51. ก้าวผ่านความรู้สึกติดค้างที่ฉันมีต่อพ่อ

โดย หลานอวี่ ประเทศจีน

แสงแดดยามบ่ายในฤดูหนาวนั้นอ่อนโยนและนุ่มนวล ส่องผ่านหน้าต่างลงบนขอบหน้าต่างที่เต็มไปด้วยต้นไม้ และกระถางไม้ดอกไม้ประดับหลายกระถางก็ดูดซับแสงแดดที่หล่อเลี้ยงชีวิตด้วยความกระหาย หลานอวี่มองออกไปนอกหน้าต่าง และรู้สึกถึงกลิ่นอายของอิสรภาพ เธอถูกตัดสินจำคุกสามปีสี่เดือนเพราะเชื่อในพระเจ้า และเพิ่งได้รับการปล่อยตัว พี่สาวของเธอก็เคยถูกจับกุมมาแล้วสองครั้ง อีกทั้งพ่อของเธอก็ถูกจับกุมและถูกตัดสินจำคุกสามปีครึ่ง หลังจากได้รับการปล่อยตัว พวกเขายังคงถูกเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดในฐานะเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน พวกเขาต่างพลัดพรากจากกันมานานกว่าสิบปี และไม่สามารถกลับมาพบกันได้ ต่อมา ด้วยความช่วยเหลือของพี่น้องชายหญิง หลานอวี่จึงติดต่อกับพ่อของเธอได้ และความคิดถึงที่ถูกเก็บกดไว้นานกว่าสิบปีก็ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป ในที่สุด เธอก็จะได้พบพ่อที่เธอเฝ้าคิดถึงมานานแสนนาน!  หลานอวี่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น และรีบไปยังสถานที่ที่เธอจะได้กลับมาพบกับพ่อของเธอ ขณะที่เธอกำลังจะถึงจุดหมาย หลานอวี่มองผ่านหน้าต่างรถ เห็นชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถแท็กซี่แต่ไกล โดยมีหน้ากากปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง หลานอวี่พิจารณาชายชราคนนั้นอย่างละเอียด และทันใดนั้น เธอก็ขมวดคิ้วและจ้องชายชราคนนั้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง นั่นพ่อของเธอที่ไม่ได้พบกันมาสิบสี่ปีไม่ใช่หรือ?  ผมสีดอกเลาโผล่ออกมาจากใต้หมวกของเขา และชายที่ครั้งหนึ่งเคยแข็งแรงในความทรงจำของเธอก็ไม่ได้ยืนตัวตรงอีกต่อไปแล้ว ชายร่างผอมยืนอยู่ริมถนน พลางมองไปรอบๆ เพื่อหาอะไรบางอย่าง ขณะที่รถของเธอเลี้ยวโค้งและจอดลง หลานอวี่เปิดประตูรถอย่างกระตือรือร้นและโผเข้าหาพ่อของเธอ เธอสะกดกลั้นน้ำตาที่จวนเจียนจะไหลออกมา และเรียกอย่างแผ่วเบาว่า “พ่อ!”  พ่อของเธอตอบว่า “ลูก!”  ดวงตาของเขาคลอหน่วยอยู่ก่อนแล้วขณะที่ขานรับ พร้อมกับเร่งเธอว่า “เร็วเข้า ขึ้นรถ กลับบ้านกัน”

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก และแสงยามเย็นก็ย้อมทุกมุมของเมืองให้เป็นสีแดง ความหนาวเย็นของฤดูหนาวค่อยๆ แผ่เข้ามา และแม้ลมจะพัดผ่านใบหน้าของหลานอวี่ แต่เธอก็ไม่รู้สึกหนาว หลังจากเข้ามาในบ้าน พ่อของเธอก็รีบจัดที่หลับที่นอนให้เรียบร้อย และถามหลานอวี่ว่าเธออยากกินอะไร และเธอก็รู้สึกว่าตัวเองถูกโอบล้อมด้วยความอบอุ่นและความสุข เมื่อหันศีรษะไป เธอก็พลันเห็นฟิล์มซีทีสแกนแขวนอยู่บนผนัง และเมื่อเปิดประตูห้องเข้าไปในห้องด้านใน เธอก็สังเกตเห็นถุงยาอยู่บนโต๊ะ หลานอวี่เดาว่าพ่อของเธอคงไม่สบาย และเธอก็อดรู้สึกกังวลไม่ได้ หลังอาหารเย็น หลานอวี่กับพ่อของเธอพูดคุยกันถึงประสบการณ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเธอได้รู้ว่าพ่อของเธอเคยป่วยเป็นวัณโรคสองครั้งในเรือนจำ ปอดของเขาเสียหายอย่างรุนแรง เขาจะหายใจมีเสียงหวีดและไอออกมาทันทีที่เป็นหวัด ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เขายังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดีด้วย ช่วงนี้เขากินยาเพื่อควบคุมอยู่ ถ้าอาการทรุดลง เขาจะต้องผ่าตัด เพราะกองกำลังตำรวจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนคุกคามตลอดเวลา พ่อของเธอจึงไม่กล้าติดต่อพี่น้องชายหญิงมานานกว่าเก้าปี และไม่สามารถใช้ชีวิตคริสตจักรได้ และพี่น้องชายหญิงก็ทำได้เพียงแอบส่งพระวจนะล่าสุดของพระเจ้า วิดีโอคำพยานจากประสบการณ์ และอื่นๆ ให้พ่อของเธอ เมื่อฟังพ่อเล่าเรื่องเหล่านี้ หลานอวี่ก็รู้สึกทุกข์ใจมาก พ่อของเธอทนทุกข์มากมายเพราะการข่มเหงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และในฐานะลูกสาวของเขา เธอกลับไม่เคยทำอะไรเพื่อเขาเลย เธอรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างอกตัญญู ต่อมา เมื่อญาติๆ ของหลานอวี่ทราบว่าเธอได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำแล้ว พวกเขาก็โทรหาเธอ กำชับเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “พ่อของเธออายุมากแล้ว สุขภาพก็ไม่ดี เขาต้องมีคนดูแล ตอนนี้เธอกลับมาแล้ว ก็ควรหางานทำ หาเงิน และดูแลเขา” คำพูดของญาติๆ ดังก้องอยู่ในหัวใจของหลานอวี่ และเธอก็คิดว่า “พ่อเลี้ยงดูฉันมา และยังพาฉันมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า สอนให้ฉันเลือกเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต ในเมื่อตอนนี้พ่ออายุมากแถมยังป่วยด้วย ฉันควรลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบในฐานะลูกสาว อยู่เคียงข้างพ่อเพื่อคอยพูดคุยและดูแล เพื่อให้พ่อใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีความสุข” หลานอวี่จึงปรึกษาแพทย์ทางออนไลน์เกี่ยวกับอาการป่วยของพ่อ และเธอก็ทำงานหนักเพื่อหาเงิน เพื่อให้พ่อไม่ต้องกังวลว่าจะมีเงินไม่พอสำหรับค่ายาและการรักษา หลานอวี่อยากใช้เวลาอยู่กับพ่อของเธอให้มากขึ้นจริงๆ และทุกครั้งที่เธอเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อ เธอก็รู้สึกมีความสุข

วันหนึ่ง หลานอวี่กลับมาจากทำงาน พ่อก็บอกเธอว่ามีจดหมายส่งมาจากผู้นำ จดหมายบอกว่า เนื่องจากตำรวจอาจมาคุกคามหลานอวี่ที่บ้านได้ทุกเมื่อ และเธอไม่สามารถทำหน้าที่ของเธอที่นั่นได้ และเนื่องจากตอนนี้คริสตจักรต้องการคนสำหรับหน้าที่ด้านข้อเขียนอย่างเร่งด่วน พวกเขาจึงหวังว่าเธอจะออกจากบ้านไปทำหน้าที่ของเธอได้ หลังจากอ่านจดหมาย หลานอวี่รู้สึกทั้งดีใจและกังวลระคนกัน เธอไม่ได้ทำหน้าที่มาหลายปีแล้ว และในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้ชื่นชมทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ เธอรู้สึกไม่สบายใจในมโนธรรมของเธอ แต่หลานอวี่ก็ยังอดเป็นห่วงพ่อของเธอไม่ได้ ช่วงนี้อาการป่วยของพ่อแย่ลง และปวดบริเวณถุงน้ำดีทุกวัน ถ้าเธอไปแล้ว ใครจะดูแลเขาถ้าวันหนึ่งเขาต้องผ่าตัด?  ถ้าเธอไปทำหน้าที่ของเธอ ก็จะไม่มีใครอยู่ข้างๆ คอยหยิบน้ำหยิบยาให้เขาเลย หลานอวี่จำได้ว่าเคยได้ยินพ่อพูดครั้งหนึ่งว่า “เพราะพี่สาวของลูกถูกประกาศจับ และลูกถูกจับกุมและถูกตัดสินจำคุก ญาติๆ ของเราต่างก็ตำหนิและบ่นว่าพ่อ และคนในหมู่บ้านก็ตีตัวออกหากจากพ่อ” พ่อของเธอไม่มีใครให้ระบายความทุกข์ในใจ จนกลายเป็นคนคิดลบและอ่อนแอถึงขั้นเคยคิดที่จะจบชีวิตตัวเอง แต่ต่อมา ด้วยการระลึกถึงพระวจนะของพระเจ้า เขาจึงออกมาจากความคิดลบของเขาได้ หลานอวี่กังวลมาก เธอคิดว่า “ถ้าฉันจากบ้านไปทำหน้าที่ของฉัน แล้วพ่อทำเรื่องโง่ๆ ในช่วงที่ทนทุกข์อยู่ล่ะ?  พ่ออายุมากแล้วและต้องการคนดูแล ถ้าฉันจากบ้านไป ญาติและเพื่อนๆ จะมองฉันอย่างไร?  พวกเขาจะไม่พูดกันหรือว่าฉันอกตัญญูและไม่มีความเป็นมนุษย์?  แต่ถ้าอยู่ที่บ้าน ฉันก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ของฉันได้ ตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ ตำรวจโทรมาหลายครั้งแล้วเพื่อให้ฉันไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจและเซ็นชื่อในหนังสือสำนึกผิด” แค่คิดถึงอนาคตที่เธอจะถูกตำรวจคุกคามอย่างไม่สิ้นสุด จนไม่สามารถเข้าร่วมชุมนุมหรือทำหน้าที่ของเธอได้ ในที่สุดหลานอวี่ก็ตัดสินใจออกจากบ้านไปทำหน้าที่ของเธอ แต่เมื่อเธอเดินออกจากห้องนอนและเห็นร่างที่อ่อนแอของพ่อผ่านหน้าต่างห้องนั่งเล่น ก็ราวกับเห็นภาพพ่ออยู่บ้านเพียงลำพังหลังจากที่เธอจากไป โดยไม่มีใครคอยอยู่เป็นเพื่อน เธอจึงถอยกลับเข้าไปในห้องนอน ร้องไห้พลางอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากทำหน้าที่ของข้าพระองค์ แต่ก็ข้าพระองค์กังวลว่าจะไม่มีใครดูแลพ่อ พ่อของข้าพระองค์แก่แล้ว แต่ข้าพระองค์จะไม่ได้อยู่ข้างๆ พ่อเพื่อแสดงความกตัญญู ข้าพระองค์รู้สึกอยู่เสมอว่าการที่ข้าพระองค์ทำแบบนี้คือการไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง ข้าแต่พระเจ้า การตัดสินใจนี้ยากเหลือเกิน ขอพระองค์ประทานความรู้แจ้งและชี้แนะข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ด้วยเถิด”

หลังจากอธิษฐานแล้ว หลานอวี่ก็อ่านพระวจนะของพระเจ้า “เมื่อดูสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตของเจ้าและบริบทรอบตัวเจ้า ถ้าการให้เกียรติพ่อแม่ของเจ้าไม่ขัดแย้งกับการทำให้พระบัญชาของพระเจ้าเสร็จสมบูรณ์และไม่ขัดกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า—หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ถ้าการให้เกียรติพ่อแม่ของเจ้าไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าด้วยความจงรักภักดี—เช่นนั้นแล้วเจ้าก็สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งสองไปพร้อมกันได้  เจ้าไม่จำเป็นต้องแยกจากพ่อแม่อย่างเป็นทางการ และไม่จำเป็นต้องประกาศตัดขาดหรือปฏิเสธพวกเขาอย่างเป็นทางการ  นี่ใช้ได้กับสถานการณ์แบบใด? (เมื่อการให้เกียรติพ่อแม่ของตนไม่ขัดแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา) ถูกต้อง  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือถ้าพ่อแม่ของเจ้าไม่พยายามขัดขวางการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า แล้วพวกเขาก็เป็นผู้เชื่อเช่นกัน พวกเขาเกื้อหนุนและหนุนใจเจ้าอย่างแท้จริงให้ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าด้วยความจงรักภักดีและทำให้พระบัญชาของพระเจ้าเสร็จสมบูรณ์ เช่นนั้นแล้วความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับพ่อแม่ก็ไม่ใช่สัมพันธภาพทางเนื้อหนังในหมู่ญาติตามความหมายทั่วไปของคำที่ใช้ และเป็นสัมพันธภาพระหว่างพี่น้องชายหญิงในคริสตจักร  ในกรณีนั้นนอกจากการมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ฉันพวกพ้องน้องพี่ทั้งชายและหญิงในคริสตจักรแล้ว เจ้ายังต้องลุล่วงความรับผิดชอบบางอย่างซึ่งเป็นการแสดงความกตัญญูต่อพวกเขาอีกด้วย  เจ้าต้องแสดงให้พวกเขาเห็นความห่วงใยเพิ่มขึ้นอีกนิด  ตราบใดที่ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า นั่นคือตราบใดที่หัวใจของเจ้าไม่ถูกพวกเขาบีบคั้น เจ้าก็สามารถโทรหาพ่อแม่ของเจ้าเพื่อถามไถ่ทุกข์สุขและแสดงความห่วงใยในตัวพวกเขาบ้าง เจ้าสามารถช่วยพวกเขาแก้ไขเรื่องติดขัดบางอย่างและจัดการปัญหาชีวิตให้พวกเขาได้บ้าง เจ้าสามารถช่วยพวกเขาแก้ไขความยากลำบากบางประการที่พวกเขามีเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิตด้วยซ้ำ—เจ้าสามารถทำเรื่องทั้งหมดนี้ได้  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ถ้าพ่อแม่ของเจ้าไม่ได้ขวางกั้นการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าก็ควรรักษาความสัมพันธ์เช่นนี้กับพวกเขาเอาไว้ และควรลุล่วงความรับผิดชอบที่เจ้ามีต่อพวกเขา  แล้วทำไมเจ้าถึงควรแสดงความห่วงใยในตัวพวกเขา ดูแลและถามไถ่ทุกข์สุขของพวกเขา?  เพราะเจ้าเป็นลูกของพวกเขาและมีสัมพันธภาพเช่นนี้กับพวกเขา เจ้ามีความรับผิดชอบอีกแบบหนึ่ง และเพราะความรับผิดชอบนี้ เจ้าจึงต้องถามไถ่ทุกข์สุขของพวกเขาให้มากขึ้นอีกนิดและให้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแก่พวกเขามากขึ้น  ตราบใดที่การทำเช่นนี้ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และตราบใดที่พ่อแม่ของเจ้าไม่ได้ขัดขวางหรือรบกวนความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้า ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า แล้วพวกเขาก็ไม่ได้เหนี่ยวรั้งเจ้าไว้เช่นกัน ตราบนั้นก็ย่อมเป็นปกติและเหมาะสมที่เจ้าจะลุล่วงความรับผิดชอบที่เจ้ามีต่อพวกเขา และเจ้าต้องทำตามนี้จนถึงขั้นที่มโนธรรมของเจ้าไม่ติเตียนเจ้า—นี่คือมาตรฐานขั้นต่ำสุดที่เจ้าต้องทำ  ถ้าเจ้าไม่สามารถให้เกียรติพ่อแม่ของเจ้าที่บ้านเพราะรูปการณ์ที่แวดล้อมตัวเจ้าอยู่ส่งผลกระทบและกีดขวางเอาไว้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ต้องยึดถือกฎเกณฑ์ข้อนี้  เจ้าควรยอมให้เป็นไปตามการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและนบนอบการจัดแจงเตรียมการของพระองค์ เจ้าไม่จำเป็นต้องยืนกรานที่จะให้เกียรติพ่อแม่ของตน(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (4))พระเจ้าทรงเรียกร้องสิ่งที่ต่างออกไปจากผู้คนที่แตกต่างกัน พระองค์ทรงมีข้อพึงประสงค์ที่แตกต่างอย่างชัดเจนสำหรับพวกเขา  ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำและคนทำงานถูกพระเจ้าเรียกมา พวกเขาจึงต้องประกาศตัดขาด ไม่สามารถอยู่กับพ่อแม่ของตนและให้เกียรติพ่อแม่ได้  พวกเขาควรยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าและตัดขาดจากทุกสิ่งเพื่อมาติดตามพระองค์  นั่นคือสถานการณ์แบบหนึ่ง  ผู้ที่ติดตามอย่างสม่ำเสมอนั้นไม่ได้ถูกพระเจ้าเรียกมา พวกเขาจึงอยู่กับพ่อแม่ของตนและให้เกียรติพ่อแม่ได้  ไม่มีรางวัลในการทำเช่นนี้ และพวกเขาจะไม่ได้รับพรอันใดจากการทำเช่นนี้ แต่หากพวกเขาไม่แสดงความกตัญญูให้เห็น เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์  อันที่จริงการให้เกียรติพ่อแม่ของตนเป็นเพียงความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง และห่างไกลจากการปฏิบัติความจริง  การนบนอบพระเจ้าต่างหากที่เป็นการปฏิบัติความจริง การยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าต่างหากที่สำแดงถึงการเชื่อฟังพระเจ้า และผู้ที่ตัดขาดจากทุกสิ่งเพื่อมาทำหน้าที่ของตนนั่นเองคือผู้ที่ติดตามพระเจ้า  สรุปแล้วงานที่สำคัญที่สุดที่อยู่เบื้องหน้าเจ้าก็คือการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี  นั่นคือการปฏิบัติความจริง และเป็นการสำแดงถึงการเชื่อฟังพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (4))  หลานอวี่ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า และเธอก็ตระหนักว่าการกตัญญูต่อพ่อแม่เป็นหน้าที่รับผิดชอบที่คนเราควรลุล่วง และภายใต้สภาพการณ์ที่ไม่ส่งผลต่อหน้าที่ของคนเราและสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย คนเราสามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบในการกตัญญูต่อพ่อแม่ของตนได้ อย่างไรก็ตาม หากเงื่อนไขไม่เอื้ออำนวย ก็ต้องเลือกโดยพิจารณาจากสถานการณ์และหน้าที่ที่ตนกำลังทำอยู่ เช่นเดียวกับพี่น้องชายหญิงบางคนที่ยังไม่ถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุม และไม่ได้แบกรับงานสำคัญในคริสตจักร คนเหล่านี้สามารถดูแลพ่อแม่ของตนในขณะที่ทำหน้าที่ของตนได้ แต่บางคนเผชิญกับการไล่ล่าและการข่มเหงจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน และพวกเขาก็ทำหน้าที่ของตนไม่ได้ถ้าไม่ออกจากบ้าน ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจึงไม่สามารถคิดแต่การดูแลพ่อแม่เท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับหน้าที่ของตนก่อน หลานอวี่คิดว่า แม้เธอจะสามารถดูแลพ่อของเธอที่บ้านได้ แต่ตำรวจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็คอยคุกคามและข่มขู่เธออยู่เสมอ ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถทำหน้าที่ของเธอที่บ้านได้ หน้าที่ด้านข้อเขียนกำลังขาดคน และเธอก็ต้องคำนึงถึงงานของคริสตจักร ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นอกจากหน้าที่รับผิดชอบต่อพ่อแม่ของตนแล้ว ผู้คนยิ่งควรนมัสการพระผู้สร้างและลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง หลานอวี่จำได้ว่าองค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ใครที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเรา ก็ไม่มีค่าควรกับเรา(มัทธิว 10:37)  พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนละทิ้งทุกสิ่งเพื่อทำให้พระองค์พึงพอพระทัย เหมือนที่เปโตรและยอห์นทำ พวกเขาสามารถตัดสินใจละทิ้งพ่อแม่และความรักใคร่ในครอบครัว เพื่อติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าและประกาศข่าวประเสริฐ และในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว พวกเขามีความเป็นมนุษย์ หลานอวี่เคยคิดเสมอว่าคนที่ไม่กตัญญูต่อพ่อแม่คือคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่แย่ที่สุด แต่ตอนนี้เธอเข้าใจว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงวัดว่าคนคนหนึ่งมีความเป็นมนุษย์หรือไม่จากความกตัญญูต่อที่คนคนนั้นมีต่อพ่อแม่ของตน แต่ทรงวัดจากการที่คนคนนั้นสามารถทำหน้าที่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ดีเพื่อทำให้พระองค์พึงพอพระทัยหรือไม่ หลานอวี่นึกถึงการที่เธอลังเลและคิดมากเมื่อเผชิญกับหน้าที่ของเธอ เอาแต่กังวลเรื่องพ่อ จนไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ แต่ถึงแม้เธอจะกลายเป็นลูกกตัญญูที่ได้รับคำชมอย่างมากก็ตาม เธอก็จะไม่มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้า และพระเจ้าจะไม่ทรงเห็นชอบ เธอตระหนักว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และสิ่งนี้เท่านั้นคือคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของเธอ เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลานอวี่ก็รู้สึกเป็นอิสระและยินดีที่จะออกจากบ้านไปทำหน้าที่ของเธอ

หลานอวี่จึงสิ้นสุดช่วงเวลาสามเดือนที่ได้อยู่ร่วมกับพ่อ และจากบ้านไปเพื่อทำหน้าที่ของเธอที่อื่น แต่ลึกๆ ในใจ เธอยังคงรู้สึกกังวลและเป็นห่วงพ่อของเธอ และเธอก็รู้สึกผิด เอาแต่คิดว่าเมื่อไรเธอจะกลับไปเยี่ยมได้อีก ครั้งหนึ่ง พี่น้องหญิงที่ร่วมงานกับเธอกลับบ้านไปจัดการธุระบางอย่าง และเมื่อคิดว่าพี่น้องหญิงคนนี้จะได้กลับไปพบครอบครัว หลานอวี่ก็ไม่สามารถทำใจให้สงบลงได้อีกต่อไป ดวงตาของเธอจับจ้องอยู่ที่คอมพิวเตอร์ แต่ภาพของพ่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้รอให้เธอกลับบ้านก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ ตำรวจได้ไปคุกคามพ่อหรือเปล่า?  พ่อเป็นอย่างไรบ้าง?  อาการป่วยของพ่อแย่ลงหรือเปล่า?  ญาติและเพื่อนๆ จะพูดถึงเธออย่างไรที่เธอทิ้งบ้านมาทั้งที่พ่อยังป่วยอยู่?  จิตใจของหลานอวี่เต็มไปด้วยความคิดเหล่านี้ และเธอก็ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้า เธอตระหนักว่าสภาวะของตัวเองไม่ถูกต้อง จึงอธิษฐานต่อพระเจ้า ในช่วงเฝ้าเดี่ยว เธอได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเธอมาก  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะจากบ้านมาปฏิบัติหน้าที่ของตน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรูปการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงครอบคลุมอยู่ ซึ่งทำให้พวกเขาจำเป็นที่จะต้องผละจากพ่อแม่ของตน ไม่อาจอยู่ข้างกายพ่อแม่เพื่อดูแลและอยู่เป็นเพื่อนได้  ไม่ใช่ว่าพวกเขาเต็มใจเลือกที่จะจากพ่อแม่มา นี่คือเหตุผลตามความเป็นจริง  อีกอย่างหนึ่ง ถ้ากล่าวตามความรู้สึกส่วนตัวแล้ว เจ้าออกมาปฏิบัติหน้าที่ของตนไม่ใช่เพราะเจ้าอยากผละจากพ่อแม่และหนีความรับผิดชอบของเจ้า แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงเรียก  เจ้าไม่มีทางเลือกนอกจากผละจากพ่อแม่ของตนเพื่อที่จะให้ความร่วมมือในพระราชกิจของพระเจ้า ยอมรับการทรงเรียกของพระองค์ และปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เจ้าไม่อาจอยู่ข้างกายเป็นเพื่อนพวกเขาและดูแลเอาใจใส่พวกเขาได้  เจ้าไม่ได้ผละจากพวกเขาเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ถูกต้องหรือไม่?  การจากพวกเขามาเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของเจ้า กับการต้องจากพวกเขาเพื่อตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า—สองสิ่งนี้มีธรรมชาติที่ต่างกันมิใช่หรือ? (ใช่) ในหัวใจของเจ้า เจ้าย่อมมีความคิดและความผูกพันทางอารมณ์ต่อพ่อแม่ ความรู้สึกของเจ้าไม่ได้ว่างเปล่า  ถ้ารูปการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงเปิดโอกาสให้ และเจ้าสามารถอยู่เคียงข้างพวกเขาพลางปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไปด้วยได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมเต็มใจที่จะอยู่ข้างกายพวกเขา ดูแลพวกเขาเป็นประจำและลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า  แต่เพราะรูปการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เจ้าจึงต้องจากพวกเขามา ไม่สามารถอยู่ข้างกายพวกเขาได้  ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่อยากลุล่วงความรับผิดชอบของตนในฐานะลูกของพวกเขา แต่เป็นเพราะเจ้าทำไม่ได้… อันที่จริง เจ้าไม่ได้อกตัญญู เจ้ายังไม่ถึงขั้นไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ที่ไม่อยากดูแลพ่อแม่หรือลุล่วงความรับผิดชอบที่เจ้ามีต่อพ่อแม่  การที่เจ้าต้องเลือกทางนี้ก็ด้วยเหตุผลต่างๆ นานาตามสภาพความเป็นจริง ดังนั้นเจ้าจึงไม่ได้อกตัญญู(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (16))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว หลานอวี่ก็เข้าใจว่า เมื่อผู้คนจากพ่อแม่ไปทำหน้าที่ของตนเพราะการเชื่อในพระเจ้า นี่ไม่ใช่การอกตัญญู เพราะเจตนาของพวกเขาไม่ใช่เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ แต่เพื่อทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ตัวอย่างเช่น คริสตชนเหล่านั้นในยุคพระคุณ ได้จากพ่อแม่และลูกๆ ของพวกเขาไปเผยแผ่ข่าวประเสริฐของพระเจ้าไปทั่วโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุดในหมู่มนุษยชาติ หลานอวี่ก็อยากกตัญญูต่อพ่อของเธอเช่นกัน และหวังว่าจะได้อยู่เป็นเพื่อนพ่อและช่วยให้พ่อใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบสุข เธอยังอยากให้ทั้งครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากัน อ่านพระวจนะของพระเจ้า และแบ่งปันความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ แต่เมื่อเธอใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอเทวนิยมที่ไม่มีเสรีภาพทางศาสนา พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ไม่อนุญาตให้ผู้คนเชื่อในพระเจ้าและเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง และถ้าเธออยู่เคียงข้างพ่อของเธอ เธอก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ของเธอได้ ยิ่งไปกว่านั้น พระราชกิจของพระเจ้ากำลังจะสิ้นสุดลง มหันตภัยใหญ่หลวงได้เริ่มขึ้นแล้ว และยังมีผู้คนอีกมากมายที่ยังไม่ได้ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า การถ่ายทอดข่าวประเสริฐของพระเจ้าและนำผู้คนให้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์มากขึ้นคือหน้าที่ของเธอ และเธอแตกต่างจากพวกที่หลีกเลี่ยงหน้าที่รับผิดชอบและไม่อยากกตัญญูต่อพ่อแม่ เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว หัวใจของเธอก็ไม่ได้ถูกรบกวนหรือถูกควบคุมมากขนาดนั้นอีกต่อไป ต่อมา เมื่อว่างจากการทำหน้าที่ของเธอ หลานอวี่ก็เขียนจดหมายถึงพ่อเพื่อบอกเล่าสภาวะของเธอ หลังจากนั้นไม่นาน หลานอวี่ได้รับจดหมายจากพ่อของเธอ บอกว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอได้พบตำรับยาสำหรับรักษานิ่วในถุงน้ำดีของเขา และตอนนี้เขากำลังกินยาชุดที่สองอยู่ นิ่วในถุงน้ำดีของเขาเล็กลงกว่าเดิม เขาไม่เจ็บปวดมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และสภาวะของพ่อเธอก็ดีขึ้นมาก เมื่ออ่านถึงตรงนี้ หลานอวี่ก็ซาบซึ้งจนน้ำตาไหล และเธอรู้สึกถึงความกรุณาและพรของพระเจ้า

ครั้งหนึ่ง หลานอวี่กำลังพูดคุยกับพี่น้องหญิงเจ้าภาพ และพี่น้องหญิงคนนั้นบอกว่าลูกๆ ของเธอจะส่งเงินให้เธอเป็นระยะๆ และเมื่อพวกเขามาเยี่ยม พวกเขาก็จะซื้อของให้เธอด้วย หลานอวี่คิดถึงเรื่องที่เธอจากบ้านมาเกือบหนึ่งปีแล้ว แต่เธอไม่กล้าโทรหาพ่อ หรือซื้อเสื้อผ้าและอาหารเสริมให้เขาเพราะการข่มเหงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในฐานะลูกสาว ถึงจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอก็ไม่เคยทำอะไรเพื่อพ่อของเธอเลย เธอจึงรู้สึกติดหนี้บุญคุณพ่อของเธอตลอดเวลา และรู้สึกไม่สบายใจ ต่อมา เธอจึงแสวงหาและใคร่ครวญว่าทำไมเธอถึงรู้สึกติดหนี้บุญคุณพ่อของเธออยู่ตลอดเวลา เธออ่านพระวจนะของพระเจ้าและพบต้นตอปัญหาของเธอ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “จากกระบวนการของวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวจีน ในแนวคิดแบบดั้งเดิมของชาวจีนนั้น พวกเขาเชื่อว่าคนเราต้องรักษาความกตัญญูต่อพ่อแม่ของตน และใครที่ไม่กตัญญูย่อมเป็นลูกขบถ  แนวคิดเหล่านี้ได้รับการปลูกฝังในตัวผู้คนมาตั้งแต่เด็ก และสิ่งเหล่านี้ก็ถูกสอนกันอย่างจริงจังในทุกครอบครัว รวมถึงในทุกโรงเรียนและทั่วทั้งสังคม  เมื่อคนคนหนึ่งเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัว พวกเขาย่อมคิดว่า ‘ความกตัญญูนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด  ถ้าฉันอกตัญญู ฉันก็ไม่ใช่คนดี ฉันย่อมจะเป็นลูกขบถ ถูกความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่กล่าวโทษ  เป็นคนที่ไร้มโนธรรม’  ทรรศนะนี้ถูกต้องหรือไม่?  ผู้คนได้เห็นความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงมากมาย—พระเจ้าทรงเรียกร้องให้คนเราแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดาของพวกเขาหรือไม่?  นี่เป็นหนึ่งในความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าใจใช่หรือไม่?  ไม่ใช่เลย  พระเจ้าทรงสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมบางอย่างเท่านั้น  หลักธรรมในพระวจนะของพระเจ้าบอกให้ผู้คนปฏิบัติต่อกันว่าอย่างไร?  จงรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก และจงเกลียดชังสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง  นี่คือหลักธรรมที่ผู้คนควรยึดปฏิบัติ  พระเจ้าทรงรักบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ได้ นี่คือผู้คนที่พวกเราควรรักเช่นกัน  พวกที่ไม่สามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ผู้ที่เกลียดชังและกบฏต่อพระเจ้า—พระเจ้าทรงรังเกียจผู้คนเหล่านี้ และพวกเราก็ควรรังเกียจพวกเขาเช่นกัน  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าตรัสบอกมนุษย์… ซาตานใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมและมโนคติอันหลงผิดทางศีลธรรมเหล่านี้มาพันธนาการหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของเจ้า ทำให้ทัศนะที่เจ้ามีต่อสิ่งต่างๆ นั้นเหลวไหล ทำให้เจ้าปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้าอยู่ในหัวใจ อันเป็นการทำให้เจ้าไม่สามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้า เจ้าถูกสิ่งที่เป็นของซาตานนี้ครอบงำ และถูกทำให้ไม่อาจยอมรับพระวจนะของพระเจ้าได้  ถ้าเจ้าอยากปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ก็จะแสดงอาการและก่อกวนอยู่ภายในตัวเจ้า ทำให้เจ้าต่อต้านความจริงและข้อกำหนดของพระเจ้า  ต่อให้เจ้าอยากปลดแอกของวัฒนธรรมดั้งเดิมออกจากตัว เจ้าก็ไร้กำลังที่จะทำเช่นนั้น  หลังจากดิ้นรนอยู่พักหนึ่ง เจ้าก็จะประนีประนอม  เจ้าจะเชื่อไปว่ามโนคติอันหลงผิดทางศีลธรรมตามแนวจารีตนั้นถูกต้องและตรงกับความจริง ดังนั้น เจ้าย่อมจะปฏิเสธหรือสงสัยพระวจนะของพระเจ้า ไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และไม่สนใจว่าตัวเจ้าจะเข้าถึงความรอดได้หรือไม่ รู้สึกไปว่าถึงอย่างไร เจ้าก็ยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และจะมีหนทางข้างหน้าในชีวิตได้ก็ด้วยการพึ่งพาสิ่งเหล่านี้เท่านั้น  เมื่อไม่อาจทนรับการกล่าวโทษจากความคิดเห็นของผู้คนส่วนใหญ่ได้ เจ้าย่อมเลือกที่จะละทิ้งความจริงและพระวจนะของพระเจ้า หันไปยึดถือมโนคติอันหลงผิดทางศีลธรรมตามแนวจารีตแทน ข้ามไปอยู่ฝ่ายซาตานและยืนอยู่กับซาตาน เลือกที่จะล่วงเกินพระเจ้ามากกว่าที่จะยอมรับความจริง  จงบอกเราเถิด มนุษย์น่าสมเพชมิใช่หรือ?  เขาจำเป็นต้องได้รับความรอดจากพระเจ้ามิใช่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงก็ด้วยการตระหนักรู้ทัศนะที่ผิดของตนเท่านั้น)  เธอตระหนักจากพระวจนะของพระเจ้าว่า ตั้งแต่วัยเด็ก เธอได้รับอิทธิพลจากแนวคิดดั้งเดิมที่ว่า “ความกตัญญูต่อบุพการีคือคุณธรรมที่ต้องยึดถือเหนือสิ่งอื่นใด” และ “พ่อแม่เลี้ยงดูฉันตอนฉันยังเด็ก ดังนั้นฉันต้องดูแลพวกท่านในยามแก่ชรา” เธอคิดว่าในเมื่อพ่อแม่ทุ่มเทความพยายามในการเลี้ยงดูเธอมาหลายปี เธอก็ควรกตัญญูต่อพวกเขา และเมื่อพวกเขาแก่ตัวลง เธอก็ควรดูแลพวกเขาและส่งพวกเขาในวาระสุดท้ายของชีวิต โดยรู้สึกว่านี่คือความหมายของการมีมโนธรรม ดังนั้นเธอจึงไม่เต็มใจที่จะออกจากบ้านไปทำหน้าที่ของเธอ เพราะกลัวว่าเธอจะถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกอกตัญญูและคนเนรคุณ เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานของเธอกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ หลานอวี่ก็รู้สึกอิจฉา และเมื่อจมอยู่กับความรู้สึกติดหนี้บุญคุณพ่อของเธอ เธอจึงไม่สามารถจดจ่อกับหน้าที่ของเธอได้ เธอตระหนักว่าซาตานใช้ความคิดและแนวคิดที่ดูเหมือนมีเหตุผลเหล่านี้นี่เองมาชักพาให้ผู้คนหลงผิดและควบคุมผู้คน ทำให้ผู้คนคิดแต่เรื่องการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ และไม่ลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ถ้าเธอยังคงยึดติดกับแนวคิดดั้งเดิมเหล่านี้ต่อไป เธอก็มีแต่จะลงเอยด้วยการถูกซาตานหลอกลวงและทำร้าย และในที่สุด เธอก็จะออกห่างจากพระเจ้า ทรยศต่อพระเจ้า และถูกพระเจ้าทอดทิ้งในท้ายที่สุด ซาตานนั้นร้ายกาจและมุ่งร้ายอย่างแท้จริง!

จากนั้นหลานอวี่ก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม และได้รับหนทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าตรัสว่า “ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ในการเลี้ยงดูเจ้าให้เติบใหญ่ พ่อแม่ก็กำลังลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตน  การเลี้ยงเจ้าให้โตเป็นผู้ใหญ่คือภาระผูกพันและความรับผิดชอบของพวกเขา และนี่ก็ไม่อาจเรียกว่าความใจดีมีเมตตาได้  ในเมื่อไม่อาจเรียกว่าความใจดีมีเมตตาได้ แล้วกล่าวได้หรือไม่ว่านี่คือสิ่งที่เจ้ามีสิทธิ์ที่จะได้รับ? (กล่าวได้) นี่เป็นสิทธิ์อย่างหนึ่งที่เจ้าควรได้รับ  เจ้าสมควรได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ เพราะก่อนที่เจ้าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เจ้ามีบทบาทเป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดู  ดังนั้น สิ่งที่เจ้าได้รับจึงเป็นเพียงการลุล่วงความรับผิดชอบที่พ่อแม่มีต่อเจ้า ไม่ใช่บุญคุณหรือความใจดีมีเมตตาจากพวกเขา  สำหรับสิ่งมีชีวิตใดๆ การอุ้มท้องและเลี้ยงลูก การสืบพันธุ์ และการเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่ก็คือความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง  ตัวอย่างเช่น นก วัวควาย แกะ และแม้กระทั่งเสือ เมื่อมีลูกแล้วก็ต้องเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่  ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ไม่เลี้ยงดูลูกของตน  เป็นไปได้ว่าอาจมีข้อยกเว้นบ้าง แต่เป็นเรื่องที่พวกเรายังคงไม่รู้  นี่คือปรากฏการณ์ธรรมชาติของการที่สิ่งมีชีวิตพากันเอาชีวิตรอด เป็นสัญชาตญาณที่สิ่งมีชีวิตย่อมมี และไม่อาจถือว่าเป็นความใจดีมีเมตตาได้  พวกเขาเพียงปฏิบัติตามกฎที่พระผู้สร้างทรงวางไว้ให้แก่สัตว์และมวลมนุษย์ทั้งหลายเท่านั้น  เพราะฉะนั้น การที่พ่อแม่เลี้ยงดูเจ้าให้เติบใหญ่จึงไม่ใช่ความเมตตาปรานีอย่างหนึ่ง  เมื่อพิจารณาตามนี้ก็อาจกล่าวได้ว่าพ่อแม่ไม่ใช่เจ้าหนี้ของลูก  พวกเขากำลังลุล่วงความรับผิดชอบที่มีต่อเจ้า  ไม่ว่าพวกเขาจะสละเลือดจากหัวใจของตนเพื่อเจ้าไปมากเพียงใดและใช้จ่ายเงินไปกับเจ้ามากเท่าใด พวกเขาก็ไม่ควรขอสิ่งตอบแทนจากเจ้า เพราะนี่เป็นความรับผิดชอบของพวกเขาในฐานะพ่อแม่  ในเมื่อเป็นความรับผิดชอบและภาระผูกพันก็ควรให้เปล่า พวกเขาไม่ควรขอให้เจ้าตอบแทน  ด้วยการเลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่ พ่อแม่ของเจ้าเพียงลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตนเท่านั้น นี่ควรทำแบบให้เปล่า ไม่ใช่ในฐานะธุรกรรมแลกเปลี่ยน  ดังนั้น ในการปฏิบัติต่อพ่อแม่หรือจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับพวกเขา เจ้าจึงไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องการตอบแทน  ถ้าเจ้าปรนนิบัติพ่อแม่ ตอบแทนพวกเขา และจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับพวกเขาด้วยการนึกคิดเช่นนั้น นั่นย่อมไร้มนุษยธรรมอย่างแท้จริง  ขณะเดียวกัน การทำเช่นนั้นก็จะทำให้เจ้าโน้มเอียงที่จะถูกความรู้สึกทางเนื้อหนังของเจ้าควบคุมและพันธนาการเอาไว้ และยากที่เจ้าจะหลุดจากเรื่องที่คอยพัวพันเหล่านี้ จนเจ้าอาจจะถึงกับหลงทางเอาได้(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (17))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า เธอก็เข้าใจว่าการเลี้ยงดูลูกเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของพ่อแม่ และเป็นกฎและหลักการที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้ผู้คน พ่อของเธอเลี้ยงดูเธอและพาเธอมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และนี่คือความรับผิดชอบที่พระเจ้าประทานให้เขา เธอไม่ควรถือว่าการที่พ่อแม่เลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนเธอเป็นบุญคุณ และไม่ควรคิดที่จะพยายามตอบแทนบุญคุณอยู่ตลอดเวลา แต่เธอควรปฏิบัติต่อบุญคุณนั้นอย่างถูกต้อง เธอยังตระหนักด้วยว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้จัดเตรียมพ่อแม่และครอบครัวให้เธอ และพระเจ้าทรงเป็นผู้เฝ้าดูแลและคุ้มครองเธอ เธอนึกย้อนกลับไปตอนอายุ 18 ปี ครั้งหนึ่ง ระหว่างทางกลับบ้านหลังเลิกงาน เธอขี่มอเตอร์ไซค์ชนเข้ากับกองดินขนาดใหญ่ริมถนน เธอตีลังกากลางอากาศและตกลงมานอนหงายอยู่กลางถนน ขณะที่รถบรรทุกขนาดใหญ่คันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาพอดี คนขับเหยียบเบรกอย่างแรง และหยุดรถก่อนจะทับเธอเพียงไม่กี่ฟุต ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น ต่อให้พ่อแม่ของเธออยู่ข้างๆ พวกเขาก็ไม่สามารถปกป้องเธอได้ พระเจ้าทรงเป็นผู้คุ้มครองเธออยู่เบื้องหลัง ทำให้เธอรอดชีวิตมาได้ เธอยังนึกถึงช่วงหลายปีที่อยู่ในเรือนจำ พ่อของเธอทำได้เพียงเป็นห่วงเธอ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทุกครั้งที่เธอรู้สึกคิดลบและอ่อนแอ เธอจะนึกถึงบทเพลงนมัสการจากพระวจนะของพระเจ้า และภายใต้การชี้แนะของพระวจนะของพระเจ้า เธอก็เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและได้รับความเชื่อ เธอได้รับประสบการณ์ว่า พระเจ้าเท่านั้นคือที่พึ่งพิงที่แท้จริงของเธอ และผู้ที่เธอติดค้างมากที่สุดก็คือพระเจ้า และเธอควรนบนอบพระเจ้าและลุล่วงหน้าที่ของเธอเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า ถ้าเธอคิดแต่เรื่องกตัญญูต่อพ่อแม่โดยไม่ทำหน้าที่ของเธอ นั่นจึงจะเป็นพฤติกรรมของคนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ หลังจากเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว เธอก็มีเส้นทางแห่งการปฏิบัติที่ชัดเจนในใจ และเธอก็เต็มใจที่จะทำหน้าที่ของเธอให้ดีเพื่อปลอบโยนพระทัยของพระเจ้า

โดยไม่ทันรู้ตัว หลานอวี่ก็ไม่ได้พบพ่อของเธอมาเกือบสองปีแล้ว เธอได้รับจดหมายจากเขาเป็นครั้งคราว ในจดหมาย เขาบอกเธอว่าตำรวจยังคงคุกคามเขา เล่าว่าเขาป่วยและกินยาอยู่ และบางครั้งก็รู้สึกคิดลบ สับสน และโดดเดี่ยว พออ่านเรื่องเหล่านี้ เธอก็จะรู้สึกกังวลและเป็นห่วงพ่ออยู่บ้าง แต่แล้วเธอก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้า “พ่อแม่ของเจ้าก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ดังนั้น เจ้ายังมีอะไรให้วิตกกังวลอยู่อีก?  ความวิตกกังวลใดๆ ที่เจ้าอาจมีย่อมไร้ความจำเป็น  แต่ละคนย่อมจะดำรงชีวิตอย่างราบรื่นตามอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้าจวบจนวาระสุดท้าย สิ้นสุดการเดินทางของตนโดยไม่มีความเบี่ยงเบนอันใด  ดังนั้น ผู้คนจึงไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องนี้อีกต่อไป  ไม่ว่าเจ้าจะกตัญญูหรือไม่ ลุล่วงความรับผิดชอบที่เจ้ามีต่อพ่อแม่หรือยัง ควรตอบแทนความใจดีมีเมตตาของพ่อแม่หรือไม่—เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าควรคิดถึง นี่คือสิ่งที่เจ้าควรปล่อยมือต่างหาก(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (16))  หลานอวี่เข้าใจว่า พ่อของเธอก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเช่นกัน และไม่ว่าเขาจะต้องผ่านประสบการณ์ใด ก็ล้วนถูกพระเจ้าจัดเตรียมไว้แล้ว และสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้นั้นเหมาะสมเสมอ หลานอวี่นึกถึงตอนที่เธออยู่บ้าน พ่อของเธอปวดบริเวณถุงน้ำดีอย่างรุนแรง แม้เธอจะรู้สึกทุกข์ใจ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรเพื่อช่วยเหลือได้เลย เธอทำได้เพียงเตือนพ่อให้กินยาเท่านั้นเอง เธอยังนึกถึงตอนที่พ่อเคยคิดลบและอ่อนแอจนถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย และเมื่อไม่มีเธออยู่ข้างกาย พระเจ้าก็ทรงเป็นผู้ประทานความรู้แจ้งและชี้แนะพ่อให้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่นำและชี้แนะเขา ทำให้เขามีความเชื่อและสภาวะของเขาดีขึ้น เธอเห็นว่าพระเจ้าทรงเฝ้าดูแลและคุ้มครองผู้คนอยู่เบื้องหลังเสมอ ความกังวลของเธอนั้นไม่จำเป็น และเธอควรฝากพ่อไว้กับพระเจ้า และเพียงตั้งใจทำหน้าที่ของเธอให้ดี เมื่อเธอคิดเช่นนี้ เธอก็สามารถปล่อยมือจากความห่วงใยและความกังวลที่มีต่อพ่อของเธอได้ เมื่อมีเวลา เธอจะเขียนจดหมายถึงพ่อ เล่าถึงภาวะของเธอ แบ่งปันความเข้าใจเชิงลึกและสิ่งที่เธอได้รับในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อสภาวะของพ่อเธอไม่ดี เธอก็สามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้ากับเขา หลานอวี่ไม่ได้จมอยู่ในสภาวะที่รู้สึกติดหนี้บุญคุณพ่อของเธออีกต่อไป เธอสามารถสงบใจลงและจดจ่อกับหน้าที่ของเธอได้ เธอขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งหัวใจสำหรับการชี้แนะของพระองค์!

ก่อนหน้า:  49. ฉันไม่พึ่งพาลูกชายให้ดูแลยามแก่เฒ่าอีกต่อไป

ถัดไป:  52. ฉันไม่เป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนอีกต่อไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger