83. ความรักของฉันต่อลูกสาวเป็นรักแท้หรือไม่?

โดย ชิวเหยียน ประเทศจีน

ฉันเติบโตในชนบท พ่อแม่ของฉันไม่ได้รับการศึกษาสูงนัก จึงต้องทำงานตรากตรำในไร่นาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พ่อของฉันมักจะบอกว่า “ในครอบครัวเรา มีเพียงลุงของลูกเท่านั้นที่ได้ดีเพราะตั้งใจเรียน จนได้เป็นข้าราชการระดับสูงในเมือง พ่อไม่ได้ตั้งใจเรียนตอนเด็กๆ ตอนนี้เลยทำได้แค่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำนาทำไร่ อนาคตลูกต้องตั้งใจเรียนนะ อย่าลงเอยแบบไม่มีอนาคตเหมือนพ่อ” เมื่อฉันเห็นลุงกลับมาที่หมู่บ้านในรถหรู และทุกคนต่างก็ยกย่องและมองท่านด้วยความชื่นชม ฉันก็อิจฉาอย่างบอกไม่ถูก แล้วพอมองดูท่าทีเฉยเมยของชาวบ้านที่มีต่อพ่อ ฉันก็ตระหนักว่ามีเพียงการเรียนเท่านั้นที่จะทำให้คนเราก้าวหน้าและเป็นที่นับหน้าถือตาไม่ว่าจะไปที่ไหน ฉันจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องตั้งใจเรียน เพื่อที่อนาคตจะได้โดดเด่นและเป็นที่ชื่นชมของคนอื่น ฉันตั้งใจเรียน พยายามมากกว่าคนอื่นหลายเท่า แต่ฉันทำข้อสอบเข้ามัธยมปลายได้ไม่ดีและเข้าได้เพียงโรงเรียนอาชีวศึกษาทั่วไป แต่ที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ ตอนที่ฉันเรียนจบ รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเลิกจ้าง ลดขนาดองค์กร และเน้นประสิทธิภาพ ฉันจึงเหมือนถูกเลิกจ้างทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ รู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมาทับ และไม่มีความหวังที่จะโดดเด่นในชีวิตอีกต่อไป หลังจากแต่งงาน สามีของฉันทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานเนื่องจากระดับการศึกษาปานกลาง และคุณภาพชีวิตของเราก็ธรรมดาๆ พอหันไปมองญาติสนิทมิตรสหาย ฉันก็เห็นว่าคนที่มีการศึกษาและมีปริญญาใช้ชีวิตอย่างหรูหราเหนือระดับ และมักไปตามสถานที่แพงๆ เมื่อมองตัวเองเทียบกับพวกเขา ฉันยิ่งรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าหากไม่มีการศึกษาสูงๆ ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จในสังคมนี้ได้ และชีวิตของฉันก็คงจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ฉันจึงรู้สึกว่าในอนาคต ฉันต้องให้การศึกษาลูกอย่างดี และช่วยให้พวกเขาเรียนจบปริญญาสูงๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้สร้างเกียรติยศให้วงศ์ตระกูล แบบนั้นฉันเองก็จะได้มีหน้ามีตาไปด้วย

เมื่อลูกสาวของฉันอายุสี่ขวบ ฉันยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ในตอนนั้น ฉันเข้าร่วมการชุมนุมสัปดาห์ละสองครั้ง และเวลาที่เหลือ ฉันจะอยู่กับลูกสาวเพื่อทบทวนบัตรคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ท่องบทกวีคลาสสิก และสอนบวกลบเลขง่ายๆ ให้เธอ ฉันอยากปลูกฝังให้เธอรักการเรียนรู้ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อเธออยู่ชั้นประถมปีที่สาม ฉันเริ่มสอนพิเศษวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ให้เธอ โดยหวังว่าเกรดของเธอจะแซงหน้าเพื่อนรุ่นเดียวกัน เพื่อที่ในอนาคตเธอจะได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้งานดีๆ และมีชีวิตที่รุ่งเรืองและประสบความสำเร็จ ฉันมักจะบอกลูกสาวให้ตั้งใจเรียนเพื่อที่อนาคตจะได้โดดเด่น ทุกครั้งเธอมองฉันอย่างสับสน เหมือนจะเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง แต่เธอก็ยอมทำตามที่ฉันขออย่างไม่เต็มใจ บางครั้งพอเห็นเธอเริ่มเบื่อการเรียน ฉันก็จะอธิบายอย่างใจเย็นว่าทำไมต้องเรียน และบอกว่าต้องได้เกรดดีๆ เท่านั้น เธอถึงจะมีอนาคตและโอกาสในการทำงานที่ดีได้ เมื่อเห็นสีหน้าหมดหนทางของเธอ ฉันก็คิดในใจว่า “การให้การศึกษาลูกอย่างดีเป็นความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ของพ่อแม่ ตอนนี้เธออาจจะไม่เข้าใจฉัน แต่เมื่อเธอโตขึ้น เธอจะเข้าใจเจตนาเปี่ยมความอุตสาหะของฉัน”

ตอนอยู่ชั้นประถมปีที่ห้า เกรดวิชาคณิตศาสตร์ของลูกสาวฉันแย่มาก แม้ว่าครูจะอธิบายอย่างใจเย็น เพื่อนร่วมชั้นช่วยสอนพิเศษ และเธอเองก็พยายามทำแบบฝึกหัดอย่างหนัก แต่ผลสอบของเธอก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจอยู่เสมอ บางครั้งเธอก็สอบตกด้วยซ้ำ เมื่อเห็นเช่นนี้ ฉันก็ร้อนใจอย่างยิ่ง และบอกลูกสาวอย่างขึงขังว่า “ถ้าเกรดไม่ดี ลูกจะไม่ได้เข้าโรงเรียนในฝันและจะไม่ได้ดิบได้ดี ในสายตาคนอื่น ลูกจะไม่มีความสำคัญ และทั้งชีวิตของลูกจะล้มเหลว ลูกต้องรีบหาวิธีปรับปรุงคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ไม่ว่าจะต้องทำยังไงก็ตาม ไม่อย่างนั้นแม่ไม่ปล่อยลูกไปง่ายๆ แน่” ลูกสาวมองฉันอย่างหวาดๆ ไม่กล้าพูด หน้าซีดเผือดด้วยความกลัว เมื่อเห็นเธอเป็นแบบนั้น ฉันก็ใจอ่อนลงเล็กน้อย เธอก็พยายามอย่างหนักแล้ว และเกรดวิชาคณิตศาสตร์ที่แย่ของเธอก็ไม่ใช่เพราะเธอไม่ยอมเรียน ฉันสงสัยว่าตัวเองทำเกินไปหรือเปล่า แต่แล้วฉันก็คิดว่า “ถ้าตอนนี้ฉันไม่เข้มงวด ต่อไปเธออาจจะไม่มีโอกาสได้งานดีๆ ฉันยอมให้เธอเกลียดฉันตอนนี้ดีกว่าให้เธอไม่มีอนาคต” หลังจากสอบถามหลายๆ คน ฉันก็หาครูที่มีประสบการณ์หลายปีมาสอนพิเศษให้ลูกสาวได้ เมื่อถึงเวลาเรียนพิเศษของเธอ ฉันจะพักงานของตัวเองแล้วเข้าไปนั่งฟังด้วย ฉันจดส่วนที่ลูกสาวไม่เข้าใจ พอกลับถึงบ้าน ฉันก็ให้เธอทบทวนส่วนนั้นอีกครั้ง เมื่อเธอยังทำไม่ได้ ฉันจะโกรธและดุเธอเสียงดังว่า “คิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ลูกจะได้เข้าโรงเรียนมัธยมปลายดีๆ เหรอ?”  ลูกสาวของฉันถอยหนีด้วยความกลัว น้ำตาแห่งความน้อยใจเอ่อคลอ ฉันใจอ่อนลงและคิดว่า “บางทีฉันควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ เธอเรียนได้แค่ไหนก็แค่นั้น ถ้าความกดดันทั้งหมดนี้ทำให้เธอหดหู่ขึ้นมาจะทำยังไง?”  แต่แล้วฉันก็คิดขึ้นมาทันทีว่า “การผ่อนปรนเรื่องการศึกษาของเธอตอนนี้จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของเธอโดยตรง ฉันต้องลุล่วงหน้าที่ของพ่อแม่” ดังนั้นฉันจึงยังคงผลักดันให้ลูกสาวเรียนต่อไป ลูกสาวของฉันเป็นคนเก็บตัวอยู่แล้ว และภายใต้แรงกดดันที่ฉันสร้างขึ้น การเห็นคุณค่าในตนเองของเธอก็ยิ่งลดต่ำลง เธอมักจะสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย เกรดของเธอต่ำลงยิ่งกว่าเดิม และความสัมพันธ์ระหว่างเราก็ห่างเหินมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นเช่นนี้ฉันก็กระวนกระวายมาก ด้านหนึ่งฉันกังวลว่าเกรดที่แย่ของเธอจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของเธอ แต่อีกด้านหนึ่งฉันก็รู้สึกใจสลายแทนเธอและรู้สึกผิดที่กดดันเธอมากขนาดนี้ อารมณ์ที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ปนเปกันไปหมด จนฉันทำอะไรไม่ถูก ฉันเอาแต่สงสัยว่า “การปฏิบัติต่อลูกสาวแบบนี้คือความรักหรือ?  ถ้าใช่ มันก็ควรทำให้เธอรู้สึกเป็นอิสระและสบายใจไม่ใช่หรือ?  แต่ฉันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเธอทุกข์ใจมากขึ้นและการเห็นคุณค่าในตนเองของเธอลดลง ไม่เพียงแต่เกรดของเธอจะไม่ดีขึ้น แต่ยังต่ำลงกว่าเดิม และตอนนี้เธอยังสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายอยู่เรื่อยๆ ฉันให้การศึกษาลูกด้วยวิธีที่ผิดหรือเปล่า?”  ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงได้แต่อธิษฐาน ขอให้พระเจ้าทรงชี้แนะฉันให้เข้าใจปัญหาของตัวเอง

วันหนึ่งฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า และฉันเข้าใจสภาวะของตัวเองขึ้นมาบ้าง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในข้อเท็จจริงนั้น ไม่ว่าความมุ่งมาดปรารถนาของมนุษย์จะใหญ่โตเพียงใด ไม่ว่าความปรารถนาของมนุษย์จะสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือถูกต้องเหมาะสมเพียงใด ทั้งหมดที่มนุษย์อยากสัมฤทธิ์ ทั้งหมดที่มนุษย์แสวงหา เชื่อมโยงกับคำสองคำอย่างแยกกันไม่ออก  สองคำนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อทุกคนไปตลอดชีวิตของพวกเขา และคำสองคำนี้เป็นสิ่งที่ซาตานตั้งใจที่จะปลูกฝังในมนุษย์  คำสองคำนี้คืออะไรนะหรือ?  คำสองคำนี้ก็คือ ‘ชื่อเสียง’ และ ‘ผลประโยชน์’  ซาตานใช้วิธีการที่อ่อนโยนมาก วิธีการซึ่งเป็นไปตามมโนคติที่หลงผิดของผู้คนอย่างยิ่ง และไม่ค่อยก้าวร้าวนัก เพื่อทำให้ผู้คนยอมรับวิธีการและกฎแห่งการอยู่รอดของมันโดยไม่รู้ตัว เกิดมีเป้าหมายในชีวิตและทิศทางในชีวิต และเกิดมีความมุ่งมาดปรารถนาในชีวิตขึ้นมา  ไม่ว่าผู้คนจะพรรณนาความมุ่งมาดปรารถนาในชีวิตของตนเอาไว้สูงส่งเพียงใด ความมุ่งมาดปรารถนาเหล่านี้ก็วนเวียนอยู่รอบๆ ชื่อเสียงและผลประโยชน์เสมอ  ทุกสิ่งทุกอย่างที่บุคคลที่ยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียงคนใดก็ตาม—หรือที่จริงแล้วใครก็ตาม—ไล่ตามตลอดชีวิตของพวกเขา มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสองคำนี้เท่านั้นคือ ‘ชื่อเสียง’ และ ‘ผลประโยชน์’  ผู้คนคิดว่าทันทีที่พวกเขามีชื่อเสียงและผลประโยชน์ พวกเขาย่อมมีต้นทุนให้สุขสำราญกับสถานะอันสูงส่งและความมั่งคั่งอันใหญ่หลวง และสุขสำราญกับชีวิต  พวกเขาคิดว่าทันทีที่ตนเองมีชื่อเสียงและผลประโยชน์ พวกเขาย่อมมีต้นทุนไว้แสวงหาความหรรษาและหมกมุ่นกับความเพลิดเพลินทางเนื้อหนังโดยไม่ยั้งคิด  เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของชื่อเสียงและผลประโยชน์ซึ่งพวกเขาอยากได้อยากมี และโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ผู้คนจึงยินดีมอบร่างกาย หัวใจ และแม้แต่ทั้งหมดที่พวกเขามี รวมถึงจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขาให้ซาตาน  พวกเขาทำเช่นนั้นโดยไม่สงวนท่าที โดยที่ไม่มีความสงสัยแม้แต่อึดใจ และโดยไม่รู้ที่จะเอาทุกสิ่งที่พวกเขาเคยมีกลับคืนมา  ผู้คนสามารถรักษาการควบคุมตัวเองได้หรือไม่ในเมื่อพวกเขาได้มอบตนเองให้ซาตานและกลายเป็นจงรักภักดีต่อมันในลักษณะนี้แล้ว?  แน่นอนว่าไม่  พวกเขาถูกซาตานควบคุมอย่างสมบูรณ์และอย่างถึงที่สุด พวกเขาจมอยู่ในปลักตมนี้อย่างเบ็ดเสร็จและสิ้นเชิงแล้ว และไร้ความสามารถที่จะปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6)  พระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ฉันเข้าใจว่า แท้จริงแล้วฉันใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การหลอกลวงของซาตานโดยสิ้นเชิงมาหลายปีมาก ฉันจำได้ว่าตั้งแต่เด็ก ฉันถูกพ่อแม่ปลูกฝัง และฉันยึดถือคติที่ว่า “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นที่สูงน้ำไหลลงที่ต่ำ” และ “จงโดดเด่นเหนือทุกคนที่เหลือ และจงนำพาเกียรติมาเผื่อบรรพบุรุษของเจ้า” เป็นเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของฉัน เพื่อที่จะโดดเด่น ฉันอุตสาหะกว่าคนอื่นหลายเท่าสมัยที่เป็นนักเรียน แต่สุดท้ายก็สอบเข้ามัธยมปลายไม่ผ่านและต่อมาก็หางานดีๆ ทำไม่ได้ ดังนั้นฉันจึงเริ่มหมดหวังกับตัวเองและสูญเสียความมั่นใจในชีวิต หลังจากลูกสาวเกิด ฉันก็ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเธอ เพื่อบ่มเพาะให้เธอสนใจการเรียน ฉันเริ่มปลูกฝังความรู้ให้เธอตั้งแต่อายุยังน้อย และผลก็คือเธอสูญเสียความสุขในวัยเด็กไป เมื่อเธอเริ่มเข้าโรงเรียนและฉันเห็นว่าเธอได้เกรดไม่ดีในวิชาคณิตศาสตร์ ฉันก็บังคับให้เธอเรียนพิเศษเพื่อปรับปรุงเกรดของเธอ และเมื่อเกรดไม่ดีขึ้น ฉันก็โกรธและดุเธอ ฉันไม่เข้าอกเข้าใจหรือเห็นใจเธอเลย เพราะฉันกดดันเธออยู่ตลอด หัวใจดวงน้อยๆ ของเธอจึงต้องแบกรับความเครียดมหาศาล และเราก็ยิ่งห่างเหินกันมากขึ้นเรื่อยๆ ภายนอกดูเหมือนว่าฉันทำทั้งหมดนี้เพื่อประโยชน์ของเธอเอง แต่แท้จริงแล้วฉันกำลังบังคับให้เธอแบกรับความฝันที่ไม่สมหวังของฉัน บีบให้เธอทำความฝันเหล่านั้นให้เป็นจริงแทนฉัน และมองเธอเป็นเครื่องมือเพื่อทำให้ฉันโดดเด่น ฉันช่างขาดความเป็นมนุษย์เสียจริง!  เมื่อคิดได้ ฉันก็รู้สึกสำนึกผิดมาก ฉันไม่อยากถูกซาตานหลอกและทำร้ายไปเรื่อยๆ

ฉันแสวงหาต่อไป และฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ไม่ว่าคนเราไม่พึงพอใจกับกำเนิด การเติบโตเต็มวัย หรือการสมรสของคนเราอย่างไร ทุกคนที่ได้ก้าวผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้วย่อมรู้ว่า คนเราไม่สามารถเลือกสถานที่และเวลาเกิดของพวกเขา รูปร่างหน้าตาของพวกเขา ผู้ที่เป็นบิดามารดาของพวกเขา และผู้ที่เป็นคู่สมรสของพวกเขาได้ ได้แต่เพียงยอมรับน้ำพระทัยแห่งฟ้าสวรรค์เท่านั้น กระนั้นเมื่อถึงเวลาที่ผู้คนจะฟูมฟักคนรุ่นต่อไป พวกเขากลับถ่ายทอดความอยากได้อยากมีทั้งหมดที่ไม่อาจทำให้เป็นจริงได้ในครึ่งแรกของชีวิตตนให้แก่ลูกหลานของตน ด้วยความหวังว่าลูกหลานของพวกเขาจะชดเชยความผิดหวังต่างๆ ในครึ่งแรกของชีวิตของตัวพวกเขาเอง… ผู้คนรู้ว่าตนขาดความสามารถและไม่ประสบความสำเร็จใดๆ ในชีวิตนี้ ว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสอีกครั้งหรือความหวังอีกครั้งที่จะโดดเด่นออกมาจากฝูงชน และว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับชะตากรรมของพวกเขา  และดังนั้นพวกเขาจึงยัดเยียดความหวังทั้งหมดของพวกเขา ความอยากได้อยากมีและความใฝ่ฝันที่ยังไม่เป็นจริงของพวกเขาให้กับคนรุ่นต่อไป โดยหวังว่าเชื้อสายของพวกเขาจะสามารถช่วยให้พวกเขาสัมฤทธิ์ความฝันของพวกเขาและทำให้ความอยากต่างๆ ของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมา หวังว่าลูกสาวและลูกชายของพวกเขาจะนำเกียรติยศมาสู่วงศ์สกุล ได้รับสถานะอันโดดเด่น หรือกลายเป็นคนร่ำรวยหรือมีชื่อเสียง  กล่าวโดยสรุป พวกเขาต้องการเห็นลูกๆ ของตนทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด  แผนการและความเพ้อฝันของผู้คนนั้นสมบูรณ์แบบ พวกเขาไม่รู้หรือว่าจำนวนบุตรที่พวกเขามี รูปลักษณ์ ความสามารถ และอื่นๆ ของลูกๆ ของพวกเขานั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเป็นผู้ตัดสินใจ ยิ่งไปกว่านั้น ชะตากรรมของลูกๆ ก็ไม่ได้อยู่ในกำมือของพวกเขา?  มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง ทว่าพวกเขาก็ยังหวังที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของคนรุ่นเยาว์ พวกเขาไร้พลังอำนาจที่จะหลีกหนีชะตากรรมของตัวเอง แต่พวกเขากลับพยายามที่จะบงการชะตากรรมของลูกชายและลูกสาว  พวกเขาไม่ได้กำลังประเมินตัวเองสูงเกินไปหรอกหรือ?  นี่มิใช่ความโง่เขลาเบาปัญญาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์หรอกหรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3)  “คนเราจะประกอบอาชีพใด ทำสิ่งใดหาเลี้ยงชีวิต และมีความมั่งคั่งในชีวิตมากน้อยเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ความสามารถพิเศษ หรือความพยายามและความทะเยอทะยานของพวกเขา—แต่ขึ้นอยู่กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3)  พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงสภาวะที่แท้จริงของฉัน ฉันได้วางความอยากได้อยากมีที่ไม่สมหวังของฉันไว้กับลูกสาวจริงๆ โดยหวังว่าเธอจะสามารถโดดเด่นและสนองความอยากได้อยากมีของฉันได้ ฉันจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อควบคุมโชคชะตาของเธอด้วยความพยายามของฉันเอง อันที่จริง โชคชะตาของทุกคนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า แต่ฉันไม่รู้จักอธิปไตยของพระเจ้า ฉันใช้ชีวิตตามแนวคิดคลาดเคลื่อนที่ว่า “ความรู้สามารถเปลี่ยนโชคชะตาของเราได้” และ “ชะตาลิขิตของคนเราอยู่ในมือของเขาเอง” และฉันก็อยากจะควบคุมอนาคตของลูกสาวอยู่เสมอ ฉันนึกถึงผู้ใช้แรงงานรอบตัวฉันที่มีความรู้ แต่โชคชะตาของพวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะความรู้นั้น ฉันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ฉันพยายามเปลี่ยนโชคชะตาของตัวเองผ่านความรู้มาโดยตลอด แต่หลังจากเรียนจบฉันก็ถูกเลิกจ้างทันที และฉันไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้ทำงานหรือใช้สิ่งที่ฉันเรียนมา ฉันเห็นว่าโชคชะตาของคนเราไม่ได้อยู่ในมือของตัวเอง แต่ฉันก็ยังหลงผิดพยายามควบคุมโชคชะตาของลูกสาว ฉันช่างโอหังและโง่เขลา และฉันประเมินตัวเองสูงเกินไปจริงๆ!  โชคชะตาและอาชีพการงานของลูกสาวของฉันถูกพระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และสิ่งเหล่านี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความพยายามของมนุษย์หรือการเรียน ฉันนึกถึงเพื่อนของสามีที่แม้จะจบการศึกษาเพียงระดับประถม แต่ก็สามารถเปิดร้านค้าในเครือได้หลายแห่งทั่วประเทศ และผู้ที่จบวิทยาลัยหลายคนก็ไปหางานทำที่นั่น ความแตกต่างที่ชัดเจนนี้ทำให้ฉันเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าความรู้ไม่สามารถเปลี่ยนโชคชะตาของคนเราได้ และฉันควรปล่อยให้การเรียนของลูกเป็นไปตามธรรมชาติ หลังจากนั้นฉันก็ไม่บังคับให้ลูกสาวเรียนตามข้อเรียกร้องของตนอีกต่อไป และฉันก็เลิกลงเรียนพิเศษให้เธอด้วย แต่ฉันกลับมอบทุกอย่างเกี่ยวกับเธอไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ฉันยังประกาศข่าวประเสริฐแก่ลูกสาวของฉันด้วย เมื่อใดก็ตามที่เธอมีเวลา เธอก็จะไปชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงในวัยเดียวกัน และสภาวะจิตใจของเธอก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะล่าสุดของพระเจ้า และฉันก็เห็นปัญหาของตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น ฉันยังได้เข้าใจด้วยว่าแท้จริงแล้ว ความรับผิดชอบอะไรที่พ่อแม่ควรลุล่วงต่อลูก  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ภายในจิตสำนึกที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งของพ่อแม่ พวกเขาวาดมโนภาพ วางแผน และกำหนดสิ่งต่างๆ สารพัดเกี่ยวกับอนาคตของลูกของตน และผลลัพธ์ก็คือ พวกเขาสร้างความคาดหวังเหล่านี้ขึ้นมา  ภายใต้การปลุกปั่นของความคาดหวังเหล่านี้ พ่อแม่เรียกร้องให้ลูกของตนเล่าเรียนทักษะสารพัด เช่น การละคร การเต้นรำ ศิลปะ และอื่นๆ  พวกเขาเรียกร้องให้ลูกกลายเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์ และให้พวกเขาเป็นผู้บังคับบัญชาและไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาในภายภาคหน้า  พวกเขาเรียกร้องให้ลูกของตัวเองกลายเป็นข้าราชการระดับสูงและไม่ใช่พวกทหารปลายแถว พวกเขาเรียกร้องให้ลูกกลายเป็นผู้จัดการ ผู้บริหารระดับสูง และซีอีโอ ทำงานให้กับบริษัทชั้นนำติดหนึ่งใน 500 ของโลก เป็นต้น  เหล่านี้ล้วนเป็นแนวคิดที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งของพ่อแม่… พ่อแม่ของพวกเขากำลังฝากความหวังไว้กับลูกของตนบนพื้นฐานของหนทางในการมองสิ่งทั้งหลายของผู้ใหญ่คนหนึ่งล้วนๆ รวมไปถึงทัศนะ มุมมองและการเลือกชอบของผู้ใหญ่คนหนึ่งมีต่อเรื่องทั้งหลายบนโลก  นี่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  หากเจ้าจะพูดให้ฟังดูดี เจ้าสามารถพูดได้ว่านั่นเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่จริงๆ แล้วนั่นคืออะไร?  การเอาตัวเองเป็นที่ตั้งแบบนี้ตีความอีกอย่างได้ว่าอะไร?  นั่นคือความเห็นแก่ตัวไม่ใช่หรือ?  นั่นคือการบีบบังคับไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  เจ้าชอบอาชีพบางอย่าง เจ้าอยากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อยากรวย อยากเป็นคนเลิศหรูและประสบความสำเร็จในสังคม เจ้าจึงให้ลูกๆ เสาะแสวงที่จะเป็นคนเช่นนั้นและเดินไปบนเส้นทางแบบนั้นด้วย  แต่ในวันข้างหน้าลูกๆ จะชอบใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมดังกล่าวและชอบทำงานดังกล่าวกระนั้นหรือ?  พวกเขาเหมาะกับสิ่งนั้นหรือไม่?  โชคชะตาของพวกเขาเป็นเช่นไร?  พระเจ้าทรงมีอธิปไตยและการจัดเตรียมให้พวกเขาอย่างไร?  เจ้ารู้สิ่งเหล่านี้หรือไม่?  คนบางคนพูดว่า ‘ฉันไม่สนใจเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นหรอก สิ่งที่สำคัญก็คือสิ่งทั้งหลายที่ฉันในฐานะพ่อแม่ของพวกเขาชอบ  ฉันจะฝากความหวังไว้ที่พวกเขาบนพื้นฐานของการเลือกชอบของตัวฉันเอง’  นั่นเห็นแก่ตัวมากไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  นั่นช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน!  พูดให้ฟังดูดีได้ว่า นั่นเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง นั่นเป็นการฟันธงไปเองทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้วนั่นคืออะไร?  นั่นเห็นแก่ตัวอย่างมาก!  พ่อแม่พวกนี้ไม่คำนึงถึงขีดความสามารถหรือพรสวรรค์ของลูก พวกเขาไม่สนใจเกี่ยวกับการจัดการเตรียมการที่พระเจ้ามีสำหรับโชคชะตาและชีวิตของบุคคลแต่ละคน  พวกเขาไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็แค่บังคับให้ลูกรับเอาการเลือกชอบ เจตนารมณ์ และแผนการของตัวพวกเขาเองโดยผ่านทางการคิดแบบมุ่งหวัง  คนบางคนพูดว่า ‘ฉันจำต้องยัดเยียดสิ่งเหล่านี้ให้กับลูก  พวกเขาเป็นเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ และพอถึงเวลาที่พวกเขาเข้าใจ นั่นก็จะสายเกินไป’  นั่นจริงหรือไม่?  (ไม่จริง)  หากนั่นสายเกินไปจริงๆ เช่นนั้นก็เป็นชะตากรรมของพวกเขา ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพ่อแม่  หากเจ้ายัดเยียดสิ่งทั้งหลายที่เจ้าเข้าใจให้กับลูก พวกเขาก็จะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นเร็วขึ้นแค่เพราะเจ้าเข้าใจสิ่งเหล่านั้นหรือไม่?  (ไม่)… ต่อให้พ่อแม่สอนลูกนับจากวัยเยาว์ว่า ‘ลูกต้องเก็บซ่อนบางสิ่งไว้เวลามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน’ ลูกก็จะรับไว้ในฐานะคำสอนประเภทหนึ่งเท่านั้น  พวกเขาจะมีความสามารถที่จะปฏิบัติตนบนพื้นฐานของการแนะแนวของพ่อแม่อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อพวกเขาเข้าใจการแนะแนวเหล่านั้นอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น  เมื่อพวกเขาไม่เข้าใจการแนะแนวของพ่อแม่ ไม่ว่าพ่อแม่พยายามสอนพวกเขาอย่างไร นั่นก็ยังคงเป็นแค่คำสอนประเภทหนึ่งสำหรับพวกเขา  เพราะฉะนั้นแนวคิดที่พ่อแม่มีว่า ‘โลกช่างเต็มไปด้วยการแข่งขัน และผู้คนดำรงชีวิตอยู่ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาล หากฉันไม่เริ่มสอนลูกของฉันตั้งแต่ยังเล็กมาก พวกเขาก็จะต้องสู้ทนความทุกข์และความเจ็บปวดในภายภาคหน้า’ นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่?  (ไม่) เจ้ากำลังทำให้ลูกแบกแรงกดดันไว้บนบ่าก่อนเวลาอันควร เพื่อที่ในภายภาคหน้า พวกเขาอาจจะทนทุกข์น้อยกว่า และพวกเขาจำต้องแบกแรงกดดันนั้นโดยเริ่มจากอายุที่พวกเขายังคงไม่เข้าใจสิ่งใดเลย—ในการทำเช่นนี้ เจ้ากำลังทำอันตรายลูกอยู่ไม่ใช่หรือ?  เจ้ากำลังทำเช่นนี้เพื่อเป็นการดีต่อตัวพวกเขาเองจริงหรือ?  ให้พวกเขาไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ยังดีเสียกว่า เช่นนั้นพวกเขาย่อมสามารถดำรงชีวิตอยู่ในหนทางที่สุขสบาย มีความสุข ผ่องแผ้วและเรียบง่ายสักสองสามปี  หากพวกเขาจะต้องเข้าใจสิ่งเหล่านั้นก่อนเวลา นั่นจะเป็นพรหรือโชคร้าย? (นั่นจะเป็นโชคร้าย) ใช่ นั่นจะเป็นโชคร้าย(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (18))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่าความรักที่ฉันมีต่อลูกสาวนั้นคับแคบและเห็นแก่ตัวเพียงใด เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตัวเองในการโดดเด่น ฉันจึงยัดเยียดทัศนะของตนให้เธอแต่ฝ่ายเดียว วางแผนอนาคตให้เธอโดยไม่คำนึงถึงความสามารถหรือขีดความสามารถของเธอ และใช้วิธีการที่รุนแรงเพื่อบังคับให้เธอเรียน สร้างแรงกดดันและข้อจำกัด เมื่อฉันเห็นว่าเกรดของเธอไม่ดีขึ้น ฉันก็ตวาดเธอเหมือนคนเสียสติ ทำให้เธอยิ่งเก็บตัวมากขึ้น และพรากอิสรภาพและพื้นที่ของเธอไป ทุกสิ่งที่ฉันทำไปนั้นยับยั้งและผูกมัดเธอ ฉันรักชื่อเสียงและผลประโยชน์ และฉันก็อยากจะโดดเด่นอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อความอยากได้อยากมีของฉันไม่ได้รับการสนอง ฉันจึงวางมันไว้กับลูกสาว บังคับให้เธอทำตามความอยากได้อยากมีของฉัน และสร้างแรงกดดันให้เธอเรียนมากเกินไป ฉันไม่เอาใจเธอมาใส่ใจฉันเพื่อคำนึงว่าเธอชอบหรือถนัดอะไร แม้ว่าฉันจะเห็นว่าเธอเก็บตัวมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกด้อยลงเรื่อยๆ เพราะแรงกดดันของฉัน ฉันก็ยังยืนกรานให้เธอทำตามความคาดหวังของฉัน ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตอย่างเจ็บปวดตลอดเวลา ฉันช่างโหดร้ายและเห็นแก่ตัวจริงๆ!  ลูกสาวของฉันยังอายุน้อย อยู่ในวัยที่อยากจะสนุก แต่ฉันกลับใช้อำนาจปลูกฝังปรัชญาและกฎเยี่ยงซาตานให้เธอ บังคับให้เธอต้องแบกรับแรงกดดันและความเจ็บปวดที่เธอไม่ควรต้องแบกรับ สิ่งที่ฉันทำกับลูกสาวไม่ใช่ความรักเลย แต่เป็นการทำร้ายทางจิตใจรูปแบบหนึ่ง ถ้าฉันรักลูกสาวของฉันจริงๆ และรับผิดชอบต่อเธอ ฉันควรจะให้การศึกษาเธอตามความสนใจและความสามารถของเธอ ชี้แนะเธออย่างถูกต้อง แทนที่จะยัดเยียดความอยากได้อยากมีของตัวเองให้เธอ เมื่อทบทวนการกระทำของตัวเอง ฉันก็รู้สึกเสียใจมาก และฉันตระหนักว่าฉันไม่มีความเป็นมนุษย์ ฉันไม่สามารถยัดเยียดความคาดหวังที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ให้เธอได้อีกต่อไป

ตั้งแต่นั้นมา ผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจความรับผิดชอบที่ฉันควรจะลุล่วงในฐานะแม่  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “โดยผ่านทางการชำแหละแก่นแท้ของความคาดหวังของพ่อแม่ที่มีต่อลูกของตน พวกเราสามารถเห็นได้ว่าความคาดหวังเหล่านี้เห็นแก่ตัว ขัดกับความเป็นมนุษย์ และไม่เกี่ยวอะไรกับความรับผิดชอบของพ่อแม่  เวลาที่พ่อแม่ยัดเยียดความคาดหวังและความต้องการสารพัดอย่างให้กับลูกของตน พวกเขากลับเพิ่มความกดดันให้กับลูกเป็นอันมาก—นี่ไม่ใช่การลุล่วงหน้าที่ของตน  ถ้าเช่นนั้น ความรับผิดชอบที่พ่อแม่ควรลุล่วงมีอะไรบ้าง?  อย่างน้อยพวกเขาควรสอนลูกให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ พูดเรื่องจริง และทำสิ่งต่างๆ อย่างซื่อสัตย์ สอนให้มีจิตใจที่ดีและไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี ชี้แนะลูกในทิศทางที่เป็นบวก  สิ่งเหล่านี้คือความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานที่สุดของพวกเขา  นอกจากนี้ พวกเขาควรชี้แนะให้ลูกศึกษาหาความรู้ ทักษะ และอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ตามขีดความสามารถและภาวะของลูก  ถ้าพ่อแม่เชื่อในพระเจ้าและเข้าใจความจริง พวกเขาก็ควรให้ลูกๆ อ่านพระวจนะของพระเจ้าและยอมรับความจริง เพื่อให้ลูกมารู้จักพระผู้สร้าง และเข้าใจว่าพระเจ้าทรงสร้างผู้คนขึ้นมาและมีพระเจ้าอยู่ในจักรวาลนี้ พวกเขาควรพาลูกๆ อธิษฐานถึงพระเจ้า กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้ลูกเข้าใจความจริงบางอย่างได้ และเมื่อเติบโตขึ้นก็จะสามารถเชื่อในพระเจ้า ติดตามพระเจ้า และทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ แทนที่จะมัวไล่ตามกระแสนิยมทางโลก ติดอยู่ในกับดักที่เป็นสัมพันธภาพอันซับซ้อนระหว่างบุคคล และถูกกระแสนิยมต่างๆ อันชั่วของโลกนี้ชักจูง ทำให้เสื่อมทราม และทำลายเสีย  นี่คือความรับผิดชอบที่พ่อแม่ควรลุล่วงโดยแท้  ความรับผิดชอบที่พวกเขาควรลุล่วงตามบทบาทของพ่อแม่ก็คือให้การชี้แนะแก่ลูกในทางที่เป็นบวกและให้การช่วยเหลืออย่างเหมาะควรก่อนที่ลูกๆ จะโตเป็นผู้ใหญ่ รวมทั้งดูแลชีวิตทางด้านกายภาพของลูกให้ทันท่วงทีในเรื่องของปัจจัยสี่  ถ้าลูกป่วย พ่อแม่ก็ควรพาไปรักษาเมื่อจำเป็น ไม่ควรให้ลูกยังคงไปโรงเรียน และงดเว้นการรักษาเพราะเกรงว่าจะถ่วงการเรียนของลูก  เมื่อลูกจำเป็นต้องพักฟื้น ก็ต้องอนุญาตให้พักฟื้น และเมื่อลูกจำเป็นต้องพักผ่อน ก็ต้องอนุญาตให้พักผ่อน  การดูแลสุขภาพของลูกให้ดีเป็นสิ่งที่ต้องทำ ถ้าลูกเรียนตามเพื่อนไม่ทัน พ่อแม่ก็หาวิธีให้เรียนชดเชยภายหลังได้  นี่คือความรับผิดชอบที่พ่อแม่ควรลุล่วง  ด้านหนึ่ง พวกเขาต้องช่วยให้ลูกๆ ของตนมีพื้นความรู้ที่แน่นพอ  อีกด้านหนึ่ง พวกเขาต้องชี้แนะและอบรมสั่งสอนลูกให้เดินไปในเส้นทางที่ถูกต้อง และดูแลให้ลูกมีสุขภาพจิตที่ดี จะได้ไม่ถูกกระแสนิยมที่ไม่ดีและแนวปฏิบัติอันชั่วของสังคมเข้าครอบงำ  ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ต้องให้ลูกใส่ใจออกกำลังกายอย่างเหมาะสมอีกด้วยเพื่อให้ลูกมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง  เหล่านี้คือสิ่งที่พ่อแม่พึงทำ ไม่ใช่ฝืนยัดเยียดความคาดหวังหรือความต้องการใดๆ ที่ไม่อยู่กับความเป็นจริงให้กับลูก  พ่อแม่ต้องลุล่วงความรับผิดชอบของตนทั้งในเรื่องของสิ่งที่ลูกจำเป็นต้องมีทางฝ่ายวิญญาณและสิ่งที่ลูกจำเป็นต้องมีในชีวิตทางกาย  พวกเขาควรบอกความรู้ทั่วไปบางอย่างแก่ลูก เช่น ลูกควรกินอาหารร้อนๆ ไม่กินอาหารที่เย็นชืด เมื่ออากาศหนาวก็ควรแต่งกายให้อบอุ่น จะได้ไม่เป็นไข้หนาวหรือเป็นหวัด ช่วยให้ลูกเรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาพของตนเอง  นอกจากนี้ เมื่อความรู้สึกนึกคิดที่ยังเยาว์ของลูกเกิดแนวคิดแบบเด็กๆ ที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ในเรื่องอนาคตของตนหรือความคิดสุดโต่งบางอย่าง พ่อแม่ก็ต้องให้การชี้แนะที่ถูกต้องแก่ลูกทันทีที่พวกเขาพบเห็นเรื่องแบบนี้ แก้ไขความคิดเพ้อฝันแบบเด็กๆ และเรื่องที่สุดโต่งเหล่านั้นให้ถูกต้อง เพื่อให้ลูกสามารถออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตได้  นี่คือการลุล่วงความรับผิดชอบของพ่อแม่  ในแง่หนึ่ง การลุล่วงความรับผิดชอบของพ่อแม่หมายถึงการเอาใจใส่ดูแลชีวิตของลูก ส่วนอีกแง่หนึ่งหมายถึงการชี้แนะและแก้ไขความคิดอ่านของลูกให้ถูกต้อง ให้การชี้แนะที่ถูกต้องแก่ลูกในเรื่องความคิดอ่านและทัศนะของพวกเขา(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (18))  “เมื่อลูกๆ เติบโตขึ้น ความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่พ่อแม่ควรลุล่วงก็คือการไม่กดดันลูกของตน ไม่พันธนาการ หรือแทรกแซงตัวเลือกของพวกเขา เพิ่มภาระให้ครั้งแล้วครั้งเล่า  ในทางกลับกัน ขณะที่ลูกๆ กำลังเติบโต ไม่ว่าลูกจะมีบุคลิกและขีดความสามารถเช่นใด ความรับผิดชอบของพ่อแม่ก็คือการชี้นำพวกเขาในทิศทางที่ดีและเป็นบวก  เมื่อลูกมีการใช้ภาษา พฤติกรรม หรือความคิดที่ชอบกลและไม่ถูกควร พ่อแม่ก็ควรให้การแนะนำฝ่ายวิญญาณ รวมทั้งการชี้นำและการแก้ไขทางด้านพฤติกรรมอย่างทันท่วงที  ส่วนเรื่องที่ว่าลูกๆ จะเต็มใจเล่าเรียนหรือไม่ เรียนดีเพียงใด มีความสนใจในการเรียนรู้ทักษะและหาความรู้มากเพียงใด และพวกเขาจะสามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อโตขึ้น เหล่านี้ควรปรับให้เหมาะกับความสามารถตามธรรมชาติ ความชอบส่วนตัว และแนวทางความสนใจของเด็ก เพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างมีสุขภาพที่ดี แข็งแกร่ง และเป็นอิสระในระหว่างขั้นตอนของการอบรมเลี้ยงดู—นี่คือความรับผิดชอบที่พ่อแม่ควรลุล่วง  ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นท่าทีที่พ่อแม่ควรมีต่อการเติบโต การเล่าเรียน และอาชีพการงานของลูกๆ ไม่ใช่ยัดเยียดความปรารถนา ความใฝ่ฝัน ความชอบส่วนตน และแม้กระทั่งความอยากได้อยากมีของตนเองให้ลูกๆ ทำให้เป็นจริง(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (16))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้เรียนรู้ว่าความรับผิดชอบของพ่อแม่คือการชี้แนะลูกให้เรียนรู้ตามปกติโดยพิจารณาจากขีดความสามารถและจุดแข็งของพวกเขา ให้การชี้แนะที่เป็นบวกและกระตือรือร้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นระหว่างการเติบโตของพวกเขา บ่มวินัยเมื่อพวกเขาทำผิด และสอนให้พวกเขาใช้วิจารณญาณแยกแยะระหว่างสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่เป็นลบ ส่วนชีวิตในอนาคตของลูก เรื่องพวกเขาจะกลายเป็นคนประเภทไหน หรือจะไล่ตามเสาะหาอาชีพการงานอะไร ล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และพ่อแม่ควรยอมรับและนบนอบอธิปไตยของพระเจ้า เมื่อฉันแน่ใจในความรับผิดชอบของตัวเองแล้ว ฉันก็รู้ว่าจะให้การศึกษาลูกสาวของฉันอย่างไร เมื่อลูกสาวของฉันไม่ยุ่งกับการเรียน เราก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าและฟังเพลงนมัสการด้วยกัน เมื่อเธอมีปัญหาในการเรียน ฉันก็สอนเธออย่างใจเย็นและบอกเธอว่าอย่ารู้สึกกดดัน คาดไม่ถึงว่าเกรดของลูกสาวฉันจะดีขึ้นเล็กน้อย ต่อมาฉันเห็นว่าลูกสาวของฉันชอบวาดรูป ฉันจึงลงเรียนวิชาวาดรูปให้เธอ เธอมีงานอดิเรกของตัวเอง และสภาวะจิตใจของเธอก็ดีขึ้นด้วย แถมฉันกับลูกสาวก็สนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ

วันหนึ่งหลังเลิกเรียน ระหว่างทางกลับบ้านหลังจากไปรับลูกสาว ฉันเห็นแม่คนหนึ่งตะคอกลูกสาวตัวเอง ตำหนิเธอเรื่องเกรดไม่ดี เด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นตัวสั่นด้วยความกลัว ในขณะนั้นลูกสาวของฉันก็กระซิบเบาๆ ที่หูของฉันว่า “แม่คะ ขอบคุณความรอดของพระเจ้า หนูไม่ต้องทนทุกข์อีกต่อไป เมื่อก่อนแม่ก็ดุหนูแบบนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้แม่ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว และแม่ก็กลายเป็นแม่ที่ดี” เมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนี้ ฉันก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ และฉันเกือบจะร้องไห้ หัวใจของฉันเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งในพระเจ้า เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ทำให้ฉันตระหนักว่าโชคชะตาของมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่แสดงให้ฉันเห็นว่าความรับผิดชอบที่แท้จริงของพ่อแม่ต่อลูกๆ ของตนคืออะไร ฉันไม่บังคับให้ลูกสาวเรียนอีกต่อไป และสิ่งนี้ทำให้ฉันกลายเป็นแม่ที่ดีในสายตาของเธอ ฉันกระซิบเบาๆ กับลูกสาวว่า “เราทั้งคู่ควรขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรอดของพระองค์”

ตอนนี้ลูกสาวของฉันกำลังเรียนพยาบาล และแม้ว่าบางครั้งเราจะพูดคุยกันเรื่องการจ้างงานในอนาคต แต่หัวใจของฉันก็สงบ และฉันเชื่อว่าทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ว่าสถานการณ์การจ้างงานของลูกฉันจะเป็นอย่างไร ฉันก็เต็มใจที่จะนบนอบการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ได้รับเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากการชี้แนะของพระวจนะของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า:  76. ในที่สุดฉันก็ก้าวออกจากเงาของปมด้อย

ถัดไป:  84. บทเรียนที่ฉันได้เรียนรู้ หลังจากสามีล้มป่วย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger