55. การชี้ให้เห็นปัญหาไม่เหมือนกับการวิจารณ์ข้อบกพร่อง

โดย ฟลอเรนซ์ อิตาลี

แม่ของฉันบอกฉันตั้งแต่เด็กว่า “เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา” และ “การไม่พูดถึงข้อเสียของเพื่อนสนิท ย่อมทำให้มิตรภาพยืนยาวและดีงาม”  แม่บอกฉันว่าถ้าสังเกตเห็นปัญหาของคนอื่น ห้ามยกขึ้นมาพูดต่อหน้าพวกเขาเด็ดขาดเพราะจะทำให้ได้ผลตอบรับที่ไม่ดี และฉันต้องทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับทุกเรื่องเพื่อรักษาสัมพันธภาพฉันมิตรกับคนอื่น  ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็จำคำพูดของแม่ขึ้นใจ  เมื่อสังเกตเห็นปัญหาของคนอื่น ฉันไม่เคยยกขึ้นมาเลย ไม่ว่าจะที่โรงเรียน หรือในหมู่ญาติและเพื่อนฝูง  ฉันจำได้ว่าตอนเรียนมัธยมต้น เพื่อนร่วมโต๊ะบอกฉันว่าคนอื่นคิดว่าเธอค่อนข้างเอาแต่ใจและชอบวางอำนาจ และไม่เต็มใจที่จะสุงสิงกับเธอ  เธอถามฉันว่าเธอเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า  ที่จริงแล้ว ฉันรู้ว่าเธอมีปัญหาเหล่านี้ และอยากจะบอกความจริงกับเธอ แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ถ้าฉันบอกความจริงกับเธอ เธอจะรู้สึกเสียหน้าและไม่อยากสุงสิงกับฉันอีกหรือเปล่า?”  ดังนั้น ฉันจึงพูดขัดกับใจตัวเองไปว่า “ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ อย่าไปฟังเรื่องไร้สาระของคนอื่นเลย”  หลังจากได้ยินเช่นนี้ เพื่อนร่วมโต๊ะของฉันก็พูดอย่างมีความสุขว่า “อย่างที่ฉันคิดไว้เลย เธอดีกว่าคนอื่น คนอื่นไม่เคยชอบฉันเลย มีแต่เธอคนเดียวที่เข้าใจฉัน”  หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของเราก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  ฉันคิดว่านี่เป็นวิธีที่ดีในการประพฤติปฏิบัติตน

ต่อมา ฉันยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และเริ่มทำหน้าที่ผลิตภาพในคริสตจักร  ทักษะทางเทคนิคของพี่น้องหญิงโคลอี้ไม่ค่อยดีนัก  ตอนที่เราหารือแนวคิดการออกแบบ เราจะถามเธอเสมอว่ามีความลำบากยากเย็นอะไรไหม  และจะตอบคำถามของเธออย่างใจเย็น  ฉันคิดว่าเธอจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้วยวิธีนี้ แต่ต่อมาฉันก็พบว่าหลังจากที่เราหารือแนวคิดกันแล้ว โคลอี้ก็ไม่ได้เริ่มผลิตทันที  แต่เธอกลับฟังเพลงนมัสการอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ใช้เวลาสักพักดูข่าวในอินเทอร์เน็ตซึ่งไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของเธอเลย  สุดท้าย ภาพที่เธอผลิตออกมาก็หยาบมาก  ฉันเห็นว่าเธอทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน ฉันจึงอยากชี้ให้เห็นปัญหาของเธอ  ในการชุมนุมครั้งหนึ่ง ฉันถามโคลอี้ว่าทำไมเธอทำภาพช้าจัง  เธอบอกว่าเป็นเพราะเจอความลำบากยากเย็น  ฉันจึงพูดว่า “ถ้าเจอความลำบากยากเย็น ก็ควรจะพูดคุยกับเราทันทีนะ แบบนี้ปัญหาจะได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุดและความคืบหน้าจะได้ไม่ล่าช้า”  เดิมทีฉันอยากจะเปิดโปงว่าเธอทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินในช่วงนั้น  แต่ฉันสังเกตเห็นว่าเธอเริ่มหงุดหงิด ฉันก็เลยกลืนคำพูดที่กำลังจะพูดลงไป  หลังจากนั้น พี่น้องหญิงคนอื่นๆ ก็ไปสามัคคีธรรมกับโคลอี้ด้วย  เธอบอกว่าฉันไม่เข้าใจความลำบากยากเย็นของเธอและเรียกร้องจากเธอเกินไป แต่เธอยอมรับเรื่องนี้จากพระเจ้าและจะปรับเปลี่ยนท่าทีในการทำหน้าที่ของตน  ฉันกังวลเล็กน้อยหลังจากได้ยินเช่นนี้ และคิดว่า “ตอนนี้โคลอี้มีอคติกับฉันแล้ว ในอนาคตเราจะเข้ากันได้ยังไง?  พี่น้องหญิงคนอื่นจะคิดว่าฉันมีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดีและไม่คำนึงถึงคนอื่นหรือเปล่า?”  หลังจากนั้น ฉันสังเกตเห็นว่าโคลอี้ทำภาพได้เร็วกว่าเดิม และคิดว่าเธอปรับปรุงตัวขึ้นบ้างแล้ว  แต่ไม่กี่วันต่อมา ฉันพบว่าเธอยังคงไม่มีสำนึกถึงความเร่งรีบในการทำหน้าที่ของตน และถึงกับดูวีดิทัศน์ของโลกที่ไม่มความเชื่อด้วย  เธอยังบ่นบ่อยๆ ด้วย โดยพูดจาทำนองว่า “ผู้ดูแลขอให้เราสร้างอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่นวัตกรรมไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น!  เราทุกคนเพิ่งจะเริ่มทำหน้าที่นี้ การเรียกร้องจากเรามากขนาดนี้ก็เท่ากับบีบให้เราทำอะไรเกินตัวไม่ใช่เหรอ?”  และ “เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันทำภาพ ก็จะมีคนคอยชี้ให้เห็นปัญหามากมายอยู่ตลอด เธอยึดติดรายละเอียดเกินไป!”  ถึงแม้ฉันกับพี่น้องหญิงอีกคนมักจะห้ามไม่ให้เธอพูดเรื่องที่เป็นลบพวกนี้ แต่เธอก็ไม่ค่อยยับยั้งชั่งใจเท่าไหร่นัก  ฉันรู้ว่าฉันควรจะชำแหละธรรมชาติและผลที่ตามมาของการกระทำของเธอ ไม่เช่นนั้นเธอจะส่งผลกระทบต่อพี่น้องหญิงคนอื่นในการทำหน้าที่ของพวกเธอ  แต่พอฉันนึกถึงอคติที่เธอมีต่อฉันหลังจากที่ฉันคุยกับเธอครั้งล่าสุด และการที่เธอถึงกับพูดต่อหน้าพี่น้องหญิงคนอื่นๆ ว่าฉันกำลังบีบให้เธอทำอะไรเกินตัว ฉันก็ลังเล ฉันคิดว่า “ถ้าฉันยังคงเปิดโปงและชำแหละปัญหาของเธอต่อไป แล้วความสัมพันธ์ของฉันกับเธอเกิดตึงเครียดขึ้นล่ะ?  บางทีฉันควรจะรายงานสถานการณ์ของเธอให้ผู้ดูแลทราบแทน แต่ถ้าโคลอี้รู้เรื่องนี้ เธอจะคิดว่าฉันแทงข้างหลังและพูดว่าฉันมีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดีหรือเปล่า?”  หลังจากคิดทบทวนแล้ว ฉันก็ยังไม่มีความกล้าที่จะชี้ให้เห็น และรายงานปัญหาของเธอ

ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ดูแลก็ได้รู้ว่าโคลอี้ทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินมาเป็นเวลานาน จึงได้มอบหมายงานใหม่ให้เธอ  ผู้ดูแลยังได้ตัดแต่งฉันด้วย โดยกล่าวว่า “คุณเห็นโคลอี้ทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินและแพร่ความคิดลบมาเป็นเวลานาน  แต่คุณก็ไม่เปิดโปงหรือรายงานเธอ คุณเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน  และไม่ได้ปกป้องงานของคริสตจักรเลยแม้แต่น้อย คุณเห็นแก่ตัวเกินไป!  คุณควรคิดทบทวนเรื่องนี้ให้ดีๆ”  คำพูดของผู้ดูแลเหมือนการตบหน้าฉันฉาดใหญ่เป็นชุด  ตอนนั้น ฉันอยากจะแทรกแผ่นดินหนีอย่างที่สุด  ต่อมา ฉันรู้สึกไม่สบายใจมากเมื่อนึกถึงสิ่งที่ผู้ดูแลพูด  ฉันถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจว่า “ทำไมฉันถึงไม่มีความกล้าที่จะเปิดโปงหรือรายงานปัญหาของโคลอี้?”  วันหนึ่งในระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าและได้รู้จักสภาวะของตัวเองมากขึ้นบ้าง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนส่วนใหญ่เต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและอยากปฏิบัติความจริง แต่บ่อยครั้งพวกเขามีเพียงความตั้งใจแน่วแน่และความปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น ทว่าความจริงยังไม่ได้กลายเป็นชีวิตในตัวพวกเขา  ดังนั้น เมื่อเจ้าเผชิญกองกำลังอันชั่วที่ก่อกวนและบ่อนทำลายงานของคริสตจักร—ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าเผชิญหน้าผู้นำเทียมเท็จที่จัดการเรื่องต่างๆ โดยละเมิดหลักธรรมและไม่ทำงานที่แท้จริง หรือคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ที่ทำชั่วและก่อกวนงานของคริสตจักร อันเป็นการทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—เจ้ากลับไม่มีความกล้าที่จะลุกขึ้นพูด  เหตุใดเจ้าจึงไม่มีความกล้านี้?  เป็นเพราะเจ้าขลาดกลัวหรือพูดไม่เก่ง หรือว่าเจ้าไม่กล้าพูดออกมาเพราะเจ้าไม่อาจมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน?  ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่เป็นผลมาจากการที่เจ้าถูกอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนตีกรอบเอาไว้เป็นสำคัญ  หนึ่งในอุปนิสัยที่เสื่อมทรามที่เจ้าเผยออกมาคืออุปนิสัยที่หลอกลวง กล่าวคือ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น สิ่งแรกที่เจ้าคำนึงถึงคือผลประโยชน์ของตนเอง ผลที่จะตามมาจากการกระทำของเจ้า และคำนึงว่าผลที่ตามมานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหรือไม่  นี่คืออุปนิสัยที่หลอกลวงมิใช่หรือ?  อีกอย่างก็คืออุปนิสัยที่เห็นแก่ตัวและเลวทราม  เจ้าคิดไปว่า การที่พวกเขาทำลายผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวอะไรกับฉัน?  ฉันไม่ใช่ผู้นำ แล้วทำไมฉันต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย?  นั่นไม่เกี่ยวกับฉัน และไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน’  ความคิดและถ้อยคำดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่เจ้าเจตนาคิดขึ้นมา แต่เจ้าคิดโดยไม่รู้ตัว—นี่คืออุปนิสัยที่เสื่อมทรามที่ผู้คนเผยออกมาเมื่อพวกเขาเผชิญปัญหา  อุปนิสัยที่เสื่อมทรามเหล่านี้ครอบงำความคิดของเจ้า มัดมือและเท้าของเจ้า และควบคุมสิ่งที่เจ้าพูด  ในหัวใจของเจ้า เจ้าอยากลุกขึ้นยืนและพูดออกมา แต่เจ้าก็มีความเคลือบแคลง และต่อให้เจ้าพูดออกมาจริง เจ้าก็พูดจาอ้อมค้อมและเหลือโอกาสไว้ให้ตัวเองเปลี่ยนใจ หรือไม่ก็พูดจาบ่ายเบี่ยงและไม่ยอมพูดความจริงโดยแท้  ผู้คนที่มีวิจารณญาณย่อมมองเรื่องนี้ออก และในความเป็นจริง เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าเจ้ายังไม่ได้พูดทุกสิ่งที่ควรพูด เจ้ายังไม่บรรลุผล เจ้าแค่ทำอย่างขอไปทีเท่านั้น และปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข  เจ้ายังไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตน แต่กลับพูดอย่างหน้าไม่อายว่าเจ้าลุล่วงแล้ว หรือกล่าวอ้างว่าในเวลานั้นเจ้ามองเห็นสิ่งต่างๆ ไม่ชัดเจน  คำกล่าวอ้างเหล่านี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่?  เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ?  เจ้าถูกอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าควบคุมเอาไว้โดยสิ้นเชิงแล้วมิใช่หรือ?… เจ้าไม่มีพลังอำนาจเหนือสิ่งที่เจ้าพูดและทำ  ต่อให้เจ้าต้องการ เจ้าก็ไม่อาจบอกความจริงหรือพูดสิ่งที่เจ้าคิดจริงๆ ได้ ต่อให้เจ้าต้องการ เจ้าก็ไม่อาจปฏิบัติตามความจริงได้ ต่อให้เจ้าต้องการ เจ้าก็ไม่อาจลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าได้  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าพูด ทำ และปฏิบัติคือการโกหก และเจ้าก็ขอไปทีไม่มีผิดเลย  เจ้าถูกอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าล่ามโซ่ตรวนและควบคุมอย่างสิ้นเชิง  เจ้าอาจต้องการที่จะยอมรับและปฏิบัติความจริง แต่นั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า  เมื่ออุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าควบคุมเจ้า เจ้าก็พูดและทำอะไรก็ตามที่อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าบอกให้เจ้าทำ  เจ้าเป็นเพียงหุ่นเชิดของเนื้อหนังอันเสื่อมทราม เจ้ากลายเป็นเครื่องมือของซาตานไปแล้ว(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  ขณะที่ฉันไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกเหมือนถูกทิ่มแทงหัวใจ  ฉันเป็นคนประเภทที่พระเจ้าได้ทรงเปิดโปง  ฉันรู้ปัญหาทั้งหมดของโคลอี้ แต่ฉันไม่กล้าเปิดโปงหรือชำแหละปัญหาเหล่านั้น  แม้แต่ตอนที่ฉันพูดอะไรออกไป ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรที่เป็นแก่นสารเลย ฉันแค่พูดครึ่งๆ กลางๆ และเก็บส่วนที่เหลือไว้ในใจ เพราะกลัวว่าจะล่วงเกินโคลอี้  เพื่อที่จะปกป้องตัวเองและรักษาสัมพันธภาพของฉันกับเธอ ฉันจึงเก็บเงียบเรื่องปัญหาของเธอ  ฉันช่างเห็นแก่ตัวและหลอกลวงเสียจริง!  โคลอี้ทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินมาโดยตลอดโดยไม่มีวี่แววของการกลับใจ  เธอยังแพร่ความคิดลบในหมู่พี่น้องชายหญิงด้วย เธอกำลังสวมบทบาทของซาตาน  ฉันไม่เพียงไม่ห้ามปรามเธอ แต่ถึงกับปกปิดให้เธอและไม่ได้รายงานปัญหาของเธอให้ผู้นำทราบ  นี่ฉันไม่ได้กำลังทำตัวเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและเป็นเกราะกำบังให้ซาตานหรอกหรือ?  ฉันเพลิดเพลินกับทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้า แต่ฉันกลับเนรคุณ และไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตัวเองเลย  ฉันไม่คู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างยิ่ง!  เมื่อคิดเช่นนี้ ฉันก็รู้สึกผิดและไม่สบายใจ และเสียใจกับการกระทำของตัวเองจริงๆ

ต่อมา ฉันเริ่มดูแลงานออกแบบศิลป์  ฉันพบว่าพี่น้องหญิงเอมิลี่ค่อนข้างโอหังและคิดว่าตนเองถูก และไม่เต็มใจที่จะยอมรับข้อเสนอแนะของคนอื่น  สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ของการผลิตภาพ  ฉันรู้ว่าฉันควรชี้ให้เห็นปัญหาของเอมิลี่และช่วยเธอปรับเปลี่ยนสภาวะนี้โดยเร็วที่สุด แต่แล้วฉันก็คิดว่า “มันจะทำร้ายจิตใจเกินไปไหมถ้าฉันชี้ให้เธอเห็นปัญหาของตัวเองตรงๆ?  ถ้าเธอรับไม่ได้และเกิดมีอคติกับฉันล่ะ?  แต่ถ้าฉันไม่พูด มันก็จะส่งผลกระทบต่องาน ฉันกำลังกลับไปทำแบบเดิมไม่ใช่เหรอ?”  ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าขอให้พระองค์ประทานความแข็งแกร่งให้ฉันปฏิบัติความจริง  จากนั้น ฉันก็พบพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ตรงกับสภาวะของฉันที่ว่า “หากเจ้ามีเจตนาและมุมมองของคนที่ชอบเอาใจผู้คน เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่ปฏิบัติความจริงหรือค้ำชูหลักธรรมในทุกเรื่อง ดังนั้นเจ้าย่อมจะล้มเหลวและล้มลงเสมอ  หากเจ้าไม่ตื่นรู้และไม่เคยแสวงหาความจริงเลย เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็คือผู้ไม่เชื่อ และเจ้าจะไม่มีวันได้รับความจริงและชีวิตเลย  แล้วเจ้าควรทำอย่างไร?  เมื่อเผชิญเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและร้องเรียกพระองค์ ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อและพละกำลังแก่เจ้า เพื่อให้เจ้าสามารถค้ำชูหลักธรรม ทำในสิ่งที่เจ้าควรทำ จัดการสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรม รักษาจุดยืนที่เจ้าควรดำรงเอาไว้ ปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า และป้องกันไม่ให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าได้รับความสูญเสียใดๆ  หากเจ้าสามารถขบถต่อผลประโยชน์ส่วนตน ความภาคภูมิใจ และมุมมองของคนที่ชอบเอาใจผู้คนของเจ้าได้ และหากเจ้าทำในสิ่งที่เจ้าควรทำด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์และแน่วแน่ เจ้าก็จะเอาชนะซาตานและได้รับความจริงในแง่มุมนี้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้หัวใจของฉันกระจ่างขึ้น  ฉันเข้าใจว่าถ้าฉันอยากละทิ้งความคิดและแนวคิดของคนที่ชอบเอาใจผู้คน ฉันต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของคริสตจักรก่อน  ไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรหรือฉันจะล่วงเกินพวกเขาหรือไม่ ฉันต้องลุล่วงความรับผิดชอบของตนและไม่ยอมให้งานของคริสตจักรได้รับผลกระทบ  คริสตจักรจัดแจงให้ฉันเป็นผู้ดูแลเพราะพวกเขาหวังว่าฉันจะรับผิดชอบต่อพี่น้องชายหญิงของฉัน และปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร  ถ้าฉันยังคงเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน และไม่ชี้ให้เห็นปัญหาของเอมิลี่ ฉันก็กำลังทำร้ายเธอและทำให้งานของคริสตจักรเสียหาย  หลังจากนั้น ฉันได้ชำแหละ ธรรมชาติและผลที่ตามมาของการกระทำของเธอโดยอาศัยพระวจนะของพระเจ้า  ฉันยังได้พูดคุยถึงผลเสียที่อุปนิสัยโอหังก่อนหน้านี้ของฉันมีต่องานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของฉันเองด้วย  สิ่งที่ฉันไม่ได้คาดคิดก็คือ หลังจากได้ยินเช่นนี้ เอมิลี่ไม่เพียงแต่ไม่มีอคติต่อฉัน แต่ยังได้เข้าใจปัญหาของเธอโดยอาศัยพระวจนะของพระเจ้าและเต็มใจที่จะปรับปรุงตัว  นอกจากนี้ เอมิลี่ก็ไม่ได้ตีตัวออกห่างจากฉันเพราะเรื่องนี้  เธอจะเปิดใจสามัคคีธรรมกับฉันเรื่องความเสื่อมทรามที่เธอเผยออกมาในการทำหน้าที่ของตนหรือความลำบากยากเย็นที่เธอเผชิญ  จากประสบการณ์นี้ ฉันได้ลิ้มรสความหวานชื่นของการปฏิบัติความจริง และฉันก็รู้สึกสบายใจเป็นพิเศษ

ในปี 2024 ฉันได้รับเลือกเป็นผู้นำกลุ่ม รับผิดชอบการชุมนุมของกลุ่ม  ในการชุมนุม ฉันพบว่าเวลาสามัคคีธรรม พี่น้องหญิงอลิซมักจะพูดนอกเรื่อง และเธอมักใช้การสามัคคีธรรมของตัวเองในการตัดสินคนอื่น  ครั้งหนึ่ง หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า อลิซไม่ได้ใช้พระวจนะเหล่านั้นเพื่อทำความรู้จักตัวเอง  แต่เธอกลับพูดว่าโอลิเวียมีอุปนิสัยโอหัง ว่าเธอเคยให้คำแนะนำโอลิเวียหลายครั้งในอดีต แต่โอลิเวียรู้สึกคัดค้านอย่างมากและพูดจารุนแรง ซึ่งบีบคั้นและทำร้ายเธอ  จากนั้นเธอก็พูดถึงเรื่องที่เธอได้ช่วยเหลือโอลิเวียด้วยความรัก  เมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนี้ ฉันก็คิดในใจว่า “พูดแบบนี้เท่ากับเธอต่อว่าคนอื่นเพื่อยกย่องตัวเองไม่ใช่หรือ?  ถ้าโอลิเวียมีปัญหาเหล่านี้จริงๆ เธอก็ไปหาโอลิเวียเป็นการส่วนตัวเพื่อชี้ให้เห็นปัญหาและสามัคคีธรรมกับเธอก็ได้ เธอไม่ควรใช้การชุมนุมมาระบายความไม่พอใจของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น การสามัคคีธรรมของเธอก็ออกนอกหัวข้อการชุมนุมไปแล้ว ฉันต้องรีบหยุดเธอ”  แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ถ้าฉันขัดจังหวะเธอตรงๆ จะทำให้เธอเสียหน้าและเกิดอคติกับฉันหรือเปล่า?  ช่างเถอะ รอให้การชุมนุมจบแล้วค่อยคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวดีกว่า”  ดังนั้น ฉันจึงไม่ได้หยุดเธอ  ฉันแค่พูดสั้นๆ ว่า “ทุกคนควรใส่ใจเรื่องเวลาในการสามัคคีธรรมด้วยนะคะ คนอื่นจะได้มีเวลาพอที่จะสามัคคีธรรม”  ฉันอยากจะคุยกับอลิซเรื่องปัญหาของเธอหลังการชุมนุม แต่แล้วฉันก็ได้ยินจากพี่น้องหญิงคนอื่นๆ ว่าแต่ก่อนอลิซตัดสินคนอื่นลับหลังอยู่บ่อยๆ พี่น้องหญิงคนหนึ่งเคยล่วงเกินอลิซ อลิซจึงพูดจาไม่ดีลับหลังพี่น้องหญิงคนนี้ และถึงกับมองเธออย่างเย็นชา ทำให้พี่น้องหญิงคนนั้นรู้สึกอึดอัด  ฉันใจหาย และก็คิดว่า “ถ้าฉันชี้ให้เห็นปัญหาของเธอแล้วไปล่วงเกินเธอเข้า เธอจะปฏิบัติต่อฉันแบบเดียวกันไหม?  จะอึดอัดขนาดไหนถ้าในอนาคตเราต้องเจอกันบ่อยๆ!  บางทีฉันควรจะรายงานสถานการณ์ของเธอให้ผู้นำทราบนะ”  แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ฉันกับอลิซก็เข้ากันได้ค่อนข้างดี แถมในชีวิตประจำวันเธอก็ดูแลฉันเป็นอย่างดี ถ้าฉันแอบรายงานปัญหาของเธอลับหลัง ก็จะดูเล่นไม่ซื่อเกินไปหน่อยนะ จะไม่เท่ากับแทงข้างหลังเธอหรอกหรือ?  ถ้าเธอรู้ว่าฉันเป็นคนรายงานปัญหาของเธอ เธอจะผูกใจเจ็บและตัดสินฉันลับหลังไหม?  ช่างเถอะ อย่าทำลายความสัมพันธ์ที่ฉันมีกับเธอในตอนนี้เลยดีกว่า”  เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉันจึงล้มเลิกความคิดที่จะชี้ให้เห็นปัญหาของอลิซ

ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีพี่น้องหญิงสองคนมารายงานสถานการณ์ของอลิซให้ฉันฟัง  พี่น้องหญิงคนหนึ่งบอกว่าอลิซพูดนอกเรื่องอยู่เสมอเวลาสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งกินเวลาในการชุมนุมมากโดยไม่ได้เสริมสร้างหรือเป็นประโยชน์ต่อใครเลย  พี่น้องหญิงอีกคนก็บอกว่าอลิซตัดสินคนอื่นและเอาปัญหาของคนอื่นมาพูดในการชุมนุมอยู่เสมอ  เรื่องนี้ลากผู้คนเข้าไปพัวพันกับการถกเถียงเรื่องหยุมหยิมว่าใครถูกใครผิด และรบกวนชีวิตคริสตจักรอยู่บ้าง  เมื่อได้ยินพี่น้องหญิงพูดเช่นนี้ ฉันก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย  ฉันรู้ปัญหาของอลิซเป็นอย่างดี แต่กลับไม่ได้ชี้ให้เห็นหรือรายงานปัญหาเหล่านั้น  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะฉันไร้ความรับผิดชอบ  ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้ดูวีดิทัศน์คำพยานจากประสบการณ์เรื่องหนึ่ง  พระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนที่ถูกอ้างถึงในวีดิทัศน์กินใจและทำให้ฉันได้รู้จักตัวเองบ้าง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เจ้าทั้งปวงกล่าวว่าเจ้าคำนึงถึงพระภาระของพระเจ้า และจะปกป้องคำพยานของคริสตจักร แต่ใครหรือในหมู่พวกเจ้าที่ได้คำนึงถึงพระภาระของพระเจ้าจริงๆ?  จงถามตัวเจ้าเองว่า เจ้าเป็นใครคนหนึ่งซึ่งได้แสดงให้เห็นความคำนึงถึงพระภาระของพระองค์หรือไม่?  เจ้าสามารถปฏิบัติความชอบธรรมเพื่อพระองค์หรือไม่?  เจ้าสามารถยืนขึ้นและพูดเพื่อเราหรือไม่?  เจ้าสามารถนำความจริงมาปฏิบัติอย่างหนักแน่นมั่นคงหรือไม่?  เจ้ากล้าพอที่จะต่อสู้กับความประพฤติทั้งปวงของซาตานหรือไม่?  เจ้าจะสามารถวางความรู้สึกของเจ้าและเปิดโปงซาตานเพื่อเห็นแก่ความจริงของเราได้หรือไม่?  เจ้าจะสามารถยอมให้ในตัวเจ้ามีการสนองเจตนารมณ์ของเราหรือไม่?  เจ้าเคยมอบถวายหัวใจของเจ้าในชั่วขณะที่สำคัญยิ่งยวดที่สุดหรือไม่?  เจ้าใช่คนที่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของเราหรือไม่?  จงถามคำถามเหล่านี้กับตัวเจ้าเอง และคิดเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ให้บ่อย(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 13)  “เมื่อความจริงกลายเป็นชีวิตของเจ้าแล้ว ถ้าเจ้าเห็นใครหมิ่นประมาทพระเจ้า ไม่ยำเกรงพระเจ้า ทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน หรือขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร เจ้าย่อมจะปฏิบัติต่อพวกเขาตามหลักธรรมความจริงได้ มีวิจารณญาณแยกแยะคนที่ควรแยกแยะ และเปิดโปงคนที่ควรเปิดโปง  หากความจริงยังไม่ได้กลายเป็นชีวิตของเจ้า และเจ้ายังคงดำรงชีวิตภายในอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้า เช่นนั้นแล้ว ยามที่เจ้าพบคนชั่วและมารที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนต่องานของคริสตจักร เจ้าจะทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เจ้าจะปัดเรื่องเหล่านั้นไปก่อน โดยไม่มีการตำหนิมาจากมโนธรรมของเจ้า  เจ้าจะถึงขั้นคิดเสียด้วยซ้ำว่า การที่ใครบางคนที่เป็นเหตุให้เกิดการก่อกวนต่องานในคริสตจักรนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าเลย  ไม่ว่างานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะเสียหายเพียงใด เจ้าก็ไม่ใส่ใจ ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย หรือรู้สึกผิด—ซึ่งทำให้เจ้าเป็นใครบางคนที่ไม่มีมโนธรรมหรือเหตุผล เป็นผู้ไม่เชื่อ เป็นคนลงแรง  เจ้ากินสิ่งที่เป็นของพระเจ้า ดื่มสิ่งที่เป็นของพระเจ้า และสุขสำราญกับทั้งหมดที่มาจากพระเจ้า กระนั้นก็ยังรู้สึกว่าความเสียหายใดๆ ที่เกิดกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้านั้นไม่เกี่ยวกับเจ้า—ซึ่งทำให้เจ้าเป็นคนทรยศที่แว้งกัดมือที่ชุบเลี้ยงเจ้า  หากเจ้าไม่ปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า เจ้ายังนับเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ?  นี่คือปีศาจที่แฝงตัวเข้ามาในคริสตจักร  เจ้าแสร้งทำเป็นเชื่อในพระเจ้า แกล้งทำตัวเป็นประชากรคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และเจ้าต้องการทำตัวเอาแต่กินอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า  เจ้าไม่ได้ดำรงชีวิตแบบมนุษย์คนหนึ่ง เหมือนปีศาจมากกว่าคน และเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ไม่เชื่ออย่างชัดเจน  คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง แม้จะยังไม่ได้รับความจริงและชีวิต แต่อย่างน้อยที่สุด คำพูดและการกระทำของพวกเขาย่อมจะอยู่ฝ่ายพระเจ้า อย่างน้อยที่สุด พวกเขาจะไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ เมื่อเห็นว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้รับความเสียหาย  ถ้าพวกเขาพยายามเพิกเฉย พวกเขาก็จะรู้สึกว่าถูกมโนธรรมตำหนิและไม่สบายใจ พวกเขาจะบอกตนเองว่า ‘ฉันจะนั่งเฉยและไม่ทำอะไรไม่ได้  ฉันต้องลุกขึ้นพูดอะไรบางอย่าง ต้องลุล่วงความรับผิดชอบของฉัน  ฉันต้องก้าวออกไปเปิดโปงและหยุดยั้งการทำชั่วนี้ เพื่อพิทักษ์รักษาไม่ให้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย และเพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตคริสตจักรจะไม่ถูกก่อกวน’  ถ้าความจริงกลายเป็นชีวิตของเจ้าในหัวใจของเจ้าแล้ว ไม่เพียงเจ้าจะมีความกล้าหาญและความมุ่งมั่นนี้เท่านั้น แต่เจ้ายังจะสามารถมองทะลุเรื่องนี้ได้อีกด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะสามารถลุล่วงความรับผิดชอบในส่วนที่เจ้าพึงมีต่อพระราชกิจของพระเจ้าและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระองค์ได้ และเมื่อทำดังนี้ หน้าที่ของเจ้าก็จะลุล่วง  หากเจ้าสามารถพิจารณาหน้าที่ของเจ้า เสมือนเป็นความรับผิดชอบและภาระผูกพัน และเสมือนพระบัญชาของพระเจ้า และเจ้ารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเผชิญหน้ากับพระเจ้าและมโนธรรมของเจ้า แล้วเจ้าจะไม่ใช้ชีวิตตามความสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรีของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือ?  ความประพฤติและพฤติกรรมของเจ้าก็คงจะเป็น ‘การยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว’ ที่พระองค์ตรัสถึง  เจ้าจะปฏิบัติแก่นแท้ของพระวจนะเหล่านี้และใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะเหล่านี้  เมื่อความจริงกลายเป็นชีวิตของบุคคลหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมมีความสามารถที่จะใช้ชีวิตตามความเป็นจริงนี้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกผิดและเป็นทุกข์  ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า เมื่อเราเห็นผู้คนขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักร เราก็ควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและลุกขึ้นมาหยุดยั้งสิ่งนี้ เพื่อที่พี่น้องชายหญิงจะได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และสามัคคีธรรมความจริงในสภาพแวดล้อมที่ดี  ฉันทบทวนตัวเอง  ฉันรู้ดีว่าอลิซมักจะพูดนอกเรื่องเวลาชุมนุม และมักจะตัดสินและด้อยค่าคนอื่นลับหลัง ซึ่งเป็นการขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักร  แต่ เพื่อไม่ให้เป็นการล่วงเกินเธอ ฉันจึงหดหัวอยู่ในกระดองเหมือนเต่า ทำตัวขี้ขลาด และไม่กล้าห้ามปรามเธอ และฉันก็ไม่กล้าเปิดโปงหรือชำแหละธรรมชาติของการกระทำของเธอด้วย  ชีวิตฉันช่างน่าสมเพชเสียจริง!  ฉันทั้งเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ รู้แต่วิธีปกป้องตัวเอง  ฉันกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับนำไปปฏิบัติไม่ได้  ฉันนิ่งเฉยขณะที่อลิซก่อกวนชีวิตคริสตจักร  ฉันเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าตรงไหน?  ฉันช่างเนรคุณ ฉันไม่คู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า!  ฉันรู้สึกผิดและไม่สบายใจอย่างที่สุด จึงแอบเข้าไปในห้องน้ำแล้วตบหน้าตัวเอง  ฉันถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ทำไมแค่พูดความจริงคำเดียวถึงยากสำหรับฉันนัก?  ทำไมฉันถึงเห็นแก่ตัวขนาดนี้?”  พอกลับมาที่ห้อง ฉันก็อธิษฐานถึงพระเจ้าว่า  “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ผิดไปแล้ว ข้าพระองค์ไม่อยากมีชีวิตแบบนี้อีกต่อไปแล้ว ข้าพระองค์อยากปฏิบัติความจริงและเป็นคนที่มีสำนึกของความยุติธรรม โปรดทรงนำข้าพระองค์ให้ได้รับความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับตนเองด้วยเถิด”

หลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งและได้เข้าใจเหตุผลที่ฉันไม่กล้าชี้ให้เห็นปัญหาของคนอื่น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “มีหลักปรัชญาของการติดต่อเจรจาทางโลกข้อหนึ่งที่กล่าวว่า ‘การไม่พูดถึงข้อเสียของเพื่อนสนิท ย่อมทำให้มิตรภาพยืนยาวและดีงาม’  นี่หมายความว่า เพื่อรักษามิตรภาพอันดีนี้เอาไว้ คนเราต้องนิ่งเงียบในเรื่องปัญหาของเพื่อน ต่อให้พวกเขามองเห็นปัญหาเหล่านั้นชัดเจนก็ตาม  พวกเขายึดปฏิบัติตามหลักของการไม่ชกหน้าผู้คนหรือพูดถึงข้อบกพร่องของพวกเขา  พวกเขาหลอกลวงกัน ต่างฝ่ายต่างปกปิดเรื่องราว และต่างก็วางแผนเล่นงานกัน  แม้พวกเขาจะรู้อย่างชัดแจ้งว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบใด แต่พวกเขาก็ไม่พูดออกมาตรงๆ กลับใช้วิธีการอันฉลาดแกมโกงเพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้  เหตุใดคนเราจึงอยากรักษาสัมพันธภาพเช่นนี้เอาไว้?  นี่เป็นเรื่องของการไม่อยากสร้างศัตรูในสังคม ภายในกลุ่มของตน ซึ่งย่อมจะหมายถึงการทำให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอยู่บ่อยครั้ง  เมื่อรู้ว่าหลังจากที่เจ้าพูดถึงข้อบกพร่องหรือทำร้ายความรู้สึกของใครบางคนแล้ว พวกเขาจะพลอยกลายเป็นศัตรูของเจ้าและทำร้ายเจ้า และเจ้าก็ไม่อยากพาตนเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น เจ้าก็ใช้หลักปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกที่ว่า ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’  เมื่อเป็นเช่นนี้ หากคนสองคนมีสัมพันธภาพแบบนี้ นับว่าพวกเขาเป็นเพื่อนแท้กันหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาไม่ใช่เพื่อนแท้ และยิ่งไม่ใช่คนรู้ใจกัน  ดังนั้น แท้จริงแล้วนี่เป็นสัมพันธภาพชนิดใด?  เป็นสัมพันธภาพพื้นฐานในสังคมมิใช่หรือ?  (ใช่)  ในสัมพันธภาพทางสังคมเช่นนี้ ผู้คนไม่สามารถร่วมหารือกันจากใจสู่ใจ หรือมีความสัมพันธ์อันแนบแน่น หรือพูดทุกสิ่งที่พวกเขาอยากพูดได้  พวกเขาไม่สามารถพูดสิ่งที่อยู่ในใจ หรือปัญหาที่พวกเขาเห็นในตัวผู้อื่น หรือคำพูดที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นออกมาดังๆ ได้  พวกเขากลับหยิบยกสิ่งดีๆ ขึ้นมาพูดเพื่อประจบเอาใจผู้อื่น  พวกเขาไม่กล้าพูดความจริงหรือค้ำชูหลักธรรม ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเกิดความคิดอันไม่เป็นมิตรต่อพวกเขา  เมื่อไม่มีใครเป็นภัยคุกคาม คนคนนั้นย่อมมีชีวิตที่ค่อนข้างสบายและสงบสุขมิใช่หรือ?  นี่คือเป้าหมายของผู้คนในการส่งเสริมคำกล่าวที่ว่า ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ มิใช่หรือ?  (ใช่)  ชัดเจนว่านี่คือวิธีเอาตัวรอดที่คดเคี้ยวและหลอกลวงโดยมีการปกป้องตนเองเป็นองค์ประกอบ ซึ่งจุดหมายก็คือเพื่อรักษาตัวให้รอด  การใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้ผู้คนไม่มีคนรู้ใจ ไม่มีเพื่อนสนิทที่พวกเขาสามารถพูดเรื่องอะไรก็ได้ที่ตนอยากพูด  ระหว่างผู้คน มีเพียงต่างฝ่ายต่างปกป้องตนเองต่างฝ่ายต่างช่วงใช้กัน และต่างฝ่ายต่างมีกลยุทธ์ แต่ละคนต่างก็กอบโกยสิ่งที่ตนต้องการจากสัมพันธภาพนี้  เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  เมื่อดูมูลเหตุแล้ว จุดหมายของคำกล่าวที่ว่า ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ ก็คือการไม่ล่วงเกินผู้อื่นและไม่สร้างศัตรู ปกป้องตนเองโดยไม่ทำร้ายใคร  นี่เป็นชั้นเชิงและวิธีการที่คนเราใช้ป้องกันตนเองไม่ให้ถูกทำร้าย  เมื่อพิจารณาแก่นแท้ของวิธีการดังกล่าวจากหลายๆ แง่มุม การกำหนดให้ผู้คนมีการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมแบบ ‘เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ นั้นเป็นข้อกำหนดที่ประเสริฐหรือไม่?  ใช่ข้อกำหนดที่เป็นบวกหรือไม่?  (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้ว ข้อกำหนดนี้สอนอะไรแก่ผู้คน?  สอนว่าเจ้าต้องไม่ล่วงเกินหรือทำร้ายใคร มิฉะนั้นในที่สุดเจ้าเองจะเจ็บตัว และเจ้าไม่ควรไว้ใจใครอีกด้วย  ถ้าเจ้าทำร้ายเพื่อนที่ดีของเจ้าไม่ว่าคนใด มิตรภาพก็จะเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ กล่าวคือ พวกเขาจะเปลี่ยนจากการเป็นเพื่อนที่ดีและคุ้นเคยของเจ้าไปเป็นคนแปลกหน้าหรือศัตรู  การสอนแบบนี้แก้ปัญหาอะไรได้จริงบ้าง?  ด้วยการทำตัวแบบนี้ ต่อให้เจ้าไม่สร้างศัตรูและถึงกับหมดศัตรูไปบ้าง แต่นี่จะทำให้ผู้อื่นเลื่อมใสเจ้า เห็นชอบในตัวเจ้า และให้เจ้าเป็นเพื่อนตลอดไปกระนั้นหรือ?  นี่ได้มาตรฐานของการประพฤติปฏิบัติทางศีลธรรมโดยสมบูรณ์แล้วหรือ?  อย่างมากที่สุดนี่ก็เป็นเพียงปรัชญาของการติดต่อเจรจาทางโลกเท่านั้น(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (8))  ขณะที่ฉันไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าที่ฉันไม่สามารถปฏิบัติความจริง และไม่กล้าชี้ให้เห็นปัญหาของคนอื่น เป็นเพราะปรัชญาและกฎเกณฑ์ของซาตานได้หยั่งรากลึกในหัวใจของฉัน  พ่อแม่สอนฉันตั้งแต่เด็กว่า “เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา” “การไม่พูดถึงข้อเสียของเพื่อนสนิท ย่อมทำให้มิตรภาพยืนยาวและดีงาม” และ “ในเมื่อพูดตรงไม่เป็นที่ชอบใจ ก็จงกล่าวคำพูดเอออวยเอาใจไปกับความรู้สึกและเหตุผลของผู้อื่นเสียเถิด”  พ่อแม่สอนให้ฉันระมัดระวังและรอบคอบอย่างมากในการคบหาสมาคมกับผู้อื่น และอย่าเปิดโปงปัญหาของคนอื่นต่อหน้าพวกเขา เพื่อจะได้ไม่ล่วงเกินจนถูกพวกเขาแก้แค้นและทำร้ายเอาได้  ฉันดำเนินชีวิตตามความคิดและแนวคิดเหล่านี้มาโดยตลอด  สมัยเรียนหนังสือ เมื่อเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะชอบวางอำนาจและยกตนข่มท่าน ฉันไม่เคยชี้ให้เห็นปัญหาของเธอเลย เพราะฉันกลัวว่าจะล่วงเกินเธอ  ฉันถึงกับหลอกเธอ โดยพูดขัดกับใจตัวเอง  หลังจากฉันเริ่มเชื่อในพระเจ้า โคลอี้กับฉันก็ทำหน้าที่ร่วมกัน  ฉันรู้ดีว่าเธอทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินและยังแพร่ความคิดลบ ก่อกวนการทำหน้าที่ของคนอื่น แต่เพื่อปกป้องตัวเอง ฉันไม่เคยเต็มใจที่จะเปิดโปงหรือชำแหละปัญหาของเธอเลย  ฉันสังเกตว่าอลิซมักจะพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมในการชุมนุม และถึงกับตัดสินคนอื่นด้วย  แต่ฉันก็ไม่เคยเต็มใจที่จะชำแหละปัญหาของเธอเพราะกลัวว่าเธอจะแก้แค้นและตัดสินฉัน ฉันจึงได้แต่นิ่งเฉยและดูเธอรบกวนชีวิตคริสตจักร  ผ่านการใช้ชีวิตตามปรัชญาและกฎเกณฑ์ของซาตาน ฉันกลายเป็นคนปลิ้นปล้อนและหลอกลวง และไม่มีความจริงใจเลยตอนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น  ภายนอก ฉันดูเหมือนเป็นคนใจดี และเข้ากับโคลอี้และอลิซได้ดี  แต่เมื่อฉันเห็นปัญหาของพวกเธอ ฉันกลับไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ หรือแสดงความรักที่แท้จริงต่อพวกเธอเลย  ความใจดีของฉันที่มีต่อพวกเธอนั้นล้วนจอมปลอมและเสแสร้ง เพียงเพื่อรักษาสายสัมพันธ์ทางเนื้อหนัง และทำให้พวกเธอเข้ากับฉันได้อย่างกลมเกลียว  ฉันมันปลิ้นปล้อนและหลอกลวงอย่างที่สุดจริงๆ!  ฉันรู้ตัวว่าได้สูญเสียมโนธรรมและเหตุผลไปนานแล้วด้วยการดำเนินชีวิตตามปรัชญาและกฎเกณฑ์ของซาตาน จนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวและขี้ขลาดอย่างยิ่ง และกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและเป็นเกราะกำบังให้ซาตานโดยไม่รู้ตัว  ถ้าฉันเป็นแบบนี้ต่อไปโดยไม่ปรับปรุงตัว ฉันจะถูกพระเจ้าทรงเกลียดและทรงกำจัดออกไปอย่างแน่นอน!

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติม และได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพิษของซาตานที่ว่า “เวลาชกผู้อื่น อย่าชกหน้า เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา” พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “คำว่า ‘วิจารณ์’ ในคำกล่าวที่ว่า ‘เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ นั้นดีหรือไม่ดี?  คำว่า ‘วิจารณ์’ มีด้านที่หมายถึงการเผยหรือเปิดโปงผู้คนในพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่มี)  ตามความเข้าใจที่เรามีต่อคำว่า ‘วิจารณ์’ ในภาษามนุษย์ คำนี้ไม่ได้หมายความเช่นนั้น  แก่นแท้ของคำนี้คือการเปิดโปงในรูปแบบที่ค่อนข้างมุ่งร้าย หมายถึงการเปิดโปงปัญหาและข้อบกพร่องของผู้คนออกมา หรือเรื่องราวและพฤติกรรมบางอย่างที่ผู้อื่นไม่รู้ หรือแผนร้าย แนวคิด หรือทัศนะบางอย่างที่ดำเนินการอยู่เบื้องหลัง  นี่คือความหมายของคำว่า ‘วิจารณ์’ ในคำกล่าวที่ว่า ‘เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’  ถ้าคนสองคนไปกันได้ดีและเป็นคนที่รู้ใจกัน ไม่มีกำแพงขวางกั้นระหว่างพวกเขา ต่างคนต่างก็หวังที่จะทำประโยชน์และช่วยเหลืออีกฝ่าย เช่นนั้นแล้วก็ย่อมจะเป็นการดีที่สุดที่พวกเขาจะนั่งลงแจกแจงปัญหาของแต่ละฝ่ายอย่างเปิดเผยและจริงใจ  เช่นนี้จึงถูกควร และไม่ใช่การวิจารณ์ข้อบกพร่องของผู้อื่น  ถ้าเจ้าพบเจอปัญหาของผู้อื่น แต่เห็นว่าพวกเขายังไม่สามารถยอมรับคำแนะนำจากเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วก็จงอย่าพูดสิ่งใดเลยเพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะหรือขัดแย้งกัน  ถ้าเจ้าอยากช่วยเหลือพวกเขา เจ้าก็ขอความเห็นและถามพวกเขาก่อนได้ว่า ‘ฉันเห็นว่าคุณมีปัญหานิดหน่อย และฉันหวังจะให้คำแนะนำบางอย่างแก่คุณ  ฉันไม่รู้ว่าคุณจะยอมรับได้หรือไม่  ถ้าคุณยอมรับได้ ฉันก็จะบอกคุณ  ถ้าคุณยอมรับไม่ได้ ฉันจะเก็บไว้กับตัวก่อนและจะไม่พูดอะไร’  หากพวกเขาพูดว่า ‘ฉันเชื่อใจคุณ  อะไรก็ตามที่คุณจำต้องพูด ย่อมจะไม่ล้ำเส้น ฉันยอมรับได้’ นั่นก็หมายความว่าเจ้าได้รับอนุญาตแล้ว และเจ้าก็สามารถสื่อสารปัญหาของพวกเขาให้พวกเขาฟังทีละข้อ  พวกเขาไม่เพียงจะยอมรับทุกสิ่งที่เจ้าพูด แต่ยังได้ประโยชน์จากการทำเช่นนี้ด้วย และพวกเจ้าทั้งสองก็จะยังคงรักษาสัมพันธภาพที่ปกติไว้ได้  นั่นคือการปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจมิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างถูกต้อง และไม่ใช่การวิจารณ์ข้อบกพร่องของผู้อื่น  การไม่ ‘วิจารณ์ข้อบกพร่องของผู้อื่น’ ตามคำกล่าวที่พูดถึงอยู่นี้หมายถึงอะไร?  หมายถึงการไม่พูดถึงความขาดตกบกพร่องของผู้อื่น ไม่พูดถึงปัญหาที่พวกเขาห้ามพูดเป็นอันขาด ไม่เปิดโปงแก่นแท้ของปัญหาของพวกเขา และไม่วิจารณ์แก่นแท้นั้นอย่างโจ่งแจ้งมากนัก  นี่หมายถึงการให้ข้อสังเกตบางอย่างในระดับที่ผิวเผินก็พอ พูดสิ่งที่ทุกคนพูดกัน  พูดสิ่งที่คนคนนั้นรู้ได้อยู่แล้ว และไม่เปิดเผยข้อผิดพลาดที่คนคนนั้นทำไว้ก่อนหน้านี้หรือประเด็นที่ละเอียดอ่อน  คนคนนั้นจะได้ประโยชน์อะไรหากเจ้าทำเช่นนี้?  บางทีเจ้าอาจจะไม่ได้ล่วงเกินพวกเขาหรือทำให้พวกเขากลายเป็นศัตรู แต่สิ่งที่เจ้าทำลงไปก็ไม่ได้ช่วยหรือให้ประโยชน์แก่พวกเขาเลย  เพราะฉะนั้น วลีที่ว่า ‘อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของผู้อื่น’ จึงเป็นการหลบหลีกและเป็นการใช้เล่ห์เหลี่ยมรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ผู้คนปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ  คนเราอาจกล่าวได้ว่าการทำเช่นนี้คือการเก็บงำเจตนาอันชั่วเอาไว้ ไม่ใช่การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างถูกต้อง  ผู้ไม่เชื่อถึงกับมองว่าวลี ‘เวลาวิจารณ์ผู้อื่น อย่าวิจารณ์ข้อบกพร่องของพวกเขา’ คือสิ่งที่ผู้มีศีลธรรมอันประเสริฐควรทำ  ชัดเจนว่านี่คือการมีปฏิบัติสัมพันธ์กับผู้อื่นในลักษณะที่หลอกลวง ซึ่งผู้คนใช้ปกป้องตนเอง ไม่ใช่รูปแบบของการมีปฏิสัมพันธ์ที่ถูกควรแต่อย่างใด  การไม่วิจารณ์ข้อบกพร่องของผู้อื่นนั้นย่อมไม่จริงใจ และการวิจารณ์ข้อบกพร่องของผู้อื่นก็อาจมีเจตนาแอบแฝง(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร (8))  “อย่างน้อยที่สุดประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ควรมีมโนธรรมและสำนึก มีปฏิสัมพันธ์ คบค้าสมาคม และทำงานร่วมกับผู้อื่นตามหลักธรรมและมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คน  นี่คือแนวทางที่ดีที่สุด  สามารถทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้  แล้วพระเจ้าทรงกำหนดหลักธรรมความจริงไว้ว่าอย่างไร?  ว่าผู้คนพึงเข้าอกเข้าใจผู้อื่นในยามที่อีกฝ่ายอ่อนแอและคิดลบ คำนึงถึงความเจ็บปวดและความยุ่งยากของพวกเขา จากนั้นก็ไถ่ถามถึงเรื่องราวเหล่านี้ เสนอความช่วยเหลือและการเกื้อหนุน อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้พวกเขาฟังเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขา ทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและเลิกอ่อนแอ และพาพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  การปฏิบัติเช่นนี้ตรงตามหลักธรรมมิใช่หรือ?  การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมตรงตามหลักธรรมความจริง  ตามปกติแล้วสัมพันธภาพแบบนี้ยิ่งสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงมากขึ้น  เมื่อผู้คนจงใจก่อให้เกิดการรบกวนและขัดขวาง หรือจงใจทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน ถ้าเจ้ามองเห็นดังนี้และสามารถชี้สิ่งเหล่านี้ให้พวกเขาเห็นได้ ว่ากล่าว และช่วยเหลือพวกเขาตามหลักธรรม เช่นนี้ก็ย่อมเป็นไปตามหลักธรรมความจริง  ถ้าเจ้าทำเป็นมองไม่เห็น หรือเห็นดีเห็นงามไปกับพฤติกรรมของพวกเขาและปกปิดให้ และไปไกลถึงขั้นกล่าวสิ่งดีๆ เพื่อสรรเสริญและยกย่องพวกเขา การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน รับมือเรื่องต่างๆ และจัดการปัญหาด้วยวิธีเหล่านี้ย่อมเห็นได้ชัดว่าขัดกับหลักธรรมความจริง และไม่มีหลักการรองรับในพระวจนะของพระเจ้า  ดังนั้น การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและรับมือเรื่องต่างๆ ด้วยวิธีเหล่านี้จึงชัดเจนว่าไม่ถูกควร และแท้จริงแล้วก็ไม่ได้ค้นพบโดยง่ายถ้าไม่มีการชำแหละและใช้วิจารณญาณแยกแยะวิธีการเหล่านี้ตามพระวจนะของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (14))  พระวจนะของพระเจ้าช่วยไขข้อข้องใจของฉัน  ฉันเคยคิดว่าการชี้ให้เห็นปัญหาและข้อบกพร่องของคนอื่นคือการวิจารณ์พวกเขา และจะทำร้ายจิตใจพวกเขา  ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าหากเราพบว่าใครทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน หรือขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักร เราก็ควรทำตามหลักธรรมและชี้ให้เห็นปัญหาของพวกเขาอย่างทันท่วงที และหากจำเป็น เราก็ตัดแต่งพวกเขาได้  ต่อให้เราพูดจารุนแรง ตราบใดที่สิ่งที่เราพูดสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และเรามีเจตนาที่จะช่วยเหลือพวกเขาและปกป้องงานของคริสตจักร นี่ก็ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นบวก และคนที่ยอมรับความจริงจะปฏิบัติต่อสิ่งนี้ได้อย่างถูกต้อง  ถ้าหลังถูกตัดแต่งพวกเขาไม่ยอมรับหรือไม่กลับใจ เราก็สามารถรายงานพวกเขาต่อผู้นำระดับสูงได้  นี่ไม่ใช่การวิจารณ์หรือการแทงข้างหลังพวกเขา แต่เป็นการปกป้องงานของคริสตจักร  การวิจารณ์ใครสักคนนั้นทำไปโดยมีเจตนาแอบแฝง อคติและความเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกเขา  เป็นการคอยจับผิดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาและทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นการเยาะเย้ย การด้อยค่า และการล้อเลียนพวกเขา เป็นการจงใจทำร้ายจิตใจพวกเขา  สิ่งนี้ไม่อาจเสริมสร้างหรือเป็นประโยชน์ใดๆ ต่อพวกเขาเลย และรังแต่จะทำให้พวกเขาคิดลบและเป็นทุกข์  นี่ต่างหากคือการวิจารณ์ผู้คน  ฉันมีทัศนะที่ผิดอยู่ภายในตัวด้วย โดยเชื่อว่าการรายงานปัญหาของคนอื่นให้ผู้นำทราบคือการกล่าวหาอย่างมุ่งร้ายหรือการแทงข้างหลังพวกเขา  ที่จริงแล้ว การรายงานปัญหาที่พบอย่างทันท่วงทีคือการปกป้องงานของคริสตจักร เป็นความรับผิดชอบที่ผู้คนควรลุล่วง  การแทงข้างหลังใครสักคนหรือการกล่าวหาอย่างมุ่งร้ายคือการบิดเบือนข้อเท็จจริง และการเผยแพร่ข่าวลือที่ไม่มีมูลเพื่อใส่ร้ายคนๆ นั้นลับหลัง  มีจุดประสงค์ที่จะทรมานคนอื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายอันน่ารังเกียจของตัวเอง  คราวนี้ ฉันพบว่าเวลาอลิซสามัคคีธรรมในการชุมนุม เธอมักจะพูดนอกเรื่องและมักจะตัดสินคนอื่น  พี่น้องหญิงคนอื่นๆ ก็บอกว่าอลิซมีพฤติกรรมนี้มาตลอด และถึงแม้จะสามัคคีธรรมเรื่องนี้หลายครั้ง เธอก็ยังไม่ปรับปรุงตัว  ฉันควรจะชี้ให้เห็นปัญหาของเธอ และรายงานต่อผู้นำโดยเร็วที่สุด เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าใจสถานการณ์ของเธออย่างทันท่วงที และสามารถจัดการได้อย่างเหมาะสมตามพฤติกรรมของเธอ  นี่เป็นวิธีเดียวที่จะแน่ใจได้ว่าชีวิตคริสตจักรจะไม่ถูกรบกวน

หลังจากการชุมนุมครั้งหนึ่ง ฉันได้ชี้ให้เห็นปัญหาของอลิซโดยอาศัยพระวจนะของพระเจ้า โดยเปิดโปงว่าวิธีที่เธอตัดสินคนอื่นในการชุมนุมกำลังรบกวนชีวิตคริสตจักร  ตอนแรกอลิซไม่ยอมรับ แต่เธอก็จำต้องยอมรับหลังจากที่พี่น้องหญิงคนอื่นๆ เข้ามาร่วมสามัคคีธรรมและชำแหละปัญหาของเธอ  เธอถึงกับร้องไห้และบอกว่านี่เป็นปัญหาของเธอจริงๆ  ไม่นานหลังจากนั้น ฉันได้รู้ว่าเธอตัดสินคนอื่นต่อหน้าพี่น้องหญิงอีกคนอีกแล้ว ฉันจึงรายงานสถานการณ์ของเธอให้ผู้นำคริสตจักรทราบ  ผู้นำได้เปิดโปงและชำแหละปัญหาของเธอ และตั้งแต่นั้นมา ฉันก็ไม่เคยเห็นเธอมีพฤติกรรมชอบตัดสินคนอื่นอีกเลย  ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงนำฉันให้ปฏิบัติความจริงได้บ้าง ฉันรู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก  พระวจนะของพระเจ้านี่เองที่นำฉันไปสู่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ก่อนหน้า:  54. ฉันเลิกบ่นว่าตัวเองมีชะตากรรมที่เลวร้ายแล้ว

ถัดไป:  56. ตื่นจากความฝันเรื่องการได้รับพร

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

26. เปิดประตูสู่หัวใจของฉันและต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า

โดยหยงหย่วน สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1982 ครอบครัวของเราอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกากันทั้งครอบครัว...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger