หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (24)

ประการที่สิบสี่: แยกแยะผู้คนที่ชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทุกรูปแบบได้อย่างทันท่วงที แล้วจากนั้นก็ขับไล่หรือเอาตัวออกไป (ภาคที่สาม)

หลักและมาตรฐานสำหรับการแยกแยะคนชั่วนานาประเภท

I. อ้างอิงตามจุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าของคนเรา

ในการชุมนุมครั้งก่อน พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ของผู้นำและคนทำงานคือ “แยกแยะผู้คนที่ชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทุกรูปแบบได้อย่างทันท่วงที แล้วจากนั้นก็ขับไล่หรือเอาตัวออกไป”  จากเนื้อหาของหน้าที่รับผิดชอบประการนี้ พวกเราได้สรุปการสำแดงต่างๆ ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกันของผู้คนนานาประเภท จากนั้นก็แยกแยะบุคคลหลากหลายนี้ตามการสำแดงของพวกเขา  ในการแยกแยะบุคคลเหล่านี้ พวกเรามุ่งหมายที่จะระบุให้ชัดเจนว่าใครคือคนชั่วที่พระนิเวศของพระเจ้าจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณดูให้ออกและเอาตัวออกไป—นั่นคือ คนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าและเป็นเป้าหมายที่จะถูกเอาตัวออกไป  ในการชุมนุมสองครั้งก่อนพวกเราได้สามัคคีธรรมเรื่องการใช้วิจารณญาณแยกแยะและจัดหมวดหมู่คนชั่วนานาประเภทผ่านสามแง่มุม  วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่คนชั่วนานาประเภทผ่านสามแง่มุมนี้กันต่อ  ก่อนอื่น จงอ่านหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ และหมวดหมู่จำเพาะทั้งสามตามที่ระบุไว้ในนั้นเถิด  (หน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ของผู้นำและคนทำงาน “แยกแยะผู้คนที่ชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทุกรูปแบบได้อย่างทันท่วงที แล้วจากนั้นก็ขับไล่หรือเอาตัวออกไป”  โดยดูข้อที่หนึ่ง จุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าของคนเรา ข้อที่สอง ความเป็นมนุษย์ของคนเรา ข้อที่สาม ท่าทีที่คนเรามีต่อหน้าที่ของตน)  หลังจากอ่านแล้ว พวกเจ้าก็พอจะนึกออกใช่หรือไม่ว่าเนื้อหาเบื้องต้นของการสามัคคีธรรมสองครั้งก่อนเป็นอย่างไร?  (ใช่)  พวกเรามาทบทวนเนื้อหาของสามัคคีธรรมคราวที่แล้วกันก่อนเถิด  (คราวที่แล้วพระเจ้าทรงสามัคคีธรรมเกี่ยวกับจุดประสงค์ของการที่คนเราเชื่อในพระเจ้า โดยครอบคลุมประเด็นที่สี่ถึงประเด็นที่แปดในหัวข้อนี้ ประเด็นที่สี่ เพื่อฉวยโอกาส ประเด็นที่ห้า เพื่อเกาะคริสตจักรกิน ประเด็นที่หก เพื่อแสวงหาที่หลบภัย ประเด็นที่เจ็ด เพื่อหาผู้สนับสนุน ประเด็นที่แปด เพื่อไล่ตามไขว่คว้าจุดมุ่งหมายทางการเมือง)  มีการเสวนาห้าประเด็นนี้ในสามัคคีธรรมครั้งก่อน  ในการสามัคคีธรรมถึงการสำแดงเบื้องต้นและแก่นแท้อันเสื่อมทรามที่ผู้คนห้าประเภทนี้เผยออกมา เมื่อดูจากพฤติกรรมของพวกเขา เจตนาและจุดประสงค์ที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า รวมถึงข้อเรียกร้องที่พวกเขามีต่อพระเจ้าตลอดเวลาแล้ว ผู้คนเหล่านี้ควรนับว่าเป็นพี่น้องชายหญิงและควรอยู่ในคริสตจักรต่อไปหรือไม่?  (ไม่ ผู้คนเช่นนี้ควรถูกชำระออกไป เพราะพวกเขาไม่ได้เชื่อในพระเจ้าเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไล่ตามเสาะหาความรอด  พวกเขาทุกคนมีเจตนาและแผนการส่วนตัว หวังใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกหาข้อได้เปรียบและให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ในพระนิเวศของพระเจ้า  พวกเขาไม่ใช่คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง เป็นผู้ไม่เชื่อกันทุกคน)  หากไม่เอาผู้ไม่เชื่อออกไปจากคริสตจักร พวกเขาจะสร้างความเสียหายอันใดให้กับงานของคริสตจักรและพี่น้องชายหญิง?  (พวกเขาไม่กินและไม่ดื่มพระวจนะของพระเจ้า ไม่ยอมมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาอยู่ในคริสตจักรโดยไม่ยอมรับความจริง  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังสามารถระบายความคิดลบและมโนคติอันหลงผิดออกมา อันเป็นการขัดขวาง รบกวน และมีบทบาทที่เป็นลบ)  โดยพื้นฐานแล้ว นี่คือการสำแดงที่ผู้คนมองเห็นได้

ดูจากการสำแดงของผู้คนห้าประเภทที่เสวนากันไปในสามัคคีธรรมคราวก่อน ผู้คนเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันหรือไม่?  (มี)  ลักษณะที่พวกเขามีร่วมกันคืออะไร?  (ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ไม่เชื่อ)  (พวกเขาไม่เชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ไม่เชื่อในความจริง และไม่สนใจความจริง)  นี่เกี่ยวโยงกับแก่นแท้ของพวกเขา  ในเมื่อพวกเขาไม่เชื่อในความจริง พวกเขาย่อมจะไม่ยอมรับความจริง  แก่นแท้ของคนที่ไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใดคือแก่นแท้ของผู้ไม่เชื่อ  ลักษณะเด่นของผู้ไม่เชื่อคืออะไร?  พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อฉวยโอกาส เพื่อเกาะคริสตจักรกิน เพื่อหลีกเลี่ยงความวิบัติ เพื่อหาคนสนับสนุนและหาแหล่งรายได้ที่มั่นคง  บางคนถึงกับไล่ตามไขว่คว้าจุดมุ่งหมายทางการเมือง ต้องการใช้เรื่องบางอย่างสร้างเครือข่ายกับรัฐบาลเพื่อให้ได้รับการเอื้อประโยชน์และได้ตำแหน่งจากทางการ  ผู้คนเช่นนี้เป็นผู้ไม่เชื่อทั้งสิ้น  พวกเขามีแรงจูงใจและเจตนาเหล่านี้อยู่ในการเชื่อในพระเจ้า และในหัวใจของพวกเขาก็ไม่ได้เชื่ออย่างมั่นใจเต็มร้อยว่ามีพระเจ้า  ต่อให้พวกเขายอมรับพระองค์ พวกเขาก็ยอมรับด้วยความกังขา เพราะยึดถือทัศนะแบบอเทวนิยม  พวกเขาเชื่อแต่สิ่งที่ตนมองเห็นได้ในโลกวัตถุเท่านั้น  เหตุใดพวกเราจึงกล่าวว่าพวกเขาไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า?  เพราะพวกเขาต่างก็ไม่เชื่อหรือยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง และหลังจากที่ทรงสร้างมวลมนุษย์ พระเจ้าก็ทรงนำและครองอธิปไตยเหนือพวกเขา  ด้วยเหตุนั้นจึงไม่มีทางที่พวกเขาจะเชื่อในข้อเท็จจริงได้ว่าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังได้  ถ้าพวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังได้ พวกเขาจะเชื่อและยอมรับความจริงทั้งปวงที่พระเจ้าทรงแสดงได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ถ้าพวกเขาไม่เชื่อความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงเอาไว้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้ และจะเชื่อในแผนการบริหารจัดการเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดของพระองค์หรือไม่?  (ไม่เชื่อ)  พวกเขาไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้เลย  มูลเหตุที่พวกเขาไม่เชื่อคืออะไร?  คือพวกเขาไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า  พวกเขาเป็นทั้งอเทวนิยมและวัตถุนิยม  พวกเขาเชื่อว่ามีเพียงสิ่งที่ตนมองเห็นได้ในโลกวัตถุเท่านั้นที่เป็นจริง  เชื่อว่าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะสามารถเข้าถึงได้ด้วยกลอุบายและวิธีการอันไม่ถูกควรเท่านั้น  พวกเขาเชื่อว่าหนทางเดียวที่จะเจริญรุ่งเรืองและมีชีวิตที่เป็นสุขคือการดำเนินชีวิตตามปรัชญาของซาตาน  เชื่อว่าชะตากรรมของตนอยู่ในมือของตนเองเท่านั้น และพวกเขาต้องพึ่งพาตนเองในการสร้างและได้มาซึ่งชีวิตที่มีความสุข  พวกเขาไม่เชื่อในอธิปไตยของพระเจ้าหรือมหิทธานุภาพของพระองค์  คิดไปว่าถ้าพึ่งพาพระเจ้า พวกเขาก็จะไม่มีอะไรเลย  สุดท้ายแล้วพวกเขาจึงไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าสามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จลุล่วงได้ และพวกเขาก็ไม่เชื่อในมหิทธานุภาพของพระเจ้า  นี่คือสาเหตุที่การเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาเกิดมีเจตนาและจุดประสงค์ทั้งหลายขึ้นมา เช่น การฉวยโอกาส การเกาะคริสตจักรกิน การแสวงหาที่หลบภัย การหาผู้สนับสนุน การผูกมิตรกับเพศตรงข้าม และการไล่ตามไขว่คว้าจุดมุ่งหมายทางการเมือง—เพื่อให้ตนได้ตำแหน่งจากทางการและแหล่งรายได้ที่มั่นคง  แน่นอนว่า นี่เป็นเพราะคนเหล่านี้ไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง พวกเขาจึงสามารถแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรได้อย่างไม่เกรงกลัวและผิดทำนองคลองธรรมโดยมีเจตนาและจุดมุ่งหมายส่วนตัว หวังที่จะใช้ความสามารถพิเศษของตนหรือทำให้ความปรารถนาของตนกลายเป็นจริงในคริสตจักร  นี่หมายความว่าพวกเขาแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรเพื่อตอบสนองเจตนาและความอยากได้พรของตน พวกเขาอยากได้ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะในคริสตจักร และเมื่อได้แล้ว พวกเขาก็จะมีแหล่งรายได้ที่มั่นคง  จากพฤติกรรมและแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา สามารถมองเห็นได้ว่าจุดประสงค์ แรงจูงใจ และเจตนาที่พวกเขามาเชื่อในพระเจ้านั้นไม่ถูกทำนองคลองธรรม และไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่ยอมรับความจริงหรือเชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริง—ต่อให้พวกเขาแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรได้จริง พวกเขาก็เข้ามานั่งให้ที่นั่งเต็มเท่านั้น ไม่มีบทบาทที่เป็นบวกแต่อย่างใด  ฉะนั้น คริสตจักรจึงไม่ควรยอมรับผู้คนดังกล่าว  แม้คนเหล่านี้จะแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักร แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ทว่าถูกผู้อื่นพาเข้ามาด้วยเจตนาอันดี  “พวกเขาไม่ใช่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร”—ประโยคนี้ควรตีความว่าอย่างไร?  ประโยคนี้หมายความว่าพระเจ้ามิได้ทรงกำหนดและเลือกพวกเขาเอาไว้ล่วงหน้า พระองค์ไม่ได้ทรงมองว่าพวกเขาคือเป้าหมายในพระราชกิจของพระองค์ และไม่ได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าพวกเขาคือมนุษย์ที่พระองค์จะทรงช่วยให้รอด  เมื่อคนเหล่านี้แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรแล้ว ก็แน่นอนว่าพวกเราย่อมไม่สามารถปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะพี่น้องชายหญิงได้ เพราะพวกเขาไม่ใช่คนที่ยอมรับความจริงโดยแท้หรือนบนอบพระราชกิจของพระเจ้า  บางคนอาจถามว่า “ในเมื่อพวกเขาไม่ใช่พี่น้องชายหญิงที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง แล้วทำไมคริสตจักรไม่ขับไล่หรือเอาตัวพวกเขาออกไป?”  เจตนารมณ์ของพระเจ้าคือให้ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรเรียนรู้การใช้วิจารณญาณจากผู้คนเหล่านี้ ซึ่งยังผลให้มองเห็นกลอุบายของซาตานอย่างทะลุปรุโปร่งและปฏิเสธซาตาน  เมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมีวิจารณญาณแยกแยะแล้ว ผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ก็ควรถูกชำระออกไป  จุดหมายของการใช้วิจารณญาณแยกแยะคือเพื่อเปิดโปงผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ที่แทรกซึมเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้าด้วยความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขา และชำระพวกเขาออกไปจากคริสตจักร เพราะคนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้เชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า และยิ่งไม่ใช่คนที่ยอมรับและไล่ตามเสาะหาความจริง  การที่พวกเขาอยู่ในคริสตจักรต่อไปจะไม่ก่อประโยชน์อันใด—มีแต่จะเกิดความเสียหายร้ายแรง  ประการแรก หลังจากแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรแล้ว ผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ไม่เคยกินหรือดื่มพระวจนะของพระเจ้า และไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย  พวกเขาพูดคุยเรื่องต่างๆ นอกเหนือจากพระวจนะของพระเจ้าและความจริงอยู่เสมอ รบกวนหัวใจของผู้อื่น  พวกเขารังแต่จะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรเท่านั้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  ประการที่สอง ถ้าพวกเขายังคงอยู่ในคริสตจักร พวกเขาก็จะก่อความวุ่นวายด้วยการประพฤติผิดเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อโดยแท้ ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร และทำให้คริสตจักรเผชิญภัยซ่อนเร้นมากมาย  ประการที่สาม ต่อให้พวกเขาอยู่ในคริสตจักรต่อไป พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะทำตัวเป็นผู้รับใช้ และแม้จะยอมทำงานให้บ้าง ก็จะทำไปเพื่อที่จะได้รับพรเท่านั้น  หากวันหนึ่งพวกเขามารู้ว่าตนไม่อาจได้รับพร พวกเขาย่อมจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ก่อกวนและบ่อนทำลายงานของคริสตจักร  แทนที่จะยอมให้เป็นเช่นนั้น การเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักรให้เร็วที่สุดย่อมดีกว่า  ประการที่สี่ ผู้ไม่เชื่อเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะแบ่งพรรคแบ่งพวก สนับสนุนและติดตามศัตรูของพระคริสต์ อันเป็นการสร้างขุมกำลังชั่วภายในคริสตจักรซึ่งเป็นภัยคุกคามงานของคริสตจักรอย่างมาก  เมื่อพิจารณาสี่ข้อที่กล่าวมานี้ จึงจำเป็นที่จะต้องแยกแยะและเปิดโปงผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ที่แทรกซึมเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้า แล้วจากนั้นก็เอาตัวพวกเขาออกไปเสีย  นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้งานของคริสตจักรเดินหน้าต่อไปตามปกติ และปกป้องดูแลให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและใช้ชีวิตคริสตจักรตามปกติได้อย่างมีประสิทธิผล และเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้าด้วยประการฉะนี้  นี่เป็นเพราะการแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรของผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ทำให้เกิดผลเสียใหญ่หลวงต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  มีผู้คนมากมายที่ไม่สามารถดูพวกเขาออก กลับปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะพี่น้องชายหญิง  บางคนเมื่อเห็นว่าพวกเขาพอมีพรสวรรค์หรือจุดแข็งอยู่บ้าง ก็เลือกพวกเขามาทำหน้าที่ผู้นำและคนทำงาน  ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์จึงเกิดขึ้นมาในคริสตจักรในลักษณะนี้  เมื่อดูแก่นแท้ของพวกเขาก็เห็นได้ว่าในหมู่คนเหล่านี้ไม่มีใครเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า หรือเชื่อว่าพระวจนะของพระองค์คือความจริง หรือว่าพระองค์ทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง  พวกเขาคือผู้ไม่มีความเชื่อในสายพระเนตรของพระเจ้า  พระองค์จึงไม่สนพระทัยพวกเขา และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา  ฉะนั้น ตามแก่นแท้ของพวกเขาแล้ว คนเหล่านี้จึงไม่ใช่เป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอด และไม่ใช่คนที่พระองค์ทรงเลือกสรรหรือกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน  เป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงช่วยพวกเขาให้รอด  ไม่ว่าจะมองอย่างไร ผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ก็ไม่ใช่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเลย  จึงควรใช้วิจารณญาณแยกแยะพวกเขาให้ทันท่วงทีและถูกต้องแม่นยำ จากนั้นก็เอาตัวออกไป  ต้องไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาแฝงตัวอยู่ในคริสตจักรคอยรบกวนผู้อื่น  ผู้ไม่เชื่อเหล่านี้แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรด้วยจุดประสงค์และแรงจูงใจที่แตกต่างกัน และเจ้าอาจจะไม่สามารถเท่าทันหรือดูพวกเขาออกในทีแรก  อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งเจ้ามีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาบ่อยครั้งและเจรจาพาทีกับพวกเขามากขึ้น เจ้าจะเข้าใจพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ และมองเห็นการสำแดงนานาประการที่บ่งชี้ว่าพวกเขาคือผู้ไม่เชื่อได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อเป็นเช่นนั้น การแยกแยะพวกเขาตามพระวจนะของพระเจ้าย่อมง่ายขึ้นมิใช่หรือ?  (ใช่)  ถ้าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนสามารถดูผู้ไม่เชื่อออก เช่นนั้นก็ถึงเวลาเผยตัวพวกเขาและเอาตัวออกไป  ไม่ว่าพวกเขาจะมีลักษณะนิสัยอย่างไร มีสถานะทางสังคมเช่นใด หรือมีอาวุโสในคริสตจักรมากเท่าใด หลังจากฟังคำเทศนามานานหลายปี ถ้าพวกเขายังคงไม่สามารถยอมรับความจริงและยังเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า นี่ก็เผยให้เห็นแล้วว่าพวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ  เมื่อพิจารณาจุดประสงค์และสิ่งที่พวกเขาสำแดงออกมาในการเชื่อในพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็คือคนที่ควรถูกขับไล่หรือเอาตัวออกไปอย่างไม่ต้องสงสัย  นี่คืองานชำระให้สะอาดที่คริสตจักรต้องทำกันทุกระยะ

หัวข้อเรื่องจุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าครอบคลุมแปดประเด็นด้วยกัน ซึ่งหมายความว่ามีผู้คนแปดจำพวกที่มีการสำแดงเพียงพอให้พวกเราใช้วิจารณญาณแยกแยะคนชั่วประเภทต่างๆ ออกมา จากนั้นก็ระบุประเภทให้ถูกต้อง แล้วจัดการพวกเขาไปตามนั้น  สรุปว่า ผู้คนแปดจำพวกนี้ไม่อาจคงอยู่ในคริสตจักรได้  บางคนอาจจะถามว่า “ผู้คนแปดจำพวกนี้ต่างก็แสดงพฤติกรรมออกมาจำพวกละหนึ่งอย่างเท่านั้นใช่หรือไม่?”  ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น จุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าของบางคนครอบคลุมถึงสี่หรือห้าประเด็น—พวกเขาแสวงหาที่หลบภัย เกาะคริสตจักรกิน ฉวยโอกาส ไล่ตามไขว่คว้าจุดมุ่งหมายทางการเมือง และสุ่มเสาะหาเพศตรงข้าม โดยแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรเพื่อล่อลวงผู้อื่นอย่างไม่เลือกหน้า  จุดประสงค์ในการเชื่อในพระเจ้าของบางคนอาจครอบคลุมสองประเด็น—หนึ่งคือเพื่อเสาะแสวงที่จะได้เป็นเจ้าหน้าที่ในคริสตจักร และอีกหนึ่งคือเพื่อฉวยโอกาสแสวงหาพร หรือบางคนอาจจะเสาะหาเพศตรงข้าม พลางเกาะคริสตจักรกิน  เห็นได้ชัดว่าผู้คนเหล่านี้มายังพระนิเวศของพระเจ้าโดยจ้องที่จะเอาเปรียบ ตั้งใจที่จะใช้พระนิเวศของพระเจ้าหรือพี่น้องชายหญิงมาช่วยตนทำสิ่งต่างๆ มาทุ่มเทพยายามเพื่อตน และเพื่อที่จะบรรลุจุดประสงค์และตอบสนองความปรารถนาของพวกเขา พวกเขาจึงใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้มาทำให้พี่น้องชายหญิงรับใช้พวกเขา  สรุปแล้ว ผู้ไม่เชื่อและนักฉวยโอกาสที่แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรและควรถูกขับไล่หรือเอาตัวออกไปนี้มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนในการมายังพระนิเวศของพระเจ้าคือ การเอาแต่ได้และใช้สถานการณ์นั้นๆ มาเอาเปรียบหาผลประโยชน์เข้าตัว  จุดประสงค์ของพวกเขาไม่ว่าจะในคำพูดหรือการกระทำย่อมแยกแยะได้อย่างคลุมเครือเสมอ  คนเหล่านี้ไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใดและไม่สนใจความจริง บางครั้งพวกเขาก็แสดงอารมณ์และท่าทีที่รังเกียจหรือต่อต้านให้เห็นด้วยซ้ำ  ไม่ว่าคริสตจักรจะจัดเตรียมหน้าที่อันใดให้แก่พวกเขา พวกเขาก็ยอมฝืนใจให้ความร่วมมือต่อเมื่อหน้าที่ดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเท่านั้น  ถ้าไม่เป็นประโยชน์ พวกเขาก็ไม่ยอมรับอยู่ภายใน แสดงความคิดลบออกมาและไม่ยอมริเริ่มอะไร ถึงกับรังเกียจหรือปฏิเสธอีกด้วย  พวกเขาจะทำงานบ้างก็ต่อเมื่อมีข้อดี หากไม่มีข้อดี พวกเขาย่อมบ่ายเบี่ยงหรือทำแต่พอพ้นตัวโดยไม่ริเริ่มอะไร  เมื่องานเดินมาถึงช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง พวกเขากลับเล่นซ่อนแอบ หายตัวไป และทิ้งขว้างงานของคริสตจักร  จากการสำแดงเหล่านี้ก็เห็นได้ชัดว่า พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะเอาแต่ได้เท่านั้น แม้แต่การใช้พวกเขาทำงานให้ก็ยังทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าผลดี

I. เพื่อจับตาดูคริสตจักร

วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงประเด็นสุดท้ายในหัวข้อเรื่องจุดประสงค์ที่คนเราเชื่อในพระเจ้า  นอกจากแปดประเด็นที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่จุดประสงค์และเจตนาในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขานั้นไม่ถูกทำนองคลองธรรม  สิ่งใดทำให้พวกเขาแตกต่างจากผู้คนที่กล่าวถึงข้างต้นซึ่งมีแรงจูงใจเป็นผลประโยชน์เท่านั้น และไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะอย่างสุดความสามารถ?  คนประเภทนี้ไม่ได้เข้าคริสตจักรเพื่อมาเป็นเจ้าหน้าที่ เพื่อสถานะหรือแหล่งรายได้ที่มั่นคง หรือเพื่อทำให้ชีวิตของตนสะดวกสบายขึ้น และอื่นๆ พวกเขามีจุดประสงค์ที่คนทั่วไปสังเกตเห็นได้ยาก  จุดประสงค์นี้คืออะไร?  คือการจับตาดูและควบคุมคริสตจักร  การจับตาดูคริสตจักรเป็นประเด็นที่เก้าในหัวข้อเรื่องจุดประสงค์ที่คนเราเชื่อในพระเจ้า  คนเหล่านี้เข้ามาในคริสตจักรพร้อมกับงานจับตาดูคริสตจักร มุ่งหมายที่จะควบคุมแนวทางการพัฒนาของคริสตจักร  คนที่ส่งพวกเขามา ซึ่งก็คือผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างของพวกเขา อาจจะเป็นคนของรัฐบาล กลุ่มศาสนาบางกลุ่ม หรือบางองค์กรในสังคม  เนื่องจากพวกเขาไม่คุ้นเคยกับคริสตจักร เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ และถึงกับไม่สบายใจเกี่ยวกับกำเนิด การก่อตั้ง และการดำรงอยู่ของคริสตจักร พวกเขาจึงเจตนามาทำความเข้าใจเบื้องลึกของคริสตจักร เรียนรู้โครงสร้าง งาน และรูปการณ์นานาของคริสตจักร  ด้วยเหตุนั้น บางคนจึงถูกส่งตัวมายังคริสตจักรเพื่อดำเนินงานที่เป็นการจับตาดูนี้  ไม่ว่าคนที่ทำงานจับตาดูคริสตจักรจะมาจากรัฐบาล กลุ่มศาสนา หรือองค์กรทางสังคม พวกเขาย่อมมีจุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าที่ต่างจากพี่น้องชายหญิงที่แท้จริงโดยสิ้นเชิง  พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อยอมรับความรอดจากพระเจ้า ไม่ได้มาเพื่อยอมรับพระวจนะของพระเจ้า ความจริง และความรอดจากพระเจ้าโดยอาศัยการยอมรับและการเชื่อในพระเจ้า  พวกเขาเชื่อในพระเจ้าโดยมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองหรืองานที่ได้รับมอบหมายจากองค์กรพ่วงมาด้วย  ฉะนั้น การจับตาดูคริสตจักรจึงเป็นทั้งจุดประสงค์ของการแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรและการเชื่อในพระเจ้า และงานที่พวกเขาได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา นี่คืองานที่พวกเขาทำเพื่อให้มีเงินเดือน

คนที่แทรกซึมเข้ามาเพื่อจับตาดูคริสตจักรนั้นจับตาดูสิ่งใด?  พวกเขาจับตาดูแง่มุมต่างๆ มากมาย เช่น คำสอนและจุดมุ่งหมายของคริสตจักร สิ่งที่คริสตจักรส่งเสริมและงานที่ทำอยู่ รวมทั้งความคิดและทัศนะของสมาชิกคริสตจักร แล้วประเมินว่าคริสตจักรเป็นภัยต่อรัฐบาล ศาสนา หรือสังคมหรือไม่  ในส่วนของวาทะ พวกเขาตรวจหาถ้อยแถลงที่ต่อต้านสังคม ต่อต้านรัฐบาล หรือต่อต้านรัฐ  ในส่วนที่เป็นคำสอน พวกเขาก็จับตาดูว่าแท้จริงแล้วคริสตจักรส่งเสริมแนวคิดใดบ้าง  สำหรับเจ้า การตรวจจับบุคคลเหล่านี้เมื่อพวกเขาแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกเขาอาจจะตั้งใจฟังและจดบันทึกอย่างจริงจังในการชุมนุมโดยไม่ผล็อยหลับ  พวกเขาอาจจะถึงกับตั้งหน้าตั้งตาสรุปคำพูดของบุคคลต่างๆ ในการชุมนุมแต่ละครั้ง แล้วสุดท้ายก็นำมาสรุปและจัดหมวดหมู่ความคิดและทัศนะต่างๆ ของผู้คนทั้งหลายเพื่อดูว่าความคิดและทัศนะข้อใดสอดคล้องกับผลประโยชน์และข้อกำหนดของรัฐบาลแห่งชาติ และข้อใดเป็นภัยต่อการปกครองของรัฐ ขัดแย้งกับรัฐบาล เป็นต้น  พวกเขาอาจจะสรุปและจัดหมวดหมู่มุมมองที่หยั่งรากลึกอยู่ในตัวสมาชิกคริสตจักรอย่างละเอียดถี่ถ้วน คอยบันทึกเอาไว้  เหตุใดพวกเขาจึงทำเช่นนี้?  เพราะนี่คืออาชีพของพวกเขา เป็นงานของพวกเขา พวกเขาต้องรายงานผู้บังคับบัญชาของตน  นี่คืองานส่วนแรกของพวกเขาอันได้แก่ การทำความเข้าใจคำสอนของคริสตจักรและแนวโน้มทางอุดมคติของสมาชิกทุกคนในคริสตจักร  เมื่อพวกเขาเชื่อว่าแนวโน้มเหล่านี้มีองค์ประกอบที่เป็นภัยต่อสังคมหรือรัฐ หรือเชื่อว่ามีความคิดและมุมมองที่รุนแรงเกิดขึ้น พวกเขาก็จะรายงานและบอกกล่าวเรื่องนี้ต่อผู้บังคับบัญชาของตนทันทีเพื่อให้สามารถเลือกใช้มาตรการได้อย่างเหมาะสม  สิ่งแรกที่พวกเขามุ่งหมายที่จะทำความเข้าใจคือคำสอนของคริสตจักร—นี่เป็นหนึ่งในงานหลักของการจับตาดูคริสตจักร—ตามด้วยข้อมูลเกี่ยวกับบุคลากรของคริสตจักร  ตัวอย่างเช่น พวกเขารวบรวมข้อมูลว่าผู้นำอาวุโสของคริสตจักรมีใครบ้าง รวมถึงที่อยู่อาศัย อายุ รูปลักษณ์ ระดับการศึกษา ความสนใจและงานอดิเรก ภาวะสุขภาพ สิ่งที่คนเหล่านี้พูดถึงในชีวิตประจำวัน พวกเขาไปที่ใดบ้าง ทำงานอะไร รวมทั้งชั่วโมงการทำงานและเนื้อหางานในแต่ละวัน  พวกเขาดูว่าผู้นำเหล่านี้กล่าวคำหรือกระทำการอันใดที่ต่อต้านรัฐบาล ต่อต้านศาสนา หรือต่อต้านกระแสนิยมของสังคมหรือไม่ รวมทั้งปฏิกิริยาที่ผู้นำเหล่านี้มีต่อระบอบการปกครองของชาติและพัฒนาการทางการเมืองในยุคปัจจุบัน ตลอดจนเรื่องอื่นๆ  ทั้งหมดนี้คือแง่มุมซึ่งคนที่จับตาดูคริสตจักรมุ่งหมายที่จะทำความเข้าใจ  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังสนใจโครงสร้างของคริสตจักรและโครงสร้างการปกครองภายในอย่างต่อเนื่อง  ตัวอย่างเช่น พวกเขาคอยติดตามดูว่าผู้นำและคนทำงานในคริสตจักรมีใครบ้าง ผู้นำระดับใดถูกปลด หลังจากถูกปลดแล้ว มีการจัดแจงให้พวกเขาทำสิ่งใด ผู้นำคนใดถูกจับกุมบ้าง และมีใครเข้ามารับช่วงต่อจากพวกเขาในภายหลัง  พวกเขารวบรวมข้อมูลของผู้ที่มารับช่วงต่อทั้งเรื่องวัย เพศ ระดับการศึกษา และระยะเวลาว่าเชื่อในพระเจ้ามากี่ปี และ—ถ้าเป็นบัณฑิตมหาวิทยาลัยที่มีความสามารถพิเศษ—ก็ดูว่าพวกเขามีผลต่อประเทศหรือสังคมในเชิงลบบ้างหรือไม่  มีศักยภาพที่จะทาบทามให้มาทำงานในหน่วยงานของรัฐบาลหรือไม่ ตลอดจนข้อมูลจำเพาะอื่นๆ  พวกเขาอยากรู้แม้กระทั่งว่าผู้นำคริสตจักรเฉพาะคนนั้นๆ เข้ารับตำแหน่งหรือว่าถูกปลด  นั่นคือ สถานะของบุคลากร รายละเอียดของงานบริหาร และโครงสร้างของคริสตจักรล้วนเป็นแง่มุมที่พวกเขามุ่งหมายที่จะทำความคุ้นเคยด้วยตนเอง  นอกจากนี้ พวกเขายังมุ่งหมายที่จะทำความเข้าใจข้อมูลให้ถ่องแท้ว่าในคริสตจักรมีงานอยู่จำนวนเท่าใด มีกี่กลุ่ม รวมทั้งรายละเอียดของผู้ดูแลแต่ละกลุ่ม และอื่นๆ  พวกเขาเที่ยวสอบถาม สังเกตการณ์ และเรียนรู้ไปทั่ว ทำงานของตนอย่างละเอียดยิ่ง  งานที่ต้องทำและกิจที่ต้องสัมฤทธิ์ของผู้คนที่แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรเช่นนี้ก็คือการทำความเข้าใจสถานการณ์และพัฒนาการต่างๆ ของคริสตจักรให้ครบทุกด้านอย่างทันท่วงทีเพื่อบรรลุจุดประสงค์ของการจับตาดูคริสตจักร  ยกตัวอย่าง เรื่องนี้รวมไปถึงว่าคริสตจักรพัฒนาไปอย่างไรในต่างประเทศ เผยแผ่ข่าวประเสริฐไปกี่ประเทศแล้ว และก่อตั้งคริสตจักรไว้ในประเทศใดบ้าง—พวกเขาต้องเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดนี้  นี่คืองานหลักของพวกเขาในการจับตาดูคริสตจักร หนึ่งคือ ทำความเข้าใจคำสอนของคริสตจักร สอง ทำความเข้าใจสถานการณ์ของบุคลากรของคริสตจักร และสาม ทำความเข้าใจสถานะของงานและพลวัตที่เป็นกุญแจสำคัญของคริสตจักรในช่วงนี้  พวกเขาทำตัวเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและลูกสมุนของซาตาน ซึ่งก็คือพญานาคใหญ่สีแดง ทุกประการ เป็นข้ารับใช้ตัวจริงของซาตาน

ผู้คนประเภทที่จับตาดูคริสตจักรนี้แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรด้วยจุดประสงค์ที่จะทำความเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับคำสอน บุคลากร ทิศทางของงาน และขนาดของคริสตจักร ตลอดจนแง่มุมอื่นๆ  พวกเขามุ่งหมายที่จะทำความเข้าใจแต่ละแง่มุมที่กล่าวมานี้ แล้วรายงานผู้บังคับบัญชาของตนที่อาจคิดแผนหรือมาตรการเชิงนโยบายที่สอดคล้องกันมาจัดการคริสตจักรได้ทุกเมื่อตามแต่สถานการณ์  สรุปแล้ว จุดประสงค์ที่พวกเขาจับตาดูคริสตจักรไม่มีเจตนาดีอย่างแน่นอน  ไม่อย่างนั้น เหตุใดพวกเขาจึงยังคงจับตาดูคริสตจักร ในเมื่อทำแล้วก็ไม่ได้ทำให้พวกเขามั่งคั่งหรือได้ประโยชน์อันใด?  นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่สบายใจในการมีอยู่ของคริสตจักรหรอกหรือ?  พวกเขาไม่เชื่อว่าคริสตจักรที่พระเจ้าทรงก่อตั้งและทรงนำนั้นจะมีแต่ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าโดยแท้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐ สังคม หรือกลุ่มและองค์กรทางการเมืองเลย  แต่ไม่ว่าจะตรวจสอบคริสตจักรอย่างไร พวกเขาก็ยังคงไม่สบายใจ  เพราะเหตุใด?  เพราะพวกเขาไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ไม่ยอมรับพระเจ้า ทั้งยังเกลียดความจริงอีกด้วย  ฉะนั้น พวกเขาจึงสามารถทำสิ่งที่โง่เขลาและไร้สาระได้ เช่น การกดขี่และจับกุมผู้เชื่อ รวมทั้งการจับตาดูคริสตจักร  เหตุใดพวกเขาจึงใช้มาตรการจับตาดูและต่อต้านคริสตจักร?  เพราะสิ่งที่พวกเขากังวลมากที่สุดก็คือ เมื่อคริสตจักรใหญ่โตเกินไปและมีสมาชิกมากเกินไป ก็จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศ รัฐบาล และสังคม ถึงกับเป็นภัยคุกคามและมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมและกลุ่มศาสนาแนวจารีต  นี่คือสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการจับตาดูและต่อต้านคริสตจักรของพวกเขา  ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงทำเหมือนว่าการจับตาดูและต่อต้านคริสตจักรเป็นภารกิจทางการเมืองที่ต้องดำเนินการ

ในคริสตจักร การแยกแยะผู้คนที่คอยจับตาดูคริสตจักรเช่นนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกเขามีแรงจูงใจแอบแฝงและซ่อนตัวไว้อย่างแนบเนียนเพื่อไม่ให้ผู้อื่นสังเกตพบ  ฉะนั้น พวกเขาอาจจะทำตามคนส่วนใหญ่ในคริสตจักร ไม่ทำอะไรที่ผิดปกติ ประพฤติตนให้ดูดีเป็นพิเศษ และไม่เคยแสดงทัศนะที่เห็นต่างเกี่ยวกับงานที่คริสตจักรทำเลย  อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้มีลักษณะนิสัยอย่างหนึ่งคือ ไม่ยินดียินร้ายกับการเชื่อในพระเจ้า อีกทั้งไม่แข็งขันมากหรือนิ่งเฉยมากในการเชื่อ  พวกเขาสามารถทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้บ้าง แต่ไม่เคยเผยรายละเอียดส่วนตัวของตนเอง เช่น สถานที่ทำงาน สถานการณ์ในครอบครัว หรือว่าตนเองเคยเชื่อในพระเจ้ามาก่อนหรือไม่  ถ้ามีใครเอ่ยถึงการทำงานในหน่วยงานรัฐบาล พวกเขาก็จะบ่ายเบี่ยงอย่างหนัก หลีกเลี่ยงที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาล การเมือง นโยบาย หรือศาสนา  พฤติกรรมของพวกเขาระบุได้จากการหลีกเลี่ยงหัวข้อที่อ่อนไหว พวกเขาไม่วิพากษ์วิจารณ์และไม่สรรเสริญรัฐบาล ไม่คุยเรื่องนโยบายหรือระบอบของรัฐบาล  เมื่อมีใครเจาะจงชี้ออกมาว่าคนคนหนึ่งเป็นสายลับ พวกเขาก็เกร็งอย่างเห็นได้ชัด และอาจจะถึงกับรีบลุกขึ้นปกป้องตัวเอง  นอกจากเกร็งแล้ว เจ้าอาจสังเกตเห็นแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงหัวข้อที่อ่อนไหวดังกล่าวได้จากแววตาของพวกเขาอีกด้วย พวกเขาหลีกเลี่ยงทุกคนที่สามารถเท่าทันพวกเขา  นอกจากนี้ พวกเขาก็มักจะรับโทรศัพท์ซึ่งไม่มีใครรู้ที่มา หรือมีบุคคลปริศนาที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคริสตจักรคอยติดต่อและมีปฏิสัมพันธ์ด้วย และแต่ละครั้งที่รับสายเหล่านี้ พวกเขาก็ปลีกตัวจากผู้อื่นทันที  ถ้าบังเอิญมีใครเห็นพวกเขาในช่วงเวลาเหล่านี้ พวกเขาก็จะลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด หน้าแดง และดูไม่สบายใจอย่างยิ่ง กลัวว่าตัวตนของพวกเขาจะถูกค้นพบ  นอกจากแอบรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคริสตจักรแล้ว พวกเขายังถามไถ่สถานการณ์ของพี่น้องชายหญิงเป็นครั้งคราว ตั้งคำถามทำนองว่า “คุณเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้ว?  พ่อแม่ของคุณเชื่อหรือไม่?  สมาชิกครอบครัวของคุณอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่หรือไม่?  คนในครอบครัวที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ มีคนไหนเชื่อในพระเจ้าบ้าง และเชื่อมากี่ปีแล้ว?  พวกเขาอายุเท่าไร?  คริสตจักรท้องถิ่นของพวกคุณมีกี่คน?  ตอนนี้พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง?”  บางครั้งบางคราวพวกเขาก็สืบหาข้อมูลส่วนตัวที่อ่อนไหวซึ่งผู้คนไม่เต็มใจเปิดเผยกัน  ในปฏิสัมพันธ์ทั่วไปในหมู่พี่น้องชายหญิงนั้น ถ้าเจ้าตัวไม่เต็มใจเล่า ก็ไม่มีใครจงใจหรือกระตือรือร้นที่จะถามข้อมูลส่วนตัวที่เป็นเรื่องอ่อนไหว  อย่างไรก็ตาม คนคนนี้กลับสนใจเรื่องดังกล่าวเป็นพิเศษ ถึงกับติดตามความเคลื่อนไหวของผู้นำ คนทำงาน หรือผู้คนที่รับผิดชอบงานสำคัญบางคนอีกด้วย พยายามที่จะเข้าถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของคนเหล่านี้ หรือข้อมูลที่อยู่ของพวกเขา ดึงดันที่จะสืบค้นข้อมูลเหล่านี้โดยละเอียด  ถ้าพวกเขาสังเกตเห็นว่าผู้นำบางคนไม่ได้เข้าชุมนุม พวกเขาก็จะถามว่า “วันนี้คนนั้นคนนี้ไม่ได้เข้าชุมนุม  พวกเขาทำอะไรอยู่?”  ถ้ามีคนเอ่ยว่าคนเหล่านั้นยุ่งอยู่ พวกเขาก็จะถามต่อไปว่า “ยุ่งเรื่องอะไร?  พวกเขาให้น้ำผู้เชื่อใหม่เหล่านั้นอีกแล้วหรือ?  ผู้เชื่อใหม่เหล่านั้นเป็นใคร?  เริ่มเชื่อเมื่อไร?  ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องนี้?”  พวกเขาขุดลึกลงไปเรื่อยๆ  พี่น้องชายหญิงจึงกล่าวว่า “ถ้าพวกเราไม่สมควรรู้ เช่นนั้นก็อย่าถามเลย  จะถามอยู่เรื่อยไปทำไม?  นี่ไม่เกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิต ไม่เกี่ยวข้องกับความจริง ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก”  ซึ่งคนที่แทรกซึมเข้ามาก็ตอบว่า “แต่นี่เป็นเรื่องในพระนิเวศของพระเจ้า เป็นเรื่องงานของคริสตจักร ทำไมพวกเราจะรู้ไม่ได้?  พวกเราทุกคนต่างก็เชื่อในพระเจ้า รู้ไว้บ้างก็ไม่เสียหายอะไร  ถ้าพวกคุณไม่อยากรู้ ก็แปลว่าพวกคุณไม่ได้เอาใจใส่งานของคริสตจักรหรือผู้นำคริสตจักร  ผู้นำคริสตจักรไปพบใครกันแน่?  ที่นั่นมีผู้เชื่อใหม่กี่คน?  พวกเขาอยู่ที่ไหน?  ฉันก็อยากพบปะพวกเขาเหมือนกัน”  พวกเขามักไถ่ถามเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ

ยังมีอีกงานหนึ่งซึ่งผู้ที่จับตาดูคริสตจักรให้ความสนใจมากที่สุด นั่นคือ การทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเงินของคริสตจักร  ในแง่หนึ่ง พวกเขาเสาะแสวงที่จะทำความเข้าใจแหล่งเงินทุนของคริสตจักร  พวกเขาต้องการรู้ว่าคริสตจักรได้ก่อตั้งโรงงานหรือกิจการบ้างหรือไม่ เป็นเจ้าของโรงงานที่เอารัดเอาเปรียบแรงงานและจ้างแรงงานเด็กหรือไม่ งานด้านต่างๆ ของคริสตจักรเกี่ยวข้องกับกิจการที่แสวงหากำไรหรือไม่  ตัวอย่างเช่น การผลิตวีดิทัศน์ ภาพยนตร์ บทเพลงนมัสการของคริสตจักร และการพิมพ์หนังสือพระวจนะของพระเจ้านั้นทำกำไรหรือก่อให้เกิดกำไรเกินควรหรือไม่ แหล่งเงินทุนของคริสตจักรมาจากที่ใดบ้าง มีผู้มั่งคั่งบริจาคเพื่อเกื้อหนุนคริสตจักรหรือไม่ บุคคลเหล่านี้มีชนชั้นนำทางการเมืองหรือมหาเศรษฐีระดับร้อยล้านและพันล้านรวมอยู่ด้วยหรือไม่—รายละเอียดเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องการเข้าใจให้ชัดเจน  นอกจากทำความเข้าใจโครงสร้างการบริหารและแหล่งเงินทุนของคริสตจักรแล้ว พวกเขายังมุ่งหมายที่จะทำความเข้าใจเรื่องการดูแลรักษาการเงินของคริสตจักร โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะติดตามทิศทางของเงินทุนเหล่านี้  คริสตจักรใช้จ่ายเงินอย่างไร เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหรือไม่ จัดตั้งกลุ่มชนชั้นนำทางสังคม หรือร่วมมือกับองค์กรและกลุ่มทางสังคมต่างๆ เพื่อร่วมกันต่อต้านรัฐบาลเผด็จการและค้ำจุนสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เป็นต้น—นี่เป็นสถานการณ์สำคัญบางอย่างซึ่งพวกเขามุ่งหมายที่จะจับความเข้าใจเช่นกัน  บางคนถามว่า “งานจับตาดูคริสตจักรนี้ทำกันเฉพาะชนชาติของพญานาคใหญ่สีแดงเท่านั้นหรือ?”  คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่?  ที่จริงแล้ว ทั่วทั้งโลกและทั่วทั้งสังคมมนุษย์ล้วนต่อต้านพระเจ้า  ไม่ใช่เพียงชนชาติที่อยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการเท่านั้นที่ต่อต้านพระเจ้า แม้กระทั่งในประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นคริสเตียน ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ก็เป็นพวกอเทวนิยมและเป็นผู้ไม่มีความเชื่อ กระทั่งในหมู่ผู้มีอำนาจที่มีความเชื่อหรือประกาศตนว่าเป็นคริสตชน จำนวนคนที่สามารถยอมรับความจริงได้ก็เป็นส่วนน้อย  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รับรู้ความจริง และยิ่งไม่ยอมรับความจริง  ดังนั้น ผู้คนเหล่านี้จึงเป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้าแต่กลับต่อต้านพระองค์มิใช่หรือ?  ตัวอย่างเช่น ผู้นำระดับสูงในศาสนาต่างๆ เช่น ศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก และศาสนายิวในอิสราเอล มีคนที่ยอมรับความจริงหรือไม่?  ไม่มีเลย  คนเหล่านี้ไม่มีใครมาสืบค้นพระราชกิจของพระเจ้า ไม่มีสักคนเดียวที่สามารถยอมรับความจริงได้  พูดให้ถูกต้องก็คือ พวกเขาล้วนเป็นผู้ไม่เชื่อ พวกเขาล้วนต่อต้านพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระคริสต์  ก่อกวนและบ่อนทำลายพระราชกิจของพระเจ้า ปราบปรามและข่มเหงผู้ติดตามพระเจ้าอย่างโหดร้าย ซึ่งพิสูจน์ได้จากสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย  นิกายใดบ้างที่อนุญาตให้ผู้เชื่อสืบค้นหนทางที่แท้จริง ฟังผู้ประกาศจากภายนอก หรือต้อนรับคนแปลกหน้าได้โดยเสรี?  ไม่มีสักนิกายเดียวที่ทำเช่นนี้ได้  มีเผ่าพันธุ์หรือชนชาติใดบ้างที่เป็นมิตรกับคริสตจักร?  (ไม่มี)  หากพวกเขายอมให้เจ้ามีเสรีภาพทางศาสนาและมีพื้นที่หายใจได้บ้าง ก็น่าชมเชยแล้ว  เจ้ายังคาดหวังให้พวกเขาเกื้อหนุนเจ้าอยู่อีกหรือ?  เมื่อคริสตจักรของพระเจ้าถือกำเนิดขึ้น หรือเมื่อคริสตจักรเริ่มประกาศข่าวประเสริฐ ผู้คนที่ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าแต่อย่างใด และผู้ที่รู้สึกรังเกียจและเกลียดชังความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงเป็นอย่างยิ่ง ก็ลงมือทำงานพิเศษอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือการมอบหมายให้คนคอยจับตาดูคริสตจักรอย่างใกล้ชิด  คำว่า “จับตาดู” ในที่นี้หมายถึงการเฝ้าติดตาม ทำความเข้าใจ และควบคุม กล่าวคือ เป็นการเฝ้าติดตาม ทำความเข้าใจ และควบคุมทุกแง่มุมของคริสตจักรอย่างเข้มงวดตลอดเวลา  บางคนกล่าวว่า “พวกเขาไม่เคยกล่าวโทษหรือต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้าอย่างเปิดเผยเลย และพวกเราก็ไม่เคยทนทุกข์กับการข่มเหงหรือการคุกคามชีวิตในท้องถิ่นของพวกเรา  พวกเรารู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้า การชุมนุม การทำหน้าที่ของตน และการเผยแผ่ข่าวประเสริฐในต่างประเทศนั้นดีกว่าและปลอดภัยกว่าในชาติของพญานาคใหญ่สีแดงมาก  พวกเราไม่เคยมีประสบการณ์กับการแทรกแซงใดๆ”  เพียงเพราะไม่เคยมีการแทรกแซงและเจ้าพอจะมีอิสระอยู่บ้าง เจ้าก็ไม่ควรปฏิเสธว่างานจับตาดูคริสตจักรของพวกเขาไม่มีอยู่จริง  เสรีภาพทางศาสนาเล็กน้อยที่เจ้าได้รับนั้นเป็นระบบพื้นฐานของสังคม สิ่งที่เจ้ากำลังเพลิดเพลินอยู่นั้นเป็นเพียงสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองทุกคนในประเทศที่เจ้าอาศัยอยู่เท่านั้น  การเพลิดเพลินกับสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลแห่งชาติ กลุ่มทางสังคม หรือโลกศาสนาได้ยอมรับและรับรู้พระราชกิจของพระเจ้าและงานของคริสตจักร ได้กลายเป็นมิตร หรือไม่เป็นปฏิปักษ์และไม่จับตาดูอีกต่อไปแล้ว  เป็นเช่นนั้นหรือไม่?  (ใช่)  นี่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นนามธรรมใช่หรือไม่?  (เรื่องนี้ไม่ได้เป็นนามธรรม)

พวกเราควรมีท่าทีเช่นไรเมื่อรัฐบาลทั้งหลายของซาตานเป็นปฏิปักษ์และคอยจับตาดู?  พวกเราควรปฏิเสธและหลีกเลี่ยง หรือเพียงแค่เมินเฉย?  ก่อนอื่น ลองคิดดูเถิดว่า คริสตจักรกลัวหรือไม่ที่พวกเขาจับตาดูงานใดๆ ที่คริสตจักรทำ?  (ไม่)  พวกเรามีกิจกรรมใดที่เป็นความลับหรือไม่?  พวกเรากล่าวถ้อยแถลงทางการเมืองใดที่ต่อต้านรัฐหรือต่อต้านรัฐบาลหรือไม่?  (ไม่)  นี่เป็นเรื่องที่สามารถยืนยันได้  การเชื่อในพระเจ้าไม่เคยเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง  พวกเจ้าส่วนใหญ่เชื่อในพระเจ้ามาไม่ต่ำกว่าสามปีแล้ว บางคนเชื่อมายี่สิบหรือสามสิบปีด้วยซ้ำ  ตลอดหลายปีที่ฟังคำเทศนามานี้ มีใครเคยพบว่าคริสตจักรเอ่ยถ้อยแถลงที่ต่อต้านรัฐหรือต่อต้านสังคมหรือไม่?  (ไม่มี)  ไม่มีแม้แต่น้อย พระนิเวศของพระเจ้าไม่เคยเสวนาเรื่องการเมือง  ยิ่งไปกว่านั้น คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้า เป็นการลิ้มรสราชอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกล่วงหน้า ไม่ใช่องค์กรที่ใครคนใดก่อตั้ง หรือบุคคลใดสร้างขึ้นมา  แล้วพระเจ้าทรงก่อตั้งคริสตจักรขึ้นมาเพื่อทำงานใด?  ไม่ใช่งานต่อต้านสังคม ต่อต้านศาสนา หรือต่อต้านการเมือง  เช่นนั้นแล้ว งานของคริสตจักรคืออะไร?  ประการแรก งานหลักของคริสตจักรคือการเผยแผ่ข่าวดีเรื่องพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดในยุคสุดท้าย เปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ยอมรับความจริงทั้งปวงที่พระเจ้าทรงแสดงเพื่อให้พวกเขาหวนคืนสู่พระเจ้าและนมัสการพระองค์  ประการที่สอง งานของคริสตจักรเกี่ยวข้องกับการนำผู้ที่โหยหาความจริงมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้า ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และสัมฤทธิ์ความรอดในที่สุด  นี่คืองานที่คริสตจักรดำเนินการตามที่พระเจ้าทรงก่อตั้งไว้ ทั้งยังเป็นความหมายและคุณค่าของการดำรงอยู่ของคริสตจักร  งานนี้ไม่เกี่ยวข้อง ซ้ำยังแยกขาดจากการเมือง ธุรกิจ อุตสาหกรรม เทคโนโลยี หรือภาคส่วนอื่นๆ ของสังคม ไม่สัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง  เช่นนั้นแล้ว แก่นแท้ของพระราชกิจแห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้าในคริสตจักรคืออะไร?  หากอธิบายอย่างเรียบง่ายและตรงประเด็นที่สุด แก่นแท้นี้ก็คือการบริหารจัดการมวลมนุษย์  เนื้อหาจำเพาะของการบริหารจัดการมวลมนุษย์เกี่ยวข้องกับการนำผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า นำเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า เปิดโอกาสให้พวกเขายอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระเจ้าเพื่อให้ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และสัมฤทธิ์ความรอด  นี่คืองานบริหารจัดการมวลมนุษย์ที่มีความเฉพาะตัว  ไม่ว่างานใดที่คริสตจักรทำก็ล้วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระเจ้า แผนการของพระเจ้า และแน่นอนว่า เกี่ยวข้องกับพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดง แต่ไม่สัมพันธ์กับงานอันหลากหลายที่ผู้คนในโลกทำกันแต่อย่างใด  เพราะฉะนั้น ข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวกับคริสตจักร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักคำสอน บุคลากร โครงสร้างการบริหาร สถานะงานของคริสตจักร หรือแม้แต่สถานการณ์ทางการเงินของคริสตจักร จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศ สังคม เผ่าพันธุ์ ศาสนา หรือมนุษย์กลุ่มใดโดยสิ้นเชิง—ไม่มีความเชื่อมโยงกันแม้แต่น้อย  ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาล กลุ่มศาสนา หรือกลุ่มทางสังคมก็ตาม การที่พวกเขาส่งคนมาจับตาดูคริสตจักรนั้นนับได้ว่าเป็นสิ่งใดโดยแท้?  (เป็นการกระทำที่ไม่จำเป็น)  คำว่า “การกระทำที่ไม่จำเป็น” เป็นสำนวนทางการ  คำพูดที่กล่าวกันทั่วไปคืออะไร?  ไม่มีอะไรทำดีกว่านี้ใช่หรือไม่?  ในทัศนะของเรา แล้วเป็นเช่นนั้นโดยแท้ วันเวลาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสะดวกและความสบายมากเกินไป จึงส่งคนที่ไม่มีอะไรทำบางคนมาจับตาดูคริสตจักร โดยถึงกับถือว่านี่คืองานทางการเมือง เป็นงานที่จริงจัง—ช่างไร้สาระสิ้นดี!  เอาความพยายามเช่นนั้นไปเปิดสถาบันการศึกษาหรือองค์กรการกุศลจะดีกว่ามาก  กรณีนี้เป็นเพียงเรื่องของความสะดวกสบายทางเนื้อหนังที่มีมากเกินไปจึงพาให้เกียจคร้าน ไม่จดจ่ออยู่กับงานที่ถูกควร!  หากเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นดั่งคริสตจักรของพระเจ้ากันหมด มีพระเจ้าทรงเลี้ยงดูและทรงนำด้วยพระองค์เอง เช่นนั้นโลกใบนี้และมวลมนุษย์เหล่านี้ย่อมจะประหยัดไปได้มากมาย ทั้งเรื่องสถาบัน ค่าใช้จ่าย และปัญหาที่ไม่จำเป็น  อย่างน้อยที่สุด หน่วยงานอย่างองค์กรสายลับและกรมตำรวจ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความปลอดภัยเหล่านี้ก็จะไร้ประโยชน์ จะต้องถูกยุบ และถูกโยกย้ายไปทำงานอื่นแทน

คนที่ได้รับมอบหมายให้มาจับตาดูคริสตจักรนี้อยู่ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ  งานสำคัญของพวกเขาในการแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรก็คือแง่มุมไม่กี่อย่างที่พวกเราสามัคคีธรรมกันมา หลังจากเข้าใจสถานการณ์เบื้องต้นที่สำคัญในคริสตจักรแล้ว พวกเขาก็รายงานกลับไปที่ผู้บังคับบัญชาของตน  ไม่ว่าความคิด ความเห็น หรือจุดประสงค์เบื้องหลังงานของพวกเขาจะเป็นเช่นใด  การมีคนสอดแนมเหล่านี้อยู่ในคริสตจักรก็ควรกระตุ้นให้พี่น้องชายหญิงตื่นตัวและคอยรับมือพวกเขาด้วยปัญญา  แนวทางนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  เช่นนั้นแล้วจำเป็นต้องตื่นตระหนกเกินควรหรือไม่?  (ไม่จำเป็น)  พวกเราควรรับมือการปรากฏตัวของบุคคลดังกล่าวอย่างไร?  มีหลักธรรมอยู่สองประการซึ่งง่ายมาก  ถ้าพวกเขาเที่ยวสอบถามและสืบหาข้อมูลไปทั่ว นี่ก็เป็นเครื่องหมายที่ชัดเจนว่าพวกเขาคือสายลับหรือสายสืบ  คนเช่นนี้มีความเป็นมนุษย์ที่เลวทรามและอวดดีอย่างยิ่ง พวกเขารบกวนคริสตจักรอย่างร้ายแรง  เพียงมีพวกเขาอยู่ด้วยก็ทำให้ผู้คนกระสับกระส่าย คอยขัดขวางไม่ให้ผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  การชุมนุมและการปฏิบัติหน้าที่ก็พลอยถูกรบกวนและได้รับผลกระทบ และความปลอดภัยก็ลดลงเช่นกัน  ควรจัดการคนแบบนี้อย่างไร?  (ควรเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักร)  ถูกต้อง ถ้าพวกเขารบกวนชีวิตคริสตจักรหรืองานของคริสตจักร ก็ควรชำระพวกเขาออกไปโดยตรง  ต่อจากนั้นยังมีความจำเป็นที่จะต้องหลบซ่อนหรือหวาดกลัวพวกเขาอยู่หรือไม่?  (ไม่)  บางคนพอเผชิญหน้าสายลับในต่างประเทศก็ตื่นตระหนกและซ่อนตัวไปทั่ว เหมือนตอนที่พวกเขาพบเจอตำรวจสมัยยังอยู่ที่จีนแผ่นดินใหญ่เลย  เวลาพี่น้องชายหญิงบางคนออกไปทำธุระและเจอสายลับเข้ามาไถ่ถาม พอได้ยินน้ำเสียงการถามที่ฟังดูข่มขวัญคล้ายการสอบปากคำของตำรวจมาก พวกเขาก็กลัวจนวิ่งหนีไป ไม่ทันได้ทำธุระให้เสร็จด้วยซ้ำ  เราจึงกล่าวว่า “เจ้ายอมให้เขาขู่เอาง่ายๆ เช่นนั้นได้อย่างไร?  เหตุใดจึงวิ่งหนี?  มีอะไรให้กลัว?  ในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง มีพี่น้องชายหญิงถูกจับกุมไปมากมายนัก แต่ก็ไม่เกรงกลัวอยู่ดี พวกเขาไม่ทำตัวเป็นยูดาส พวกเขาตั้งมั่นในคำพยานของตน  แล้วเหตุใดพอมาต่างประเทศแล้ว เจ้ายังคงหวาดกลัวได้ขนาดนี้?  เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย มีอะไรให้กลัว?”  บางคนบอกว่า “พวกเขาพยายามเข้ามาตีสนิทอยู่เสมอ สอบปากคำตลอดเวลา”  แล้วเจ้าย้อนถามพวกเขาบ้างไม่ได้หรือ?  เจ้าถามไปก็ได้ว่า “คุณมีสิทธิ์อะไรมาสอบปากคำฉัน?  ฉันรู้จักคุณหรือ?  คุณเป็นเจ้าหน้าที่ของพญานาคใหญ่สีแดงคอยตรวจบัตรประชาชนหรือไร?  คุณเป็นคนของใคร?  ถ้ายังถามไม่เลิก ฉันจะฟ้องร้องคุณ!”  มีความจำเป็นที่จะต้องเกรงกลัวพวกเขาหรือไม่?  (ไม่มี)  บางคนพอเผชิญหน้าสายลับดังกล่าวก็ไม่กล้าพูดและรีบหนีด้วยความกลัว  ผู้คนที่เลอะเลือนบางคนก็แยกแยะไม่ได้โดยสิ้นเชิง ถึงกับพยายามประกาศข่าวประเสริฐให้สายลับและสุนัขรับใช้ของซาตานฟัง  หลังจากพยายามไปสองสามครั้ง พวกเขาจึงตระหนักว่า “นี่ไม่ใช่คนที่เชื่อว่ามีพระเจ้า  ทำไมพวกเขาถึงดูเหมือนเจ้าหน้าที่ของพญานาคใหญ่สีแดงนัก?”  เมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ พวกเขาจึงเลิก  ต่อมาพวกเขาก็ใคร่ครวญเรื่องนี้ว่า “พระเจ้าทรงคุ้มครองฉัน โชคดีที่ฉันไม่ได้ปูดข้อมูลส่วนตัวให้พวกเขารู้  ตกใจหมดเลย!”  พวกเขาหวาดกลัวจนไม่กล้าสุ่มประกาศข่าวประเสริฐแก่คนที่ตนพบอีกต่อไป  อันที่จริงก็มีสายลับที่ถูกพาเข้ามาในคริสตจักรผ่านการประกาศจริงๆ  พวกเขาคือสายสืบที่พญานาคใหญ่สีแดงส่งเข้ามาฝังตัวอยู่ในคริสตจักร เป็นคนที่ซาตานจงใจจัดเตรียมเข้ามา  พวกเขาก็เหมือนหมาป่าในคราบแกะที่แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรโดยไม่กินไม่ดื่มพระวจนะของพระเจ้าหรือสามัคคีธรรมความจริง เฝ้าสอดแนมหาข้อมูลเกี่ยวกับคริสตจักรและสืบสาวรายละเอียดส่วนตัวอยู่ตลอดเวลา  เมื่อพบว่าพฤติกรรมของพวกเขาน่าสงสัย หรือพวกเขาก่อให้เกิดการรบกวนในคริสตจักรไปแล้ว ก็ควรชำระพวกเขาออกไปทันที—ไม่ควรปล่อยให้พวกสายสืบของพญานาคใหญ่สีแดง ข้ารับใช้ของซาตาน มาก่อกวนคริสตจักรโดยเด็ดขาด  พบเจอคนไหนก็เอาคนนั้นออกไป อย่าได้กรุณาเป็นอันขาด!  ถ้าใครเข้ากันได้ดีกับสายลับ เต็มใจเมตตาสายลับด้วยความรักเสมอ ถามอะไรก็ตอบ เล่นบทเป็นสุนัขรับใช้ให้สายลับ คนต่ำช้าเช่นนั้นต้องถูกขับไล่โดยตรง!  ควรจับตาดูและเฝ้าสังเกตบุคคลที่น่าสงสัยอย่างใกล้ชิด อย่าเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคริสตจักรให้พวกเขารู้แม้แต่เรื่องเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ว่าผู้นำและคนทำงานคือใคร  หากปล่อยให้สายลับได้ข้อมูลอะไรไป ก็อาจเป็นภัยคุกคามหรือความวิบัติที่มองไม่เห็นของคริสตจักรและพี่น้องชายหญิงได้ทุกเมื่อ  ดังนั้น เมื่อพบคนที่น่าสงสัย ตราบใดที่พวกเขาไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าหรือสามัคคีธรรมความจริงแต่อย่างใด พวกเขาก็เป็นผู้ไม่เชื่ออย่างแน่นอน และการเอาตัวพวกเขาออกไปทันทีย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง  ต่อให้บุคคลดังกล่าวไม่ใช่สายลับ พวกเขาก็ไม่ใช่คนดี และการเอาตัวพวกเขาออกไปก็ไม่มีทางไม่เป็นธรรม  หากพบใครคบค้าสนิทสนมกับสายลับและสามารถขายคริสตจักรเพื่อประโยชน์ส่วนตนได้ ก็ควรเอาตัวพวกเขาออกไปทันทีไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รูปการณ์เช่นใดก็ตาม  อันธพาลและคนต่ำช้าเช่นนั้นได้แต่นำความวิบัติมาสู่คริสตจักรและพี่น้องชายหญิงเท่านั้น  พวกเขาแย่ยิ่งกว่าพวกสุนัขเฝ้าบ้านเสียอีก ต่อให้พวกเขาไม่ทำชั่ว ก็ต้องเอาตัวออกไปอยู่ดี  บัดนี้พญานาคใหญ่สีแดงจวนเจียนจะล่มสลายอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะยอมรับความพ่ายแพ้และความย่อยยับของตน  ยังคงจับกุมและข่มเหงประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และดำเนินการส่งสายลับเข้ามาแฝงตัวอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าต่อไป  พวกเขาไม่เคยยุติการก่อกวนและบ่อนทำลายงานของคริสตจักร  เวลานี้มีคนที่เห็นได้ชัดว่าน่าสงสัยถูกเปิดโปงกันไปบ้างแล้ว  ความพยายามของพวกเขาที่จะรวบรวมข้อมูลได้กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว ทำให้ผู้อื่นเท่าทันพวกเขาโดยง่าย  เมื่อเปิดโปงตัวเอง พวกเขาจึงถูกคริสตจักรเอาตัวออกไป  แต่สายลับเจ้าเล่ห์ถูกเปิดโปงครบทุกคนหรือยัง?  ไม่มีทาง  มีความเป็นไปได้ที่คริสตจักรทุกแห่งจะมีสายของพญานาคใหญ่สีแดงแฝงตัวเข้ามา  บางคนหลังจากถูกพญานาคใหญ่สีแดงจับตัวไป ก็ถูกซาตานใช้การคุกคาม การทดลอง และวิธีอื่นๆ มาบังคับขู่เข็ญให้ลงมือแทนพวกเขา แล้วจากนั้นก็เข้ามาแฝงตัวอยู่ในคริสตจักร  คนเหล่านี้คือสายลับที่มองไม่เห็น  สายสืบแบบนี้คิดคดและกลับกลอก หลักแหลมและมีสติปัญญาอยู่บ้าง  ถ้าใช้ภาษาของผู้ไม่มีความเชื่อก็ว่า พวกเขาพอจะมีความสามารถอยู่บ้าง  เวลาจับตาดูคริสตจักร พวกเขาก็ทำอย่างไม่กระโตกกระตาก แอบทำอยู่เงียบๆ ไม่เคยเผยเจตนาที่แท้จริงในการมีปฏิสัมพันธ์ต่างๆ  เวลามีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา ผู้คนส่วนมากจึงไม่รู้สึกอะไร ไม่รู้ตัวว่ามีสายลับรวบรวมข้อมูลอยู่ และไม่รู้สึกถึงความรังเกียจที่พวกสายลับมีต่อการเชื่อในพระเจ้าเลย  สายลับอาจจะเข้าใจสถานการณ์เบื้องต้นของคริสตจักรก่อนที่ผู้คนส่วนใหญ่จะตระหนักด้วยซ้ำว่ามีสายลับคอยจับตาดูคริสตจักรอยู่ตรงนั้น  มองภายนอก บุคคลดังกล่าวไม่ได้รบกวนคริสตจักรหรือผู้คนส่วนใหญ่ แล้วควรจัดการพวกเขาอย่างไร?  พวกเราควรใช้มาตรการหรือหนทางแก้ไขอันใดมาจัดการเรื่องที่พวกเขาคอยจับตาดูคริสตจักรหรือไม่?  ดังที่กล่าวไปข้างต้น คริสตจักรกลัวการจับตาดูของพวกเขาในด้านใดบ้างหรือไม่?  (ไม่)  การดำรงอยู่ของคริสตจักรของพวกเราและงานนานาประการที่คริสตจักรทำนั้นเปิดเผยและโปร่งใส  งานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมที่สุดในหมู่มวลมนุษย์  ถ้าองค์กรใดอยากเข้าใจคริสตจักรในด้านไหน ก็มีการเผยแพร่คำพยานจากประสบการณ์ของคริสตจักรแก่สาธารณชนทางออนไลน์—ทุกคนสามารถดูเนื้อหาเหล่านั้นได้ตามใจชอบ  ไม่มีความลับ ไม่มีกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย และไม่มีการขัดขวางความสงบเรียบร้อยในสังคมหรือวาทะหรือการกระทำที่ขัดแย้งอย่างแน่นอน  ด้วยเหตุนั้น ถ้าพวกเขาแอบสืบค้นและจับตาดูสถานการณ์ของคริสตจักร ก็ปล่อยพวกเขาเถิด  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  คนที่ทำงานเป็นสายลับเหล่านี้มีมาตรฐานแบบมืออาชีพอยู่บ้าง ผู้คนทั่วไปจึงไม่สามารถตรวจจับได้ว่า งานที่พวกเขาปฏิบัติอยู่หลังฉากคืออะไรกันแน่  ดังนั้น ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้รบกวน ก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับพวกเขา ปล่อยไปก็แล้วกัน  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ไม่เชื่อ พวกอเทวนิยม และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเหล่านี้ก็ไม่คุ้นชินและไม่ได้สนใจชีวิตคริสตจักร  ในคริสตจักรที่ผู้คนอ่านพระวจนะของพระเจ้า ยอมรับการพิพากษาและการตีสอน เสวนาเรื่องการรู้จักตนเอง การรู้จักพระเจ้า และการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยกันอยู่ทุกวี่วัน พวกเขาจะไม่รู้สึกว่านั่งไม่ติดหรือกำลังถูกทรมานได้อย่างไร?  ในการชุมนุมทุกครั้ง พวกเขาจึงทุรนทุรายเหมือนมดบนกระทะร้อน รู้สึกไม่เต็มใจที่จะฝืนอยู่ในคริสตจักร  พวกเขาเข้าใจอยู่ในหัวใจว่าคริสตจักรเป็นเพียงคริสตจักรแห่งหนึ่ง ไม่ใช่องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างแน่นอน  ด้วยการจับตาดูและเรียนรู้เรื่องของคริสตจักร และตระหนักรู้ว่าคริสตจักรทำสิ่งใดกันแน่ พวกเขาจึงรู้ข้อเท็จจริงว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งและเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ ขยายโลกทัศน์ของพวกเขาไม่ให้ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้ความมากนัก  พวกเขาเองก็เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเช่นกัน แต่กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามนุษย์ถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาโง่เขลาและไร้นัยสำคัญเพียงใด!  การปล่อยให้พวกเขาอยู่ในคริสตจักรมีความเสี่ยงอันใดหรือไม่?  ถ้าพวกเขาไม่ได้เป็นภัยคุกคามหรือว่าก่อกวนคริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิง เช่นนั้นก็ปล่อยพวกเขาไปเถิด  เมื่อพวกเขาทำเรื่องที่เป็นการรบกวน เมื่อนั้นจึงได้เวลาเปิดโปงพวกเขา เป็นการจัดการพวกเขาได้ถูกจังหวะ  จงใช้วิจารณญาณดูและระบุให้ทันท่วงทีว่าพวกเขาเป็นคนประเภทใดโดยอิงตามข้อเท็จจริงและหลักฐาน—ภารกิจของพวกเขามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว และคริสตจักรย่อมขับไล่พวกเขาออกไปเป็นธรรมดา  แนวทางนี้ดีหรือไม่?  (ดี)  บางคนถามว่า “งานของคริสตจักรเปิดเผยและโปร่งใสไม่ใช่หรือ?  แล้วทำไมถึงห้ามคนจับตาดู?”  เรื่องนี้มุ่งหมายไปที่รัฐบาลของพญานาคใหญ่สีแดงเป็นหลัก ซึ่งก็คือซาตาน  มันจับตาดูคริสตจักรด้วยจุดประสงค์ที่จะปราบปราม จับกุม และทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ดังนั้น พระนิเวศของพระเจ้าจึงไม่อนุญาตให้มันจับตาดู เพื่อป้องกันไม่ให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทนทุกข์กับการถูกข่มเหงและถูกสังหารหมู่  ถ้าคนจากประเทศประชาธิปไตยหรือกลุ่มศาสนามาเพื่อสืบค้นหนทางที่แท้จริง พวกเขาก็สามารถค้นหาทางออนไลน์หรือติดต่อคริสตจักรได้  คริสตจักรย่อมเปิดรับทุกคนที่แสวงหาความจริงด้วยใจจริง  แต่ถ้าอีกฝ่ายมีเจตนาร้าย เสาะแสวงที่จะบิดเบือนถูกผิดและว่าร้ายคริสตจักร พระนิเวศของพระเจ้าจะยอมให้พวกเขาจับตาดูได้อย่างไร?  การยอมให้พวกเขาจับตาดูย่อมจะโง่เขลาอย่างยิ่งมิใช่หรือ?  เบาปัญญาและไม่รู้ความมิใช่หรือ?  (ใช่)  พระนิเวศของพระเจ้าต้อนรับคนที่แสวงหาความจริงและเปิดรับพวกเขาอย่างอบอุ่นเสมอ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าทุกประการ  ถ้าผู้คนไม่เข้าใจเรื่องนี้ นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาเบาปัญญาโง่เขลา และไม่รู้ความ  นโยบายภายนอกของคริสตจักรเปิดเผยและโปร่งใส ตรงตามหลักธรรมความจริงทุกอย่าง เต็มไปด้วยเชาวน์และปัญญา  ถ้าใครทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นบวกเหล่านี้ไม่ได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไร้สาระ เป็นคนที่เลอะเลือน  บางคนกล่าวว่า “ถ้าสายสืบหรือข้ารับใช้ของซาตานมาหาข้อมูลเรื่องคริสตจักร พวกเราควรเป็นคนที่ซื่อสัตย์และตอบคำถามของพวกเขาด้วยความสัตย์จริงหรือไม่?”  การพูดความจริงกับหมู่มารและเหล่าซาตานเป็นเรื่องโง่เขลา นี่ไม่ได้ทำให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์ แต่กลับเปลี่ยนคนเราให้กลายเป็นสุนัขรับใช้ของซาตาน  เมื่อคนของซาตานอยากเรียนรู้และทำความเข้าใจสถานการณ์ของคริสตจักร ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรที่จะบอกพวกเขา  พวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริงและไม่ได้หวังดี ดังนั้นพวกเราก็ไม่มีอะไรจะพูดกับพวกเขา!  การทำเช่นนี้ไม่ใช่ว่ามุทะลุ แต่มีปัญญา  บางคนถามว่า “ถ้าพวกเขาถามฉันว่า ‘ผู้นำคริสตจักรของพวกคุณคือใคร?  พวกเขาเชื่อมากี่ปีแล้ว?’ ฉันจะตอบพวกเขาได้หรือไม่?”  เจ้าควรถามพวกเขาว่า “คุณมีจุดประสงค์อะไรถึงอยากรู้เรื่องผู้นำของพวกเรา?  บอกฉันมาก่อน ฉันจะไตร่ตรองแล้วตัดสินใจอีกทีว่าจะบอกข้อมูลกับคุณหรือไม่”  นี่เป็นคำตอบที่มีปัญญาใช่หรือไม่?  (ใช่)  เช่นนี้จึงจะเรียกว่ากระทำการตามหลักธรรม  เข้าใจหรือไม่?  ขณะที่งานข่าวประเสริฐขยายตัวออกไปและผู้คนในคริสตจักรค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น สายสืบและเจ้าหน้าที่สอดแนมก็อาจปรากฏตัวในคริสตจักรตามประเทศและภูมิภาคต่างๆ เป็นครั้งคราว  ในส่วนของบุคคลดังกล่าว เพียงแจ้งเตือนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้รับมือพวกเขาด้วยปัญญาก็ย่อมจะเพียงพอ  หากพบว่าพวกเขาก่อให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวาง เช่นนั้นก็ควรเอาตัวออกไปทันที  ผู้คนส่วนใหญ่ควรมีความเข้าใจและมีวิจารณญาณบ้างว่าสายลับเหล่านี้พูดจาและกระทำการ หรือวางตัวอย่างไร และย่อมจะรู้ตัวหรือมีการรับรู้บางอย่างเป็นแน่เวลามีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา  ถ้ามีพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรเพียงไม่กี่คนสังเกตเห็นบุคคลดังกล่าว แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นสายลับหรือสายสืบหรือไม่ เช่นนั้นแล้วก็ควรปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ด้วยความระมัดระวังและรับมือด้วยปัญญา  ถ้าคนส่วนมากสังเกตเห็น ก็สามารถบอกกล่าวกัน และใช้มาตรการป้องกัน  ถ้าคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับนั้นไม่เป็นมิตรกับคริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิง เสาะแสวงที่จะดักจับพี่น้องชายหญิงและก่อกวนคริสตจักรอยู่ตลอดเวลา มองหาหลักฐานไว้ทำลายความน่าเชื่อถือของคริสตจักรอยู่เสมอ ซ้ำยังถ่ายภาพและบันทึกเสียงของพี่น้องชายหญิง หรือใช้การล่อลวงและการทดลองมาดึงข้อมูลที่ตนอยากรู้  เมื่อพบตัวก็ไม่สามารถปล่อยผ่านโดยไม่ทำอะไร—ต้องเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักรทันที  พวกเจ้าอาจจะไม่เคยเผชิญสถานการณ์เหล่านี้มาก่อน ดังนั้นเราจึงบอกกล่าวให้รู้เอาไว้ล่วงหน้า  นี่เป็นการขยับขยายความเข้าใจของพวกเจ้า เป็นเรื่องของการรู้จักมวลมนุษย์ สังคม การเมือง และโลก—ว่าเพียงแต่มืดมิดเช่นนั้นและชั่วขนาดนั้นเท่านั้นเอง

ในเรื่องของจุดประสงค์ประการที่เก้าที่คนเรามีในการเชื่อในพระเจ้า—ซึ่งก็คือเพื่อจับตาดูคริสตจักร—การสามัคคีธรรมถึงเนื้อหาพื้นฐานก็จบลงเพียงเท่านี้  ทุกอย่างได้รับการสามัคคีธรรมอย่างชัดเจนแล้วใช่หรือไม่?  (ใช่)  สิ่งที่คนที่จับตาดูคริสตจักรมุ่งหมายที่จะจับตาดูมีอะไรบ้าง?  (คำสอน สถานการณ์ของบุคลากร สภาพการทำงาน และสถานะทางการเงินของคริสตจักร)  โดยพื้นฐานแล้ว สี่ด้านนี้คือสิ่งที่พวกเขากังวลใจมากที่สุด  สี่แง่มุมนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งใด?  เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พวกเขากังวลใจมากที่สุดคือ ผลกระทบจากการมีอยู่ของคริสตจักรต่อสังคม ประเทศชาติ และโลกศาสนา  พวกเขายังกังวลอีกด้วยว่าคริสตจักรอาจจะใช้ศาสนามาบังหน้าเพื่อเข้าไปทำงานการเมืองและโค่นล้มรัฐบาล โดยมองว่านี่คือภัยซ่อนเร้นที่ร้ายแรงที่สุด  ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงปราบปราม ข่มเหง และสั่งห้ามคริสตจักรดำเนินการ ทั้งยังจับกุมสมาชิกคริสตจักร  ประเทศของพญานาคใหญ่สีแดงสั่งห้ามความเชื่อทางศาสนาทั้งหมด บางประเทศสั่งห้ามความเชื่อบางอย่าง และประเทศส่วนใหญ่ก็กลัวความจริงจะครองอำนาจ ทั้งยังกลัวว่าผู้คนจะยอมรับความจริง ซึ่งเป็นภัยคุกคามการปกครองของพวกเขา  สรุปว่า ยิ่งที่ใดมีพระเจ้าทรงพระราชกิจและแสดงความจริง และยิ่งคริสตจักรแห่งใดมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะถูกรัฐบาลต่างๆ จับตาดูและมองว่าเป็นปฏิปักษ์  ด้วยเหตุนั้น รัฐบาลจึงมักจะส่งจารชนปลอมตัวเป็นผู้คนที่สืบค้นหนทางที่แท้จริงเพื่อศึกษาและทำความเข้าใจสถานการณ์ของคริสตจักร เพื่อที่จะจับตาดูพลวัตทั้งมวลของคริสตจักร  นอกจากนี้ พวกเขายังพยายามทำความเข้าใจทิศทางการดำเนินงานของคริสตจักร พยายามดูว่าคริสตจักรยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองโดยอ้างว่าเป็นการดำเนินงานของคริสตจักรบ้างหรือไม่ หรือว่ามีความเชื่อมโยงกับกองกำลังทางศาสนาในต่างประเทศหรือไม่ ตลอดจนความกังวลอื่นๆ  นี่คือเรื่องที่พวกเขาอยากรู้ให้แน่ชัดและวิตกกังวลอยู่  นอกจากนี้ สถานการณ์ด้านการเงินของคริสตจักรก็เป็นสิ่งที่พวกเขาอยากรู้ให้จะแจ้งเช่นกัน  พวกเขาครุ่นคิดว่า “คริสตจักรนี้เพิ่มจำนวนและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว—พวกเขาเอาเงินมาจากไหน?  มีคนที่มั่งคั่งหรือองค์กรใดบริจาคให้พวกเขา?”  สรุปแล้ว  สิ่งที่พวกเขาคำนึงถึงนั้นมีแต่เรื่องที่พวกเราไม่ได้นึกถึง  เพราะอะไร?  เพราะพวกเขาชั่ว เป็นมนุษย์ที่ชั่ว  ความพยายามของพวกเขาที่จะรู้สถานการณ์ของคริสตจักรให้จะแจ้งเกิดจากความกังวลใจอย่างหนักที่พวกเขามีต่อการดำรงอยู่ของคริสตจักร กลัวว่าคริสตจักรจะมีอิทธิพลต่อผู้คนอีกมาก ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามการปกครองของพวกเขา นี่เองคือข้อกังวลของพวกเขาในเรื่องของคริสตจักร  ไม่ว่างานที่คริสตจักรดำเนินการจะยุติธรรมหรือถูกต้องตามทำนองคลองธรรมอย่างไร พวกเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี  เพราะเหตุใด?  เพราะพวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ เป็นพวกอเทวนิยมและวัตถุนิยม—สิ่งที่พวกวัตถุนิยมทำได้ก็มีเพียงเท่านี้  นี่คือสี่สถานการณ์ที่พวกเขากังวลใจ  พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมสองประการเกี่ยวกับวิธีการอันเหมาะสมในการจัดการผู้คนดังกล่าวหลังจากเข้าใจสาเหตุและวัตถุประสงค์เบื้องหลังความกังวลที่พวกเขามีต่อสถานการณ์ทั้งสี่นี้  จงสรุปหลักธรรมเหล่านี้อย่างง่ายๆ และกล่าวให้ฟังเถิด  (ถ้าพวกเขารบกวนคริสตจักร เช่นนั้นก็ชำระพวกเขาออกไปเสีย ถ้าไม่ได้รบกวน ก็ไม่จำเป็นต้องไปสนใจพวกเขา)  ถ้าพวกเขารบกวน ซอกแซกสืบเรื่องไปทั่ว และก่อให้เกิดความตื่นตระหนก เช่นนั้นก็จงชำระพวกเขาออกไปโดยไม่ต้องกรุณา ถ้าพวกเขาไม่ได้รบกวน และผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สังเกตเห็นหรือสามารถมองพวกเขาออก เช่นนั้นก็เฉยเสีย  เมื่อพวกเขามองเห็นอย่างชัดเจนว่านี่คืองานของคริสตจักรโดยแท้ เป็นกิจกรรมทางศาสนาทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด เพียงยืนยันจุดนี้ได้ก็ย่อมจะทำให้พวกเขาจากไปเอง  นี่เป็นวิธีที่ประเทศประชาธิปไตยใช้ทำความเข้าใจสถานการณ์ทางศาสนา  ก่อนหน้านี้มีการกล่าวด้วยว่ามวลมนุษย์ซับซ้อนนัก  เหตุใดมวลมนุษย์จึงซับซ้อน?  นี่เกิดจากความชั่วของมวลมนุษย์ใช่หรือไม่?  (ใช่)  ความชั่วของมนุษย์มีที่มาอย่างไร?  เหตุใดจึงกล่าวว่ามวลมนุษย์นั้นชั่ว?  เพราะซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามอย่างหนักเกินไปแล้ว  กล่าวเป็นภาษาทั่วไปว่าอย่างไร?  ซาตานเปลี่ยนผู้คนให้กลายเป็นปีศาจไปแล้ว  มนุษย์ทั้งมวลอยู่ภายใต้การปกครองของหมู่มาร เมื่อมีมารตัวเล็กตัวใหญ่มากเกินไป สถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันจึงกลายเป็นเมืองของปีศาจ  เมื่อมีปีศาจมากมายมารวมตัวกัน ก็กลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อน พวกเขาสามารถทำชั่วได้ทุกรูปแบบและทำกิจกรรมที่ต่ำทรามได้ทุกประเภท  ด้วยเหตุที่มารทั้งมวลล้วนชั่ว มีความขัดแย้งในหมู่มารอยู่เสมอ และพวกเขาก็ไม่มีวันที่จะเข้ากันได้ นี่จึงทำให้เรื่องทั้งหลายซับซ้อน  เมื่อผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงมารวมตัวกัน นี่ย่อมเรียบง่ายกว่ามาก ทุกคนเต็มใจที่จะอ่านพระวจนะของพระเจ้าและใช้ชีวิตคริสตจักร ต่างก็เพลิดเพลินกับการทำหน้าที่ของตนและการทำงานที่ถูกควร  พวกเขาไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมที่คดโกงและต่ำทราม—อย่างมาก พวกเขาก็อาจจะเผยความเสื่อมทรามบางอย่างออกมา  มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงความรอดผ่านทางความเชื่อในพระเจ้า  หมู่มารไม่มีวันสามารถได้รับการช่วยให้รอดผ่านทางความเชื่อในพระเจ้าเพราะเสือดาวเปลี่ยนแปลงลายของมันไม่ได้  ต่อให้หมู่มารเชื่อในพระเจ้ามาหลายสิบหรือหลายร้อยปี พวกมันก็จะไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ทุกคนมองเห็นได้  บัดนี้คริสตจักรหลายแห่งได้ชำระคนที่เป็นมารออกไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องดีและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าทุกประการ  ในคริสตจักรบางแห่ง ผู้คนกว่าครึ่งเป็นมาร ขณะที่ในคริสตจักรแห่งอื่นมีมารเป็นส่วนน้อย  ในคริสตจักรเช่นนั้น ง่ายหรือไม่ที่จะดำเนินงานของคริสตจักร?  ไม่ง่ายอย่างแน่นอน  ถ้าชำระหมู่มารออกไป เหลือแต่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม งานของคริสตจักรย่อมจะง่ายขึ้นมาก  สถานการณ์ที่น่าเวทนาที่สุดคือยามที่ผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์ครองอำนาจในคริสตจักรบางแห่งโดยที่หมู่มารมีบทบาทเป็นผู้นำ เมื่อนั้นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในคริสตจักรเหล่านั้นย่อมทุกข์ร้อนกันอย่างแท้จริง  จงบอกเราเถิดว่า ผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์ที่ครองอำนาจจะสามารถนำสันติสุขและความชื่นบานมาสู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้หรือไม่?  ความคิดและแนวคิดของผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ล้วนชั่วและตรงข้ามกับความจริงทั้งสิ้น  ถ้ามีปีศาจที่มีชีวิตสักสิบหรือยี่สิบคนคอยเกื้อหนุนพวกเขา การใช้ชีวิตในคริสตจักรเช่นนั้นย่อมเหมือนการใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่ปีศาจมารวมตัวกัน อยู่ในรังปีศาจที่มีราชามารคอยควบคุม คล้ายกับการใช้ชีวิตอยู่ในเครื่องบดเนื้อ สร้างความกระสับกระส่ายแก่จิตใจและวิญญาณของเจ้า  สิ่งที่อยู่ในความคิดของเจ้าทุกวี่วันคือเรื่องทำนองว่าจะสู้หรือต่อตีกับใคร จะเป็นเพื่อนหรือสนิทสนมกับใคร จะหลีกเลี่ยงและคอยระวังใคร เป็นต้น เจ้าไม่มีแม้แต่สภาพแวดล้อมที่สงบสุข ใช้ชีวิตอยู่ในความหวาดกลัวและประหวั่นพรั่นใจตลอดเวลาโดยไม่มีความสงบเย็นแม้แต่น้อย  นี่เหมือนอยู่ในเครื่องบดเนื้อมิใช่หรือ?  (ใช่)  สังคมอันชั่วนี้ มวลมนุษย์ที่ชั่วนี้ปฏิบัติต่อทุกคนและทุกกลุ่มหรือทุกองค์กรในหนทางเดียวกัน ใช้ความเห็นและมุมมองแบบเดียวกันกับทุกเรื่อง  และในทำนองเดียวกัน แม้แต่กับคริสตจักร ซึ่งเป็นสถาบันที่ค่อนข้างเป็นบวก  พวกเขาก็ไม่สบายใจและไม่ละเว้น  แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร พวกเราก็ปฏิบัติต่อพวกเขาตามหลักธรรม ถูกต้องหรือไม่?

บัดนี้ก็ได้สามัคคีธรรมเรื่องจุดประสงค์ประการที่เก้าของการที่คนเราเชื่อในพระเจ้า—การจับตาดูคริสตจักร—ครบถ้วนแล้ว และโดยพื้นฐานแล้วก็สามัคคีธรรมเนื้อหาทั้งหมดในหมวดหมู่แรกของหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ของผู้นำและคนทำงานไปแล้วเช่นเดียวกัน  สรุปว่าจุดประสงค์ที่ผู้ไม่เชื่อและพวกอเทวนิยมมาเชื่อในพระเจ้านั้นประกอบด้วยประเด็นเหล่านี้เป็นพื้นฐาน  จุดประสงค์ประการสุดท้ายที่สามัคคีธรรมไปนั้นมีเนื้อหาที่แตกต่างจากจุดประสงค์ก่อนหน้าเล็กน้อย  เวลาคนที่จับตาดูคริสตจักรแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักร พวกเขาไม่ได้ไล่ตามแหล่งรายได้ สถานะ หรือความสะดวกสบายในชีวิตและงาน แต่พวกเขามาด้วยจุดประสงค์ทางการเมือง  ไม่ว่าจุดประสงค์ของพวกเขาจะเป็นเช่นไร เมื่อพวกเราเท่าทันและมองพวกเขาออกแล้ว พวกเราก็ควรดำเนินการตามความเหมาะสมทันที ขับไล่หรือเอาตัวคนเหล่านี้ออกไป ไม่อนุญาตให้พวกเขาแฝงตัวอยู่ในคริสตจักรกันนานๆ โดยเด็ดขาด  นี่คืองานสำคัญของผู้นำและคนทำงาน  จงพิจารณาและแยกแยะตามจุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าว่าใครคือพี่น้องชายหญิงที่แท้จริง—ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—และใครคือคนชั่วประเภทต่างๆ ที่คริสตจักรควรขับไล่หรือเอาตัวออกไป จงระบุตัวคนชั่วเหล่านี้ให้ทันท่วงที แล้วใช้วิธีการที่สอดคล้องกันมาขับไล่หรือเอาตัวพวกเขาออกไปโดยพลัน  นี่คือข้อแรกของการแยกแยะและจัดหมวดหมู่คนชั่วนานาประเภท นั่นคือ จุดประสงค์ของการที่คนเรามาเชื่อในพระเจ้า  พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องนี้จบแล้ว

II. อ้างอิงตามความเป็นมนุษย์ของคนเรา

คราวนี้พวกเราก็มาพูดถึงหมวดที่สอง ซึ่งก็คือความเป็นมนุษย์ของพวกเขา  พวกเราแยกแยะและพิจารณาตามการสำแดงความเป็นมนุษย์ของแต่ละคนว่าคนคนนี้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ และเหมาะสมที่จะอยู่ในคริสตจักรต่อไปหรือไม่  เมื่อดูตามพฤติการณ์และการเผยความเป็นมนุษย์ออกมา รวมทั้งแก่นแท้แห่งความเป็นมนุษย์ของพวกเขาแล้ว ถ้าพวกเขาไม่ใช่พี่น้องชายหญิงที่แท้จริง ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในคริสตจักร การมีอยู่ของพวกเขาก่อกวนพี่น้องชายหญิง และ—เมื่อดูจากพฤติกรรม—พวกเขาจัดเป็นคนที่ควรถูกขับไล่หรือเอาตัวออกไปจากคริสตจักร เช่นนั้นแล้ว คริสตจักรก็ควรคิดวางแผนเช่นที่กล่าวมาโดยไวเพื่อขับไล่หรือเอาตัวคนเหล่านี้ออกไป  สามัคคีธรรมที่ว่าด้วยหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ของผู้นำและคนทำงานนี้เกี่ยวข้องกับการขับไล่หรือเอาตัวคนชั่วทุกประเภทออกไป  เมื่อมองตามความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านี้ไม่ดีและชั่วอย่างแน่นอน ถ้าใช้ภาษาทั่วไปก็คือพวกเขาเป็นคนไม่ดีนั่นเอง  เมื่อดูความเป็นมนุษย์ที่พวกเขาสำแดงออกมา พวกเขาควรถูกขับไล่หรือเอาตัวออกไปจากคริสตจักรเพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนคริสตจักรและส่งผลต่อระเบียบปกติของชีวิตคริสตจักรและการปฏิบัติหน้าที่ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรต่อไป  แล้วพวกเราตัดสินความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่งว่าดีหรือชั่ว อันเป็นการตัดสินใจว่าคริสตจักรควรขับไล่หรือเอาตัวพวกเขาออกไปหรือไม่ โดยดูที่การสำแดงเช่นใด?  โดยรวมแล้วหมวดที่สอง—ความเป็นมนุษย์—นี้ครอบคลุมหลายประเด็นเช่นกัน แต่ก่อนอื่น พวกเรามาสามัคคีธรรมถึงประเด็นแรกกันเถิด

ก. ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ

ประเด็นแรกเป็นเรื่องของคนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ  แน่นอนว่าพวกเจ้าทุกคนมักจะพบเจอคนประเภทนี้  ลักษณะสำคัญที่สุดที่สำแดงว่าชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จคืออะไร?  คือการพูดจาไร้หลักธรรม มีเจตนาและจุดประสงค์ที่จะปลุกปั่นให้เกิดข้อพิพาทอยู่เสมอ ก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นโทษ  เห็นได้ชัดว่าผู้คนเช่นนี้มีปัญหาร้ายแรงทางวาจา ซึ่งมีต้นตอเป็นอุปนิสัยที่ไม่ดีและการไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ พาให้พวกเขาชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ  เมื่อมองในแง่ของคำศัพท์ คำว่า “บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ” หมายถึงการมักจะกล่าวอ้างว่าสิ่งที่จริงนั้นเท็จ และเท็จคือจริง นี่เป็นเรื่องของการกลับดำขาว และถึงกับแต่งเติมข้อเท็จจริงด้วยรายละเอียดที่ไม่จริง กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ตัดสินทั้งที่ไม่มีมูล และพูดจาตามอำเภอใจ  ผู้คนเช่นนี้ไม่เคยพูดถึงสิ่งทั้งหลายในทางที่เป็นบวก สิ่งที่พวกเขาพูดไม่เจริญใจผู้คน ไม่เป็นประโยชน์หรือช่วยเหลือผู้คนได้แต่อย่างใด  ระหว่างที่มีปฏิสัมพันธ์ คลุกคลี และสื่อสารกับพวกเขา การฟังพวกเขาพูดมักจะฉุดหัวใจของผู้คนให้จมดิ่งอยู่ในความมืดมิดและขุ่นมัว ถึงกับทำให้คนเหล่านั้นสูญเสียความเชื่อของตน จนพวกเขาไม่อยากเชื่อในพระเจ้า และไม่สามารถสงบจิตใจขณะอุทิศตนฝ่ายวิญญาณและขณะชุมนุม  จิตใจและวิญญาณของพวกเขามักจะว้าวุ่นเพราะคำกล่าวอ้างว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด รวมถึงเรื่องซุบซิบที่ผู้คนดังกล่าวเผยแพร่ เริ่มมองทุกคนในทางที่ไม่ดี และไม่เห็นสิ่งใดนอกจากข้อเสียในตัวผู้อื่น  หลังจากฟังข้อมูลจริงเท็จที่ถูกบิดเบือน บ่อยครั้งที่การคิดอ่านตามปกติของผู้คนจะถูกก่อกวน แม้กระทั่งมุมมองที่ถูกต้องของพวกเขาในเรื่องต่างๆ ก็ถูกก่อกวน ทำให้พวกเขาแยกแยะได้ยากว่าสิ่งใดถูกต้องและสิ่งใดไม่ถูกต้อง  คนที่ขาดวิจารณญาณก็มักจะถูกล่อลวงและตกอยู่ในการทดลองโดยไม่ทันรู้ตัวซึ่งมีเหตุมาจากสิ่งที่ผู้คนที่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จกล่าว  พวกเขานึกไปว่า “คนเหล่านั้นยังไม่ได้ทำร้ายใคร พวกเขาเข้าชุมนุมตามปกติ บางครั้งก็บริจาคและช่วยเหลือผู้อื่นด้วยซ้ำ ไม่เคยทำเรื่องไม่ดี”  อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งผลจากปฏิสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับบุคคลดังกล่าวก็คือพวกเขาจมปลักอยู่กับประเด็นเรื่องถูกผิดและติดหล่มการทดลอง ติดอยู่ตรงกลางเรื่องยุ่งเหยิงทางอารมณ์ระหว่างผู้คนกับสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรระหว่างบุคคล  ผู้คนที่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จเหล่านี้ถนัดก่อกวนสัมพันธภาพอันเหมาะสมระหว่างผู้คน และบ่อนทำลายความเข้าใจบางอย่างที่บริสุทธิ์ในจิตใจของผู้คน  ในทัศนะของพวกเขา ใครก็ตามที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สามารถเกื้อหนุนและช่วยเหลือกันได้ ย่อมเป็นเป้าหมายให้พวกเขาลอบโจมตีและตัดสินทั้งสิ้น  ในทำนองเดียวกัน ใครก็ตามที่ทำหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดีอยู่บ้างและค่อนข้างสละตน ก็เป็นเป้าหมายให้พวกเขาโจมตีเช่นกัน  ไม่ว่าบางสิ่งจะเป็นบวกหรือดีงามอย่างไร พวกเขาก็หาทางทำให้เสื่อมเสียได้  พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์ทุกสิ่งกลายๆ แสดงความคิดเห็นในทุกเรื่อง และยึดมั่นในมุมมองของตนเองในทุกประเด็นปัญหา  มุมมองเหล่านี้ไม่ใช่มุมมองที่จริงแท้แต่อย่างใด ตรงกันข้าม พวกเขากลับพูดจาไร้สาระ เอาเรื่องจริงเท็จมาปนกัน สลับดำขาว และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย สร้างความบาดหมางระหว่างผู้คน หรือว่าร้ายบางคน พวกเขาถึงกับจงใจกุเรื่องต่างๆ ขึ้นมาอย่างไร้ความยั้งคิดโดยแต่งเติมข้อเท็จจริงด้วยรายละเอียดที่ไม่จริงและกล่าวหาโดยไร้เหตุผล ปั้นน้ำเป็นตัว  คนที่ไม่ตระหนักรู้ข้อเท็จจริงเมื่อฟังพวกเขาพูดก็คิดว่าคำกล่าวอ้างของพวกเขาฟังดูมีเหตุผลและไม่มีทางเป็นเท็จไปได้ ดังนั้นจึงถูกชักพาให้หลงผิด  คนประเภทที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จนี้ย่อมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เป็นบวกโดยพูดอย่างอ้อมค้อม  นี่ใช่เพราะพวกเขามีสำนึกแห่งความเที่ยงธรรมหรือไม่?  (ไม่ใช่)  พวกเขาต่อต้านและไม่นับถือคนที่ทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน มีความจงรักภักดี กุลีกุจอสละตน รวมทั้งคนที่มีมโนธรรมและสำนึก  แล้วเพราะเหตุใดคนเหล่านี้จึงพูดจาอย่างไม่ยั้งคิด?  มีต้นตออยู่ตรงไหน?  เหตุใดพวกเขาจึงชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จอยู่เสมอ?  (เพราะพวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี)  ถูกต้อง นี่เกิดจากความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี  ถ้าพวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ดี พวกเขาก็จะไม่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ  การพูดจาควรเป็นไปตามมโนธรรมและความมีเหตุผล คนเราไม่สามารถพร่ำพูดทฤษฎีที่บิดเบี้ยวและความคิดนอกรีตทุกครั้งที่มีโอกาสได้  ต้นตอของการบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จก็คือความเป็นมนุษย์ที่แย่ ผู้คนเช่นนั้นไม่ว่าจะกล่าวสิ่งใดออกมาย่อมแสลงหู พูดอย่างสุภาพก็คือพวกเขากำลังตัดสินคนอื่น แต่ที่จริงแล้วคำพูดของพวกเขามีเจตนาบางอย่างที่มุ่งร้ายหมายจะกล่าวโทษและสาปแช่ง ทั้งยังแฝงนัยของการยุยง ริษยา ต่อต้าน เกลียดชัง และแม้กระทั่งซ้ำเติมคนล้มอีกด้วย  สรุปแล้ว นี่คือลักษณะสำคัญของการบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จของพวกเขา  นอกจากลักษณะเหล่านี้แล้ว บุคคลดังกล่าวยังมีลักษณะนิสัยเหมือนกันอีกประการหนึ่งคือ พวกเขาโกรธเคืองที่ผู้คนมีสิ่งที่พวกเขาไม่มี และหัวเราะเยาะคนที่ไม่มีสิ่งที่พวกเขามี  ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาดีหรือไม่?  (ไม่ดี)  คนประเภทที่โกรธเคืองที่ผู้คนมีสิ่งที่พวกเขาไม่มี และหัวเราะเยาะคนที่ไม่มีสิ่งที่พวกเขามี รู้สึกอิจฉาใครก็ตามที่ดีกว่าตนและพูดให้ร้ายคนเหล่านั้นลับหลัง ตัดสินและกล่าวโทษคนเหล่านั้น แต่ถ้าใครด้อยกว่าพวกเขา พวกเขาก็จะหัวเราะเยาะหยัน พร้อมที่จะล้อเลียน เหน็บแนม และดูถูกคนคนนั้น  พวกเขาไม่สามารถเข้าใจเรื่องต่างๆ อย่างถูกต้อง หรือใช้ท่าทีตามหลักศีลธรรมขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ได้  พวกเขาไม่จำเป็นต้องอวยพรใคร หรือขอให้ใครสุขภาพดีหรือสมปรารถนา หรือให้คนเหล่านั้นเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง แต่อย่างน้อยที่สุด พวกเขาควรประเมินผู้อื่นอย่างถูกต้องโดยไม่แฝงความมุ่งร้ายเอาไว้—ทว่าแม้แต่เรื่องนี้พวกเขาก็ทำไม่ได้  สาเหตุเบื้องหลังการบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จของพวกเขาคืออะไร?  เห็นได้ชัดว่าจากคำพูดของพวกเขา จากท่าทีที่พวกเขามีต่อผู้อื่น วิธีปฏิบัติต่อผู้อื่น และสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ลึกๆ ในหัวใจ ผู้คนประเภทนี้มีความเป็นมนุษย์ที่มุ่งร้ายอย่างชัดแจ้ง  แม้ผู้คนประเภทนี้จะใช้แต่ปากมาบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ แต่ลึกลงไปในหัวใจ เบื้องหลังการกระทำเหล่านี้กลับมีผลสัมฤทธิ์และเป้าหมายที่พวกเขาอยากบรรลุ รวมทั้งทัศนะและท่าทีที่แท้จริงที่พวกเขามีต่อผู้คนและเรื่องทั้งหลาย  ตอนนี้ถ้าวางเรื่องที่ว่าคนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จเข้าใจความจริงดีหรือไม่ ใช่คนที่รักความจริงหรือไม่เอาไว้ก่อน ถ้าดูตามลักษณะความเป็นมนุษย์ของพวกเขา—ซึ่งก็คือความชอบที่จะบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ—นี้ พวกเขาจะมีอิทธิพลที่ดีหรือเป็นบวกต่อพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ไม่ได้อย่างแน่นอน!

มาดูตัวอย่างจำเพาะกันบ้าง จะได้เห็นว่าคนที่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จมีการสำแดงเช่นใด  ยกตัวอย่าง สมมุติว่ามีพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่ทางบ้านร่ำรวยมาก แต่เพื่อประกาศข่าวประเสริฐและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับพระเจ้า เธอจึงปล่อยมือจากความยินดีทางเนื้อหนังและจากบ้านมาทำหน้าที่ของตน  จงบอกเราเถิดว่าผู้คนทั่วไปจะมองสถานการณ์นี้ว่าอย่างไร?  พวกเขาย่อมจะเลื่อมใสและอิจฉาเธอมิใช่หรือ?  อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็จะคิดว่าพี่น้องหญิงคนนี้น่าชมเชยและคู่ควรให้เอาอย่าง ที่สามารถทิ้งความหรรษาทางเนื้อหนังมาทำหน้าที่ของเธอได้  แต่คนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จแสดงความเห็นเกี่ยวกับเธอว่าอย่างไร?  พวกเขากล่าวว่า “เธอยอมทิ้งชีวิตคนรวยเพื่อออกไปประกาศข่าวประเสริฐตลอดวัน ถ้ายังทำแบบนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วสามีของเธอย่อมจะไล่เธอออกจากบ้าน!  การเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องของการได้รับพรและหาความสุขสำราญไม่ใช่หรือ?  แล้วดูเธอสิ มีพรแต่ไม่รู้ว่าจะสุขสำราญกับพรเหล่านั้นอย่างไร กลับทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของตนมาทำหน้าที่อย่างสุดหัวใจ นั่นโง่เขลาไม่ใช่หรือ?  ถ้าครอบครัวของฉันรวยขนาดนั้น ฉันจะเอาแต่สุขสำราญอยู่ที่บ้านอย่างเดียว”  จงบอกเราเถิดว่าในคำพูดเหล่านั้น มีสักประโยคหรือไม่ที่สอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ และเป็นที่เจริญใจของผู้อื่น?  (ไม่มี)  เมื่อคนที่มีวิจารณญาณแยกแยะอยู่บ้างได้ฟังเช่นนี้ก็จะคิดว่า “นี่คือการบิดเบือนข้อเท็จจริงไม่ใช่หรือ?  การที่ผู้เชื่อละทิ้งทุกสิ่งมาสละตนเพื่อพระเจ้า และไม่ไล่ตามไขว่คว้าความหรรษาทางวัตถุคือสิ่งที่เป็นบวกอยู่ในตัวมันเอง แต่พวกเขากลับกล่าวโทษ”  ถ้าคนที่ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะได้ฟังเช่นนี้ พวกเขาย่อมจะถูกชักพาให้หลงผิดและถูกก่อกวน  ความกระตือรือร้นที่พวกเขามีต่อการเชื่อในพระเจ้า ความกระตือรือร้นที่จะละทิ้งสิ่งต่างๆ และสละตนเพื่อทำหน้าที่ของพวกเขาย่อมจะถูกบั่นทอนอย่างหนักทันที  แม้คำพูดของคนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จจะมีอยู่ไม่กี่คำ แต่ผลกระทบเชิงลบที่คำพูดเหล่านั้นมีต่อผู้อื่นกลับมีมากพอที่จะทำให้บางคนรู้สึกในทางลบอยู่ระยะหนึ่งและไม่สามารถฟื้นตัวได้  ย่อมเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  (ใช่)  คำพูดที่ฟังดูน่าเชื่อถือเพียงไม่กี่คำสามารถเป็นพิษกับบางคนเมื่อได้ฟัง  นี่บอกอะไรเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของคนที่สามารถเอ่ยคำที่เป็นพิษเช่นนั้นได้?  (มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี)  คำพูดของพวกเขามีประโยคใดที่สามารถเพิ่มพูนความเชื่อของคนที่ได้ฟังบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  คำพูดทั้งหมดนี้คืออะไร?  ถ้าพูดกว้างๆ ทั้งหมดนี้คือถ้อยคำของผู้ไม่เชื่อ ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียวที่ผู้ติดตามพระเจ้าควรพูดออกมา  พูดให้ตรงจุดก็คือ สิ่งที่คนเหล่านี้พูด ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียวที่สะท้อนให้เห็นความเป็นมนุษย์  การไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์หมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าแม้แต่ศีลธรรมก็ไม่มี  การไม่มีศีลธรรมหมายถึงสิ่งใด?  พี่น้องหญิงคนนี้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีครอบครัวที่มั่งคั่ง แล้วท่าทีของผู้คนเหล่านี้เป็นเช่นใด?  เพียงอิจฉา แล้วก็ตามด้วยความปรารถนาดี จากนั้นก็แยกย้ายใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  แล้วท่าทีของพวกเขาเป็นเช่นไร?  ริษยา คับข้องใจ ขุ่นเคือง และมีคำพร่ำบ่นอยู่ในหัวใจว่า “เธอสมควรมีเงินมากมายขนาดนั้นหรือ?  ทำไมฉันถึงไม่มีเงินมากอย่างนั้นบ้าง?  ทำไมพระเจ้าถึงอวยพรเธอ ไม่อวยพรฉัน?”  พี่น้องหญิงคนนั้นมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกริษยาและเกลียดชัง ไม่มีคำพูดชื่นชมหรือปรารถนาดีอย่างแท้จริงแม้แต่คำเดียว  นี่บ่งชี้ว่าแม้แต่ศีลธรรมขั้นพื้นฐานก็ไม่มีโดยสิ้นเชิง  พี่น้องหญิงคนนี้มั่งคั่ง พวกเขาจึงเกิดความเกลียดชังจนเกือบจะพยายามปล้นชิงหรือโกงเอาทรัพย์สมบัติของเธอไป  ยิ่งไปกว่านั้น พี่น้องหญิงคนนี้ดำเนินชีวิตอยู่ในครอบครัวที่มั่งคั่ง แต่ก็ยังสามารถทิ้งสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและความสะดวกสบายทางวัตถุไว้ข้างหลังและออกมาทำหน้าที่ของตน สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ควรค่าแก่การแสดงความยินดี ควรค่าที่จะเลื่อมใสและอิจฉา  ผู้คนควรแสดงความปรารถนาดีต่อเธอ พยายามเข้าใกล้และเอาอย่างเธอ  แต่ผู้คนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จนี้มีเรื่องพูดเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่มี)  แล้วพวกเขาพูดว่าอย่างไร?  ทุกประโยคมีถ้อยคำรุนแรงและแฝงความเกลียดชัง  เหตุใดพวกเขาจึงกล่าวเช่นนี้ได้?  เพราะพวกเขาไม่พอใจและไม่มีความสุขกับสถานการณ์ของตนเอง เก็บงำความขุ่นเคืองเอาไว้ และเพราะเหตุนั้นจึงระบายความโกรธของตนใส่พี่น้องหญิงที่ร่ำรวยคนนี้  ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า คนเราควรซาบซึ้ง เลื่อมใส เอาอย่าง และเรียนรู้เป็นพิเศษจากคนที่สามารถทำหน้าที่ของตนและไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแข็งขันได้  แต่แทนที่จะเรียนรู้จากจุดแข็งของพี่น้องหญิงคนนี้เพื่อชดเชยจุดอ่อนของตนเอง คนเหล่านี้กลับเยาะหยันเธอว่าโง่เขลา และถึงกับหวังให้สามีของเธอขอหย่า พวกเขากำลังรอดูความล่มจมของเธอ  ถ้าพี่น้องหญิงคนนั้นถูกสามีหย่าร้างจริง ถึงตอนนั้นพวกเขาย่อมจะรู้สึกยินดีมิใช่หรือ?  ความปรารถนาของพวกเขาย่อมจะลุล่วงแล้วมิใช่หรือ?  นี่สะท้อนให้เห็นความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเขา รวมถึงเจตนาและจุดประสงค์ด้วย  พวกเขาไม่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น การเห็นใครบางคนได้ดีหรือเก่งกว่าตนทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยความริษยาและขุ่นเคือง  ไม่ว่าความเชื่อที่คนอื่นมีในพระเจ้าจะแรงกล้าเพียงใด ถ้าคนคนนั้นดีกว่าพวกเขา เช่นนั้นก็ยอมไม่ได้เป็นอันขาด  พวกเขาไร้ความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง และไม่สามารถกล่าวคำอวยพรหรือคำพูดที่เจริญใจได้  เหตุใดจึงกล่าวคำเช่นนั้นไม่ได้?  เพราะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาชั่วเกินไป!  ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากพูดหรือไม่มีคำพูดที่ถูกต้อง แต่เป็นเพราะหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความริษยา ความขุ่นเคือง และความคับข้อง ทำให้พวกเขาไม่มีทางกล่าวคำอวยพรได้  เมื่อเป็นเช่นนั้น การที่หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยสิ่งที่เสื่อมทรามดังกล่าวจะบ่งชี้ได้หรือไม่ว่าพวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่มุ่งร้าย?  (ได้)  ย่อมได้  เนื่องจากพวกเขาเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นนั้นออกมา จึงง่ายที่ผู้อื่นจะดูออก แล้วก็สามารถมองเห็นแก่นแท้อันเสื่อมทรามของพวกเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

ยังมีตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง  มีพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่ก่อนมาเชื่อในพระเจ้านั้นมีเรื่องขัดแย้งกับภรรยาของพี่เขยอยู่เสมอ  ต่อมาหญิงทั้งสองเริ่มเชื่อในพระเจ้า และมาเข้าใจความจริงบางอย่างผ่านการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า  พวกเธอก็ตระหนักว่าคนเราควรประพฤติปฏิบัติตนให้เข้ากับผู้อื่นอย่างไร และเมื่อความเสื่อมทรามของพวกเธอถูกเผยออกมา พวกเธอจึงสามารถเปิดใจให้กัน และพยายามทำความรู้จักตนเองซึ่งทำให้พวกเธอมีความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวขึ้นเรื่อยๆ  บางคนกลับอิจฉาพวกเธอและกล่าวว่า “ดูสองคนนั้นสิ ทั้งครอบครัวเชื่อในพระเจ้ากันหมด แถมฝั่งสะใภ้ก็เป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ ทีเดียว  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าไม่ใช่หรือ?  ครอบครัวของผู้ไม่มีความเชื่อนั้นเข้ากันไม่ได้เลย ต่อสู้และแข่งขันกันอยู่เสมอแม้กระทั่งในหมู่พี่น้องแม่เดียวกัน  ส่วนผู้เชื่อนั้นดีกว่ามาก ต่อให้ฝั่งสะใภ้ไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆ แต่ตราบใดที่พวกเธอเชื่อในพระเจ้า ไล่ตามเสาะหาเป้าหมายเดียวกัน เดินบนเส้นทางเดียวกัน และพูดจาภาษาเดียวกัน พวกเธอย่อมเข้ากันได้ทางวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่วิเศษมาก!”  เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าคนที่เชื่อในพระเจ้าโดยแท้ย่อมต่างจากผู้ไม่มีความเชื่อ  ผู้คนจากต่างครอบครัวมารวมตัวกันด้วยเป้าหมายและการไล่ตามเสาะหาแบบเดียวกัน เข้ากันได้ในพระนิเวศของพระเจ้าและเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  จุดประสงค์ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพื่อให้ผู้คนรู้ว่า นี่คือผลที่เกิดจากพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า คือพระคุณที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คน  นี่คือสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อไม่มีและไม่สามารถชื่นชมได้  อย่างน้อยที่สุดเมื่อได้ยินเช่นนี้ คนเราย่อมจะรู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดี และเกิดความประทับใจอันดีในความเชื่อในพระเจ้า  แต่ลองมาฟังสิ่งที่คนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จพูดถึงเรื่องนี้ดูเถิด “ฮึ!  คุณอาจเห็นว่าภายนอกนั้นสะใภ้ทั้งสองดูเข้ากันได้ ปรองดองกันทุกอย่างระหว่างที่ชุมนุม—แต่บางครั้งพวกเธอก็ต่อปากต่อคำกันไม่ใช่หรือ?  คุณไม่รู้หรอกว่าพวกเธอเคยเถียงกันบ้านแทบแตก!”  คนอื่นจึงกล่าวว่า “ข้อพิพาทและการทุ่มเถียงกันในอดีตเป็นเพราะพวกเธอไม่ได้เชื่อในพระเจ้าและไม่เข้าใจความจริง  แต่ตอนนี้พวกเธอเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม!  นี่เป็นเพราะตอนนี้ทั้งคู่เชื่อในพระเจ้า เข้าใจความจริงบางประการ สามารถเปิดใจสามัคคีธรรมกัน สามารถรู้จักความเสื่อมทรามของตนเอง และมักจะทำหน้าที่ด้วยกัน  แม้จะยังมีความไม่ลงรอยกันอยู่บ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วพวกเธอก็สามารถยอมรับข้อผิดพลาดของตนต่อหน้าอีกฝ่าย และปรึกษากันในทุกสิ่งที่ทำ  นี่คือสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อไม่อาจสัมฤทธิ์ได้แม้กับญาติพี่น้องร่วมสายเลือด”  ทว่าคนที่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จกลับบอกว่า “มีครอบครัวไหนไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง?  อย่าว่าแต่สะใภ้ด้วยกันเลย ขนาดพี่สาวน้องสาวร่วมสายเลือดก็ทะเลาะกันไม่ใช่หรือ?  ความกลมเกลียวที่พวกเธอดูเหมือนจะมีในตอนนี้เป็นแค่การแสดงให้คนอื่นดู  เมื่อพ่อสามีของพวกเธอตาย ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพวกเธอจะไม่แย่งมรดกกัน!  การเชื่อในพระเจ้าเป็นเพียงความปรารถนา เป็นเพียงการปลอบประโลมทางวิญญาณอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ?  พวกเธอจะสามารถทิ้งความมั่งคั่งมากมายเพื่อความเชื่อได้จริงหรือ?  ไม่มีทาง!”  คำพูดเหล่านี้มีสักประโยคที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่?  มีความปรารถนาให้ผู้คนอยู่ดีมีสุข มีการอวยพรบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  มีอะไรที่แสดงถึงความรู้สึกส่วนตัวว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีโดยแท้ หลังจากที่เห็นผู้อื่นได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้าเหมือนที่พวกเขาได้ชื่นชมหรือไม่?  (ไม่มี)  ในทัศนะของคนที่บิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ การเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นในหมู่พี่น้องชายหญิงนี้เป็นเรื่องตลบตะแลงทั้งสิ้น การได้มาซึ่งความจริงและความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยอันมาจากการเชื่อในพระเจ้าล้วนเทียมเท็จ พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าสามารถชำระผู้คนให้บริสุทธิ์ได้ สามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้  ในคำพูดของพวกเขา คนเราไม่เพียงสามารถมองเห็นการตัดสินตามอำเภอใจ ความเกลียดชัง และการสาปแช่งผู้คนเท่านั้น แต่ยังมองเห็นการไม่เชื่อและการปฏิเสธผลสัมฤทธิ์ที่พระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้ามีต่อผู้คนอีกด้วย  สองสะใภ้นั้นมีความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งยังมีความอดทนและอดกลั้นเมื่ออยู่ด้วยกันเพราะพวกเธอเชื่อในพระเจ้า  คนที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จนี้รู้สึกอึดอัดและไม่สบอารมณ์อยู่ในหัวใจ ดังนั้นจึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะยุแยงให้พี่น้องหญิงคู่นี้บาดหมางกัน และจะมีความสุขถ้าทำให้สองสะใภ้โต้เถียงและทะเลาะกันเมื่อพบหน้ากันได้  นี่เป็นพฤติการณ์เช่นใด?  เป็นวิธีคิดประเภทใด?  ดูจากวิธีคิดของพวกเขา นี่ค่อนข้างวิปริตมิใช่หรือ?  (ใช่)  ในแง่ของพฤติการณ์ ก็เป็นพฤติการณ์ที่น่าขยะแขยงมิใช่หรือ?  (ใช่)  แต่คนประเภทนี้ยังคงมีส่วนร่วมในชีวิตคริสตจักร และในบรรดาคนที่ทำหน้าที่ของตนย่อมมีคนแบบพวกเขาอยู่มากมาย  โดยทั่วไปก็มักจะพูดถึงคนเหล่านี้ว่ามี “คำพูดอาบยาพิษ”  แท้จริงแล้วไม่เพียงคำพูดของพวกเขาเท่านั้นที่อาบยาพิษ โลกภายในของพวกเขาก็มืดมิดและเป็นพิษอย่างเหลือเชื่อ!  ไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะแบ่งปันคำพยานอันดีเช่นไรจากประสบการณ์ ในสายตาของพวกเขา คำพยานเหล่านี้ล้วนเป็นของที่มนุษย์คิดขึ้นมาเอง และไม่มีอะไรที่พิเศษ  ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนในตัวของพวกเขา ซึ่งส่งผลให้คนผู้นั้นได้ประโยชน์เป็นอันมากจนสามารถลุกขึ้นมาแบ่งปันประสบการณ์ของตนและเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้—คนเหล่านี้ก็นึกดูถูกอยู่ลึกๆ คิดไปว่า “นั่นยอดเยี่ยมตรงไหน?  หลังจากฟังคำเทศนามามากมาย ไม่ว่าใครก็ย่อมจะมีความเข้าใจอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?  คุณก็แค่เขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์สักบท แล้วก็รู้สึกพอใจ มองว่าตัวเองเป็นผู้ชนะไม่ใช่หรือ?  ในอนาคตเมื่ออะไรๆ ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ ฉันอยากดูนักว่าคุณจะยังพร่ำบ่นพระเจ้าไหม  ถ้าพระเจ้าพรากลูกของคุณไป ฉันก็อยากดูว่าถึงตอนนั้นคุณจะร้องไห้ไหม จะยังเชื่อในพระเจ้าได้หรือเปล่า!”  พวกเจ้าคิดว่าหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยอะไร?  เป็นความอยากให้ทั้งโลกตกอยู่ในความโกลาหล กลัวผู้คนจะเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องมิใช่หรือ?  สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในครอบครัวของใคร พวกเขาก็ต้องแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร คนเหล่านี้ก็ล้วนมีลักษณะนิสัยอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือไม่หวังให้ใครได้ดี—พวกเขาพูดถึงทุกคนราวกับว่าคนเหล่านั้นไม่มีคุณงามความดีโดยสิ้นเชิง มีความสุขที่ได้พูดถึงผู้อื่นราวกับว่าคนเหล่านั้นเป็นขยะ และยินดีปรีดาในความอับโชคของผู้อื่นเสมอ  ถ้าใครมีครอบครัวที่มั่งคั่ง พวกเขาก็จะอิจฉา โมโห และเกลียดชัง พร่ำบ่นอยู่ในหัวใจของตนตลอดเวลา พลางปรารถนาให้พระเจ้าริบเอความมั่งคั่งและพระคุณที่คนคนนั้นได้ชื่นชมมาประทานแก่พวกเขา  คำที่คนเหล่านี้พร่ำบ่นลับหลังผู้คนนั้นเกินจะทนฟังได้ไหว  พวกเขาเหมือนผู้เชื่อในพระเจ้าในด้านใดบ้างหรือไม่?  แน่นอนว่าผู้คนประเภทนี้ย่อมเชี่ยวชาญในการอำพรางตนเช่นกัน  ไม่ว่าหัวใจของพวกเขาจะมุ่งร้ายหรือดำมืดเพียงใด เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่น้องชายหญิงในที่ชุมนุม พวกเขาก็จะสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจและความตระหนักรู้เชิงลึกของตนด้วย พร่ำกล่าวคำสอนที่ยิ่งใหญ่เพื่ออำพรางตนเอาไว้ สร้างภาพลักษณ์อันดีและ “ทรงเกียรติ” ให้ตนเอง  อย่างไรก็ตาม หลังฉากนั้นพวกเขากลับไม่พูดจาหรือกระทำการอย่างมนุษย์  คนส่วนใหญ่ถ้าไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านี้ และไม่รู้พฤติการณ์ที่แท้จริงของพวกเขาหรือสิ่งที่อยู่ในหัวใจส่วนลึกของพวกเขา เพียงแต่ได้ฟังพวกเขาพูดจาอย่างถูกต้องในที่ชุมนุมเท่านั้น ย่อมจะไม่พบเจอว่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเลวทรามหรือชั่วช้าขนาดไหน หรือว่าลักษณะนิสัยของพวกเขาต่ำช้าเพียงใด แต่จะมองพวกเขาในแง่ดีด้วยซ้ำ  ต่อเมื่อใช้เวลากับพวกเขามากขึ้น และเข้าใจการกระทำและพฤติกรรมในชีวิตที่พวกเขาทำอยู่หลังฉากเท่านั้น ผู้คนจึงจะค่อยๆ ดูพวกเขาออกและรู้สึกขยะแขยงพวกเขา  ดังนั้น การใช้วิจารณญาณดูคนจึงไม่ควรอิงตามถ้อยคำรื่นหูที่พวกเขาพูดในการชุมนุมเพียงอย่างเดียว ต้องสังเกตการกระทำและคำพูดของพวกเขาในชีวิตหลังฉากด้วย เพื่อที่จะมองทะลุเข้าไปถึงแก่นแท้และโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขา

นอกจากพูดจาไม่เหมือนมนุษย์แล้ว คนประเภทที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จยังมีลักษณะนิสัยอีกอย่างหนึ่งคือ พวกเขาต้องการแสดงความเห็นเกี่ยวกับทุกคนและทุกสิ่ง แม้แต่กับคนที่พวกเขาไม่คุ้นเคยหรือไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ด้วย และไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องเล็กที่สุดในชีวิตของผู้อื่น  ผลของการที่พวกเขาแสดงความคิดเห็นก็คือ ไม่ว่าจะเป็นบวกอย่างไร สิ่งนั้นก็ถูกคำพูดของพวกเขาบิดให้กลายเป็นลบ ไม่ว่าจะถูกควรอย่างไร เมื่อผ่านปากอันเลวทรามของพวกเขา สิ่งนั้นก็ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นลบ  นี่ทำให้พวกเขามีความสุข ทำให้พวกเขากินได้ดีและนอนหลับสนิท  จงบอกเราเถิดว่านี่คือสิ่งมีชีวิตประเภทใด?  ตัวอย่างเช่น ถ้าปีนี้พี่น้องชายหญิงบางคนมีรายได้ดีและมีสภาพทางการเงินที่ดีขึ้น—ถวายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มากกว่าร้อยละสิบ—พวกเขาก็จะอิจฉาและกล่าวว่า “ทำไมปีนี้คุณถึงถวายมากนัก?  พระเจ้าไม่ได้กำหนดว่าคนคนหนึ่งดีหรือชั่วโดยดูว่าคุณถวายมากเท่าใดเสียหน่อย  จะกระตือรือร้นไปเพื่ออะไร?  พระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้ขาดแคลนเงิน”  พูดคำที่ไม่น่าฟังอีกแล้วใช่หรือไม่?  ไม่ว่าใครจะทำเรื่องที่ถูกควรหรือสิ่งที่สอดคล้องกับความจริง พวกเขาก็มองว่าไม่เข้าตา และรู้สึกรังเกียจอย่างที่สุดอยู่ในหัวใจ  พวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ที่จะหาข้อต่อรองมาควบคุมเจ้า มองหาข้ออ้างไว้เล่นงาน กล่าวหา และกล่าวโทษเจ้า พวกเขาทำจนกระทั่งเจ้านั้นเหนื่อยและยอมไปเอง ไม่เหลือความเป็นบวก ทิ้งให้เจ้าสับสนโดยสิ้นเชิง และไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูกต้องและสิ่งใดที่ไม่ถูกต้อง  จากนั้นพวกเขาก็หัวเราะร่า แอบเยาะเย้ยเจ้าอยู่ในใจ และพูดกับตนเองว่า “คุณก็ได้แค่นี้ แต่กลับพูดถึงคำพยานจากประสบการณ์!”  นี่คือมารตนหนึ่งที่แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมามิใช่หรือ?  คำพูดเหล่านี้เป็นของข้ารับใช้ของซาตาน ของศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ?  (ใช่)  ยิ่งเราพูดถึงคนประเภทนี้ เราก็ยิ่งโมโหและรังเกียจ  พวกเจ้าเคยพบเจอคนเยี่ยงนี้บ้างหรือไม่?  ไม่ว่ารูปลักษณ์หรือหน้าตาของพวกเขาจะเป็นอย่างไร เมื่อใดที่กำลังจะบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ การแสดงออกของพวกเขาจะดูแปลกประหลาด เบ้ปาก ดวงตาหลุกหลิก ไม่มองผู้อื่นตรงๆ อีกต่อไป และเครื่องหน้าของบางคนก็ดูเหมือนจะขยับเขยื้อนไม่อยู่กับที่ด้วยซ้ำ  นี่คือสัญญาณที่ส่งมาถึงเจ้า บอกเจ้าว่าพวกเขากำลังจะพูดจาไม่เหมือนมนุษย์  ในเวลานั้นเจ้าควรทำอย่างไร?  เจ้าเปิดรับหรือว่าปิดกั้นสัญญาณนี้?  (ปิดกั้น)  เจ้าต้องดึงตัวเองออกมาห่างๆ พลางบอกพวกเขาว่า “ไม่ต้องพูดหรอก ฉันไม่อยากฟัง  คุณซุบซิบนินทามากไป  ถ้าคุณจะไม่พูดจาอย่างมนุษย์ เช่นนั้นก็อยู่ห่างฉันเอาไว้  ฉันไม่อยากถูกคุณก่อกวน ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกควรระหว่างบุคคล ฉันจะไม่สนใจคนแบบคุณ”  จงสังเกตดูว่าในหมู่พวกเจ้ามีใครบ้างที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ ใครมีพฤติการณ์เช่นนั้น แล้วจงพาตัวออกห่างจากคนเหล่านั้นโดยไว  ความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านั้นมีลักษณะอย่างไร?  พูดจาร้ายกาจ หรือพูดให้เป็นภาษาชาวบ้านมากขึ้นก็คือมี “คำพูดอาบยาพิษ”  ด้วยการเปิดโปงคำพูดที่เป็นพิษของพวกเขาออกมา เจ้าย่อมสามารถมองเห็นถ้อยแถลงต่างๆ ที่พวกเขาพูดออกมาได้ ด้วยถ้อยแถลงเหล่านี้ เจ้าย่อมมองเห็นโลกภายในตัวพวกเขาได้ และพิจารณาได้ว่าแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเป็นอย่างไรกันแน่ และพวกเขาเป็นคนชั่วหรือไม่  ผู้คนประเภทที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จนี้เปิดโอกาสให้ผู้อื่นระบุได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาเป็นคนชั่วก็ด้วยสัญญาณและถ้อยแถลงนานาประการที่พวกเขาแสดงออกมา  ผู้คนประเภทนี้ตรงตามมาตรฐานของการขับไล่หรือเอาตัวออกไปโดยสมบูรณ์ ไม่อาจกรุณาพวกเขาได้  ต้องเอาตัวพวกเขาออกไป และไม่อนุญาตให้ก่อกวนคริสตจักร

พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมถึงลักษณะนิสัยของผู้คนประเภทที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จกันไป และจากสถานการณ์เรื่องการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา รวมถึงการสำแดงความเป็นมนุษย์ออกมา ก็ควรเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นคนประเภทที่รังเกียจความจริง และไม่รักความจริง  ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาอ่อนด้อยจนถึงขั้นไม่เปิดรับเหตุผล และไม่มีแม้แต่หลักศีลธรรมขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ เพียงแต่เฉพาะในกรณีของพวกเขานั้น ลักษณะความเป็นมนุษย์ที่อ่อนด้อยของพวกเขาก็คือชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จเป็นพิเศษ  สามารถสังเกตลักษณะความเป็นมนุษย์และแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาได้จากคำที่พูดออกมา เห็นได้ชัดว่าผู้คนประเภทนี้มีความเป็นมนุษย์ที่อ่อนด้อย  ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาอ่อนด้อยเพียงใด?  อ่อนด้อยจนเข้าขั้นคนชั่ว ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงจัดอยู่ในหมวดหมู่คนชั่ว  นี่เป็นเพราะคำที่พวกเขาพูดโดยทั่วไปนั้นไม่ใช่การพร่ำบ่นเป็นครั้งคราวและแสดงความอิจฉาเล็กน้อย หรือแสดงความอ่อนแอของมนุษย์ชั่วครั้งชั่วคราว พฤติการณ์ของพวกเขาไม่ได้สำแดงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามแบบธรรมดาทั่วไป แต่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขาจัดได้ว่าเป็นคนชั่ว  นี่คือคนประเภทที่หนึ่ง พวกที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ

ข. ชอบเอาเปรียบ

ผู้คนประเภทที่สองคือพวกที่ชอบเอาเปรียบ  แน่นอนว่าบางคนมีมโนคติอันหลงผิดเมื่อเป็นการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับการชอบเอาเปรียบ คิดไปว่า “มีมนุษย์ที่เสื่อมทรามคนไหนไม่ชอบเอาเปรียบบ้าง?  นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ ตราบใดที่ไม่ใช่การทำความชั่ว มีอะไรให้จริงจังนักหนากับการเอาเปรียบนิดหน่อย?”  การชอบเอาเปรียบที่พวกเราสามัคคีธรรมกันในที่นี้เกินขอบเขตการชอบเอาเปรียบของผู้คนที่ปกติ—นี่ถึงขั้นเป็นความชั่ว  ในคริสตจักรน่าจะมีผู้คนประเภทนี้อยู่ไม่น้อย หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง  พวกเขาเอาเปรียบไปทั่วโดยอ้างว่า “พวกเราทุกคนคือพี่น้องชายหญิง” เอาเปรียบทั้งในหมู่พี่น้องชายหญิง ในพระนิเวศของพระเจ้า และในคริสตจักร  พวกเขาเอาเปรียบเรื่องใดบ้าง?  ยกตัวอย่าง ถ้าครอบครัวของพวกเขาจำเป็นต้องซื้อบ้าน แต่พวกเขามีเงินไม่พอ พวกเขาย่อมไม่หันไปหยิบยืมญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง และไม่ไปกู้ธนาคาร กลับหยิบยืมพี่น้องชายหญิงโดยไม่เอ่ยถึงดอกเบี้ยหรือระยะเวลาที่จะจ่ายคืน—พวกเขาเพียงแต่ยืมเงินนั้นไป  การพูดว่าพวกเขา “ยืม” เป็นการพูดให้ฟังดูดี ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขาเพียงเอาเงินไปเท่านั้น เพราะไม่ได้ตั้งใจที่จะใช้คืนหรือจ่ายดอกเบี้ยเลย  เหตุใดจึงเจาะจงเลือกพี่น้องชายหญิง?  พวกเขาคิดว่าในเมื่อทุกคนคือพี่น้องชายหญิง ก็ควรช่วยเหลือกันในยามลำบาก และถ้าใครไม่ช่วย คนเหล่านั้นก็ไม่ใช่พี่น้องชายหญิง  ด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงไปยืมเงินจากพี่น้องชายหญิง คิดหาเหตุผลนานามาทำให้พี่น้องชายหญิงรู้สึกว่าการให้พวกเขายืมเงินเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะควรแล้ว  บางคนเห็นว่าครอบครัวของพี่น้องชายหญิงคนหนึ่งมีรถ ก็เฝ้านึกถึงรถ ขอยืมรถอย่างต่อเนื่องทุกสองหรือสามวัน  พวกเขายืมรถไป แต่ไม่นำกลับมาคืน แถมไม่เติมน้ำมัน และบางครั้งก็ถึงกับทำให้ตัวถังมีรอยบุบหรือขับรถไปชนอะไรเข้า  พวกเขาใฝ่หาและคิดอุบายให้ตนได้อาหารดีๆ สิ่งของที่มีประโยชน์ หรือของมีค่าที่พวกเขาเห็นตามบ้านของผู้อื่น ละโมบที่จะได้มาเป็นของตนเอง  ไม่ว่าจะไปบ้านใคร สายตาของพวกเขาก็วาววามด้วยความโลภเยี่ยงโจรพลางมองค้นไปทั่ว มองหาว่าจะได้ประโยชน์อันใดหรือมีของชิ้นใดให้เอาไปได้บ้าง—แม้แต่ต้นไม้กระถางเล็กๆ ก็ไม่พ้นเงื้อมมือของพวกเขา  เวลาออกไปข้างนอกหรือกินอาหารกับผู้อื่น พวกเขาก็ไม่เคยเสนอที่จะออกค่าเดินทางหรือค่าอาหาร  เมื่อใดที่มองเห็นของดีๆ พวกเขาก็อยากซื้อ แต่พอถึงเวลาชำระเงิน พวกเขากลับให้คนอื่นจ่ายแทน และหลังจากนั้นก็ไม่พูดว่าจะคืนเงินให้อีกด้วย พวกเขาอยากแต่จะเอาเปรียบเท่านั้น ต่อให้ได้แค่สตางค์เดียวหรือห้าสตางค์ก็เอา  ถ้าเจ้าอยากได้สิ่งของสวยงาม เจ้าก็จ่ายเงินซื้อเองได้ ถ้าไม่อยากออกเงินเอง ก็จงอย่าเสาะแสวงที่จะเอาเปรียบผู้อื่นเช่นกัน และอย่าโลภให้มากนัก เจ้าควรมีความซื่อตรงบ้างจึงจะได้รับความเคารพนับถือจากผู้อื่น  แต่คนประเภทนี้ไร้ซึ่งความซื่อตรง อยากแต่จะเอาเปรียบ และยิ่งเอาเปรียบมาก พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกเริงร่ามากขึ้นเรื่อยๆ  การมีคนเช่นนี้อยู่ในคริสตจักรเป็นความเสื่อมเสียหรือความรุ่งโรจน์?  (เสื่อมเสีย)  เป็นความเสื่อมเสีย  พวกเจ้าว่าการที่พวกเขาเอาเปรียบเช่นนี้จำเป็นหรือไม่?  ใช่เพราะพวกเขามีเงินไม่พอที่จะซื้ออาหารกิน หรือหาได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัวหรือไม่?  ไม่ใช่เลย  อันที่จริงพวกเขามีเงินพอใช้จ่ายและมีอาหารพอกิน เพียงแต่พวกเขาโลภมากเสียจนไร้ซึ่งความซื่อตรง พลอยทำให้ผู้อื่นเกิดความชิงชังและรังเกียจ  คนแบบนี้ใช่คนดีหรือไม่?  (ไม่ใช่)  บางคนจ้องที่จะเอาเปรียบอยู่เสมอเวลาทำหน้าที่ ถ้าพวกเขาเสียเปรียบแม้เพียงเล็กน้อยก็รู้สึกทุกข์ใจ และรู้สึกว่าจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมา  เมื่อได้รับมอบหมายงาน พวกเขาก็หยิบยกเรื่องเงินขึ้นมาพูดตลอดเวลาว่า “ค่าเดินทางหนึ่งครั้งจะเป็นเท่านั้นเท่านี้ ค่าที่พักราคาเท่านั้น ค่าอาหารจะใช้เท่านี้ และอื่นๆ”  มีคนบอกพวกเขาว่า “ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน คริสตจักรจะออกให้”  แต่พอรับเงินไป พวกเขากลับคิดมาก บอกว่า “เงินเท่านี้ไม่พอหรอก เวลาอยู่ข้างนอก เงินแค่ 200 หยวนจะทำอะไรได้?  มีคำกล่าวว่า ‘อยู่บ้านพึงมัธยัสถ์ เดินทางค่อยพกเงินให้มาก’ ฉันต้องมีเงินสำรองติดตัวไปมากกว่านี้ ถ้าใช้ไม่หมด ก็ค่อยคืนเงินส่วนที่เหลือให้คริสตจักร”  พอกลับมา พวกเขากลับไม่เอ่ยเรื่องมีเงินเหลือ และไม่รายงานค่าใช้จ่ายของตน  พวกเขาถึงกับกล้าเอาเปรียบคริสตจักร แล้วจะกล้ายักยอกของถวายให้พระเจ้าหรือไม่?  (กล้า)  พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใด?  พวกเขาไร้ซึ่งความซื่อตรง มโนธรรม และสำนึก  พระเจ้าจะทรงเห็นชอบในตัวผู้คนเช่นนี้หรือไม่?  บางคนถึงกับไปตามสถานที่ชุมนุมหรือบ้านเจ้าภาพเพื่ออาบน้ำ สระผม และซักเสื้อผ้า ใช้เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น ยาสระผม น้ำยาซักผ้า เป็นต้น ของคริสตจักร แม้แต่สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ พวกเขาก็ยังเอาเปรียบ ใช้ข้าวของของคริสตจักรเพื่อประหยัดส่วนของตนเอง  คิดไปว่าเนื่องจากพวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาจึงเป็นส่วนหนึ่งในพระนิเวศของพระเจ้า ดังนั้น สิ่งใดที่เป็นของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ย่อมใช้ได้อย่างเสรี นึกไปว่าถ้าไม่ใช้ ไม่เอาไป หรือไม่ได้ประโยชน์จากของเหล่านั้นเสียบ้างก็จะสูญเปล่า และต่อให้พวกเขาทำพัง ก็ไม่มีเจตนาที่จะชดใช้  เมื่อเป็นข้าวของของตนเอง พวกเขากลับรู้จักใช้อย่างประหยัดและพิถีพิถันดูแล แต่กลับใช้อุปกรณ์และสิ่งของในพระนิเวศของพระเจ้าตามอำเภอใจ ไม่ชดใช้หากทำเสียหาย  นี่ใช่คนดีหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่ใช่คนดีแต่อย่างใด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่คริสตจักรจำเป็นต้องซื้อของบางอย่าง พวกเขาก็กระตือรือร้นอาสา เต็มใจเป็นพิเศษที่จะรับงานดังกล่าวไปจัดการ  เหตุใดพวกเขาจึงกระตือรือร้นนัก?  พวกเขาเชื่อว่าจะได้กำไรและมีโอกาสเอาเปรียบ หลังจากซื้อของต่างๆ แล้ว พวกเขาก็เก็บเงินส่วนที่เหลือเข้ากระเป๋าตนเอง  พวกเขาอยากเอาเปรียบในทุกสิ่งที่ทำได้ คิดว่าถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็จะเสียเปล่า นี่คือตรรกะที่พวกเขายึดถือ  ถ้าไม่สามารถเอาเปรียบได้ พวกเขาก็จะสาปแช่งพี่น้องชายหญิงและสาปแช่งพระนิเวศของพระเจ้า—พวกเขาสาปแช่งทุกคน พวกเขาเป็นเพียงปีศาจชั่วเท่านั้น เป็นขอทานน่ารังเกียจ ขอทานถือป้ายพลางยื่นขันไปทั่วเพื่อหลอกเอาผลประโยชน์และเอาเปรียบ  ผู้คนกล่าวว่า “คุณร้องขอบางสิ่งอยู่ตลอดเวลา คุณเป็นแค่ขอทานน่ารังเกียจไม่ใช่หรือ?”  พวกเขาก็ตอบว่า “ไม่เป็นไร เรียกฉันว่าอะไรก็ได้—จอมงก คนตระหนี่ ขอทานน่ารังเกียจ พวกเร่ขอเงินชาวบ้าน ยาจก—ตราบใดที่ฉันได้ประโยชน์ ย่อมไม่เป็นไร”  ผู้คนประเภทนี้มีความซื่อตรงบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  ผู้คนเช่นนี้ย่อมรบกวนพี่น้องชายหญิงในระดับหนึ่งมิใช่หรือ?  โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพการณ์ที่ยากลำบาก การเงินย่ำแย่ พวกเขาย่อมรบกวนและทำร้ายในระดับหนึ่งมิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเขาจะมีอิทธิพลในทางลบต่อคนที่มีวุฒิภาวะน้อยและเปราะบางเป็นพิเศษได้หรือไม่?  (ได้)  เพียงเห็นพวกเขาเท่านั้น ผู้คนก็รู้สึกรังเกียจแล้ว ทุกคนที่เห็นพวกเขาย่อมรู้สึกรำคาญใจ แต่ต่างก็กระดากใจเกินจะปฏิเสธได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนเหล่านั้นรีดไถตนซึ่งหน้า  ทุกคนรู้ว่าพวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดีและมีลักษณะนิสัยต่ำทราม แต่เมื่อคำนึงว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นพี่น้องชายหญิง และเห็นว่าบางครั้งพวกเขาก็สามารถทำหน้าที่บางอย่างได้ มีความเชื่ออยู่เล็กน้อย และสามารถมานะพยายามได้บ้างเป็นครั้งคราวด้วยการเป็นเจ้าภาพรับรองที่บ้านของตน—เพราะเห็นแก่สิ่งที่กล่าวมานี้ ผู้คนส่วนใหญ่จึงทำเป็นมองไม่เห็นและไม่ได้จริงจังกับพฤติกรรมของพวกเขาที่ไม่ว่าจะไปที่ใดก็เอาเปรียบ  อย่างไรก็ตาม การรบกวนคริสตจักรของพวกเขากลับเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่จะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่สบายใจ นี่เป็นปัญหามิใช่หรือ?  (ใช่)  ต่อให้คนเหล่านี้ไม่ใช่สุนัขบ้าที่คอยกัดคนไปทั่วและสามารถกัดคนตายได้ แต่ก็เป็นเหมือนแมลงวันน่ารำคาญที่ตามตอมผู้คนไม่ว่างเว้น  ถ้าพวกเขาไม่ถูกเอาตัวออกไป ก็จะก่อกวนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  การที่พวกเขายังคงอยู่ในคริสตจักรต่อไปจะนำไปสู่ความวิบัติอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนไร้สันติสุข  หลังจากถูกก่อกวน ผู้คนย่อมรู้สึกไม่พอใจนัก และมักจะเก็บงำความรังเกียจที่มีต่อบุคคลดังกล่าวเอาไว้ แต่เมื่อไม่มีหนทางแก้ไข พวกเขาจึงได้แต่อดทนครั้งแล้วครั้งเล่า  บุคคลเหล่านี้เป็นคนประเภทใด?  แม้กระทั่งในหมู่ผู้คนก็มีคนพาลน่ารังเกียจเช่นนี้อยู่ เหตุใดแม้แต่คนเช่นนี้ก็มาเชื่อในพระเจ้า?  พวกเขาไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่โดยแท้!  เอาเปรียบอะไรได้ก็ทำ—น่าละอายเหลือเกิน!  จงสุขสำราญกับวัตถุสิ่งของให้มากเท่าที่จะทำได้ ถ้าทำไม่ได้ เช่นนั้นก็อย่าไปสุขสำราญ หรือว่ายักยอกสิ่งที่เป็นของผู้อื่น  ถ้าเจ้าเอาเปรียบบ้างเล็กน้อยแบบไม่มากเท่าใดนักเพราะผู้อื่นสงเคราะห์มอบของแบบให้เปล่าเป็นครั้งคราว หรือเพราะเจ้าชื่นชอบบางสิ่งเป็นพิเศษ หรือตกหลุมรักของบางอย่าง ทุกคนก็สามารถให้อภัยได้  ดังมีคำกล่าวว่า “ความยากจนจำกัดความทะเยอทะยาน” นี่จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่  แต่ถ้าเจ้าแสวงหาความได้เปรียบเช่นนี้อยู่เสมอ จนถึงขั้นไร้ยางอายและไม่สะดุ้งสะเทือน กลายเป็นขอทานที่น่ารังเกียจ หรือกลายเป็นสุนัขบ้าหรือแมลงวันในสายตาของทุกคน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรถูกเอาตัวออกไปทันที  ผู้คนประเภทนี้ควรถูกจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพื่อยุติปัญหาทั้งหมดนี้

สำหรับคนที่ชอบเอาเปรียบ พวกเจ้าสามารถอดทนกับพวกเขาได้มากเท่าใด?  ถ้าพวกเจ้าทนพวกเขาไม่ได้จริงๆ และรู้สึกเหมือนกลืนซากแมลงวันลงไปหลังจากที่ถูกพวกเขาเอาเปรียบ—โดยที่พวกเจ้าส่วนมากรู้สึกโกรธจนควบคุมไม่อยู่ และเมื่อรวมตัวกัน ก็พร่ำบ่นเรื่องของพวกเขาเป็นนิจ—ถึงจุดนี้ พวกเขาก็น่าจะถูกเอาตัวออกไปเรียบร้อยแล้วมิใช่หรือ?  (ใช่)  เมื่อเริ่มทนไม่ได้ เมื่อถึงขีดจำกัด ทุกคนก็ควรร่วมมือกันเอาตัวพวกเขาออกไป  นี่คือการเอาตัวปัญหาออกไปจากพระนิเวศของพระเจ้า เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนยินดียิ่ง  บุคคลดังกล่าวเป็นเพียงคนต่ำช้าเท่านั้น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เดือดร้อน  นี่เป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่ก่อกวนและขัดขวางชีวิตคริสตจักร บีบให้ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อสามัคคีธรรมและแก้ปัญหาเกี่ยวกับคนคนนี้  การปฏิบัติเช่นนี้ชอบด้วยเหตุผล เพราะการก่อกวนจากคนชั่วทำร้ายบางคนไปแล้ว  และเพื่อป้องกันไม่ให้คนชั่วทำความชั่วต่อไป รักษาระเบียบปกติของชีวิตคริสตจักร และปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่ให้ถูกทำร้ายไปมากกว่านี้ จึงควรจัดการชำระคนชั่วออกไปโดยเร็ว  ถ้าพวกเขาสามารถแจ้งความคริสตจักรได้หลังจากที่ถูกเอาตัวออกไป ก็ควรแจ้งพวกเขาด้วยปัญญาว่า “คุณไม่ได้ถูกขับไล่หรือเอาตัวออกไป  แยกเดี่ยวไปอยู่ที่บ้านและทบทวนตนเองเถิด  เมื่อคุณทบทวนดีแล้ว ก็เขียนจดหมายกลับใจ จากนั้นพวกเราจึงจะต้อนรับคุณกลับเข้ามายังคริสตจักรได้  ตอนนี้คุณควรพยายามหาเงินให้มากขึ้นและสุขสำราญกับชีวิต นอกจากนี้ก็ใคร่ครวญเรื่องการเชื่อในพระเจ้า  แบบนี้คุณก็จะไม่ละเลยด้านใดด้านหนึ่ง”  นี่ฟังดูเป็นเช่นไร?  (ดี)  พวกเราจะไม่บอกว่าพวกเขาถูกขับไล่หรือถูกเอาตัวออกไป เพียงแต่นับจากวันนี้ คนคนนี้จะไม่ได้อยู่ในคริสตจักรอีกต่อไป  จัดการเช่นนี้เป็นอย่างไร?  (เป็นหนทางที่ดี)  เป็นหนทางที่ยอดเยี่ยม!  ไม่จำเป็นต้องโต้เถียงหรือสะสางเรื่องราว หาทางออกที่ง่ายและชัดเจนก็พอ ปล่อยให้พวกเขากลับไปทำงานทางโลก หาเงิน และใช้ชีวิตของพวกเขาเอง  สรุปว่าความเป็นมนุษย์ของคนที่ชอบเอาเปรียบไม่ได้ดีเยี่ยมขนาดนั้น  แม้จะไม่อาจกล่าวได้ว่าชั่ว แต่ลักษณะนิสัยที่ชอบเอาเปรียบก็ทำให้พวกเขาน่ารำคาญและน่ารังเกียจมาก  พวกเขาฉวยโอกาสทุกครั้งที่เป็นไปได้!  ต่อให้คนแบบนั้นไม่ทำกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหรือก่ออาชญากรรม การขัดขวางและการก่อกวนระยะยาวที่การกระทำและพฤติกรรมของพวกเขามีต่อชีวิตคริสตจักร—ผลที่ตามมาเหล่านี้—ก็ร้ายแรงกว่าการทำชั่วใดๆ เพียงพอที่จะระบุว่า พวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อหรือคนชั่วที่ต้องเอาตัวออกไปจากคริสตจักร  การทำเช่นนี้ย่อมหยุดยั้งผู้ไม่เชื่อจากการก่อกวนคริสตจักรและรังควานพี่น้องชายหญิงได้โดยสิ้นเชิง

ก่อนหน้านี้พวกเราได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับวิธีพิเศษที่ใช้รับมือคนที่ชอบเอาเปรียบ เป็นวิธีการที่คิดขึ้นมาตามรูปการณ์พิเศษของการถูกข่มเหงในจีนแผ่นดินใหญ่  ส่วนในคริสตจักรต่างประเทศ การเอาตัวพวกเขาออกไปโดยตรงเลยกลับไม่เป็นไร  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้วิธีจัดการหนึ่งๆ กับคนประเภทใด สิ่งสำคัญคือต้องดูให้แน่ใจว่าวิธีการดังกล่าวเป็นไปตามหลักธรรมและมีปัญญา  คริสตจักรมีกฎการปกครองและกฎเกณฑ์ ซึ่งล้วนมุ่งหมายที่จะปกป้องชีวิตคริสตจักรตามปกติให้แก่พี่น้องชายหญิง รวมทั้งระเบียบปกติของการทำหน้าที่  ถ้าผู้ใดก่อกวนชีวิตคริสตจักรของพี่น้องชายหญิงหรือการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา ย่อมไม่อนุญาตให้ทำ คนคนนั้นจะเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า  แน่นอนว่าไม่อนุญาตให้รังควานหรือแทรกแซงชีวิตประจำวันของพี่น้องชายหญิง  นี่เป็นเรื่องที่ผู้นำและคนทำงานควรรับผิดชอบแก้ไข  อาจจะมีบุคคลที่เป็นญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือคนรู้จักของพี่น้องชายหญิงอ้างตนเป็น “พี่น้องชายหญิง” และเสาะแสวงที่จะดึงพี่น้องชายหญิงเข้าพวกและชักพาให้หลงผิด กีดกันไม่ให้ทำหน้าที่ของตน  ผู้นำและคนทำงานหรือพี่น้องชายหญิงมีภาระผูกพันและหน้าที่รับผิดชอบที่จะจัดการบุคคลดังกล่าว  พฤติกรรมและการกระทำของพวกเขากีดขวางผู้อื่นจากการทำหน้าที่ของตนและการติดตามพระเจ้า ทั้งยังก่อให้เกิดการรบกวนงานของคริสตจักรอีกด้วย ดังนั้น ผู้นำและคนทำงานจึงควรก้าวออกมาแก้ไขสถานการณ์และวางข้อห้ามต่างๆ  แน่นอนว่าพวกเรามีวิธีการที่เหมาะสมในการรับมือและจัดการบุคคลดังกล่าว  ไม่จำเป็นต้องทุบตีหรือต่อว่า พวกเราเพียงแต่อธิบายให้ชัดเจนถึงแก่นแท้ของปัญหาของพวกเขา รวมถึงข้อกล่าวหาและคำร้องทุกข์ซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรส่วนใหญ่มีต่อพวกเขา แล้วสุดท้ายก็บอกพวกเขาว่า “การเอาตัวคุณออกไปเป็นการตัดสินใจและเป็นความเห็นชอบของคนหมู่มาก  ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ คริสตจักรก็มีอำนาจที่จะตัดสินใจเช่นนี้และจัดการคุณไปตามนั้น  คุณควรเชื่อฟัง”  แล้วเรื่องนี้ก็ย่อมได้รับการแก้ไข อีกทั้งการจัดการเช่นนั้นก็เป็นไปตามหลักธรรมโดยสมบูรณ์  สำหรับคนที่ชอบเอาเปรียบ พวกเขาควรได้รับการปฏิบัติและจัดการตามหลักธรรม  ถ้าพวกเขาอยากหยิบยืมบางสิ่งเพื่อเอาเปรียบเจ้า เจ้าก็สามารถให้พวกเขาหยิบยืมได้หากเจ้าอยากให้ยืม หรือปฏิเสธได้หากเจ้าไม่อยากให้ยืม การตัดสินใจเป็นของเจ้า  การให้พวกเขาหยิบยืมเป็นการกระทำที่เมตตา ส่วนการปฏิเสธก็เป็นสิทธิ์ของเจ้า  หากพวกเขากล่าวว่า “พวกเราทุกคนคือพี่น้องชายหญิงไม่ใช่หรือ?  แค่ให้ยืมของก็ไม่เต็มใจ  งกเหลือเกิน!” เจ้าก็ตอบไปได้ว่า “นี่เป็นทรัพย์สินของฉัน และฉันมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ยืม  เรื่องนี้สอดคล้องกับหลักธรรม  อย่ามากดดันฉันด้วยคำว่า ‘พวกเราทุกคนคือพี่น้องชายหญิง’ เลย สิ่งที่คุณพูดไม่ใช่ความจริง  จนกว่าพระเจ้าจะตรัสว่า ‘เจ้าต้องให้พวกเขายืม’ เมื่อนั้นเท่านั้นฉันถึงจะให้คุณยืม”  ไม่มีใครมีสิทธิ์รีดไถหรือหยิบยืมทรัพย์สมบัติส่วนตัวโดยอ้างคริสตจักรหรือแนวคิดที่ว่า “พวกเราทุกคนคือผู้เชื่อ ล้วนเป็นพี่น้องชายหญิง”  นี่คือความจริงใช่หรือไม่?  (ใช่)  นี่คือความจริง  มีเพียงการยึดปฏิบัติตามความจริงนี้เท่านั้นที่จะสามารถรับรองความเป็นธรรมให้แก่ทุกคน และทุกคนก็จะชื่นชมสิทธิ์ที่แท้จริงของตนได้  แต่ถ้าใครใช้ข้ออ้างว่า “จำเป็นต้องใช้ในงานของพระนิเวศของพระเจ้า” “จำเป็นต้องใช้ในงานของคริสตจักร” หรือ “จำเป็นต่อพี่น้องชายหญิง” เพื่อรีดไถหรือหยิบยืมของใช้ส่วนตัว การทำเช่นนี้สอดคล้องกับความจริงหรือไม่?  (ไม่สอดคล้อง)  เจ้ามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคำขอที่ไม่สอดคล้องกับความจริงใช่หรือไม่?  (ใช่)  แล้วถ้าใครบางคนตีตราเจ้าว่าเป็นคนงกหรือตระหนี่เพราะไม่ยอมให้ยืม เจ้าจะกลัวหรือไม่?  (ไม่)  ถ้าใครทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ อ้างว่าเจ้าไม่เกื้อหนุนงานของคริสตจักร หรือว่าไม่มีความรักให้พี่น้องชายหญิง เป็นเหตุให้พี่น้องชายหญิงปฏิเสธและโดดเดี่ยวเจ้า เจ้าจะกลัวหรือไม่?  เจ้าย่อมจะยอมถอย  ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะคิดว่า “การให้ยืมรถเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน?  ไม่ว่าคนยืมจะเป็นคริสตจักร พระนิเวศของพระเจ้า หรือพี่น้องชายหญิงก็ไม่เป็นไร  ไม่ล่วงเกินพี่น้องชายหญิงดีกว่า  การล่วงเกินคนคนหนึ่งนั้นไม่น่ากลัว แต่ถ้าไปล่วงเกินพี่น้องชายหญิงทั้งหมด แล้วหัวใจของพวกเขาเกิดเย็นชากับฉัน ทิ้งให้ฉันอยู่โดดเดี่ยว ฉันจะทำอย่างไร?”  มีอะไรให้กลัวในเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า?  การที่พวกเขาโดดเดี่ยวเจ้าไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีความจริงหรือการกระทำของพวกเขาสอดคล้องกับความจริง  ความจริงคือความจริงเสมอ  เป็นความจริงไม่ว่าผู้ที่เห็นด้วยจะเป็นคนส่วนมากหรือส่วนน้อย  หากไร้ซึ่งความจริง ต่อให้คนส่วนน้อยนบนอบคนส่วนมาก ก็ไม่ใช่ความจริง  นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้  ใครสักคนจะมีความเป็นจริงความจริงหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาพูดจาน่าฟังเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขานำความจริงไปปฏิบัติและกระทำการตามหลักธรรมได้หรือไม่  ตัวอย่างเช่น เจ้าซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่มาเพื่อใช้ทำหน้าที่ของเจ้า และใครบางคนอยากยืมคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นโดยอ้างว่าเอาไปทำงานให้คริสตจักร  เจ้าไม่ยอมให้พวกเขายืม พวกเขาจึงกล่าวว่า “คุณไม่มีความรัก คุณไม่รักพระเจ้า คุณไม่ได้พลีอุทิศตน  ขนาดการพลีอุทิศเล็กน้อยเท่านี้คุณยังทำไม่ได้เลย”  คำพูดเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่?  สอดคล้องกับความจริงหรือไม่?  (ไม่)  เจ้าควรตอบกลับไปว่า “คอมพิวเตอร์เครื่องนี้เอาไว้ทำหน้าที่ของฉัน  ตอนนี้ฉันกำลังทำหน้าที่อยู่ ดังนั้นจะไม่มีคอมพิวเตอร์ไม่ได้  ถ้าคุณยืมคอมพิวเตอร์ของฉันไป ก็จะกระทบการปฏิบัติหน้าที่ของฉันไม่ใช่หรือ?  นั่นจะสอดคล้องกับความจริงหรือไร?  คุณต้องการคอมพิวเตอร์ไปทำอะไรกันแน่?  คุณบอกว่าเอาไปทำงานให้คริสตจักร ถ้าเป็นแบบนั้น คุณก็ต้องหาคนมาพิสูจน์  อีกอย่าง ต่อให้เอาไปทำงานให้คริสตจักร คุณก็ไม่ควรมายืมฉัน  ถ้าคุณเอาคอมพิวเตอร์ของฉันไป แล้วฉันจะใช้อะไรทำหน้าที่ของตัวเอง?  คุณนี่เห็นแก่ตัวอย่างเหลือเชื่อ!  อย่าเอาความจำเป็นในงานของคริสตจักรมาอ้างเพื่อจะเอาเปรียบเลย ฉันไม่หลงกลหรอก  อย่าคิดว่าฉันเป็นคนเลอะเลือนที่ขาดวิจารณญาณแยกแยะ ถึงคุณจ้องที่จะเอาเปรียบ แต่ก็จะไม่เกิดขึ้น!”  จำเป็นต้องพูดแบบนี้กับผู้คนดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงการตกหลุมพรางของซาตาน  เรื่องนี้แก้ง่ายใช่หรือไม่?  เมื่อเจ้าเข้าใจความจริงและกระทำการตามหลักธรรม เจ้าจะไม่ต้องกลัวว่าใครจะพูดเช่นไร  อย่าไปสนใจเรื่องที่พวกเขาตีตราเจ้าแบบผิดๆ จะไม่มีใครเชื่อคำสอนไม่กี่คำที่พวกเขาพร่ำพูดนั้นเลย  เป็นอันว่าสิ่งที่สำแดงถึงความเป็นมนุษย์ของพวกที่ชอบเอาเปรียบและหลักธรรมในการรับมือพวกเขาได้มีการสามัคคีธรรมเอาไว้หมดแล้ว

ในเรื่องของพวกที่ชอบเอาเปรียบในคริสตจักรนี้ ด้านหนึ่ง ผู้คนจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณดูพวกเขาให้ถูกต้องและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น อีกด้านหนึ่ง ผู้คนต้องเข้าใจความจริง พวกเขาต้องชัดเจนในหัวใจถึงจุดยืนที่พวกเขาควรมีต่อการเชื่อในพระเจ้า งานที่พวกเขาพึงทำ หลักธรรมที่พวกเขาควรค้ำจุน และท่าทีที่พวกเขาควรมีต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย  อย่าไหลไปตามฝูงชน และอย่ากลัวว่าจะล่วงเกินผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จงอย่ายอมสูญเสียหลักธรรมและจุดยืนที่เจ้าควรมีเพื่อเอาใจใครบางคน แล้วลงเอยด้วยการทำให้ผู้คนพอใจ แต่กลับทำร้ายพระหทัยของพระเจ้า ทำให้พระเจ้าทรงชิงชังเจ้า  หากนั่นเป็นการกระทำที่ตรงกับหลักธรรม เช่นนั้นต่อให้การกระทำเช่นนั้นของเจ้าจะล่วงเกินผู้คนหรือเป็นเหตุให้เจ้าถูกวิจารณ์ลับหลังอย่างรุนแรง ก็ไม่สำคัญ อย่างไรก็ตาม หากนั่นเป็นการกระทำที่ไม่ตรงกับหลักธรรม เช่นนั้นต่อให้เจ้าได้รับความเห็นชอบและการสนับสนุนจากทุกคนด้วยการทำเช่นนั้น และเข้ากันได้กับทุกคน—แต่สิ่งหนึ่งก็คือเจ้าไม่สามารถให้คำอธิบายในเรื่องนั้นเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้—เจ้าย่อมประสบกับความสูญเสีย  หากเจ้าธำรงไว้ซึ่งสัมพันธภาพกับคนส่วนใหญ่ ทำให้พวกเขามีความสุขและพึงพอใจและได้รับการสรรเสริญจากพวกเขา แต่เจ้าล่วงเกินพระเจ้า พระผู้สร้าง เช่นนั้นเจ้าย่อมเป็นคนโง่ที่สุด  ดังนั้นไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใด เจ้าต้องเข้าใจอย่างชัดเจนว่าสิ่งนั้นตรงกับหลักธรรมหรือไม่ สิ่งนั้นทำให้พระเจ้าพอพระทัยหรือไม่ ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อสิ่งนั้นเป็นอย่างไร ผู้คนควรใช้จุดยืนใด ผู้คนควรค้ำจุนหลักธรรมใด พระเจ้าทรงให้การแนะนำอย่างไร และเจ้าควรทำสิ่งนั้นอย่างไร—เจ้าควรเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน  การที่เจ้าคบหาผู้อื่น ทำการแลกเปลี่ยนทางวัตถุ และเจรจาต่อรองกับผู้อื่น—สิ่งเหล่านี้มีรากฐานที่สอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่?  ตั้งอยู่บนรากฐานของการทำให้พระเจ้าพอพระทัยหรือไม่?  ถ้าไม่ใช่ เช่นนั้นแล้วทั้งหมดที่เจ้าทำ ไม่ว่าเจ้าจะหมั่นทำอย่างดีเพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะทำได้ดีพร้อมเพียงใด หรือได้รับการสรรเสริญจากผู้อื่นมากขนาดไหน ก็จะไม่เป็นที่จดจำของพระเจ้า  ด้วยเหตุนั้น หลักธรรมที่เจ้าใช้ในการคบหาและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจึงไม่ควรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่าพวกเขาเอาเปรียบเจ้าหรือว่าเจ้าเอาเปรียบพวกเขาหรือไม่—ไม่ควรตั้งอยู่บนรากฐานนี้  กลับกัน หลักธรรมเหล่านี้ควรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่าสิ่งที่พวกเจ้าทำสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงหรือไม่  เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะถือได้โดยแท้ว่าสิ่งที่ทำนั้น “เป็นเพราะพวกเราเชื่อในพระเจ้า” เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะกล่าวได้ว่า “พวกเราทุกคนคือผู้เชื่อ ล้วนเป็นพี่น้องชายหญิง” เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะใช้หลักการนี้ได้  นอกจากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิต หน้าที่ และงานของคริสตจักรแล้ว ปฏิสัมพันธ์อื่นใดก็ไม่ควรตั้งอยู่บนข้ออ้างว่าเป็น “พี่น้องชายหญิง”  หากไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ การเข้าสู่ชีวิต หรือปฏิสัมพันธ์ที่เป็นปกติระหว่างผู้คน แต่บางคนกลับใช้คำว่า “พี่น้องชายหญิง” มาอ้างเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายบางอย่างอยู่เสมอ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาเสาะแสวงที่จะใช้คำกล่าว วิธีการ และภาวะที่ได้เปรียบเช่นนั้นมาเป็นข้ออ้างในการเอาเปรียบและวางอุบายเพื่อประโยชน์ส่วนตน  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรระวังเรื่องนี้ แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยปัญญาเพื่อจะได้ไม่ถูกหลอกให้เชื่อ  นี่เป็นเพราะคนส่วนใหญ่ในคริสตจักรไม่เข้าใจความจริง และบางคนก็ถึงกับเป็นผู้ไม่เชื่อ กระทำการอย่างไร้หลักธรรมและทำเรื่องไม่ดีโดยไม่ยั้งคิด  การที่พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายโดยอ้างการเป็น “พี่น้องชายหญิง” นี้ครอบงำและก่อกวนงานของคริสตจักรได้ง่ายที่สุด  ที่กล่าวมาทั้งหมดในวันนี้มีจุดประสงค์อันใด?  เพื่ออธิบายให้ชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ก็ควรมีรากฐานที่เป็นไปตามหลักธรรมความจริง  นี่ย่อมป้องกันไม่ให้ผู้คนติดต่อเจรจากันอย่างไม่ถูกควร และแน่นอนว่ายังช่วยป้องกันไม่ให้คนที่ชอบเอาเปรียบหาช่องโหว่มาใช้ประโยชน์ ขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้คนที่ห่วงหน้าตาของตนเกินควรหรือมีความเป็นมนุษย์ที่อ่อนแอถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอ ถูกโกงอยู่ตลอดเวลา และทนทุกข์กับความสูญเสียเป็นนิจ  บางคน—แม้สถานการณ์ในครอบครัวของตนจะยากลำบากอย่างเห็นได้ชัด—ก็ยังลงเอยทำให้ตัวเองลำบากด้วยการ “ทำเป็นหน้าใหญ่” ให้ยืมเงินที่หามาด้วยความยากลำบากเพราะคนที่ชอบเอาเปรียบมาขอหยิบขอยืม โดยอ้างว่าที่เลือกยืมกับคนเหล่านี้ก็เพราะนับถือ  หลังจากให้ยืมเงินไปแล้วเกิดอะไรขึ้น?  คนยืมกลับหายตัวไป  แล้วจากนั้นคนที่ให้ยืมก็พร่ำบ่นว่าพระเจ้าไม่คุ้มครองพวกเขา  นี่มีสำนึกหรือไม่?  เจ้านึกว่าการเชื่อในพระเจ้าหมายความว่าเจ้าไม่ต้องคิดอะไรเวลาลงมือทำ พระเจ้าจะทรงดูแลทุกสิ่งทุกอย่างให้กระนั้นหรือ?  นั่นทำให้เจ้าเป็นคนไร้ประโยชน์มิใช่หรือ?  พระเจ้าประสงค์ให้ผู้คนซื่อสัตย์ มีปัญญา และกระทำการตามหลักธรรมความจริง  เจ้าเข้าใจเรื่องนี้ได้มิใช่หรือ?  ถ้าเจ้าไม่กระทำการตามหลักธรรมความจริงเหล่านี้ เช่นนั้นเจ้าก็สมควรทนทุกข์กับความสูญเสียและการถูกหลอกให้หลงเชื่อเรื่อยไป  สุดท้ายแล้วเมื่อไม่มีทางออกในชีวิต เจ้าจะโทษใครได้?  เจ้าทำตัวเอง  การกระทำของเจ้าไม่ได้เกิดจากความรัก แต่กลับโง่เขลา!  เจ้าให้นักต้มตุ๋นยืมเงินเพื่อทำให้พวกเขาพอใจ แต่เมื่อเจ้าจำเป็นต้องใช้เงิน เจ้าจะขอเงินนั้นจากพระนิเวศของพระเจ้าได้หรือ?  พระนิเวศของพระเจ้าควรแบกรับความรับผิดชอบนี้ให้เจ้าอย่างนั้นหรือ?  เมื่อคาดหวังให้พระนิเวศของพระเจ้าออกค่าใช้จ่ายนี้ให้ เจ้าย่อมจะติดหนี้พระเจ้ามิใช่หรือ?  ถ้าชีวิตไร้ทางออก เจ้าจะทำหน้าที่ของตนได้อย่างไร?  ถ้าเจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้า พระเจ้าอาจจะไม่ตอบสนองเจ้า นี่ย่อมจะเป็นเรื่องของการได้ผลตามพืชที่เจ้าหว่าน ซึ่งก็สมควรเป็นเช่นนั้น  ใครบอกให้เจ้าโง่เขลาเช่นนั้นเล่า!  พระเจ้าตรัสบอกให้เจ้าไว้ใจคนคนนั้นหรือ?  พระองค์ตรัสบอกให้เจ้าเอาเงินให้พวกเขายืมหรือ?  พระองค์ไม่เคยทำ เจ้าทำของเจ้าเอง นั่นไม่ได้แสดงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ถ้าสิ่งที่เจ้าทำลงไปเองนั้นผิดพลาดและนำไปสู่ผลพวงที่เลวร้าย เจ้าก็ได้แต่แบกรับความรับผิดชอบนั้นเอาเอง  เหตุใดจึงจะให้พระนิเวศของพระเจ้ารับผิดชอบ หรือให้พระเจ้ารับผิดชอบแทนเจ้า?  เหตุใดจึงพร่ำบ่นว่าพระเจ้าไม่คุ้มครองเจ้า?  เจ้าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง เหตุใดจึงขาดการวินิจฉัยอย่างที่ผู้ใหญ่พึงมี?  เวลาอยู่ในสังคม ไม่ว่าใครมาขอ เจ้าก็ให้ยืมอย่างนั้นหรือ?  เจ้าย่อมจะต้องไตร่ตรองใช่หรือไม่?  เหตุใดเจ้าจึงให้คนยืมเงินเพียงเพราะพวกเขาเอ่ยคำว่า “พี่น้องชายหญิง” เพิ่มเข้ามาในคำขอ?  นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้าเบาปัญญามิใช่หรือ?  เจ้าไม่เพียงเบาปัญญาเท่านั้น แต่ยังโง่เขลาอีกด้วย โง่เขลาอย่างที่สุด!  เจ้านึกหรือว่าพี่น้องชายหญิงทุกคนเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง นึกหรือว่าพวกเขาล้วนเข้าใจความจริง?  อย่างน้อยก็มีพี่น้องอยู่หนึ่งในสามที่ไม่รักความจริงและเป็นผู้ไม่เชื่อ  เจ้าดูไม่ออกหรือ?  เจ้านึกหรือว่าพี่น้องชายหญิงทุกคนเป็นเป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้รอด เป็นคนที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้าโดยแท้?  เจ้าไม่รู้หรือว่า “ผู้ที่ถูกเรียกมีมากมาย แต่ผู้ที่ถูกเลือกมีเพียงนิดเดียว”?  พี่น้องชายหญิงเป็นตัวแทนของใคร?  พวกเขาเป็นตัวแทนของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม!  ถ้าเจ้าไว้ใจพวกเขา เจ้าก็กำลังทำตัวโง่เขลามิใช่หรือ?  ไม่ว่าผลพวงอันเลวร้ายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าจะเป็นเช่นใด ก็อย่าไปมองหาพระนิเวศของพระเจ้าหรือพี่น้องชายหญิง ไม่มีผู้ใดช่วยจัดการให้เจ้าได้ และไม่มีผู้ใดมีภาระผูกพันที่จะแบกรับความรับผิดชอบนี้แทนเจ้า  เจ้าก่อเรื่องขึ้นมา เจ้าก็ทนรับความขมขื่นนั้น เป็นความรับผิดชอบของเจ้า  นอกจากนี้ จงอย่านำเรื่องเหล่านี้เข้ามาสามัคคีธรรมและเสวนาในชีวิตคริสตจักร ไม่มีใครอยากฟัง และคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีภาระผูกพันที่จะจัดการเรื่องราวอันยุ่งเหยิงให้เจ้า  ถ้าใครอยากช่วยเจ้าจริง พวกเจ้าสองคนก็สามารถแก้ปัญหานั้นตามลำพัง  เข้าใจหรือไม่?

การสามัคคีธรรมถึงเรื่องเหล่านี้ย่อมทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจผู้คน ขยายขอบเขตความรู้ของพวกเขา และส่งสัญญาณเตือนพวกเขา อธิบายชัดเจนว่าในบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้านั้นมีคนทุกประเภท  มีประเด็นสำคัญข้อหนึ่งที่พวกเจ้าต้องจดจำไว้ ซึ่งเราก็เคยเอ่ยถึงไปก่อนแล้วหลายครั้งว่า คนที่เชื่อในพระเจ้านั้นถูกเลือกสรรมาจากมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม  นี่แฝงนัยว่าอย่างไร?  แฝงนัยว่าทุกคนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว ทุกคนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและสามารถทำชั่วได้ในระดับต่างๆ กัน และเมื่ออยู่ในบริบทที่เหมาะสม ก็สามารถทำสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้าได้  การบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จและการชอบเอาเปรียบที่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมไปคือสิ่งที่ผู้เชื่อทำ ส่วนผู้ไม่มีความเชื่อนั้นไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา ดังนั้น พวกเราก็จะไม่กล่าวถึงพวกเขาในที่นี้ การสำแดงความเป็นมนุษย์ที่พวกเราสามัคคีธรรมกันไปนี้คือการสำแดงของผู้ที่เชื่อในพระเจ้านั่นเอง  ดังนั้น จงอย่ามองว่าคำเรียกหาว่า “พี่น้องชายหญิง” เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สูงส่ง หรือศักดิ์สิทธิ์และละเมิดมิได้  ถ้าเจ้ามองเช่นนั้น ก็เป็นความโง่เขลาในส่วนของเจ้า  พระเจ้าไม่เคยตรัสว่า “พี่น้องชายหญิงนั้นล้ำค่า  เมื่อพวกเขากลายมาเป็นพี่น้องชายหญิงแล้ว พวกเขาย่อมได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ กลายเป็นคนสนิทของพระเจ้า เชื่อถือได้อย่างสนิทใจ เจ้าสามารถไว้ใจพวกเขาได้เต็มที่ และสิ่งที่พวกเขาพูดหรือทำย่อมเป็นความจริง”  เรื่องนี้ไม่มีวันเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้คือมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้า  ถ้าถึงบัดนี้แล้วเจ้ายังคงมองความหมายแฝงที่แท้จริงเบื้องหลังคำเรียกหาว่า “พี่น้องชายหญิง” ไม่ออก เช่นนั้นเจ้าก็โง่เขลาอย่างแท้จริง หลายปีที่เจ้าฟังคำเทศนามานี้ล้วนสูญเปล่า  เจ้าไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตัวเจ้าเป็นคนประเภทใด แต่กลับไว้ใจผู้อื่นเหลือเกิน มองพวกเขา—พี่น้องชายหญิง—ว่าช่างศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ พูดพร่ำอยู่นั่นว่า “พี่น้องชายหญิงไม่ชอบแบบนี้” “พี่น้องชายหญิงโมโห” “พี่น้องชายหญิงกำลังทนทุกข์” “พี่น้องชายหญิงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้” พูดถึงพี่น้องชายหญิงด้วยความรักใคร่เหลือเกิน  พวกเจ้าเคยเห็นพระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้ตรงไหนหรือไม่ว่าพี่น้องชายหญิงช่างสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไว้วางใจได้มาก?  ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียวใช่หรือไม่?  เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเจ้าจึงมองพวกเขาแบบนั้น?  นั่นทำให้เจ้าเบาปัญญาอย่างที่สุด  ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าจะทนทุกข์ถูกพี่น้องชายหญิงทำให้เสียเปรียบหรือสูญเสียมากเพียงใด ก็ล้วนเป็นความผิดของเจ้า  ท้ายที่สุดแล้ว จงมองว่าความสูญเสียและความเสียเปรียบที่เจ้าทนทุกข์นั้นเป็นค่าเล่าเรียนเถิด  นี่คือบทเรียนให้เจ้าเรียนรู้เอาไว้  พวกเจ้าต้องจดจำไว้เสมอว่าพี่น้องชายหญิงไม่ได้เป็นตัวแทนของความจริง และยิ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของพระเจ้า พวกเขาไม่อาจเทียบได้กับคนสนิทของพระเจ้า พยานของพระเจ้า หรือบุตรทั้งหลายอันเป็นที่รักของพระเจ้า  พี่น้องชายหญิงคือใคร?  พวกเขาคือมนุษย์ที่เสื่อมทรามเช่นเดียวกับเจ้า พวกเขามีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า ไม่รักความจริง รังเกียจความจริง มีอุปนิสัยที่โอหัง มีอุปนิสัยที่เลวและชั่วช้า สามารถตั้งตนเป็นศัตรูกับพระเจ้าได้ทุกด้าน ทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน และถึงกับเอาเปรียบพี่น้องชายหญิงคนอื่นโดยแสร้งทำเป็นเชื่อในพระเจ้า  จุดประสงค์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คืออะไร?  ไม่ใช่เพื่อสร้างความบาดหมางระหว่างตัวเจ้ากับพี่น้องชายหญิง แต่เพื่อช่วยให้เจ้ามองเห็นตัวตนที่แท้จริงของทุกคนได้อย่างชัดเจน ปฏิบัติต่อคำว่า “พี่น้องชายหญิง” อย่างถูกต้อง ปฏิบัติต่อผู้คนรอบตัวเจ้าอย่างถูกต้อง และสร้างความสัมพันธ์ที่ถูกควรระหว่างบุคคลกับทุกคน  อย่าพยายามสร้างหรือรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นด้วยการเอื้อประโยชน์ส่วนตัว มีข้อแลกเปลี่ยนทางวัตถุ ป้อยอ เอาอกเอาใจ ยอมประนีประนอม หรือด้วยวิธีการอื่นๆ โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ตัวเจ้ากลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของพี่น้องชายหญิง  นี่ไม่จำเป็น และทุกสิ่งที่เจ้าทำในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจและขยะแขยง  เมื่อเป็นเช่นนั้น หนทางที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิต ท่าทีและหลักธรรมที่ดีที่สุดที่ควรมีในการดำเนินชีวิตท่ามกลางผู้คนคืออะไร?  คือพระวจนะของพระเจ้า  พระวจนะของพระเจ้าบอกว่าอย่างไร?  บอกให้สร้างความสัมพันธ์ที่ปกติและถูกควรระหว่างบุคคล  ความสัมพันธ์เหล่านี้สร้างอย่างไร?  จงมีปฏิสัมพันธ์ พูดคุย และคบหาผู้อื่นตามพระวจนะของพระเจ้า  ตัวอย่างเช่น ถ้าใครกำลังจะย้ายบ้าน และถามเจ้าว่ามีเวลามาช่วยหรือไม่ ถ้าเจ้าเต็มใจ เจ้าก็ไปได้ ถ้าไม่เต็มใจเพราะเกรงว่าอาจจะกระทบหน้าที่ของเจ้า เจ้าก็ปฏิเสธได้  นี่เป็นสิทธิ์ของเจ้า และแน่นอนว่าเป็นหลักธรรมที่เจ้าพึงปฏิบัติตามอีกด้วย  เจ้าไม่จำเป็นต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ฝืนใจตอบตกลงด้วยความรู้สึกขัดแย้งในใจเพราะกลัวว่าจะล่วงเกินพวกเขาหรือขัดขวางความสามัคคีปรองดองในหมู่พี่น้องชายหญิง แล้วหลังจากนั้นก็มารู้สึกไม่ยินยอมอยู่ในหัวใจ ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า  เจ้ารู้อยู่เต็มอกว่าการทำเช่นนั้นขัดต่อหลักธรรม แต่เจ้าก็ยังยอมให้ผู้อื่นรีดไถและสั่งเจ้าทำนั่นทำนี่เยี่ยงทาสเพื่อทำให้พวกเขาพอใจและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้  การที่เจ้าทำให้ผู้อื่นพอใจไม่ใช่การทำดี และจะไม่เป็นที่จดจำของพระเจ้า  สิ่งที่เจ้ากำลังทำเป็นเพียงการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเท่านั้น เจ้าไม่ได้กระทำการเพื่องานของคริสตจักรหรือเพื่อที่จะทำหน้าที่ของตน และยิ่งไม่ใช่เพราะนี่เป็นหน้าที่รับผิดชอบหรือภาระผูกพันของเจ้า  พระเจ้าจะไม่ทรงจดจำการกระทำเช่นนั้นเป็นอันขาด และต่อให้เจ้าทำสิ่งเหล่านั้น เจ้าก็ทำอย่างเสียเปล่า  ดังนั้นเมื่อเผชิญเรื่องดังกล่าว เจ้าก็ควรพิจารณาอย่างจริงจังและรอบคอบว่าควรเลือกอย่างไรมิใช่หรือ?  บางคนถูกขอให้ช่วย แต่หน้าที่ของพวกเขาก็ทำให้พวกเขายุ่งหัวหมุนจริงๆ และเพิ่งหาเวลาเข้าชุมนุมหรืออุทิศตนฝ่ายวิญญาณได้บ้าง  เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่อยากไป และตามหลักธรรมแล้ว พวกเขาก็ไม่ควรไปเช่นกัน  แต่เพราะพวกเขาห่วงหน้าตามากเกินไป จึงพูดปฏิเสธไม่ออก  ท้ายที่สุดแล้วเกิดอะไรขึ้น?  พวกเขายอมให้คนต่ำช้าที่แสวงหาผลประโยชน์เหล่านั้นมาเอาเปรียบตนเอง สิ้นเปลืองเวลาที่ควรใช้อุทิศให้แก่การเข้าสู่ชีวิตของตน  นั่นคือความสูญเสียมิใช่หรือ?  เป็นความสูญเสียที่สมควรแล้ว!  การทนทุกข์กับความสูญเสียเช่นนั้นไม่คู่ควรให้ผู้อื่นเห็นใจหรือเวทนาแต่อย่างใด  เหตุใดจึงกล่าวว่าเป็นความสูญเสียที่สมควรแล้ว?  ใครให้เจ้าไม่สนใจพระวจนะของพระเจ้า?  ใครให้เจ้ากลัวที่จะล่วงเกินผู้อื่น?  ถ้าเจ้าเลือกการไม่ล่วงเกินผู้อื่นมากกว่าที่จะฟังพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นก็ถูกต้องแล้วที่เจ้าควรได้รับความสูญเสียนี้!  บางคนกล่าวว่า “ผู้คนไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสุญญากาศ ผู้คนต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน”  สิ่งสำคัญคือเจ้ามีปฏิสัมพันธ์อย่างไร  แล้วแบบไหนตรงตามหลักธรรมความจริง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของเจ้ามากกว่ากัน ระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์ตามหลักธรรม กับการมีปฏิสัมพันธ์โดยไร้หลักธรรม เป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนและพยายามทำให้ทุกอย่างราบรื่น?  เจ้ารู้ว่าควรเลือกแบบใดใช่หรือไม่?  ถ้าเจ้ารู้ว่าจะเลือกอย่างไร แต่ก็ยังติดหล่มอยู่ดี ผลที่ตามมาในท้ายที่สุดย่อมเป็นสิ่งที่เจ้าต้องแบกรับเพียงลำพัง  นั่นก็แจ่มแจ้งอยู่แล้วมิใช่หรือ?  (ใช่)

การสำแดงความเป็นมนุษย์ของคนชั่วยังมีอีกมาก และสามัคคีธรรมของวันนี้ก็จำกัด มุ่งเน้นเฉพาะแง่มุมที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จและชอบเอาเปรียบผู้อื่นเท่านั้น เมื่อฟังสองแง่มุมนี้แล้วเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่จึงจะเริ่มมีความรู้สึกและวิจารณญาณบางอย่าง พลางกล่าวว่า “ความเป็นมนุษย์ที่แย่เป็นเช่นนี้นี่เอง!”  แต่ผู้คนเช่นนั้นก็มีอยู่จริงในคริสตจักร ดังนั้นแล้วควรทำอย่างไร?  การมีอยู่ของพวกเขาไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะคริสตจักรมีหลักธรรมและกฎข้อบังคับ จึงสามารถใช้วิธีการที่เหมาะสมมาจัดการผู้คนดังกล่าวได้  จุดประสงค์ของการสามัคคีธรรมเรื่องเหล่านี้ในวันนี้คือเพื่อทำให้คนส่วนใหญ่มีวิจารณญาณแยกแยะและมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับคนชั่วสองประเภทนี้ได้ จากนั้นก็สามารถทำงานร่วมกันเพื่อเอาตัวพวกเขาออกไป

20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2021

ก่อนหน้า:  หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (23)

ถัดไป:  หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (25)

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger