68. วิธีที่ผมแก้ไข การโกหกของตัวเอง

โดย เสี่ยวชง ประเทศจีน

ในเดือนธันวาคม ปี 2023 ผมรับผิดชอบงานให้น้ำของคริสตจักรหลายแห่ง ในตอนนั้น ผมมีความกระตือรือร้นในหน้าที่อย่างมาก และพอจะจับความเข้าใจสถานการณ์พื้นฐานของผู้มาใหม่ จนถึงเดือนมีนาคม ปี 2024 จำนวนผู้มาใหม่ที่คริสตจักรเจียงหลินค่อยๆ เพิ่มขึ้น และผู้ดูแลก็ได้จัดแจงให้ผมรับผิดชอบงานให้น้ำของคริสตจักรแห่งนี้ครับ เนื่องจากคริสตจักรแห่งนี้อยู่ไกลจากคริสตจักรแห่งอื่นๆ ที่ผมรับผิดชอบอยู่เล็กน้อย และสภาพแวดล้อมก็เลวร้ายจากการที่ตำรวจทำการจับกุมอยู่บ่อยครั้ง ผู้ดูแลจึงเตือนผมว่า ถ้าผมไม่สามารถพบกับผู้มาใหม่ได้ทันเวลา ผมควรเขียนจดหมายถึงผู้ให้น้ำให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าผู้มาใหม่เป็นอย่างไรกันบ้าง ในตอนนั้นผมตอบตกลงโดยไม่ลังเล

ต่อมาอีกระยะหนึ่ง ผู้ดูแลเขียนจดหมายมาถามเรื่องต่างๆ อย่างเช่น สภาวะและความลำบากยากเย็นในช่วงนี้ของผู้มาใหม่ และหน้าที่ที่ผู้มาใหม่เหล่านี้เหมาะสมที่จะทำ พอเห็นคำถามเหล่านี้ ผมก็คิดในใจว่า “ผมเพิ่งจะมารับผิดชอบงานให้น้ำที่คริสตจักรเจียงหลิน และผมก็เพิ่งจะจับความเข้าใจสถานการณ์ของผู้มาใหม่เพียงแค่คร่าวๆ เท่านั้น โดยที่ยังมีรายละเอียดไม่มากนัก ผมรับปากกับผู้ดูแลไว้ว่า ผมจะเน้นไปที่การติดตามดูว่าผู้มาใหม่เป็นอย่างไรบ้าง แต่จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่ได้ติดตามพวกเขาอย่างถูกควรจริงๆ เลย ถ้าผมตอบไปตามความจริง ผู้ดูแลจะคิดอย่างไรกับผม?  เธอจะคิดว่าผมทำแบบสุกเอาเผากินและไม่ได้ทำงานจริงหรือเปล่า?  เธอจะคิดไหมว่า ทั้งที่ผมก็ทำหน้าที่ให้น้ำมาได้สักพักหนึ่งแล้ว ผมยังไม่คุ้นเคยกับงานเหล่านี้เลย และความสามารถในการทำงานของผมนั้นแย่หรือเปล่า?  แล้วเธอจะดูถูกผมเพราะเหตุนี้หรือเปล่า?”  พอคิดได้แบบนี้ ผมก็ไม่อยากจะตอบเธอ แต่ผมจะเพิกเฉยไม่ตอบเลยก็ไม่ได้เช่นกัน ผมตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเข้าจริงๆ แล้วในตอนนี้ พูดก็ตาย ไม่พูดก็ตายครับ ในวินาทีนั้น ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของผม “ถ้าผมรีบเขียนจดหมายหาผู้ให้น้ำของคริสตจักรเจียงหลินตอนนี้ และชี้แจงเรื่องต่างๆ ให้ชัดเจนก่อนที่จะตอบกลับผู้ดูแล เช่นนั้นผู้ดูแลก็จะไม่คิดว่าผมมีความสามารถในการทำงานที่แย่ และจะไม่คิดว่าผมทำแบบสุกเอาเผากินโดยไม่ได้ทำงานจริง” ดังนั้น ผมจึงรีบเริ่มเขียนจดหมายถึงผู้ให้น้ำของคริสตจักรเจียงหลิน หลังจากเขียนจดหมายเสร็จแล้ว ผมก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี ผมคิดในใจว่า “ถ้าผู้ให้น้ำตอบกลับมาล่าช้า และผมก็ไม่ได้ตอบกลับผู้ดูแลในทันที เพราะผมยังคงรออยู่ ผู้ดูแลจะมองผมไม่ดีไหม?  ในกรณีนั้น มันอาจจะเปิดโปงว่าผมไม่ได้ติดตามงานอย่างถูกควร ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่ผมจะล้มเหลวในการรักษาศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเองเท่านั้น แต่มันยังจะทำให้ผมตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกด้วย และถ้าผู้ดูแลถามถึงเหตุผลสำหรับเรื่องนี้ ผมก็จะไม่มีคำอธิบายที่ดี ผมต้องตอบกลับผู้ดูแลก่อน แต่ผมจะพูดอย่างไรดี เพื่อให้ผู้ดูแลคิดว่ามีเหตุผลอันสมควรที่ผมตอบกลับล่าช้าขนาดนี้?  ผู้ดูแลถามคำถามมามากมายเหลือเกิน ดังนั้นหากผมบอกว่าผมได้ติดตามประเด็นทั้งหมดเหล่านี้แล้ว มันก็คงจะไม่สมจริง ผมจะแค่บอกว่า ผมมองข้ามไปประเด็นหนึ่ง และผมกำลังเขียนจดหมายเพื่อติดตามผลเรื่องนั้นอยู่ และจะให้ความคิดเห็นกับเธอไปพร้อมๆ กันหลังจากได้รับคำตอบ ด้วยวิธีนี้ ผู้ดูแลก็จะไม่สามารถตำหนิอะไรผมได้ อย่างไรเสีย ผู้คนก็ไม่ได้คิดถึงทุกประเด็นอย่างครอบคลุมอยู่แล้ว จะตกหล่นไปสักเรื่องสองเรื่องถือเป็นเรื่องปกติ” ดังนั้น ผมจึงตอบกลับผู้ดูแลไปแบบนี้ อีกสองสามวันต่อมา ผู้ให้น้ำของคริสตจักรเจียงหลินได้ตอบกลับมาพร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้มาใหม่ และผมก็ได้รายงานเรื่องเหล่านี้ให้ผู้ดูแลทราบทีละประเด็น ผู้ดูแลไม่ได้พูดอะไรเลย และผมก็รู้สึกโล่งอก โดยคิดว่า “โชคดีจริงๆ ที่ผมไม่ได้รายงานสถานการณ์ตามความจริง ไม่อย่างนั้น ผู้ดูแลจะต้องกังขาความสามารถในการทำงานของผมอย่างแน่นอน หรือคิดว่าผมแค่ทำแบบสุกเอาเผากิน และไม่ได้ทำงานจริง หากเป็นเช่นนั้น ผมก็คงจะไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของผมในสายตาของเธอได้”

วันหนึ่ง ในระหว่างการชุมนุม ผมได้อ่านพระวจนะล่าสุดของพระเจ้าที่ว่า บรรดาผู้ที่จัดอยู่ในประเภทมารคือพวกที่โกหกจนเป็นนิสัย ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าผมตอบจดหมายของผู้ดูแลไปอย่างไร ผมไม่ได้ติดตามสถานการณ์ของผู้มาใหม่อย่างชัดเจน แต่ผมกลับอ้างว่ามองข้ามไปเพียงประเด็นเดียว ผมกำลังโกหกและหลอกลวง!  ผมอยากจะเปิดใจและพูดถึงสภาวะที่หลอกลวงของผม แต่แล้วผมก็เปลี่ยนใจ “ก่อนหน้านี้ ผมทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะโกหก นั่นก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของผมในสายตาของผู้ดูแลไม่ใช่หรือ?  หากผมเปิดใจในตอนนี้ ‘ความพยายาม’ ทั้งหมดของผมก่อนหน้านี้ก็จะสูญเปล่าไม่ใช่หรือ?  ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเสียหน้าและสถานะด้วย ผู้ดูแลจะมองว่าผมเป็นคนที่เจ้าเล่ห์เพทุบายและหลอกลวงมากอีกด้วย ช่างมันเถอะ ถ้าผมไม่พูดอะไร ก็ไม่มีใครรู้หรอก” ดังนั้น ผมจึงไม่ได้เปิดใจ แต่หลังการชุมนุม ผมก็นึกถึงการที่พระเจ้าตรัสว่า ผู้ที่โกหกจนเป็นนิสัยนั้นเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองอย่างยิ่ง และทันทีที่ศักดิ์ศรีและสถานะของพวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะโกหกและหลอกลวง ผมโกหกเพื่อรักษาศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง นี่ไม่ใช่พฤติกรรมแบบเดียวกันกับมารหรอกหรือ?  ผมรู้สึกไม่สบายใจและหวาดกลัวอย่างยิ่ง ดังนั้น ผมจึงเปิดใจกับผู้ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้

หลังจากนั้น ผมแสวงหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับสภาวะของผมเพื่อที่จะเข้าสู่ ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เจตนาของผู้คนที่หลอกลวงซับซ้อนกว่าเจตนาของคนที่ซื่อสัตย์มากนัก  เรื่องที่อยู่ในความคิดคำนึงของพวกเขามีเหลี่ยมมุมมากมายเกินไป กล่าวคือ พวกเขาต้องคำนึงถึงชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ ตลอดจนความมีหน้ามีตาและเกียรติของตน และพวกเขาต้องปกป้องผลประโยชน์ของตน—พวกเขาทำทั้งหมดนี้โดยไม่ยอมให้ผู้อื่นมองเห็นข้อเสียหรือเผยความลับให้ผู้อื่นรู้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเค้นสมองแต่งเรื่องโกหกขึ้นมา  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนที่หลอกลวงยังมีความอยากได้อยากมีที่ใหญ่โตและล้นเหลือ มีข้อเรียกร้องมากมาย  พวกเขาต้องคิดหาทางสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องพูดปดและโกงต่อไป แล้วพร้อมกับที่พวกเขาพูดโกหกมากขึ้น พวกเขาก็จำเป็นต้องปกปิดเรื่องโกหกที่มีจำนวนมากขึ้น  นั่นคือสาเหตุที่ชีวิตของคนที่หลอกลวงเหนื่อยยากและเจ็บปวดกว่าชีวิตของคนที่ซื่อสัตย์มากนัก  บางคนเป็นคนที่ค่อนข้างซื่อสัตย์  ถ้าคนเหล่านี้ไล่ตามเสาะหาความจริงได้ ทบทวนตนเองได้ไม่ว่าจะโกหกเรื่องอะไรไปบ้างแล้วก็ตาม สามารถตระหนักรู้ว่าตนใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มองการใช้เล่ห์เหลี่ยมนั้นตามพระวจนะของพระเจ้าเพื่อชำแหละและทำความเข้าใจ และลงมือเปลี่ยนแปลงการกระทำของตน เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะสามารถขจัดการโกหกและการใช้เล่ห์เหลี่ยมออกจากตัวได้มากภายในเวลาไม่กี่ปี  เมื่อถึงตอนนั้น โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาย่อมจะกลายเป็นคนที่ซื่อสัตย์  การใช้ชีวิตเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาเป็นอิสระจากความเจ็บปวดและความเหนื่อยยากมากมายเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขามีสันติและความสุขอีกด้วย  ในหลายๆ เรื่องพวกเขาย่อมจะเป็นอิสระจากเครื่องจองจำซึ่งก็คือชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ ตลอดจนความทะนงตนและความภาคภูมิใจ และจะมีชีวิตที่อิสระและเสรีไปเอง  อย่างไรก็ดี ผู้คนที่หลอกลวงย่อมมีแรงจูงใจแอบแฝงอยู่เบื้องหลังวาจาและการกระทำของตนเสมอ  พวกเขาแต่งเรื่องโกหกสารพัดรูปแบบไว้ชักพาให้หลงผิดและหลอกให้ผู้อื่นหลงเชื่อ และทันทีที่ถูกเปิดโปง พวกเขาก็คิดหาทางปกปิดเรื่องโกหกของตน  เมื่อทุกข์ทรมานหลายทาง พวกเขาจึงรู้สึกเช่นกันว่าชีวิตของตนช่างเหนื่อยยาก  สำหรับพวกเขา การพูดเรื่องโกหกมากมายหลายเรื่องในทุกสถานการณ์ที่ตนพบเจอก็เหนื่อยยากมากพออยู่แล้ว และการที่ต้องปกปิดเรื่องโกหกเหล่านั้นหลังจากนั้นก็ยิ่งเหนื่อยยากมากขึ้นอีก  ทุกสิ่งที่พวกเขากล่าวล้วนมีเจตนาที่จะสัมฤทธิ์เป้าหมายอย่างหนึ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงใช้พลังความคิดมากมายไปกับคำพูดแต่ละคำที่ตนพูด  แล้วพอพูดจบ พวกเขาก็นึกกลัวว่าเจ้านั้นรู้ทันพวกเขาเข้าแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเค้นสมองคิดหาทางซ่อนเร้นเรื่องโกหกของตนไปด้วย อธิบายสิ่งต่างๆ ให้เจ้าฟังอย่างเอาเป็นเอาตาย พยายามให้เจ้าเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้โกหกหรือหลอกลวงเจ้าอยู่ พวกเขาเป็นคนดี  ผู้คนที่หลอกลวงมีแนวโน้มที่จะทำสิ่งเหล่านี้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมเข้าใจว่าคนหลอกลวงคำนึงปัญหาต่างๆ ในแบบที่ซับซ้อนมาก  พวกเขาพยายามปกป้องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง และไม่ต้องการให้ผู้อื่นเห็นข้อบกพร่องใดๆ ของตน  หากมีสิ่งใดมาคุกคามศักดิ์ศรีและสถานะของพวกเขา  พวกเขาจะเค้นสมองเพื่อโกหกและปกปิดคำโกหกของตนเอง  เมื่อผู้ดูแลเขียนมาสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้มาใหม่  ผมเพียงแค่ต้องตอบกลับไปว่ามีส่วนไหนบ้างที่ได้ติดตามผลแล้ว และส่วนไหนที่ยังไม่ได้ทำ สำหรับสิ่งที่ผมยังทำได้ไม่ดีพอ ผมก็แค่รีบแก้ไขให้ถูกต้องในภายหลังก็ใช้ได้แล้ว  เรื่องนี้ง่ายมาก  แต่ผมกลับทำให้ซับซ้อนเกินไป ผมกังวลว่าหากตอบตามความจริง  ก็จะเปิดโปงข้อบกพร่องในหน้าที่ของผม และผู้ดูแลอาจจะกังขาในความสามารถในการทำงานของผมและดูถูกผมได้  ผมจึงคิดที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์ของผู้มาใหม่ให้ชัดเจนก่อนที่จะตอบกลับไป  ด้วยวิธีนี้ ผมก็จะสามารถปกปิดความจริงที่ว่างานติดตามผลที่ผมทำอยู่นั้นยังไม่ดีพอ  แต่ผมก็ยังกังวลอีกว่า หากผมรอจนกว่าจะเข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจนก่อนค่อยตอบกลับไป  ผู้ดูแลจะคิดว่าผมดึงเรื่องการตอบกลับให้ล่าช้า  และในกรณีนั้น มันก็อาจจะเปิดโปงปัญหาของผม  และภาพลักษณ์ของผมในฐานะคนที่ขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบก็คงจะเสียหาย  ผมจึงโกหกผู้ดูแลไปว่า มีเพียงประเด็นเดียวเท่านั้นที่ผมยังไม่ได้ติดตามผล  ในขณะเดียวกัน ผมก็รีบเขียนไปหาผู้ให้น้ำเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้มาใหม่  แล้วจากนั้นก็รายงานข้อมูลที่ผมรวบรวมมาได้ให้กับผู้ดูแล  เป็นการสร้างฉากหน้าเพื่อให้เธอคิดว่าผมได้ลงมือทำงานจริงๆ  ผมถึงกับทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเอง  โดยหันไปใช้เล่ห์เหลี่ยมและแผนร้าย  ผมช่างหลอกลวงสิ้นดี!  พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกของจิตใจมนุษย์  พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งที่ผมทำ  ผมอาจหลอกลวงผู้คนได้ แต่ผมไม่อาจหลอกลวงพระเจ้าได้ เพราะพระองค์ทรงเห็นทุกสิ่ง  หากผมไม่กลับใจและเปลี่ยนแปลงเสียแต่ตอนนี้ ผมจะต้องถูกพระเจ้ากำจัดออกไปอย่างแน่นอน  ผมต้องเร่งไล่ตามเสาะหาความจริงและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยหลอกลวงของตัวเอง

ต่อมา ผมก็ได้ดูวิดีโอคำพยานจากประสบการณ์ที่ชื่อว่า “ฉันมีประสบการณ์กับความชื่นบานยินดีในการเป็นคนซื่อสัตย์”  พระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งในนั้นช่วยให้ผมเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางที่ผมกำลังเดินอยู่ขึ้นมาบ้าง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หากพวกเจ้าเป็นผู้นำหรือคนทำงาน พวกเจ้ากลัวหรือไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะสอบถามและกำกับดูแลงานของพวกเจ้า?  พวกเจ้ากลัวหรือไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะพบเจอข้อเสียและความเบี่ยงเบนในงานของพวกเจ้าและตัดแต่งพวกเจ้า?  พวกเจ้ากลัวหรือไม่ว่าหลังจากที่เบื้องบนรู้ขีดความสามารถและวุฒิภาวะจริงของพวกเจ้าแล้ว พวกเขาจะมองพวกเจ้าต่างออกไปและไม่คิดจะส่งเสริมพวกเจ้า?  ถ้าเจ้ามีความกลัวเหล่านี้อยู่ ก็ย่อมพิสูจน์ว่าแรงจูงใจของเจ้าไม่ใช่เพื่องานของคริสตจักร เจ้ากำลังทำงานเพื่อความมีหน้ามีตาและสถานะ ซึ่งพิสูจน์ว่าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์  ถ้าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ เจ้าย่อมมีแนวโน้มที่จะเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ และทำความชั่วทุกอย่างที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำ  ถ้าหัวใจของเจ้าไม่มีความยำเกรงต่อพระนิเวศของพระเจ้าที่กำกับดูแลงานของเจ้า และเจ้าสามารถตอบคำถามและข้อสงสัยของเบื้องบนได้จริงโดยไม่ซ่อนเร้นสิ่งใด และพูดเท่าที่เจ้ารู้ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าพูดจะถูกหรือผิด ไม่ว่าเจ้าจะเผยความเสื่อมทรามอะไรออกมา—ต่อให้เจ้าเผยอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์—ก็แน่นอนที่สุดว่าเจ้าจะไม่ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์  สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญก็คือว่าเจ้าสามารถรู้จักอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูพระคริสต์ของตนเองหรือไม่ และเจ้าสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่  หากเจ้าเป็นคนที่ยอมรับความจริง อุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ของเจ้าก็ย่อมจะแก้ไขได้  ถ้าเจ้ารู้ดีแก่ใจว่าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ แต่กลับไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข ถ้าเจ้าถึงกับพยายามปกปิดหรือพูดปดเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นและบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ และหากเจ้าไม่ยอมรับความจริงเวลาถูกตัดแต่ง เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมจะเป็นปัญหาร้ายแรง และเจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากศัตรูของพระคริสต์  เมื่อรู้ว่าเจ้ามีอุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ เหตุใดเจ้าจึงไม่กล้าเผชิญหน้าอุปนิสัยนั้น?  เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถดำเนินการกับอุปนิสัยนั้นอย่างตรงไปตรงมาและพูดว่า ‘ถ้าเบื้องบนถามถึงงานของฉัน ฉันจะพูดทุกสิ่งที่ฉันรู้ และต่อให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายที่ฉันทำไว้ถูกเปิดเผย และเบื้องบนไม่ใช้ฉันอีกต่อไปทันทีที่พวกเขารู้เรื่อง และฉันสูญเสียสถานะของฉัน ฉันก็จะยังคงพูดสิ่งที่ฉันต้องพูดให้ชัดเจน’?  ความกลัวของเจ้าที่จะถูกพระนิเวศของพระเจ้ากำกับดูแลและสอบถามเรื่องงานของเจ้าพิสูจน์ว่าเจ้ามองว่าสถานะของเจ้าล้ำค่ากว่าความจริง  นี่คืออุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ?  การทะนุถนอมสถานะเหนือทุกสิ่งคืออุปนิสัยเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่สอง))  จากพระวจนะของพระเจ้า ผมจึงได้เข้าใจว่าการที่ไม่กล้ารายงานเรื่องราวต่างๆ ตามความจริงเมื่อเหล่าผู้นำและคนทำงานสอบถามและกำกับดูแลงาน  และกระทั่งการปกปิดความจริงเพียงเพื่อรักษาชื่อเสียงและสถานะไว้  ก็หมายความว่าคุณเป็นคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ และเป็นคนที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์  เมื่อผมนำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกับสภาวะของตัวเอง ในยามที่ผู้ดูแลสอบถามเกี่ยวกับผู้มาใหม่ที่ผมรับผิดชอบอยู่นั้น  มีประเด็นปัญหามากมายที่ผมยังไม่ได้รับความเข้าใจที่ชัดเจน  แต่ผมกลับเกรงว่าหากรายงานไปตามความจริงแล้วผู้ดูแลเห็นว่าผมไม่ได้ติดตามงานอย่างถูกควร เมื่อนั้นเธอก็จะคิดว่าผมทำงานแบบสุกเอาเผากิน  หรือกระทั่งกังขาในความสามารถในการทำงานของผม  ซึ่งสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ที่ดีของผมในใจของเธอ  ผมจึงโกหกและหลอกลวง  อุปนิสัยที่เลวร้ายและหลอกลวงของผมนั้น ไม่ได้เหมือนกับศัตรูของพระคริสต์หรอกหรือ?  ในความเป็นจริงแล้ว  การที่ผู้ดูแลติดตามงานในแง่หนึ่งก็เพื่อเตือนผมว่างานได้รับการติดตามและนำไปปฏิบัติอย่างถูกควรแล้วหรือไม่  เพื่อที่ว่าหากส่วนไหนไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ผมจะได้รีบจัดการในทันที  เพื่อเลี่ยงไม่ให้งานให้น้ำคืบหน้าล่าช้าเพราะความเผอเรอชั่วขณะของผม สิ่งนี้มีไว้เพื่อเตือนสติและช่วยเหลือผม  ยิ่งไปกว่านั้น ในการที่ผู้ดูแลสอบถามถึงสถานการณ์ของผู้มาใหม่  หากเธอพบความเบี่ยงเบนหรือปัญหาในงานให้น้ำ สิ่งเหล่านี้ก็จะได้รับการสามัคคีธรรมและจัดการแก้ไขได้ในทันที  ที่เธอทำแบบนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร ผมควรจะรายงานอย่างซื่อสัตย์ โดยพูดเท่าที่ผมรู้  ส่วนสิ่งใดที่ผมยังไม่ได้ติดตามอย่างถูกควร ผมก็แค่รีบนำไปปฏิบัติและติดตามผลก็พอแล้ว  แต่ผมกลับหวงแหนชื่อเสียงและสถานะของตัวเองมาก  และเมื่อต้องเผชิญกับการกำกับดูแลของผู้ดูแล ผมก็ไม่กล้ายอมรับว่าผมไม่ได้ทำงานของตัวเองให้ดี  ผมถึงกับโกหกและหลอกลวงผู้ดูแล  เรื่องนี้อาจทำให้ความเบี่ยงเบนไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที  ซึ่งจะทำให้การเข้าสู่ชีวิตของผู้มาใหม่ล่าช้าออกไป  ผมวางชื่อเสียงและสถานะไว้เหนือสิ่งอื่นใด  ในหน้าที่ ผมพยายามปกป้องชื่อเสียงและสถานะของตัวเองอยู่เสมอ  ด้วยแผนร้ายและเล่ห์เพทุบาย  สำหรับพระเจ้าแล้ว ผมช่างน่ารังเกียจเสียจริง!

วันหนึ่ง ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง และได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าคนแบบไหนที่พระเจ้าทรงเห็นชอบและคนแบบไหนที่พระองค์ทรงรังเกียจ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนซื่อสัตย์ ย่อมพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเกลียดคนหลอกลวงและไม่ชอบพวกเขาจริงๆ  ความไม่ชอบที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนที่หลอกลวงคือความไม่ชอบวิธีทำสิ่งต่างๆ อุปนิสัย รวมไปถึงเจตนา และวิธีการหลอกลวงของพวกเขา พระเจ้าไม่ชอบเรื่องทั้งหมดนี้  หากผู้คนที่หลอกลวงสามารถยอมรับความจริง ยอมรับอุปนิสัยที่หลอกลวงของตน และเต็มใจที่จะยอมรับความรอดจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดเช่นกัน—เพราะพระเจ้าไม่ทรงมีอคติต่อบุคคลใด และความจริงก็ทำเช่นนั้นด้วยเช่นกัน  ดังนั้น หากพวกเราปรารถนาที่จะกลายเป็นคนที่กำลังทำให้พระเจ้าพอพระทัย สิ่งแรกที่พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงก็คือหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตน เลิกดำรงชีวิตตามปรัชญาของซาตาน หยุดพึ่งพาการโกหกและหลอกลวงในการดำเนินชีวิต รวมถึงทิ้งเรื่องโกหกทั้งหมดของพวกเราและพยายามเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์  จากนั้นทัศนะที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเราจึงจะเปลี่ยนแปลง  ก่อนหน้านี้ผู้คนพึ่งพาเรื่องโกหก การเสแสร้ง และการหลอกลวงเวลาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น และพวกเขาถือปรัชญาของซาตานเป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ เป็นชีวิต และเป็นรากฐานในการประพฤติตน  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงชิงชัง  ในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อนั้น หากเจ้าพยายามเป็นคนที่ซื่อสัตย์และพูดความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะถูกใส่ความ ถูกตัดสิน และถูกปฏิเสธ  ดังนั้นเจ้าจึงทำตามกระแสนิยมทางโลกและดำรงชีวิตตามปรัชญาของซาตาน เจ้าเริ่มมีทักษะมากขึ้นเรื่อยๆ ในการโกหก และหลอกลวงมากขึ้นทุกที  เจ้ายังใช้วิธีการที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาสัมฤทธิ์เป้าหมาย ซึ่งเป็นการปกป้องตัวเจ้าเองอีกด้วย  เจ้าเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในโลกของซาตาน และผลที่ตามมาคือเจ้าถลำลึกเข้าไปในบาปมากขึ้นทุกที และไม่อาจถอนตัวได้  แน่นอนว่าในพระนิเวศของพระเจ้า สิ่งต่างๆ กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม  ยิ่งเจ้าโกหกและหลอกลวงเก่ง ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็จะยิ่งรังเกียจและปฏิเสธเจ้า  หากเจ้าไม่ยอมกลับใจและยังคงยึดมั่นในปรัชญาและตรรกะของซาตาน อีกทั้งเจ้าใช้กลอุบายและแผนการ รวมถึงกลยุทธ์ตบตามาอำพรางตนและสร้างภาพ เช่นนั้นแล้วก็เป็นไปได้อย่างมากที่เจ้าจะถูกเผยและกำจัด  นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงชิงชังผู้คนที่หลอกลวง  มีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถเจริญรุ่งเรืองอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ส่วนผู้คนที่หลอกลวงทั้งหมดย่อมจะถูกปฏิเสธและกำจัดออกไปในที่สุด  นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว  มีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถมีส่วนในราชอาณาจักรสวรรค์  หากเจ้าไม่พยายามที่จะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ หากเจ้าไม่มีประสบการณ์และไม่ปฏิบัติไปในทิศทางที่เป็นการไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้าไม่เปิดโปงความอัปลักษณ์ของตัวเจ้าเอง และไม่ตีแผ่ตัวเองออกมา เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และความเห็นชอบจากพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  พระเจ้าทรงชอบผู้คนที่ซื่อสัตย์และทรงชังผู้คนที่หลอกลวง  เพราะคนหลอกลวงจะโกหกและหลอกลวงเสมอไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญกับสถานการณ์ใดก็ตาม  และยึดถือปรัชญาของซาตานเป็นรากฐานของการอยู่รอดและไม่ปฏิบัติความจริงเลยแม้แต่น้อย  เมื่อทบทวนถึงต้นตอความหลอกลวงของตัวเอง ผมก็เห็นว่าผมใช้ชีวิตตามคำกล่าวที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น” และ “ห่านบินไปที่ใดก็เปล่งเสียงร้องที่นั่นฉันใด มนุษย์อยู่ที่ใดก็ฝากชื่อไว้ที่นั่นฉันนั้น” ผมใช้ชีวิตตามพิษของซาตานเหล่านี้  โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับศักดิ์ศรี สถานะ และผลประโยชน์ส่วนตัว  ไม่ว่าผมจะเผชิญกับอะไรก็ตาม  หากมีเรื่องศักดิ์ศรีและสถานะของตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมจะเค้นสมองและทำทุกวิถีทางเพื่อปกปิดความจริง  หลังจากทำเช่นนั้น ผมถึงกับคิดว่านี่คือวิธีที่คนฉลาดเขาทำกัน  มีเพียงคนเซ่อหรือคนโง่เท่านั้นที่พูดความจริง  ผมจำได้ว่าตอนสมัยเรียน  มีครั้งหนึ่ง ผมเกิดสับสนเรื่องการบ้าน จนทำค้างไว้ส่วนหนึ่ง  ผมกังวลว่าจะทำลายภาพลักษณ์การเป็นนักเรียนที่ดีในสายตาของคุณครู  ผมก็เลยโกหกคุณครูไปว่า ผมลืมการบ้านทิ้งไว้ที่บ้าน  แล้วก็รีบกลับบ้านตอนพักเที่ยงเพื่อเร่งทำให้เสร็จและนำมาส่งในบ่ายนั้น  เพื่อที่จะรักษาหน้าและปกป้องสถานะของตัวเอง ผมโกหกและเล่นแง่มากขึ้นเรื่อยๆ และมันได้กลายเป็นธรรมชาติของผมมากขึ้นเรื่อยๆ แม้หลังจากพบพระเจ้าแล้ว ผมก็ยังคงใช้ชีวิตตามความคิดและทัศนะของซาตาน  เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของผมในสายตาของผู้ดูแลและปกปิดปัญหาและข้อบกพร่องของตัวเองไว้  ผมหันไปใช้เล่ห์เหลี่ยมและการหลอกลวงเพื่อปกปิดความจริง  แม้เมื่อผมตระหนักได้ในภายหลังว่าผมควรเป็นคนที่ซื่อสัตย์และสามัคคีธรรมอย่างเปิดเผย  ผมก็กังวลว่าหากผมเปิดใจ ความพยายามก่อนหน้านี้ทั้งหมดของผมจะสูญเปล่า  และผู้ดูแลจะคิดว่าผมเป็นคนเจ้าแผนการและหลอกลวงอย่างที่สุด  ดังนั้นผมจึงไม่อยากพูดความจริง  พระเจ้าทรงชอบผู้คนที่ซื่อสัตย์  เพราะพวกเขามีความกล้าที่จะรับผิดชอบเมื่อเผชิญกับปัญหา  และพวกเขามีความกล้าที่จะเผชิญกับข้อบกพร่องของตัวเองเมื่อสิ่งเหล่านั้นเผยออกมา  และหลังจากนั้น พวกเขาก็สามารถแสวงหาความจริงและจัดการแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้  เมื่อคนเช่นนั้นทำหน้าที่ การจับความเข้าใจหลักธรรมของพวกเขาจะดีขึ้นเรื่อยๆ และผลลัพธ์ของพวกเขาก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน  แต่ผมกลับไม่มีพฤติกรรมเหล่านี้เลย  ผมพยายามอำพรางและปกปิดข้อบกพร่องของตัวเองอยู่เสมอ  และผมยังพยายามหลอกลวงเหล่าพี่น้องชายหญิงด้วย  สิ่งที่ผมใช้ดำเนินชีวิตนั้น มีสภาพเสมือนคนที่ซื่อสัตย์ตรงไหนบ้าง?  มันคือภาพลักษณ์ของซาตานที่คดโกงและหลอกลวง  หากผมยังคงไม่กลับใจ ผมย่อมถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และสูญเสียโอกาสในการได้รับความรอดไปอย่างแน่นอน

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนและได้พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนคิดว่าหากไม่มีผลประโยชน์ของตัวเอง—ว่าหากพวกเขาจะต้องสูญเสียผลประโยชน์ของตัวเอง—พวกเขาก็จะไม่สามารถอยู่รอดได้เลย  นั่นเป็นราวกับว่าความอยู่รอดของพวกเขานั้นแยกกันไม่ขาดจากผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงมืดบอดต่อทุกสิ่งยกเว้นผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง  พวกเขามองผลประโยชน์ของตัวเองสูงกว่าสิ่งอื่นใด พวกเขาดำรงชีวิตอยู่เพื่อผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง และการให้พวกเขาละวางผลประโยชน์ของตัวเองนั้นเหมือนเป็นการขอให้พวกเขาละวางชีวิตของพวกเขาเอง  ดังนั้นในรูปการณ์แวดล้อมเช่นนั้นควรทำอะไรเล่า?  ผู้คนต้องยอมรับความจริง  เฉพาะเมื่อพวกเขาเข้าใจความจริงเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถมองเห็นแก่นแท้แห่งผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะเริ่มทิ้งและขบถต่อผลประโยชน์เหล่านั้นได้ รวมทั้งสามารถสู้ทนความเจ็บปวดของการปล่อยมือจากสิ่งที่พวกเขารักมากเหลือเกินได้  และเมื่อเจ้าสามารถทำการนี้ได้และสามารถละทิ้งผลประโยชน์ของตนเอง เจ้าจะรู้สึกสบายใจขึ้นและมีสันติสุขในหัวใจของเจ้ายิ่งขึ้น และในการทำเช่นนั้น เจ้าจะได้เอาชนะเนื้อหนัง(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การรู้จักอุปนิสัยของคนเราคือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้น)  “การที่จะเป็นคนซื่อสัตย์นั้น อันดับแรกเจ้าต้องตีแผ่หัวใจของเจ้าให้ทุกคนสามารถมองเข้าไปในหัวใจของเจ้า เห็นทั้งหมดที่เจ้ากำลังคิด และมองดูใบหน้าที่แท้จริงของเจ้า เจ้าต้องไม่พยายามอำพรางหรือปิดบังตนเอง  เมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะไว้ใจเจ้า และมองว่าเจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์  นี่คือการฝึกปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่สุด และเป็นปัจจัยเบื้องต้นของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์… หากเจ้าอยากเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าจะอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรืออยู่ต่อหน้าผู้อื่น เจ้าก็ควรชี้แจงสภาวะภายในตัวเจ้า และพูดความในใจได้อย่างเที่ยงตรงและเปิดเผย  เรื่องนี้ทำได้ง่ายหรือไม่?  นี่ต้องมีระยะเวลาฝึกฝน ต้องหมั่นอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้า  เจ้าต้องฝึกตัวเองให้กล่าวความในใจออกมาอย่างเรียบง่ายและเปิดเผยในทุกเรื่อง  ด้วยการฝึกฝนเช่นนี้ เจ้าจึงจะก้าวหน้าได้(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้เส้นทางแห่งการปฏิบัตินั้นชัดเจน  ในการแก้ไขสภาวะที่หลอกลวง เราต้องละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตน  ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีหรือสถานะของตน และเปิดใจต่อพระเจ้าในทุกเรื่อง  ในหน้าที่ ผมควรรายงานปัญหาหรือข้อบกพร่องต่างๆ ของตัวเองโดยทันที  และผมควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเป็นอันดับแรก  แม้ว่าการพูดความจริงนั้น  จะทำให้พี่น้องชายหญิงมองเห็นปัญหาและข้อบกพร่องในหน้าที่ของผมแล้วดูถูกผมก็ตาม  ผมก็ยังต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างถูกต้อง  ดังนั้น ผมจึงได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะมองผมอย่างไร ผมก็ต้องเปิดใจและเผยตัวตนที่แท้จริงต่อพวกเขา และเป็นคนที่ซื่อสัตย์

ในระหว่างการชุมนุม เซียวหยา ซึ่งเป็นผู้มาใหม่ที่ผมรับผิดชอบอยู่ ได้ถามผมเกี่ยวกับการประกาศข่าวประเสริฐ  และในขณะนั้น ผมก็ได้สามัคคีธรรมไปเพียงเล็กน้อยอย่างคร่าวๆ  แต่ภายหลังผมพบว่าสามัคคีธรรมของผมมีความเบี่ยงเบน และไม่สามารถแก้ไขปัญหาของเซียวหยาได้เลย  ต่อมา ผู้ดูแลได้เขียนจดหมายมาถามผมว่าผมได้แก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นของเซียวหยาอย่างไร และผมก็คิดในใจว่า  “ถ้าฉันเขียนไปตามความจริง  ผู้ดูแลจะต้องคิดแน่ๆ ว่าในฐานะผู้ให้น้ำ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยแค่นั้นฉันก็ยังสามัคคีธรรมให้ชัดเจนไม่ได้  และยังทำงานจริงไม่เป็น  บางทีฉันควรจะแค่กลบเกลื่อนไปและไม่เขียนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ”  ขณะที่ผมพิจารณาเรื่องนี้อยู่  ผมก็ตระหนักได้ว่าผมยังคงมีความหลอกลวงอยู่  พระเจ้าทรงรักผู้คนที่ซื่อสัตย์  ดังนั้นผมควรจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์และพูดความจริง  ในที่สุด ผมก็เขียนไปตามความจริง  และเมื่อผมทำเช่นนี้ ในที่สุดความหนักอึ้งในใจของผมก็ถูกยกออกไปเสียที  และผมก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก  หลังจากนั้น ผมก็ได้สามัคคีธรรมกับเซียวหยาได้ทันเวลาและแก้ไขความเบี่ยงเบนของผมให้ถูกต้อง  ต่อมา ในขณะที่ผมมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่าพี่น้องชายหญิงและทำหน้าที่ของผม  ผมก็ได้ปฏิบัติในการเป็นคนที่ซื่อสัตย์  และแม้ว่าในบางครั้ง เมื่อมีผลประโยชน์ของตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมจะถูกทดลองให้ทำตัวหลอกลวง  ภายใต้การชี้แนะจากพระวจนะของพระเจ้า ผมจึงเลือกที่จะพูดความจริงกับพี่น้องชายหญิง  เมื่อใดก็ตามที่ผมรายงานตามความจริงต่อพี่น้องชายหญิงที่ผมร่วมงานด้วยหรือต่อผู้ดูแล  พวกเขาก็ไม่เคยตำหนิผมเลยที่ทำออกมาได้ไม่ดี  ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับเตือนสติและช่วยเหลือผม และได้สามัคคีธรรมในหลักธรรมความจริงกับผมด้วย  ในใจของผม ผมรู้สึกสบายใจและได้รับอิสรภาพ และผมก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนอย่างแต่ก่อนแล้ว  เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ช่วยให้ผมยอมรับอุปนิสัยที่หลอกลวงของตัวเองและทำให้ตระหนักได้ว่าการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าและการกล้าที่จะพูดความจริงและเปิดใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าอับอาย  ผมมีประสบการณ์ว่ายิ่งผมเปิดใจมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกสบายใจและได้รับอิสรภาพมากขึ้นเท่านั้น  ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงนำและการทรงชี้แนะของพระองค์ ซึ่งช่วยให้ผมได้รับสิ่งเหล่านี้

ก่อนหน้า:  67. การมีเจตนาที่ถูกต้องในหน้าที่ของตนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ถัดไป:  69. “เลี้ยงลูกไว้ดูแลเรายามแก่เฒ่า”ทัศนะนี้ถูกต้องหรือไม่?

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger