปลี่ยนแปลงของฉันดูเหมือนจะเป็นแค่ของแปลกใหม่ชั่วคราวในสายตาสามี นานวันเข้า เขาก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม แทบไม่ใช้เวลาอยู่บ้านกับฉันเหมือนเมื่อก่อน ต่อให้ไม่มีนัดสังสรรค์ เขาก็เอาแต่นอนหรือดูทีวีอยู่บ้าน แทบไม่เคยแสดงความห่วงใยหรือคุยเล่นกับฉันเลย ฉันทุกข์ใจและผิดหวังอย่างหนัก ตอนนั้นฉันลาออกจากงานและตัดขาดจากวงสังคมทั้งหมด แล้วฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เขา เพื่อเห็นแก่เขา ฉันไม่เพียงรับผิดชอบงานบ้านทุกอย่าง แต่ยังดูแลทั้งเด็กและคนแก่ในครอบครัว พร้อมทั้งมุ่งเน้นการลดน้ำหนักและการเสริมสวยเพื่อเอาชนะใจเขา แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนมีแต่ความเย็นชาและหมางเมินจากเขา ฉันมักรู้สึกโดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่ง เจ็บปวด และสิ้นหวัง หลายครั้งที่ฉันเดินไปตามถนนหรือริมคลองคนเดียว และอยากจะจบชีวิตลงให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวไป แต่พอคิดถึงลูกที่ยังเล็กและพ่อแม่ที่แก่เฒ่า ฉันก็ทำใจทิ้งพวกเขาไปไม่ได้ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ฉันมองท้องฟ้า และตะโกนก้องในใจว่า “ข้าแต่ สวรรค์เบื้องบน! ทำไมชีวิตฉันถึงเจ็บปวดขนาดนี้? ฉันควรทำยังไงดี?”
ต่อมา ความรอดของพระเจ้าในยุคสุดท้ายก็มาถึงฉัน และจากการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ากับพี่น้องชายหญิงในการชุมนุม ฉันก็ได้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงเฝ้าดูมนุษยชาติอยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่มนุษยชาติถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม เราไม่รู้ว่าเรามาจากไหน จะไปที่ไหน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะใช้ชีวิตยังไง เราทำได้เพียงดิ้นรนอย่างเจ็บปวดและหมดหนทาง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราไม่ฟังพระวจนะของพระเจ้าและหลงไปจากการทรงดูแลของพระองค์ และนี่เป็นผลมาจากการที่ซาตานชักพาให้เราหลงผิดและทำร้ายเรา ฉันยังตระหนักด้วยว่าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง คนเราควรไล่ตามเสาะหาความจริงและลุล่วงหน้าที่ของตน และเมื่อนั้นชีวิตถึงจะมีความหมาย เมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงประกาศข่าวประเสริฐ ทำหน้าที่ของพวกเขา และใช้ชีวิตอย่างอิ่มเอมและเปี่ยมด้วยความชื่นบานยินดีในแต่ละวัน ฉันก็รู้สึกอิจฉามาก ชีวิตในแต่ละวันของฉันวนเวียนอยู่กับงานในครัวและสามี ฉันใช้ชีวิตไปอย่างไร้ค่า และผลก็คือฉันไม่ได้รับอะไรเลย ถูกเหยียบย่ำ เต็มไปด้วยบาดแผล และท่วมท้นไปด้วยความเจ็บปวดที่เกินจะทานทน ชีวิตแบบนั้นจะมีคุณค่าหรือความหมายอะไร? ฉันค้นใจตัวเอง ถามตัวเองว่า “นี่คือชีวิตที่ฉันต้องการจริงๆ เหรอ? ไม่ ไม่ ไม่ใช่ ฉันใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้” ดังนั้นฉันจึงเริ่มทำหน้าที่ในคริสตจักร
ตอนนั้น ฉันไม่ได้ไตร่ตรองว่าแนวคิดที่ว่า “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” นั้นถูกต้องหรือไม่ หรือคิดว่าการไล่ตามเสาะหาของฉันมีปัญหาหรือเปล่า จนกระทั่งต่อมา เมื่อฉันได้อ่านเรื่องที่พระเจ้าทรงเปิดโปงแง่มุมที่คลาดเคลื่อนของคำกล่าวที่ว่า “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” ฉันถึงเริ่มย้อนคิดถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน และทบทวนและเข้าใจว่าการไล่ตามเสาะหาในอดีตของฉันนั้นไร้สาระและน่าขันเพียงใด พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตัวคำกล่าวที่ว่า ‘สตรีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน’ ทำให้หญิงอยู่ในฐานะที่ไม่เท่าเทียมกับชาย กำหนดให้ผู้หญิงประทินโฉมเพื่อเอาใจชาย ใช้ชีวิตเพื่อความสุขของผู้ชาย และรู้สึกเป็นเกียรติทุกครั้งที่มีคนมาชอบและชื่นชมพวกเธอ นี่คือความไม่เท่าเทียม นี่เองคือภาพสะท้อนที่แท้จริงของสถานะที่ต่ำต้อยของผู้หญิง ความนัยของคำกล่าวที่ว่า ‘สตรีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน’ ก็คือ ไม่ว่าผู้หญิงจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้อื่นเพราะเธอหน้าตาดี หรือดึงดูดให้ชายมาชอบพอเพราะเธอรู้ว่าควรแต่งตัวอย่างไรจึงจะต้องตาคน เธอก็ควรรู้สึกเป็นสุขและเป็นเกียรติเพราะเหตุนั้นๆ นี่เองคือการด้อยค่าผู้หญิง คำกล่าวนี้บอกผู้หญิงว่าคุณค่าของการดำรงอยู่ของพวกเธอ ที่มาของความสุขของพวกเธอ คือการมีใครสักคนมาชอบ และถ้าไม่มี พวกเธอก็ควรรู้สึกว่าโชคร้ายและเสียใจ ต้องคิดทบทวนว่าเหตุใดจึงไม่มีใครมาชอบ และพวกเธอกำลังใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าและล้มเหลวในฐานะผู้หญิงอยู่หรือไม่ ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า ‘สตรีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน’ จึงเป็นการด้อยค่าผู้หญิงมิใช่หรือ? (ใช่) ในวลีที่ว่า ‘สตรีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน’ ปกติแล้วคนที่ชื่นชมหมายถึงผู้ชายมิใช่หรือ? ตัวคำกล่าวนี้วางผู้ชายไว้ในฐานะเจ้านาย อยู่เหนือผู้หญิง นี่หมายความว่าหญิงควรรู้สึกเป็นเกียรติที่ชาย—ผู้เป็นนาย—มาชอบและชื่นชมเธอ ถ้าผู้ชาย—ซึ่งก็คือเจ้านาย—ไม่ชอบเธอ เช่นนั้นแล้ว เธอก็มีความผิดปกติบางอย่าง ไม่ควรค่าที่จะรัก ล้มเหลวในชีวิต และไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้หญิง ดูเอาเถิด นี่คือการชูสถานะของผู้ชายโดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น เปิดโอกาสให้พวกเขาเหยียบคอผู้หญิงขึ้นไปยืนเหนือพวกเธอ ข้อผิดพลาดในคำกล่าวที่ว่า ‘สตรีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน’ อยู่ตรงนี้” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (14)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าวลี “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” นั้นผิดโดยเนื้อแท้ การยกผู้ชายไว้เหนือผู้หญิง เป็นการลดคุณค่าของผู้หญิงอย่างไม่ต้องสงสัย มันทำให้ผู้หญิงมองผู้ชายเป็นผู้นำโดยไม่รู้ตัว คิดว่าชีวิตผู้หญิงควรยึดผู้ชายเป็นศูนย์กลาง และมีความสุขเมื่อได้รับความโปรดปรานและการชื่นชมจากผู้ชาย แนวคิดนี้ทำให้ผู้หญิงคิดว่าหากปราศจากความโปรดปรานและการชื่นชมจากผู้ชาย ชีวิตพวกเธอก็ไร้ค่า ราวกับว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ผู้หญิงมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อให้ผู้ชายพึงพอใจเท่านั้น ทัศนะนี้ไร้สาระและไม่ยุติธรรมต่อผู้หญิงเอามากๆ ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ฉันได้รับอิทธิพลจากคำกล่าวนี้อย่างลึกซึ้ง ฉันเชื่อว่าถ้าผู้หญิงสามารถชนะใจผู้ชายได้ ชีวิตของเธอก็จะมีความสุขและไร้กังวล ดังนั้นฉันจึงฝันมานานว่าจะหาสามีที่รักและดูแลฉัน และคิดว่าการจับมือกับเขาจนแก่เฒ่าไปด้วยกันเป็นหนทางเดียวที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแท้จริง ต่อมา ฉันเจอสามีคนปัจจุบัน และตอนนั้นฉันยังสาว สวย และหุ่นดี เขาเลยชอบฉันมาก เมื่อไหร่ที่มีเวลา เขาจะพาฉันไปเที่ยวสนุก และยังพาฉันไปเจอครอบครัวและเพื่อนๆ ของเขาด้วย ทุกคนชมรูปร่างหน้าตาของฉัน และนี่ทำให้เขายิ่งหลงฉันเข้าไปใหญ่ ฉันจมอยู่ในความรักอันวิเศษนี้และรู้สึกมีความสุขอย่างเหลือเชื่อ เพื่อรักษาความรักให้หวานชื่นเหมือนแรกเริ่ม ทุกครั้งที่เจอกันฉันจึงพิถีพิถันเรื่องรูปลักษณ์มาก เพื่อให้เขาเห็นด้านที่เฉิดฉายที่สุดของฉัน หลังแต่งงาน ฉันคลอดลูก และเปลี่ยนจากสาวน้อยกลายเป็นแม่บ้านหน้าโทรม ท่าทีของสามีที่มีต่อฉันแย่ลง และความชื่นชมของเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความดูแคลน เพื่อเอาชนะใจสามีและรักษาชีวิตแต่งงานที่มีความสุขของเราไว้ ฉันไปทำสวย ลดน้ำหนัก และงัดทุกกลเม็ดมาใช้เพื่อพยายามเปลี่ยนตัวเอง ต่อให้ต้องทำร้ายร่างกายตัวเอง ฉันก็ไม่สน พอเห็นท่าทีของสามีที่มีต่อฉันดีขึ้น ฉันก็รู้สึกพอใจมาก และยิ่งมองว่า “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” เป็นกุญแจสำคัญในการรักษาชีวิตแต่งงานของเรา ฉันยังรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด ดูแลบ้านให้สะอาดเอี่ยม และแต่งตัวสวยๆ ฉันทุ่มเททั้งกายและใจให้สามี แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนมีเพียงความเย็นชาของเขา ฉันรู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหวังเลย และไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป จากการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ได้เข้าใจว่าความทุกข์ทั้งหมดที่ฉันทนรับมานี้ ซาตานเป็นผู้นำมาสู่ฉัน ฉันได้ทำตามความนอกรีตและความหลงผิดจากซาตานที่ว่า “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” และใช้เวลาทั้งหมดพยายามหาวิธีเอาใจสามีและยึดเหนี่ยวหัวใจเขาไว้ โดยเอาความสุขของฉันไปผูกติดกับสามี แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทน มีเพียงความเจ็บปวดและความขมขื่น ฉันช่างโง่เขลาเบาปัญญาเสียจริง!
จากนั้นฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง ซึ่งทำให้ฉันเห็นความหลงผิดของแนวคิดที่ว่า “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” นี้ชัดเจนยิ่งขึ้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้ชายชอบผู้หญิงเพียงเพราะรูปลักษณ์และการแต่งตัวเท่านั้นหรือ? หรือพวกเขาชอบผู้หญิงเพียงเพราะเห็นว่าพวกเธออ่อนโยน มีคุณธรรม มีศักดิ์ศรี และสง่างาม? ผู้ชายชอบผู้หญิงเพียงเพื่อให้ตัวเองเพลินตาเท่านั้นหรือ? (ไม่ใช่ แต่เพื่อสนองแรงปรารถนาทางเพศของเนื้อหนัง) แล้วจุดประสงค์ที่ผู้หญิงพยายามเอาใจชายและทำให้พวกเขามีความสุขคืออะไร? (เพื่อปรนเปรอแรงปรารถนาทางเพศของเนื้อหนังเช่นกัน) นั่นก็คือ ทั้งชายและหญิงต่างก็มีความต้องการเมื่อเป็นเรื่องของกันและกัน และเรื่องพื้นฐานที่สุดในความต้องการเหล่านี้ก็คือแรงปรารถนาทางเพศของเนื้อหนัง ความต้องการที่ชายมีต่อหญิงไม่ได้เป็นเพียงการชอบรูปลักษณ์ของเธอเท่านั้น แต่เป็นการได้ร่างกายเธอมาโดยดูรูปลักษณ์เป็นพื้นฐาน—พูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ เป็นการได้ร่างกายของเธอมาสนองแรงปรารถนาทางเพศของเขาเอง ดังนั้น จุดประสงค์เบื้องหลังคำกล่าวที่ว่า ‘สตรีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน’ จึงเป็นการตอบสนองแรงปรารถนาทางเพศของชายโดยแท้ ไม่เพียงกำหนดให้ผู้หญิงดูแลรูปลักษณ์และการแต่งกายของตนให้เป็นที่ยินดีของชายเท่านั้น แต่ยังตอบสนองแรงปรารถนาทางเพศของชายอีกด้วย นั่นเป็นวิถีชีวิตที่ต่ำต้อยอย่างยิ่งมิใช่หรือ? ถ้าผู้หญิงยังคงคิดว่าคำกล่าวนี้ถูกต้อง เป็นสิ่งที่พวกเธอควรทำให้สำเร็จและยึดปฏิบัติ เช่นนั้นแล้ว ผู้หญิงก็กำลังด้อยค่าตนเอง ผู้ชายมีความต้องการทางเพศต่อผู้หญิงและอยากเล่นสนุกกับร่างกายของพวกเธอ ถ้าผู้หญิงยังคงประทินโฉมเพื่อคนที่ชื่นชมตนแทนที่จะเห็นว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจและควรชัง กลับรู้สึกว่าเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเธอ เป็นเกียรติสูงสุด เช่นนั้นแล้ว พวกเธอก็กำลังด้อยค่าตนเองมิใช่หรือ? (ใช่) นี่คือการริบเอาสิทธิ์ของผู้หญิงไปหมด ไม่เพียงลิดรอนสิทธิ์ในการดำรงอยู่ ศักดิ์ศรี และสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเธอนึกว่าเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกด้วย นี่ไม่โหดร้ายหรอกหรือ? โหดร้ายเป็นที่สุด! นอกจากจะไม่มีความเป็นอิสระและไร้ซึ่งสิทธิมนุษยชนโดยสิ้นเชิงแล้ว ความสุข ความชื่นบาน และความปีติยินดีของผู้หญิงจะมีได้ก็ด้วยการเอาใจผู้ชายและทำให้พวกเขาพอใจอย่างเต็มที่เท่านั้น ไม่ว่าผู้หญิงจะทนทุกข์กับการปฏิบัติชนิดที่ไม่เหมือนมนุษย์อย่างไร พวกเธอก็ยังต้องภาคภูมิใจในเรื่องนั้น นี่คือการทารุณและย่ำยีผู้หญิงมิใช่หรือ? ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงสมัยใหม่หรือสมัยโบราณ พวกเธอก็ยึดถือคำกล่าวที่ว่า ‘สตรีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน’ เป็นคติประจำใจ เป็นเป้าหมายชีวิตกันทุกคน นี่ผิดไปหมดเลยมิใช่หรือ? นี่คือเล่ห์กลที่ซาตานใช้ทารุณผู้คนและชักพาให้หลงผิดมิใช่หรือ? (ใช่)… จุดประสงค์ของผู้คนที่กล่าวว่า ‘สตรีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน’ นั้นไม่ได้เรียบง่ายแค่ชายชื่นชมหญิงอย่างแน่นอน เป็นการวางผู้ชายไว้ในฐานะที่อยู่เหนือผู้หญิงอย่างแน่นอนที่สุด กล่าวให้ชัดเจนขึ้นก็คือ คำกล่าวนี้เกิดขึ้นภายใต้ค่านิยมที่ว่าชายเหนือกว่าและหญิงด้อยกว่า นอกจากนี้ ความเป็นจริงก็คือผู้หญิงเป็นกลุ่มเปราะบางไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ระบบใดทางสังคม ถูกมองว่าเป็นส่วนเสริมและเป็นของเล่นของผู้ชาย ดังนั้นจึงแน่นอนที่สุดว่าคำกล่าวที่ว่า ‘สตรีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน’ ยังความเสื่อมเสียแก่ผู้หญิงทุกคน ถ้าผู้หญิงเห็นชอบในคำกล่าวนี้กันเป็นพิเศษ นั่นก็เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับผู้หญิง และคนเราควรรู้สึกเหยียดหยามผู้หญิงทุกคนที่เห็นชอบกับคำกล่าวนี้” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (14)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นชัดเจนว่าไม่ว่าผู้ชายจะชอบผู้หญิง หรือผู้หญิงจะพยายามเอาใจผู้ชาย จุดประสงค์ของพวกเขาก็คือเพื่อสนองความอยากของเนื้อหนัง มนุษยชาติที่เสื่อมทรามไม่มีทัศนะที่ถูกต้องต่อชีวิต และไม่รู้วิธีลุล่วงความรับผิดชอบเพื่อรักษาชีวิตแต่งงานที่ปกติ เมื่อชายหญิงมาอยู่ด้วยกัน ส่วนใหญ่ก็เพื่อปลดปล่อยความอยากทางเนื้อหนัง ผู้หญิง เพื่อสนองความอยากของผู้ชาย ต้องพยายามอย่างหนักในการแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อพยายามเอาใจผู้ชาย แต่ผู้ชายกลับเห็นผู้หญิงเป็นของเล่น ทั้งยังคาดหวังให้ผู้หญิงทำให้ตนเองสวยงามเพื่อความพึงพอใจของพวกเขา ตรรกะนี้ไร้สาระสิ้นดี นี่เป็นอุบายของซาตานล้วนๆ เพื่อเหยียบย่ำและทำลายผู้หญิง! หากพระเจ้าไม่ทรงเปิดโปงเรื่องทั้งหมดนี้ ฉันคงยังคิดว่าคำกล่าวนี้ถูกต้อง ฉันช่างโง่เขลาและไร้ศักดิ์ศรีจริงๆ! ตอนที่ฉันยังสาว สวย และหุ่นดี การออกไปข้างนอกกับสามีทำให้เขาดูดี และสนองความทะนงตนของเขาได้อย่างเต็มที่ เขาเลยดีกับฉัน หลังคลอดลูก ฉันไม่ผอมสวยเหมือนเมื่อก่อน ธาตุแท้ของเขาเลยเผยออกมา ความรักใคร่และความชอบพอในอดีตของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความดูแคลนและความเย็นชา เพื่อเอาชนะใจสามีกลับคืนมา ฉันพยายามหาวิธีเอาใจเขา งัดทุกกลเม็ดมาใช้เพื่อทำให้ตัวเองสวยและลดน้ำหนัก แต่นี่เป็นเพียงความแปลกใหม่ชั่วคราวที่ทำให้เขาพอใจ และไม่ได้ช่วยให้ชีวิตแต่งงานของเราดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เราอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่กลับเหมือนคนแปลกหน้า ความรู้สึกนั้นมักทำให้ฉันกระวนกระวายและเจ็บปวด จนถึงขั้นคิดจะจบชีวิตตัวเอง หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น ฉันถึงได้ทบทวน และตระหนักว่าความชอบพอที่สามีเคยมีต่อฉันนั้นไม่ใช่ของจริง เขาแค่ชอบรูปลักษณ์ของฉันเท่านั้น พูดตรงๆ ก็คือ เขาแค่ชอบความสาวและความสวยของฉัน และพอความสวยโรยราและรูปร่างเปลี่ยนไป ความดูแคลนและความเย็นชาทั้งหมดของเขาก็เผยออกมา เขาไม่เคยใส่ใจฉันอย่างแท้จริงเลย และเขาก็ไม่เข้าใจว่าจะปฏิบัติหน้าที่ของการเป็นสามีอย่างไร ชีวิตแต่งงานแบบนี้จะมีความสุขได้ยังไง? ฉันผูกทัศนะต่อชีวิตและค่านิยมไว้กับการเอาใจสามี โดยเข้าใจผิดว่าการชนะใจสามีจะทำให้ฉันยึดเหนี่ยวหัวใจเขาไว้ได้ และคิดว่าวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ชีวิตฉันมีความสุขและชื่นบาน ผลก็คือ ฉันทรมานตัวเองจนทุกข์ระทมเกินจะทานทน ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมุมมองที่ผิดพลาดเบื้องหลังการไล่ตามไขว่คว้าของฉัน เมื่อนั้นฉันถึงเห็นชัดเจนว่าถ้าผู้หญิงใช้ชีวิตตามแนวคิดที่ว่า “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” เธอก็มีแต่จะถูกซาตานหลอก และกลายเป็นเหยื่อของมันในที่สุด ช่างน่าเวทนาและน่าเศร้าจริงๆ!
ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น และเข้าใจวิธีมองความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงอย่างถูกต้อง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตอนนี้พวกเจ้าเห็นชัดแล้วใช่หรือไม่ว่าคำกล่าว ‘สตรีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน’ นั้นถูกต้องหรือว่าไม่ถูกต้อง? (ไม่ถูกต้อง) คำกล่าวนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก และไม่ใช่ความคิดหรือมุมมองที่ถูกต้อง จงค้นดูพระคัมภีร์และพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงเอาไว้เถิด—มีประโยคที่บอกผู้หญิงว่าควรประทินโฉมเพื่อคนที่ชื่นชมพวกเธอบ้างหรือไม่? มีประโยคที่แบ่งสถานะชายหญิงออกเป็นระดับชั้น โดยกล่าวว่าผู้ชายอยู่เหนือผู้หญิงบ้างหรือไม่? ไม่มี สิ่งที่บันทึกไว้ในหนังสือปฐมกาลในพระคัมภีร์ก็คือ ผู้หญิงคือกระดูกจากกระดูกของชายและเนื้อจากเนื้อของเขา ทั้งชายและหญิงต่างก็เป็นมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา เท่าเทียมกันเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ไม่มีการแบ่งระดับชั้น ไม่มีการแบ่งแยกว่าเหนือกว่าและด้อยกว่า การแบ่งผู้คนออกเป็นผู้ที่เหนือกว่าและด้อยกว่า และการแบ่งระดับสถานะนี้เป็นสิ่งที่ซาตานทำ นี่คือข้อพิสูจน์ที่แท้จริงว่าซาตานกดขี่และข่มเหงผู้หญิง นับตั้งแต่พระเจ้าทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมาในปฐมกาล ชายหญิงล้วนเท่าเทียมในสายพระเนตรของพระเจ้า ทั้งสองคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและเป็นเป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอด พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าชายเหนือกว่าและหญิงด้อยกว่า หรือตรัสว่าชายควรเป็นศีรษะหรือเป็นเจ้านายของหญิง ชายควรอยู่เหนือหญิง ชายควรมีความสำคัญกว่าหญิงในเรื่องงาน หรือชายมีความคิดเห็นของตนเองและเป็นเสาหลักส่วนหญิงนั้นควรฟังชายให้มากขึ้น พระเจ้าไม่เคยตรัสอะไรเช่นนั้น เป็นเพราะความเสื่อมทรามของซาตานเท่านั้น คำกล่าวเรื่องชายเหนือกว่าและหญิงด้อยกว่าจึงก่อเกิดในหมู่ผู้คน จากนั้นกระแสนิยมเช่นนี้ก็ก่อตัวไปทั่วทั้งสังคมและในหมู่มนุษย์ทั้งมวล กดขี่ผู้หญิงไว้ใต้อำนาจสั่งการของชายอย่างต่อเนื่อง และเพราะไม่เข้าใจความจริง หลังจากที่ผู้หญิงถูกกระแสนิยมเลวๆ สารพัดชนิดของซาตานครอบงำและชักพาให้หลงผิด พวกเธอจึงรู้สึกว่าเป็นรองผู้ชายหรือมีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย นั่นคือสาเหตุที่จนถึงทุกวันนี้ ผู้หญิงจำนวนมากยังคงเชื่อว่าคำกล่าวที่ว่า ‘สตรีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน’ นี้ถูกต้อง นี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง ถ้าผู้คนไม่เข้าใจความจริง พวกเขาย่อมถูกความคิดและมุมมองต่างๆ ของซาตานในเรื่องจำเพาะมากมายมาคอยชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้อยู่ดี แม้แต่เรื่องเล็กๆ นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากมิใช่หรือ? (ใช่)… ในฐานะที่เป็นสมาชิกของมวลมนุษย์ทรงสร้าง ผู้หญิงแตกต่างจากชายทางด้านเพศสภาพและสรีระเท่านั้น ไม่มีความแตกต่างในแง่อื่นเลย ในสายพระเนตรของพระเจ้า ชายหญิงไม่มีความแตกต่างทางสถานะแต่อย่างใด พระเจ้าไม่เคยประทานข้อกำหนดแก่หญิงที่แตกต่างจากชาย ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รูปการณ์ใดก็ตาม ยกตัวอย่าง ในแง่ของจำนวนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ความหวังที่จะได้รับความรอด โอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ หน้าที่ที่สามารถปฏิบัติได้ และงานที่สามารถทำได้ โดยพื้นฐานแล้ว หญิงเสมอภาคกับชาย หญิงไม่ได้ด้อยไปกว่าชาย สถานการณ์ที่แท้จริงเป็นเช่นนี้” (พระวจนะฯ เล่ม 7 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (14)) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าไม่ว่าชายหรือหญิง ทุกคนล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและเท่าเทียมกันเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าผู้ชายเหนือกว่า หรือผู้หญิงด้อยกว่า พระเจ้าทรงสร้างชายและหญิง และทรงจัดการเตรียมการการแต่งงานและครอบครัวให้พวกเขา โดยทรงหวังว่าผู้คนจะอยู่เคียงข้างกันและลุล่วงความรับผิดชอบของตน แต่ซาตานปลูกฝังคำนอกรีตและเหตุผลวิบัติอย่าง “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” และ “ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง” ใส่ผู้คน โดยมีเป้าหมายเพื่อกดขี่และข่มเหงผู้หญิง ในอดีต ฉันใช้ชีวิตตามแนวคิดที่คลาดเคลื่อนว่า “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน” มาตลอด และฉันมองสามีเป็นที่พึ่งและเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน ฉันขบคิดจนหัวแทบแตกเพื่อหาวิธีเอาใจเขา ถึงขั้นเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขาอยู่ตลอด แต่เรื่องราวไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันจินตนาการ และไม่ว่าฉันจะพยายามเอาใจเขาแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยได้รับความรักที่แท้จริงจากเขา และเราก็กลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้าต่อกัน ฉันบ่นว่าเขาไม่ใส่ใจฉันและไม่รักฉัน และเขาก็บ่นว่าฉันไม่เข้าใจเขา ไม่มีความรักและความเห็นอกเห็นใจระหว่างเรา เราเริ่มขุ่นเคืองกัน และความสัมพันธ์ของเราก็ค่อยๆ มุ่งสู่ความพังทลาย แต่จากการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าในชีวิตครอบครัว ในฐานะภรรยา ฉันแค่ต้องลุล่วงความรับผิดชอบของฉัน และไม่ควรหมกมุ่นกับการพยายามยึดเหนี่ยวหัวใจสามี และไม่จำเป็นต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเอาใจเขา การทำแบบนั้นคือการทำลายตัวเอง สามีและภรรยาเท่าเทียมกัน และแต่ละคนมีความรับผิดชอบและพันธะหน้าที่ของตัวเอง กล่าวคือ ภายในกรอบของการแต่งงานที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ พวกเขาควรลุล่วงความรับผิดชอบที่มีต่อกันและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันผ่านทุกช่วงของชีวิต
จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันยังเข้าใจความจริงที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งว่า ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง คนเราควรลุล่วงพระบัญชาและภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบให้ นี่คือความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต และยังเป็นการไล่ตามเสาะหาที่ถูกต้องที่สุดด้วย เหมือนอย่างที่พระเจ้าตรัสว่า “คุณค่าของชีวิตคนอยู่ตรงไหน? เพื่อความหรรษาทางเนื้อหนังอย่างการกิน ดื่ม และหาความบันเทิงเท่านั้นหรือ? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้ว คุณค่าของชีวิตคนอยู่ตรงไหน? บอกสิ่งที่พวกเจ้าคิดมาเถิด (คือการลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง อย่างน้อยนี่ก็เป็นสิ่งที่คนคนหนึ่งควรสัมฤทธิ์ในชีวิตของตน) ถูกต้อง… ในแง่หนึ่ง นี่เป็นเรื่องของการลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องของการทำทุกสิ่งที่เจ้าสามารถทำได้และทุกสิ่งที่เจ้าสัมฤทธิ์ได้ให้ดี อย่างน้อยก็ให้ถึงจุดที่ไม่ถูกมโนธรรมของตนกล่าวหา ตัวเจ้าสามารถมีสันติสุขกับมโนธรรมของเจ้าเองและเป็นที่ยอมรับในสายตาของผู้อื่น ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดชีวิตของเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเกิดในครอบครัวเช่นใด มีภูมิหลังทางการศึกษา หรือมีขีดความสามารถเช่นใด เจ้าต้องไตร่ตรองว่าความจริงที่สำคัญที่สุดที่ผู้คนควรเข้าใจในชีวิตมีอะไรบ้าง—ตัวอย่างเช่น ผู้คนควรเดินไปบนเส้นทางชนิดใด และควรใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะมีชีวิตที่เปี่ยมความหมาย อย่างน้อยเจ้าก็ควรสำรวจคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตบ้าง เจ้าไม่สามารถใช้ชีวิตนี้ให้หมดไปอย่างเปล่าประโยชน์ และไม่อาจมายังแผ่นดินโลกนี้อย่างสูญเปล่าได้ ในอีกแง่หนึ่งนั้น ระหว่างที่เจ้ามีชีวิตอยู่ เจ้าต้องลุล่วงภารกิจของตน นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด พวกเราจะไม่พูดถึงการเสร็จสิ้นภารกิจ หน้าที่ หรือความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ แต่อย่างน้อยที่สุด เจ้าก็ควรทำบางสิ่งให้สำเร็จลุล่วง ตัวอย่างเช่น ในคริสตจักรมีบางคนทุ่มเทความพยายามทั้งมวลให้กับหน้าที่ประกาศข่าวประเสริฐ อุทิศกำลังวังชาทั้งชีวิตของตน จ่ายราคามากมาย และได้ผู้คนมามาก ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงรู้สึกว่าชีวิตของตนไม่ได้ล่วงเลยไปอย่างเปล่าประโยชน์ ชีวิตของพวกเขามีคุณค่าและนำความชูใจมาให้ เมื่อเผชิญความเจ็บป่วยและความตาย หรือเมื่อสรุปทั้งชีวิตของตนออกมา พวกเขาก็หวนนึกถึงทุกสิ่งที่เคยทำ เส้นทางที่เคยเดิน และพบความชูใจอยู่ในหัวใจ พวกเขาไม่กล่าวโทษตนเองและไม่มีความเสียใจ บางคนทุ่มเทพยายามอย่างเต็มที่ พลางรับใช้ในฐานะผู้นำคริสตจักรหรือรับผิดชอบงานด้านใดด้านหนึ่งไปด้วย พวกเขาทำอย่างสุดความสามารถ ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมด สละเลือดทั้งมวลจากหัวใจ และจ่ายราคาให้กับงานที่ทำ ด้วยการให้น้ำ การนำ การช่วยเหลือและเกื้อหนุนของพวกเขา ผู้คนมากมายที่ตกอยู่ในความคิดลบและความอ่อนแอกลับกลายเป็นคนที่เข้มแข็ง ยืนหยัดมั่นคง และไม่ถอนตัว แต่หวนกลับมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและถึงกับเป็นพยานให้พระองค์ในท้ายที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างที่พวกเขาเป็นผู้นำ พวกเขายังทำงานสำคัญๆ มากมายให้สำเร็จลุล่วง เอาตัวคนชั่วออกไปไม่ใช่น้อย ปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้มากมาย และนำของสำคัญที่หายไปกลับคืนมาได้เป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้และเรื่องราวอีกมากเกิดขึ้นในช่วงที่พวกเขาเป็นผู้นำ เมื่อย้อนมองดูเส้นทางที่พวกเขาเดิน นึกถึงงานที่พวกเขาทำและราคาที่พวกเขาจ่ายตลอดเวลาหลายปี พวกเขาย่อมไม่รู้สึกเสียใจหรือมีข้อกล่าวหาใดๆ พวกเขาไม่รู้สึกผิดกับการทำสิ่งเหล่านี้และเชื่อว่าตนได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า รู้สึกอยู่ในหัวใจว่าสบายใจและได้รับการชูใจ นั่นเป็นเรื่องที่วิเศษจริงๆ! ผลที่พวกเขาได้รับย่อมเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? (ใช่) ความรู้สึกที่มีสันติสุขและมีความชูใจนี้ การไร้ซึ่งความเสียใจนี้ คือผลลัพธ์และผลเก็บเกี่ยวจากการไล่ตามเสาะหาสิ่งที่เป็นบวกและความจริง ขอพวกเราจงอย่าวางผู้คนไว้บนมาตรฐานที่สูงนัก พวกเรามาพิจารณาสถานการณ์ที่คนคนหนึ่งพบเจองานที่ตนควรทำหรือเต็มใจทำในชีวิตของตนกันเถิด หลังจากที่ค้นพบที่ทางของตนแล้ว พวกเขาก็ตั้งมั่นในที่ของตน รักษาที่ทางของตนไว้ สละเลือดทุกหยาดหยดจากหัวใจของตน และกำลังวังชาทั้งหมดของตน ทำสิ่งที่ตนควรทำให้ครบถ้วนจนแล้วเสร็จ เมื่อพวกเขามายืนเบื้องหน้าพระเจ้าในที่สุดเพื่อตอบคำถาม พวกเขาย่อมรู้สึกค่อนข้างพอใจ ไม่มีคำกล่าวหาหรือความเสียใจในหัวใจของตน พวกเขารู้สึกชูใจและรู้สึกว่าตนได้บางสิ่งมา รู้สึกว่าชีวิตของตนนั้นมีคุณค่า” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (6)) ฉันนึกถึงผู้หญิงจำนวนมากที่มีชีวิตอยู่เพื่อสามี ใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามเอาใจสามี แม้พวกเธออาจรักษาชีวิตแต่งงานและครอบครัวไว้ได้ดี แต่พวกเธอไม่รู้ว่าคนเราควรมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร หรือควรใช้ชีวิตที่มีคุณค่าจริงๆ ยังไง หากไม่รู้สิ่งนี้ ชีวิตของพวกเธอจะมีความหมายอะไร? ท้ายที่สุดแล้ว พวกเธอไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่าหรอกหรือ? ฉันย้อนนึกถึงตอนที่ฉันเคยไล่ตามไขว่คว้าความสุขในชีวิตแต่งงาน ฉันทำเรื่องไร้ความหมายสารพัดเพียงเพื่อพยายามเอาใจสามี และทนรับความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็นมากมาย แต่สุดท้ายฉันได้อะไรมา นอกจากร่างกายที่พังยับเยิน? เมื่อทบทวนดู ประสบการณ์นั้นฝังลึกในความทรงจำของฉันจริงๆ มันเป็นจุดต่ำสุดของชีวิตฉัน และเป็นช่วงเวลาที่ฉันสิ้นหวังและเจ็บปวดที่สุด พระวจนะของพระเจ้านี่เองที่ทำให้ฉันเข้าใจว่ามนุษยชาติที่เสื่อมทรามเต็มไปด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน เต็มไปด้วยราคะ และไม่รู้เลยว่าความรักจริงๆ คืออะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิธีรักษาชีวิตแต่งงานของตัวเอง ผู้คนแค่หลอกใช้กันและกัน ไม่มีความรักที่แท้จริง มีเพียงความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติเท่านั้นที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีการแลกเปลี่ยน และไม่มีข้อเรียกร้อง เป็นความรักที่แท้จริงและเป็นจริงที่สุด หากผู้หญิงมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อเอาใจสามีโดยไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ชีวิตแบบนั้นช่างไร้ศักดิ์ศรีจริงๆ!
ตอนนี้ ฉันออกจากบ้านมาทำหน้าที่ และในกระบวนการทำหน้าที่ ฉันเน้นตรวจสอบว่าฉันมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและความคิดและทัศนะที่คลาดเคลื่อนอะไรบ้าง และฉันแสวงหาความจริงอย่างมีสติเพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านั้น ฉันรู้สึกว่าการใช้ชีวิตแบบนี้เท่านั้นที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงนำฉันออกจากความคิดและมุมมองที่ไม่ถูกต้องเรื่อง “สตรีแต่งตัวงดงามเพื่อผู้ที่ชื่นชมตน”!