42. ผมปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องแล้ว

โดยเทอร์รี ประเทศอิตาลี

ในปี 2024 ผู้นำจัดแจงให้ผมไปแสดงในวีดิทัศน์คำพยานจากประสบการณ์  ผมมีความสุขมากที่ได้ทำหน้าที่อันสำคัญเช่นนี้ในพระราชกิจระยะสุดท้ายของพระเจ้า และผมก็ตั้งใจว่าจะทำหน้าที่ของตนให้ถูกควรเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า ตอนแรก ผมเป็นเพียงตัวประกอบ แต่ต่อมาผมก็ได้เล่นเป็นตัวหลักด้วย โดยได้แบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์ เมื่อมีนักแสดงเข้าร่วมทีมมากขึ้น ผู้ซึ่งมีข้อได้เปรียบมากกว่าผม ผมก็พบว่าตัวเองได้เล่นบทนำน้อยลงเรื่อยๆ มีวีดิทัศน์คำพยานจากประสบการณ์เรื่องหนึ่งที่เดิมทีผมได้รับมอบหมายให้เล่นเป็นตัวหลัก แต่ภายหลังบทนั้นกลับถูกมอบให้พี่น้องชายอัลเบิร์ตแทน ในตอนนั้น ความรู้สึกถึงวิกฤติถาโถมเข้ามา ผมรู้ว่าทักษะการแสดงของตัวเองนั้นด้อยกว่าคนอื่นๆ และผมก็กังวลว่าผู้นำอาจจะค่อยๆ เลิกใช้ผมเป็นนักแสดงไปเลย แล้วผมจะทำอะไรได้?  ทุกคนจะคิดกับผมอย่างไร?  หลังจากนั้น ผมก็ตรวจดูตารางถ่ายทำอีกหลายครั้ง และเห็นว่าชื่อของพี่น้องชายอัลเบิร์ตยังคงเขียนอยู่ท้ายบทฉบับนั้น ผมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ความรู้สึกนั้นก็ผ่านพ้นไปในไม่ช้า ในเดือนตุลาคม ผู้นำจัดแจงให้ผมไปช่วยทำอาหารในครัวนอกเหนือจากหน้าที่นักแสดงของผม ในตอนนั้น ผมคิดว่ามันเป็นการจัดแจงที่ค่อนข้างดี เพราะเป็นหนทางที่ทำให้ผมได้ทำหน้าที่มากขึ้น แต่เมื่อผมไปถึงครัวจริงๆ สวมผ้ากันเปื้อน และเริ่มทำอาหาร ผมกลับรู้สึกขมขื่นนิดหน่อยอยู่ในใจ ผมคิดในใจว่า “หลายปีที่ผ่านมานี้ ฉันทำหน้าที่นักแสดงมาเกือบจะตลอด ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เคยได้เล่นบทนำ แต่ฉันก็เคยร่วมแสดงในภาพยนตร์หลายเรื่อง และพอจะถือได้ว่าเป็นนักแสดงรุ่นเก๋า ไม่ว่าฉันจะไปที่ไหน พี่น้องชายหญิงก็จำฉันได้ แต่ตอนนี้ ดูฉันสิ ฉันกลายเป็นคนทำอาหารไปเสียแล้ว ถึงแม้ว่าการทำอาหารก็ยังเป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง แต่ก็รู้สึกไม่มีความสำคัญเอาเสียเลย มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ใครเคารพหรือยกย่อง” ต่อมา คนทำงานบางคนในทีมต้องออกไปทำธุระข้างนอกบ่อยๆ เมื่อพี่น้องชายที่รับผิดชอบงานฉากไม่อยู่ ผู้นำก็ให้ผมไปจัดฉาก เมื่อพี่น้องหญิงที่รับผิดชอบอุปกรณ์ประกอบฉากไม่อยู่ ผู้นำก็ให้ผมไปจัดเตรียมอุปกรณ์ประกอบฉาก ผมยิ่งรู้สึกหดหู่มากขึ้นไปอีก “ฉันก็แค่ถูกส่งไปทุกที่ที่ขาดคน” ผมคิด “แล้วนั่นแปลว่าฉันเป็นอะไรกัน?  ทุกคนจะเริ่มคิดว่าฉันเป็นแค่ตัวสำรองหรือเปล่า?”

ครั้งหนึ่ง พวกเรานักแสดงเรียนรู้ทักษะในงานด้วยกัน โดยผลัดกันซ้อมบทสนทนาตอนหนึ่ง ผมรู้สึกประหม่ามาก กังวลว่าตัวเองจะแสดงได้ไม่ดีและจะขายหน้า ในที่สุด ก็เป็นไปอย่างที่ผมกลัว ผมส่งบทพูดได้แย่ที่สุดในบรรดาทุกคน ผมบ่นอยู่ในใจว่า “ทักษะของฉันก็แย่อยู่แล้วตั้งแต่แรก และตอนนี้ฉันก็ใช้เวลาทั้งวันไปกับการทำอาหารหรือจัดฉาก โดยไม่มีเวลาฝึกซ้อม ทักษะการแสดงของฉันจะไม่ยิ่งแย่ลงไปอีกหรอกหรือ?”  ผมเริ่มท้อแท้อยู่บ้างโดยไม่รู้ตัว ทุกๆ บ่าย นักแสดงคนอื่นๆ จะฝึกเต้นด้วยกัน การได้เห็นพวกเขาเต้นกันอย่างสนุกสนานในขณะที่ผมติดอยู่กับการทำอาหารในครัว ยิ่งทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากขึ้นไปอีก ผมแค่อยากหลีกเลี่ยงพวกเขาเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องรู้สึกกระอักกระอ่วน ในเดือนพฤศจิกายน พวกเราย้ายไปยังสถานที่ถ่ายทำแห่งใหม่ และผู้นำก็ให้ผมไปจัดเตรียมฉากก่อน พร้อมบอกผมว่าตั้งแต่นี้ไปผมจะรับผิดชอบงานธุรการทั่วไปของทีมด้วย พอได้เห็นทุกคนทุ่มเททำงานถ่ายทำวีดิทัศน์คำพยานจากประสบการณ์กันอย่างหนักทุกวัน ในขณะที่ผมติดอยู่กับงานจิปาถะเหล่านี้ตลอด ผมก็คิดว่า “ทุกคนคงคิดว่าขีดความสามารถของฉันต่ำ และฉันเป็นนักแสดงไม่ได้ ไม่คุ้มที่จะบ่มเพาะ นั่นคงเป็นเหตุผลที่ผู้นำให้ฉันทำงานธุรการทั่วไปเหล่านี้” ยิ่งผมคิดมากเท่าไร ผมก็ยิ่งรู้สึกขายหน้ามากขึ้นเท่านั้น ระหว่างการชุมนุมครั้งหนึ่ง ผมเดินถือแล็ปท็อปของตัวเองเข้าไปในห้องทำงานของนักแสดง และเห็นว่าทุกคนนั่งกันเรียบร้อยแล้ว ผมถามเบาๆ ว่า “ยังมีที่ว่างอยู่ไหม?”  พี่น้องหญิงคนหนึ่งรีบตอบว่า “อ้อ ยังมีพี่น้องชายเทอร์รีอีกคน พวกเราลืมคุณไปเลย!”  ผมรู้ว่าเธอไม่ได้มีเจตนาอะไรที่พูดแบบนั้น แต่ผมก็รู้สึกแย่มาก “ฉันทำงานจิปาถะอยู่ทั้งวัน” ผมคิด “ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะถูกมองข้าม” มันยากเป็นพิเศษเมื่อผมเห็นว่าพี่น้องชายอีกสองคนในทีมได้เป็นผู้กำกับและผู้นำทีม ในขณะที่ผมติดอยู่กับการทำอาหาร ทำความสะอาด และขนย้ายอุปกรณ์ประกอบฉากอยู่ทั้งวัน ต่างกันราวฟ้ากับดิน ผมถึงกับเกิดอคติต่อผู้นำ “ถ้าคุณคิดว่าฉันไม่เหมาะที่จะเป็นนักแสดง ก็พูดมาตรงๆ สิ” ผมคิด “ฉันไปให้น้ำผู้มาใหม่ก็ได้!  อย่างน้อยนั่นก็ฟังดูดีขึ้นหน่อย และฉันจะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าไม่เป็นที่ต้อนรับที่นี่ด้วย” หลังจากนั้น ผมก็เลิกฝึกออกเสียงในตอนเช้า และหมดความสนใจในการศึกษาทักษะการแสดงไปเลย เมื่อก่อนผมเคยเลี่ยงอาหารเผ็ดเพื่อถนอมเสียง แต่ตอนนี้ ผมไม่แยแสอะไรอีกต่อไปและเริ่มกินมัน ผลก็คือ เกิดแผลพุพองที่ริมฝีปากผมเพราะความร้อนในร่างกาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพของภาพที่ได้จากการถ่ายทำ ก่อนการถ่ายทำ ผมก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะไตร่ตรองอารมณ์ของตัวละครเลย ผมเพียงแค่ท่องจำบทเหมือนเครื่องจักร ด้วยเหตุนี้ จึงมีหลายครั้งที่ความห่อเหี่ยวใจของผมทำให้งานของเราคืบหน้าไปได้ช้า และส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ของการถ่ายทำ ในช่วงเวลานั้น ผมมึนงงตลอดทั้งวัน บางครั้งผมก็รู้สึกว่าทำหน้าที่ตัวเองไปก็เท่านั้น และถึงกับคิดว่า “อย่างไรเสีย ฉันก็เป็นคนที่ไม่จำเป็นในทีมนี้ แทนที่จะทำงานจิปาถะเหล่านี้ทุกวัน ฉันน่าจะเลิกทำหน้าที่แบบเต็มเวลา แล้วไปหางานทำ โดยทำหน้าที่ควบคู่กันไปจะดีกว่า”

วันหนึ่ง ขณะที่ผมจัดอุปกรณ์ประกอบฉาก จู่ๆ ผมก็รู้สึกแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง เมื่อนั้นเองผมจึงเริ่มคิดทบทวนเรื่องสภาวะของตัวเองในช่วงเวลานั้น นั่นเป็นตอนที่ผมพบพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งซึ่งพูดถึงสภาวะของผมโดยตรง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “แทนที่จะสำรวจค้นหาความจริง  แทนที่จะแสวงหาความจริง ผู้คนส่วนใหญ่กลับหันไปใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ  พวกเขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับผลประโยชน์ของตนเอง ความทะนงตน และที่ทางหรือสถานะของตนในความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น  สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่พวกเขาหวงแหน  พวกเขายึดติดกับสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างแน่นหนาและถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นชีวิตของตน—ส่วนพระเจ้าทรงมองและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไรนั้น พวกเขากลับไม่ใส่ใจ พวกเขาพิจารณาก่อนว่าตนเป็นหัวหน้ากลุ่มหรือไม่ ตนจะสามารถยึดครองตำแหน่งที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากผู้อื่นได้หรือไม่ และมีใครรับฟังสิ่งที่ตนพูดหรือไม่  พวกเขาเริ่มลงมือยึดครองตำแหน่งนั้นก่อน  เมื่ออยู่ในกลุ่ม แทบทุกคนต่างมองหาตำแหน่งเช่นนี้ และมองหาโอกาสแบบนี้  หากพวกเขามีความสามารถสูง แน่นอนว่าพวกเขาย่อมพยายามที่จะครองตำแหน่งสูงสุด  หากพวกเขาเป็นแค่คนธรรมดา พวกเขาก็ยังคงพยายามครองตำแหน่งที่โดดเด่นในกลุ่ม  และหากพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของลำดับล่างในกลุ่ม มีขีดความสามารถและความสามารถปานกลาง พวกเขาก็พยายามทำให้ผู้อื่นยกย่องนับถือตนด้วยเช่นกัน พวกเขายอมให้ผู้อื่นดูแคลนตนไม่ได้  ความทะนงตนและศักดิ์ศรีของผู้คนเหล่านี้คือเส้นแบ่งที่พวกเขาขีดไว้ พวกเขาคิดว่าตนต้องยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้  ต่อให้พวกเขาสูญเสียความซื่อตรงของตน หรือพระเจ้าไม่พอพระทัยและไม่ทรงยอมรับพวกเขา พวกเขาก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อความทะนงตนและสถานะของตน พวกเขาต้องหลีกเลี่ยงความอัปยศอดสูทุกวิถีทาง  นี่คืออุปนิสัยเยี่ยงซาตาน  กระนั้นพวกเขาก็ไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้  พวกเขาคิดว่าตนไม่อาจสูญเสียความทะนงตนอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ได้  พวกเขาไม่รู้เลยว่า เมื่อสละและละทิ้งสิ่งผิวเผินเหล่านี้โดยสิ้นเชิงเท่านั้น พวกเขาจึงจะกลายเป็นคนที่แท้จริง และหากพวกเขาปกป้องสิ่งที่ควรทิ้งเหล่านี้ไว้ดั่งชีวิต ชีวิตของพวกเขาก็จะสูญสิ้น  พวกเขาเพียงแค่ไม่รู้ว่ากำลังจะสูญเสียอะไรไป  ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด พวกเขาก็มักจะเก็บงำบางอย่างไว้เสมอ พวกเขากระทำการเพื่อปกป้องความทะนงตนและสถานะของตนเองตลอดเวลา และพวกเขาให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้เป็นอันดับแรก  พวกเขาพูดและโต้แย้งด้วยเหตุผลวิบัติเพื่อประโยชน์ของตนเองเท่านั้น—พวกเขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตนเอง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า ไม่ว่าขีดความสามารถหรือความสามารถของเราจะเป็นอย่างไร ทุกคนล้วนต้องการมีสถานะบางอย่างในหมู่ผู้คน และได้รับการยกย่องจากผู้อื่น  ผู้ที่มีความสามารถมากอยากอยู่ในจุดสูงสุด ขณะที่แม้แต่ผู้ที่ไม่มีความสามารถพิเศษและมีขีดความสามารถปานกลาง ก็ยังอยากได้รับการเห็นคุณค่าและเป็นที่ยกย่อง  ทั้งหมดนี้ล้วนถูกขับเคลื่อนโดยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน เมื่อผู้นำจัดแจงให้ผมเป็นนักแสดง ผมรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งที่ได้ทำหน้าที่อันสำคัญเช่นนี้ และผมก็มีความกระตือรือร้นอย่างมาก และแบกรับภาระ แต่เมื่อผู้นำจัดแจงให้ผมทำอาหาร หรือให้ผมไปช่วยจัดฉากหรือขนย้ายอุปกรณ์เป็นการชั่วคราวตามความจำเป็นของงาน ผมกลับรู้สึกว่างานเหล่านี้เป็นเพียงงานจิปาถะ แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนที่ไม่จำเป็นในทีมเมื่อเทียบกับนักแสดงคนอื่นๆ ดังนั้น ผมจึงใช้ชีวิตอยู่ในอารมณ์ที่ท้อแท้สิ้นหวัง และเริ่มทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากิน เพียงแค่ทำไปพอเป็นพิธีเท่านั้น ผมไม่ได้พยายามไตร่ตรองอารมณ์ของตัวละครล่วงหน้า แต่แค่ท่องจำบทเท่านั้น ผมไม่ได้คิดเลยว่าจะทำอย่างไรให้การถ่ายทำออกมาดียิ่งขึ้น ผมไม่ได้แสดงถึงการนบนอบต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเลยแม้แต่นิดเดียว ผมไม่ต้องการเป็นคนที่สำคัญน้อยที่สุดในทีม และคอยไล่ตามไขว่คว้าการเป๋็นที่ยกย่องและได้รับการเห็นคุณค่าอยู่เสมอ  ผมช่างไร้สำนึกสิ้นดี!  ผมรู้ว่าทักษะการแสดงของตัวเองนั้นแย่ และควรจะฝึกฝนให้มากขึ้น แต่ผมไม่เพียงไม่ฝึกฝนเท่านั้น ผมกลับล้มเลิกความพยายามไปเลย และถึงขั้นคิดจะเลิกทำหน้าที่เต็มเวลาด้วยซ้ำ ความอยากได้อยากมีในชื่อเสียงและสถานะของผมมันมากล้นจนเกินไปจริงๆ!

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น และได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับแก่นแท้ธรรมชาติของตัวเอง พระเจ้าตรัสว่า “สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว สถานะและความมีหน้ามีตาคือชีวิตของพวกเขา  ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร ไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานอะไร ไม่ว่าพวกเขาจะไล่ตามไขว่คว้าสิ่งใด เป้าหมายของพวกเขาคืออะไร ทิศทางชีวิตของพวกเขาเป็นเช่นไร ทั้งหมดล้วนวนเวียนอยู่กับความมีหน้ามีตาและการมีสถานะที่สูงส่ง  และเป้าหมายนี้ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาไม่มีวันวางสิ่งเหล่านี้ลงได้เลย  นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของศัตรูของพระคริสต์ และเป็นแก่นแท้ของพวกเขา  ต่อให้เจ้าพาพวกเขาไปไว้ในป่าดึกดำบรรพ์ลึกเข้าไปในภูเขา พวกเขาก็ยังจะไม่ปล่อยมือจากการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ  ต่อให้เจ้าพาพวกเขาไปอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มใดก็ตาม สิ่งที่พวกเขาคิดถึงก็ยังคงเป็นเพียงความมีหน้ามีตาและสถานะ  แม้ศัตรูของพระคริสต์จะเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขากลับถือว่าการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะเทียบเท่ากับความเชื่อในพระเจ้า และวางสองสิ่งนี้ไว้ในระดับเดียวกัน  กล่าวคือ ขณะที่พวกเขาเดินบนเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขาเองด้วย  อาจกล่าวได้ว่า ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ การไล่ตามเสาะหาความจริงในการเชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ และการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะก็คือการไล่ตามเสาะหาความจริงเช่นกัน—การได้รับความมีหน้ามีตาและสถานะคือการได้รับความจริงและชีวิต  หากพวกเขารู้สึกว่าตนไม่ได้รับชื่อเสียง ผลประโยชน์ หรือสถานะ ไม่มีใครยกย่องพวกเขา นับถือพวกเขา หรือติดตามพวกเขา เมื่อนั้นพวกเขาก็จะท้อแท้ พวกเขาเชื่อว่าการเชื่อในพระเจ้าไม่มีประโยชน์และไม่มีคุณค่าเลย และพวกเขาสงสัยอยู่ภายในใจว่า ‘ฉันล้มเหลวไปแล้วหรือที่เชื่อในพระเจ้าเช่นนี้?  ฉันไม่มีความหวังเลยหรือ?’  พวกเขามักจะคิดคำนวณเรื่องเหล่านี้อยู่ในหัวใจของตน  พวกเขาคิดคำนวณว่าจะสร้างสถานะให้ตัวเองในพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างไร จะมีความมีหน้ามีตาอันสูงส่งในคริสตจักรได้อย่างไร จะทำให้ผู้คนรับฟังเวลาที่พวกเขาพูด และยกย่องพวกเขาเวลาที่พวกเขากระทำการได้อย่างไร จะทำให้ผู้คนติดตามพวกเขาไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนได้อย่างไร และจะมีเสียงที่มีอิทธิพลในคริสตจักร รวมทั้งมีชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะได้อย่างไร—พวกเขามุ่งเน้นสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจจริงๆ  สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนเช่นนี้ไล่ตามไขว่คว้า(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สาม))  พระเจ้าเปิดโปงว่า พวกศัตรูของพระคริสต์หวงแหนชื่อเสียงและสถานะประหนึ่งชีวิตของตนเอง ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ท่ามกลางผู้คนกลุ่มใด พวกเขาก็มักต้องการมีสถานะบางอย่างและได้รับการยกย่องอยู่เสมอ เมื่อพวกเขาสูญเสียชื่อเสียงและสถานะไป ก็ราวกับว่าชีวิตของพวกเขาได้ถูกพรากไป  พวกเขาอาจถึงกับรู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าไม่มีความหมายอะไร และอาจทรยศและละทิ้งพระเจ้าได้ทุกเมื่อ ผมไม่ได้เป็นคนประเภทนั้นหรอกหรือ?  เมื่อก่อน ตอนผมทำหน้าที่นักแสดงอยู่ ทุกคนต่างก็ยกย่องผม และผมก็รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คน เมื่อผู้นำจัดแจงให้ผมไปถ่ายวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์ ผมมีความสุขมาก รู้สึกว่าตนเองได้รับการเห็นคุณค่าอย่างมาก และเปี่ยมไปด้วยพลังในหน้าที่ แต่เมื่อผมได้รับมอบหมายให้ไปทำอาหารหรือจัดฉาก ผมกลับรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการเห็นคุณค่าอีกต่อไป ผมจมอยู่กับความทุกข์ระทมตลอดทั้งวัน และรู้สึกว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ไร้ความหมาย พระเจ้าตรัสว่า “ต่อให้เจ้าพาพวกเขาไปไว้ในป่าดึกดำบรรพ์ลึกเข้าไปในภูเขา พวกเขาก็ยังจะไม่ปล่อยมือจากการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ  ต่อให้เจ้าพาพวกเขาไปอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มใดก็ตาม สิ่งที่พวกเขาคิดถึงก็ยังคงเป็นเพียงความมีหน้ามีตาและสถานะ”  พระวจนะเหล่านี้ช่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงยิ่งนัก!  การที่ผมหวงแหนชื่อเสียงและสถานะนั้นไม่ใช่เรื่องชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันฝังลึกอยู่ในตัวผม ไม่ว่าผมจะอยู่ในผู้คนกลุ่มใดหรือกำลังทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม สิ่งแรกที่ผมคำนึงถึงเสมอก็คือชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ต่อให้ผมไม่ใช่คนที่ดีที่สุด อย่างน้อยผมก็ต้องรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญ มิฉะนั้น ผมจะรู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ราวกับว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่มีความหมายอีกแล้ว ผมเริ่มสงสัยว่า ทำไมผมถึงใส่ใจชื่อเสียงและสถานะมากขนาดนี้?  นั่นเป็นเพราะผมได้รับอิทธิพลและถูกหล่อหลอมอย่างฝังลึกจากพิษของซาตานอย่าง “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ” และ “มีชีวิตอยู่อย่างวีรบุรุษในหมู่มวลมนุษย์ และตายอย่างวิญญาณผู้กล้าในหมู่ภูตผี” ผมเชื่อว่าไม่ว่าผมจะอยู่ในผู้คนกลุ่มใด ผมต้องได้รับการเห็นคุณค่าและได้รับการยกย่อง นั่นเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะไม่ทำให้ชีวิตของผมสูญเปล่า เมื่อหวนนึกกลับไป ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ผมเป็นคนชอบเอาชนะและรักศักดิ์ศรีอย่างมาก ไม่เคยยอมให้ใครดูถูกผมไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ตอนเด็กๆ ครอบครัวของผมยากจน ผมจึงตั้งใจเรียนอย่างหนัก ผมเป็นหัวหน้าห้องมาเป็นเวลาสิบปี ตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงชั้นมัธยมปลาย ผนังที่บ้านเต็มไปด้วยใบประกาศเกียรติคุณต่างๆ ของผม ครู ญาติมิตร และเพื่อนฝูงต่างก็ชื่นชมผม ส่วนเพื่อนร่วมชั้นก็มองผมด้วยความนับถือ  ผมใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคำชื่นชมเหล่านั้นด้วยความภาคภูมิใจ และมักเดินอย่างเชิดหน้าอย่างภาคภูมิอยู่เสมอ แต่ก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมกลับถูกบังคับให้ต้องออกจากโรงเรียนเนื่องจากอาการป่วย ในเวลานั้น ผมไม่สามารถยอมรับความเป็นจริงอันโหดร้ายนี้ได้ ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ยังทำใจกับเรื่องนั้นไม่ได้ และตกอยู่ในความท้อแท้สิ้นหวังอย่างหนัก หลังจากที่ผมเริ่มเชื่อในพระเจ้า ผมก็ยังคงไล่ตามไขว่คว้าการได้รับการยกย่องจากผู้อื่น ถึงแม้ว่าขีดความสามารถและทักษะของผมจะอยู่ในระดับปานกลาง และผมไม่อาจรับมือกับงานสำคัญได้ แต่ผมก็ยังอยากเป็นคนที่มีความสำคัญ และไม่อยากโดนดูถูก เมื่อผู้นำคอยมอบหมายงานธุรการทั่วไปให้ผมอยู่เรื่อยๆ ผมรู้สึกเสียศักดิ์ศรี และผมก็ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่เป็นลบ ผมไม่พอใจและไม่เต็มใจที่จะยอมรับมัน ถึงกับเกิดอคติต่อผู้นำ ผมเริ่มทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน และถึงกับคิดที่จะไปหางานนอกเวลาทำ นี่คือการที่ผมหลบหนีสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ และโดยแก่นแท้แล้ว มันคือการทรยศพระเจ้า ผมเห็นว่าผมไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงและบรรลุความรอด แต่เพื่อไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะ ผมกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ หากผมไม่กลับใจและเปลี่ยนแปลง ไม่ช้าก็เร็วผมก็จะถูกพระเจ้าทรงเปิดเผยและกำจัดออกไป หลังจากนั้น ผมอธิษฐานถึงพระเจ้าอยู่บ่อยครั้ง ขอให้พระองค์ทรงนำผมให้พลิกสภาวะอันไม่ถูกต้องของตนเอง

วันหนึ่ง ผมได้เห็นพระวจนะของพระเจ้า และเข้าใจเส้นทางที่ผมควรเดินในการเชื่อในพระเจ้า เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระเจ้าตรัสว่า “บางคนพอใจแค่ได้ทำหน้าที่อันน่าประทับใจและรุ่งโรจน์ ทำให้ผู้อื่นนับถือและอิจฉาพวกเขา  สิ่งนี้เป็นประโยชน์หรือ?  นี่ไม่ใช่จุดจบสุดท้ายของเจ้า และไม่ใช่บำเหน็จสุดท้ายของเจ้า อีกทั้งแน่นอนว่านี่ไม่ใช่บั้นปลายของเจ้า  ดังนั้นไม่ว่าเจ้าปฏิบัติหน้าที่ใด หน้าที่นั้นก็อยู่เพียงชั่วคราว ไม่ได้อยู่ชั่วนิรันดร์  นี่ไม่ใช่ความเห็นชอบที่พระเจ้าประทานให้แก่เจ้า และไม่ใช่บำเหน็จที่พระองค์ทรงมอบแด่เจ้า  ท้ายที่สุดแล้ว การที่ผู้คนจะสามารถบรรลุความรอดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาทำหน้าที่ใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถเข้าใจและได้รับความจริงหรือไม่ และขึ้นอยู่กับว่าในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาสามารถนบนอบพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ยอมตนอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ ไม่คำนึงถึงอนาคตและบั้นปลายของตน และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานหรือไม่  พระเจ้าทรงชอบธรรมและบริสุทธิ์ และสิ่งเหล่านี้คือมาตรฐานที่พระองค์ทรงใช้เพื่อประเมินวัดมวลมนุษย์ทั้งปวง  มาตรฐานเหล่านี้มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ และเจ้าต้องจดจำการนี้ไว้  จงจารึกมาตรฐานเหล่านี้ไว้ในความรู้สึกนึกคิดของเจ้า และไม่ว่าเมื่อไรก็ตามจงอย่านึกถึงการค้นหาเส้นทางอื่นบางเส้นทางในการไล่ตามไขว่คว้าบางสิ่งที่ไม่เป็นจริง  มาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ทุกคนที่ต้องการบรรลุความรอดก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นอย่างเดิมไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร  เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความรอดได้ด้วยการเชื่อในพระเจ้าตามมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เท่านั้น  หากเจ้าพบว่าอีกหนึ่งเส้นทางในการไล่ตามไขว่คว้าสิ่งต่างๆ นั้นคลุมเครือ และคิดฝันว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จได้ด้วยโชค เจ้าก็เป็นใครบางคนที่แข็งขืนและทรยศพระเจ้า และเจ้าจะถูกพระเจ้าทรงสาปแช่งและลงโทษอย่างแน่นอน(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  “พระเจ้าไม่ทรงดูสิ่งที่เจ้าพูดหรือสัญญาเฉพาะพระพักตร์พระองค์  พระองค์ทรงดูว่าสิ่งที่เจ้าทำมีความเป็นจริงความจริงหรือไม่  อีกอย่างพระเจ้าไม่สนพระทัยว่าการกระทำของเจ้าสูงส่ง ลุ่มลึก หรือทรงพลังเพียงใด และต่อให้เจ้าทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพียงใดก็ตาม หากพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นความจริงใจในทุกการเคลื่อนไหวของเจ้า พระองค์จะตรัสว่า ‘บุคคลผู้นี้เชื่อในตัวเราอย่างจริงใจ  พวกเขาไม่เคยโอ้อวด  พวกเขาประพฤติปฏิบัติตามตำแหน่งหน้าที่ของตน  แม้พวกเขาอาจไม่ได้สร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ต่อพระนิเวศของพระเจ้าและมีขีดความสามารถต่ำ พวกเขายังคงแน่วแน่และมีความจริงใจในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ’  ‘ความจริงใจ’ ที่ว่านี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง?  ความจริงใจที่ว่าประกอบด้วยความยำเกรงและการนบนอบพระเจ้า รวมไปถึงความเชื่อและความรักที่แท้จริง ประกอบด้วยทุกสิ่งที่พระเจ้าต้องประสงค์จะเห็น  ผู้คนเช่นนี้อาจดูไม่พิเศษในสายตาของผู้อื่น และพวกเขาอาจเป็นคนทำอาหารหรือทำความสะอาด เป็นใครบางคนที่ปฏิบัติหน้าที่ธรรมดา  ผู้คนเช่นนี้ไม่โดดเด่นสำหรับผู้อื่น ไม่สัมฤทธิ์สิ่งใดที่ยิ่งใหญ่ และพวกเขาไม่มีสิ่งใดที่น่ายกย่อง น่าชื่นชมหรือน่าอิจฉา—พวกเขาเป็นเพียงผู้คนธรรมดา  แต่ทุกสิ่งที่พระเจ้าพึงประสงค์พบได้ในหมู่พวกเขาและมีชีวิตในหมู่พวกเขา และพวกเขาทุ่มเทให้กับพระเจ้า  จงบอกเราว่า พระเจ้าต้องประสงค์สิ่งใดมากไปกว่านี้อีก?  พระองค์พอพระทัยพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  หลังจากอ่านสองบทตอนนี้แล้ว ผมก็รู้สึกกระจ่างในหัวใจขึ้นมาก การที่คนเราจะได้รับการยกย่องจากผู้อื่นในหน้าที่ของตนหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และไม่ได้เป็นตัวกำหนดจุดจบและบั้นปลายของเรา การทำหน้าที่ของเราเป็นเพียงเส้นทางที่เราใช้ไล่ตามเสาะหาและได้รับความจริงเท่านั้น พระเจ้าไม่ได้ทรงต้องการให้เราทำเรื่องยิ่งใหญ่ให้สำเร็จ และไม่ได้ทรงกำหนดให้เราต้องมีสถานะที่สูงส่ง พระเจ้าทรงหวังให้เราประพฤติปฏิบัติตนตามบทบาทของเรา ทำหน้าที่ของเราอย่างเป็นจริงเป็นจัง ปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์ และนบนอบพระองค์อย่างแท้จริง ผมยังตระหนักด้วยว่า เพราะทักษะการแสดงของผมอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น การให้พี่น้องชายหญิงที่มีทักษะดีกว่าได้แสดงในวีดิทัศน์คำพยานจากประสบการณ์นั้นจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานข่าวประเสริฐ ยิ่งไปกว่านั้น ผมเคยทำงานปรับปรุงตกแต่งมาก่อน ดังนั้น การที่ผู้นำจัดแจงให้ผมไปช่วยจัดฉากจึงเป็นไปตามทักษะของผม และนับว่าเหมาะสมดีจริงๆ คริสตจักรมีหลักธรรมในการจัดแจงหน้าที่ให้แก่แต่ละคน แต่ผมกลับมุ่งไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะ และทำให้ผู้คนยกย่องผม เอาแต่มีข้อเรียกร้องที่ไม่มีเหตุผลอยู่เสมอ ผมช่างไร้สำนึกสิ้นดี!  อันที่จริง ถึงแม้ว่างานที่ผู้นำมอบหมายให้ผมล้วนเป็นงานจิปาถะที่ไม่สะดุดตา แต่ก็ยังคงเป็นหน้าที่ที่ผมควรทำ และผมก็ควรทำงานเหล่านั้นด้วยความใส่ใจ นอกจากนี้ ไม่ว่าเราจะทำหน้าที่ใด ก็ล้วนมีหลักธรรมความจริงให้ปฏิบัติและเข้าสู่ หากผมได้นบนอบและให้ความร่วมมืออย่างสุดความสามารถ ผมก็ไม่เพียงจะได้มีส่วนช่วยในงานของคริสตจักรเท่านั้น แต่ผมยังจะได้มีโอกาสมากขึ้นในการแสวงหาและเข้าใจความจริงอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในการจัดฉาก คุณต้องคำนึงถึงวิธีการประหยัดวัสดุ และให้ความร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวกับฝ่ายกล้องและฝ่ายแสง เพื่อทำให้ฉากดูสวยงามน่ามองยิ่งขึ้น หน้าที่งานธุรการทั่วไปนั้นเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมและการใช้ข้าวของต่างๆ อย่างสมเหตุสมผล เวลาทำอาหาร คุณก็ต้องคำนึงถึงวิธีทำให้อาหารมีคุณค่าทางโภชนาการ ถูกสุขอนามัย และดีต่อสุขภาพ ทุกหน้าที่ล้วนเกี่ยวข้องกับหลักธรรมในหลากหลายแง่มุม และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ได้ถึงมาตรฐาน ก่อนหน้านี้ การไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะทำให้ผมเดินอยู่บนเส้นทางที่ผิด ไม่เพียงแต่การเข้าสู่ชีวิตของผมจะได้รับความเสียหายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อหน้าที่ของผมด้วย ตอนนี้ ผมควรเห็นคุณค่าของโอกาสที่ได้ทำหน้าที่ และในขณะที่ทำหน้าที่ ก็มุ่งความสนใจไปที่การเข้าสู่ชีวิตของตน แสวงหาความจริง และปฏิบัติตามหลักธรรม ต่อมา มีบางอย่างเกิดขึ้นซึ่งกระทบใจผมอย่างมาก นักแสดงคนหนึ่งถูกปลดเพราะมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างรุนแรง คือ เขาไม่ยอมรับข้อเสนอแนะของผู้อื่น ไม่สามารถให้ความร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวกับพี่น้องชายหญิงได้ และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแม้จะได้รับการสามัคคีธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ในหน้าที่ของเขา เรื่องนี้ทำให้ผมครุ่นคิดอย่างหนัก นักแสดงคนนี้มีทักษะที่ค่อนข้างดี แต่เขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างรุนแรง และไม่เคยแสวงหาความจริงมาแก้ไขอุปนิสัยเหล่านั้นเลย ในที่สุด เขาก็ถูกปลด ผมเห็นว่าเส้นทางที่เราเดินในการทำหน้าที่นั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด หากเราไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ว่าสถานะของเราจะสูงเพียงใด หรือได้รับการยกย่องมากเพียงใด สุดท้ายแล้วเราก็จะล้มเหลว ผมอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า!  ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกลับใจ ข้าพระองค์ไม่อยากไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะอีกต่อไปแล้ว ข้าพระองค์เต็มใจที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์”

ไม่นานหลังจากนั้น ผู้นำก็ถามผมว่าผมจะเต็มใจทำหน้าที่ทำอาหารในครัวแบบเต็มเวลาหรือไม่ ผมคิดในใจว่า “เมื่อก่อน ฉันแค่มาช่วยเป็นการชั่วคราวเท่านั้น ถ้าฉันตกลง ฉันก็จะต้องทำอาหารไปในระยะยาว นั่นจะไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่มีโอกาสได้เป็นนักแสดงอีกเลยหรือ?  แล้วทุกคนจะคิดยังไงกับฉัน?  พวกเขาจะคิดหรือเปล่า ว่าฉันถูกกำจัดออกไปเพราะทักษะของฉันไม่ดีพอ?”  ผมรู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจ แต่แล้วผมก็ตระหนักว่านี่คือการที่พระเจ้าทรงทดสอบผม เพื่อดูว่าผมจะสามารถนบนอบได้หรือไม่ ดังนั้น ผมจึงยอมรับหน้าที่นั้น ต่อมา ผู้นำก็ให้ผมรับผิดชอบหน้าที่ทั้งสามอย่างไปพร้อมกัน ทั้งการแสดง การทำอาหาร และงานธุรการทั่วไป โดยประสานทุกงานอย่างยืดหยุ่นตามความเร่งด่วนและความสำคัญของแต่ละงาน ในช่วงเวลานั้น ผมมักจะนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า  “แล้วสิ่งใดคือบทบาทหน้าที่ของพวกเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง?  เรื่องนี้เชื่อมโยงกับการปฏิบัติและหน้าที่ของแต่ละคน  เจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง หากพระเจ้าประทานพรสวรรค์ด้านเพลงแก่เจ้า และพระนิเวศของพระเจ้าจัดแจงให้เจ้าร้องเพลง เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมต้องร้องเพลงให้ดี  หากเจ้ามีพรสวรรค์ในการประกาศข่าวประเสริฐ และพระนิเวศของพระเจ้าจัดแจงให้เจ้าประกาศข่าวประเสริฐ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรทำให้ดี  เมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรคัดเลือกให้เจ้าเป็นผู้นำ เจ้าก็ควรรับพระบัญชาที่ให้เป็นผู้นำ และนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า สามัคคีธรรมความจริง และเข้าสู่ความเป็นจริง  เมื่อทำดังนี้ เจ้าย่อมจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าดีแล้ว  พระบัญชาที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์นั้นสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่ง!  ดังนั้นเจ้าควรรับพระบัญชานี้และทำให้บทบาทหน้าที่ของเจ้าลุล่วงอย่างไร?  นี่คือหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่เจ้าเผชิญ และเจ้าก็ต้องเลือก  อาจกล่าวได้ว่านี่คือวาระอันสำคัญยิ่งที่ตัดสินว่าเจ้าจะสามารถได้รับความจริงและได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้าหรือไม่(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, มีเพียงด้วยการเข้าใจความจริงเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถรู้จักกิจการของพระเจ้าได้)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าไม่ว่าเราจะทำหน้าที่ใดในพระนิเวศของพระเจ้า ความแตกต่างนั้นเป็นเพียงเรื่องของบทบาทหน้าที่และชื่อเรียกเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ใด อัตลักษณ์และแก่นแท้ของเราในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างก็ไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อต้องการให้ผมไปให้น้ำผู้มาใหม่ ผมก็จะเป็นผู้ให้น้ำ เมื่อต้องการให้ผมแสดง ผมก็จะเป็นนักแสดง เมื่อต้องการให้ผมจัดฉาก ผมก็จะเป็นคนจัดฉาก เมื่อต้องการให้ผมทำอาหาร ผมก็จะเป็นคนทำงานสนับสนุน ไม่ว่าหน้าที่ของผมจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผมก็ยังคงเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเท่านั้น สิ่งที่ผมควรทำก็คือยอมรับและนบนอบ และทำหน้าที่ของตนอย่างสุดหัวใจและสุดกำลัง นอกจากนี้ เมื่อผมจัดการงานจิปาถะเหล่านี้ พี่น้องชายหญิงของผมก็จะมีเรี่ยวแรงและเวลามากขึ้นสำหรับหน้าที่ของพวกเขาเอง นั่นก็เป็นการที่ผมได้ทำส่วนของตัวเองด้วยไม่ใช่หรือ?  ดังนั้น ผมจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า!  ข้าพระองค์เต็มใจที่จะปล่อยมือจากชื่อเสียงและสถานะของตน และเลิกแสวงหาการยกย่องจากผู้อื่น ไม่ว่าข้าพระองค์จะทำหน้าที่ใด ข้าพระองค์ก็เต็มใจที่จะนบนอบ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เวลาทำหน้าที่ ผมก็ไม่สนใจอีกต่อไปว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับผม แต่ผมกลับทุ่มเทกับการมีประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ในแต่ละวัน และมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้บทเรียนของตน คิดทบทวนว่าผมได้เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดออกมาบ้างในการทำหน้าที่ บางครั้ง เมื่อผมพบว่าตัวเองโกหกออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมก็จะฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ตามที่พระเจ้าทรงกำหนด บางครั้ง เมื่อผมสังเกตเห็นว่าตัวเองอยากให้คนอื่นฟังผมอยู่เสมอ และไม่อาจยอมรับข้อเสนอแนะของพวกเขาได้ ผมก็จะคิดทบทวนและทำความรู้จักกับอุปนิสัยอันโอหังของตัวเอง หน้าที่งานธุรการทั่วไปนั้นมีงานเล็กๆ น้อยๆ จุกจิกอยู่มากมาย ผมจึงคิดหาวิธีบริหารจัดการเวลาของตัวเองอย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้สามารถจัดการงานทั้งหมดได้ หลังจากฝึกทำอาหารอยู่พักหนึ่ง ผมก็พบว่าตัวเองมีความชำนาญในทักษะการทำอาหารขั้นพื้นฐานบางอย่างแล้ว เมื่อผมเห็นว่าอุปกรณ์เครื่องครัวบางชิ้นใช้งานได้ไม่ค่อยดี ผมก็คิดดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อปรับปรุงอุปกรณ์เหล่านั้นให้ดีขึ้น และทุกคนก็บอกว่ามันใช้งานได้ดีขึ้นมาก ต่อมา เมื่อมีบทที่เหมาะกับผม ผู้กำกับก็ให้ผมเล่นเป็นตัวหลักด้วย ซึ่งให้โอกาสผมได้ฝึกฝน ในหัวใจผมรู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าอย่างยิ่ง เมื่อผมพลิกเปลี่ยนความคิดของตัวเอง และปฏิบัติต่อทุกเรื่องด้วยท่าทีใหม่นี้ ผมไม่ใส่ใจความคิดเห็นของผู้อื่นที่มีต่อผมอีกต่อไป แต่กลับน้อมรับงานแต่ละอย่างเป็นความรับผิดชอบจากก้นบึ้งหัวใจ เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ ผมรู้สึกว่าหัวใจของผมใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น ผมได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งในการเข้าสู่ชีวิตและทักษะในงานของตน และผมก็รู้สึกถึงความสงบสุขและความชื่นชมยินดีเป็นพิเศษในหัวใจ ขอบคุณพระเจ้า!  ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพระคุณและพรของพระเจ้า!

ก่อนหน้า:  41. วิธีปฏิบัติต่อความสนใจและงานอดิเรกของลูก

ถัดไป:  44. การคิดทบทวนหลังจากการชุมนุม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger