83. บทเรียนที่ได้จากความล้มเหลว

ขณะที่ฉันรับใช้ในฐานะผู้นำคริสตจักร หวังฮวาเป็นผู้ดูแลงานของฉัน เธอมักจะพูดว่าเธอจัดการงานของคริสตจักรยังไง โดยบอกฉันว่าเธอไม่ได้รับผิดชอบแค่งานในคริสตจักรของตัวเองเท่านั้น แต่เธอติดตามงานของคริสตจักรอื่นอีกหลายแห่งด้วย และผู้นำระดับสูงก็ชมเชยเธอที่เฉลียวฉลาด มีขีดความสามารถที่ดี และมีความสามารถในการทำงาน เธอบอกว่าเหตุผลที่เธอประสบความสำเร็จในงาน หลักๆ แล้วเป็นเพราะเธอให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิตส่วนตัวของเธอเอง เธอยังบอกฉันด้วยว่าในสมัยที่เรียนหนังสือ เธอชอบเขียนเรียงความและเป็นนักเขียนที่ดี ซึ่งหมายความว่าจดหมายที่เธอเขียนถึงผู้นำและเพื่อนร่วมงานแทบจะไม่ต้องแก้ไขเลย และเธอสามารถสื่อสารประเด็นที่ซับซ้อนด้วยสำนวนที่ชัดเจน เธอบอกว่าพระเจ้าประทานทักษะเหล่านี้ให้เธอ และตอนนี้เธอนำมันมาใช้ ฉันอิจฉามากตอนเธอบอกฉันอย่างนั้น และชื่นชมขีดความสามารถที่ดีของเธอ ผลงานที่น่าประทับใจของเธอ และการแสวงหาความจริงของเธอ

แต่หลังจากทำงานกับเธอได้สองเดือน ฉันสังเกตว่าเธอมักจะอยู่บ้านแทนที่จะเข้าร่วมการชุมนุม ฉันถามเธอว่า “ทำไมคุณไม่มาร่วมการชุมนุมล่ะ?” เธอตอบว่า “ฉันกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า และเสริมสร้างตัวเองด้วยความจริงอยู่ที่บ้าน เพื่อที่ฉันจะได้สามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้ากับผู้อื่นและแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้ดีขึ้น” ฉันคิดในใจว่า “ตอนนี้เป็นเวลาที่จะแผ่ขยายข่าวประเสริฐ และงานข่าวประเสริฐคือความรับผิดชอบหลักของคุณ แต่ในช่วงที่ยุ่งแบบนี้ คุณกลับยังนั่งอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ว่าคุณกำลังล้มเหลวในการทำงานจริง และสำเริงสำราญกับผลประโยชน์จากสถานะของคุณอย่างโลภโมโทสันอยู่หรอกหรือ?” แต่แล้วฉันก็คิดว่า “เธอมีขีดความสามารถที่ดีมาก และเป็นผู้นำมานานมาก แม้แต่ผู้นำระดับสูงก็พูดถึงขีดความสามารถที่ดี ปัญญา และความสามารถในการทำงานของเธอ ต่อให้เธอสำเริงสำราญกับผลประโยชน์จากสถานะของตัวเองนิดหน่อย แล้วยังไงล่ะ? เราทุกคนล้วนมีความเสื่อมทราม เป็นเรื่องปกติมากที่จะเผยมันออกมาเป็นครั้งคราว ฉันควรเลิกตั้งสมมติฐานโดยไม่มีมูลความจริง” เพียงเท่านี้ ฉันก็ปล่อยเรื่องนี้ไปและไม่คิดถึงมันอีก ในช่วงนั้น ฉันกับเพื่อนร่วมงานสองสามคนจัดการชุมนุมกับแต่ละกลุ่มทุกวัน เพื่อสามัคคีธรรมและแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นในงานข่าวประเสริฐ ยิ่งเราสามัคคีธรรมมากเท่าไร เราก็ยิ่งแจ่มแจ้งมากขึ้นเท่านั้น และเราพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติบางอย่าง เราบอกหวังฮวาเรื่องผลลัพธ์ที่เราได้รับจากการชุมนุม  อย่างไรก็ตาม  เราประหลาดใจที่เธอดูไม่ประทับใจ เธอพูดด้วยรอยยิ้มฝืนๆ ว่า  “คุณไม่ควรมุ่งเน้นแต่การสามัคคีธรรมเรื่องงานข่าวประเสริฐและการแก้ไขรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้มากเกินไป นั่นเป็นงานของผู้เผยแผ่ข่าวประเสริฐ เป็นแค่งานจิ๊บจ๊อย ในการชุมนุม คุณควรให้ความสำคัญกับการสามัคคีธรรมเรื่องวิธีแสวงหาความจริง และวิธีแสวงหาการเข้าสู่ชีวิต แล้วความสำเร็จในงานข่าวประเสริฐก็จะมาเอง” เมื่อได้ยินสิ่งที่เธอพูด ฉันก็ไม่กล้ายึดมั่นในความคิดเห็นของตัวเอง ฉันรู้สึกขัดแย้งและสับสน ถ้าฉันไม่ทำตามที่เธอบอก และเกิดการเบี่ยงเบนที่ส่งผลกระทบต่องานข่าวประเสริฐ พี่น้องชายหญิงจะบอกว่านี่เป็นความผิดของฉัน การขัดขวางและกีดกั้นงานข่าวประเสริฐเป็นการทำชั่ว การถูกแทนที่จะเป็นการลงโทษสถานเบา ในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้น ฉันอาจถูกขับไล่ “ลืมมันซะ” ฉันคิด “ฉันจะทำตามที่เธอบอก!”

วันรุ่งขึ้นในระหว่างการชุมนุม คนอื่นๆ หยิบยกปัญหาและความลำบากยากเย็นแท้จริงที่พวกเขาเผชิญขณะเผยแผ่ข่าวประเสริฐขึ้นมา อย่างไรก็ตาม คราวนี้ฉันไม่ได้ช่วยวิเคราะห์ปัญหาของพวกเขาและหาทางแก้ไขตามสถานการณ์จริงที่พวกเขาเผชิญ ฉันกลับหลีกเลี่ยงความลำบากยากเย็นและปัญหาเหล่านี้แทน และถามพวกเขาว่าได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองบ้างจากการเผชิญเรื่องเหล่านี้ ฉันยังบอกด้วยว่าการให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิตของเราเท่านั้นที่จะทำให้เราบรรลุผลในหน้าที่ของเรา เมื่อได้ยินเช่นนี้ พี่น้องชายหญิงก็มองหน้ากันอย่างหมดหนทาง ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ การชุมนุมดำเนินไปในลักษณะนั้นอีกสองสามวัน ยิ่งฉันสามัคคีธรรมในลักษณะนี้มากเท่าไร ฉันก็ยิ่งเหนื่อยมากขึ้นเท่านั้น การสามัคคีธรรมของฉันจืดชืดและน่าเบื่อ ฉันไม่มีอะไรจะพูดมากนัก และขาดทิศทางในการนำการชุมนุม ฉันรู้สึกแย่มาก ดูเหมือนว่าการชุมนุมแบบนี้จะไร้ผล มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของพวกเขาเลย เพื่อนร่วมงานของฉันก็รู้สึกแบบเดียวกัน เราไปหาหวังฮวาเพื่อสามัคคีธรรมกับเธอ และถามเธอว่าเราผิดหรือเปล่าที่ทำงานแบบนั้น แต่หวังฮวายืนกรานว่าเราไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาที่แท้จริง ตราบใดที่เราสามัคคีธรรมเรื่องการเข้าสู่ชีวิต งานข่าวประเสริฐก็จะมีประสิทธิผล เธอยังบอกด้วยว่าพวกเราไร้ประสบการณ์และขาดความเข้าใจเชิงลึก ให้ความสำคัญแต่เรื่องงาน และล้มเหลวในการแสวงหาความจริง หลังจากที่เธอพูดแบบนั้น ฉันก็สับสนอีกครั้งว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ฉันคิดว่า “เธอมีขีดความสามารถที่ดี ดูแลโครงการต่างๆ มากมาย และผู้นำระดับสูงก็ชื่นชมเธอ ดังนั้นฉันควรทำตามที่เธอบอก! ท้ายที่สุดแล้ว ฉันมีขีดความสามารถที่แย่ ขาดประสบการณ์และความเข้าใจเชิงลึก และฉันด้อยกว่าเธอในทุกๆ ด้าน” สุดท้ายแล้ว ฉันจึงทำตามคำสั่งของเธอต่อไป

ในช่วงนั้น คริสตจักรอื่นๆ มีผลงานในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐดีขึ้น และจำนวนผู้เชื่อใหม่ของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม ผลงานของคริสตจักรเรากลับแย่ลงอย่างแท้จริง ฉันรู้สึกแย่มากและไม่รู้เลยว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ในขณะนั้นเอง มีการจัดการชุมนุมเพื่อนร่วมงาน และเมื่อผู้นำจากคริสตจักรอื่นๆ ได้ยินเหตุผลที่คริสตจักรของเราไม่บรรลุผลลัพธ์ที่ดีในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ พวกเขาก็วิพากษ์วิจารณ์หวังฮวาเรื่องสำเริงสำราญกับผลประโยชน์จากตำแหน่งของตัวเองและไม่ทำงานจริง เธอปฏิเสธเรื่องนี้ ร้องไห้และพยายามแก้ตัว เธอบอกว่าไม่ใช่ความผิดของเธอเพียงคนเดียวที่ผลลัพธ์ของงานข่าวประเสริฐออกมาไม่ดี บอกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็มีส่วนผิดด้วย เราพยายามสามัคคีธรรมกับเธอและปล่อยให้เธอทบทวนตนเอง แต่เธอไม่ยอมรับเลย เธอยังคงร้องไห้และโวยวายต่อไป และขัดขวางการชุมนุมอย่างมาก เมื่อเห็นอย่างนั้น ฉันก็คิดในใจว่า “พวกเราได้สามัคคีธรรมเพื่อแก้ไขปัญหางานข่าวประเสริฐแล้ว แต่คุณคอยกีดกั้นเราและบอกว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิต คุณละเลยที่จะแก้ไขความลำบากยากเย็นและปัญหาที่แท้จริงในงานข่าวประเสริฐ โดยอ้างว่าเราควร ‘ให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิต’ นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณทำหรอกหรือ? ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้เห็นได้ชัดเจน แทนที่จะยอมรับในสิ่งที่คุณทำ คุณกลับพยายามโยนความรับผิดชอบให้คนอื่น คุณไม่ได้ล้มเหลวในการยอมรับความจริงอยู่หรอกหรือ?” ฉันวางแผนที่จะรายงานผู้นำระดับสูงเรื่องสถานการณ์ของเธอและปล่อยให้พวกเขาตัดสินว่าเธอเป็นฝ่ายถูกหรือไม่ แต่แล้วฉันก็ฉุกคิดได้ว่าบางทีเธออาจเพิ่งผ่านสภาวะที่ย่ำแย่มาเมื่อไม่นานนี้ การถูกตัดแต่งที่เพิ่มเข้ามาต้องเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีและสถานะของเธอโดยตรงแน่ๆ นี่คือสาเหตุที่เธอมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงแบบนั้น  หากเธอเพิ่งตกอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ และฉันรายงานผู้นำระดับสูงเรื่องสถานการณ์ของเธอ พวกเขาจะคิดไหมว่าฉันขาดความจริงและขาดวิจารณญาณแยกแยะ และไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างยุติธรรมได้? และหากหวังฮวารู้เข้า เธอจะคิดไหมว่าฉันจงใจทำให้เธอลำบาก? เธอจะโดดเดี่ยวฉันและทำให้ฉันลำบากหรือเปล่า? เธอจะพยายามหาคนอื่นมาแทนที่ฉันเพราะเรื่องนี้ไหม? ฉันคิดว่าฉันควรจะสามัคคีธรรมกับเธอก่อนแล้วค่อยไปต่อจากตรงนั้น หลังจากเราสามัคคีธรรมกันแล้วและฉันมีวิจารณญาณแยกแยะที่ถูกควรเรื่องเธอ ฉันจะยังรายงานเรื่องเธอได้ถ้าจำเป็น

ในวันที่สองของการชุมนุมเพื่อนร่วมงาน ฉันบังเอิญได้ยินหวังฮวาตัดสินพี่น้องหญิงคนหนึ่งต่อหน้าอีกคน ทำให้เกิดการโต้เถียงระหว่างพวกเธอสองคน ฉันย้ำเตือนเธอว่า “พี่น้องหญิงสองคนนี้มีบางเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่ก่อนแล้ว และการที่คุณพูดแบบนั้นรังแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง พวกเธอจะร่วมมือกันต่อไปได้ยังไงหลังจากนั้น?” เธอไม่ยอมรับเรื่องนั้นและเล่นลิ้นกับฉันว่า “ทุกอย่างที่ฉันพูดเป็นเรื่องจริง ฉันเป็นคนตรงไปตรงมา เห็นยังไงฉันก็พูดไปอย่างนั้น และพูดสิ่งที่ตัวเองคิด” ฉันพูดว่า “นั่นไม่ใช่การพูดอะไรออกไปอย่างที่เห็น ลักษณะที่คุณบรรยายพฤติกรรมของพี่น้องหญิงคนนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือเป็นกลาง คุณกำลังตัดสิน คุณไม่ได้คำนึงว่าสิ่งที่คุณพูดอาจส่งผลเสียต่อพี่น้องหญิงคนนั้นยังไง หรืออาจกระทบต่องานของคริสตจักรยังไง สิ่งเดียวที่อาจเกิดจากเรื่องนี้คือความสัมพันธ์ของพวกเธอจะแย่ลง และพวกเธอจะไม่สามารถร่วมมือกันได้อย่างถูกควร นั่นเรียกว่าการสร้างความบาดหมาง” ฉันประหลาดใจที่เธอตอบว่า “ฉันไม่เหมือนคนบางคนที่ไม่พูดสิ่งที่ตัวเองคิด ที่พูดกำกวมอยู่เสมอ ไม่โปร่งใสในการกระทำของตัวเอง และหลอกลวง” เมื่อได้ยินการเหน็บแนมและความก้าวร้าวในคำพูดของเธอ ฉันก็รู้ว่าปัญหาของเธอนั้นร้ายแรง และอยากรายงานเรื่องเธอกับผู้นำ  แต่แล้วฉันก็คิดว่า “สิ่งเดียวที่ฉันทำไปในวันนี้คือให้คำแนะนำกับเธอ แล้วเธอก็โจมตีฉันทันที ถ้าเธอรู้เข้าว่าฉันรายงานปัญหาของเธอ เธอจะเดือดดาลและพยายามแก้แค้นหรือเปล่า? เธอพูดไปแล้วว่าฉันหลอกลวง ถ้าเธอกล่าวโทษฉัน บอกว่าฉันไม่เหมาะเป็นผู้นำคริสตจักร แล้วให้คนอื่นมาแทนที่ฉันล่ะ? ตำรวจพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังตามตัวฉันอยู่ ฉันเลยกลับบ้านไม่ได้ ถ้าฉันถูกแทนที่ แต่ยังกลับไปร่วมการชุมนุมที่บ้านเกิดไม่ได้ ฉันจะไปที่ไหนได้อีก?” คืนนั้นฉันรู้สึกแย่มาก ฉันคิดฟุ้งซ่านและนอนไม่หลับทั้งคืน สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจไม่รายงานเรื่องเธอ จากนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น ศีรษะฉันโขกกับเสาเตียงสองชั้นแรงมากจนฉันรู้สึกเวียนหัวและมึนงง ฉันมีรอยปูดใหญ่สองแห่งที่ไม่ยอมหายไปอยู่หลายวัน  ฉันคิดในใจว่า “พระเจ้าบ่มวินัยฉันอยู่หรือเปล่า?” แต่ตอนนั้นฉันรู้สึกชาและไม่ได้ทบทวนตนเอง ในช่วงสองสามวันนั้น ฉันเดินไปมาเหมือนผีดิบ และรู้สึกเหมือนว่าได้สูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไป

นึกไม่ถึงว่าทันทีหลังจากการชุมนุมเพื่อนร่วมงาน พี่น้องชายหญิงบางคนที่ผู้นำระดับสูงส่งมา ได้เดินทางมาสืบค้นสถานการณ์ของหวังฮวา ฉันบอกพวกเขาทุกอย่างที่ฉันรู้ พี่น้องชายหญิงเหล่านั้นตัดแต่งฉันอย่างรุนแรงว่า “เห็นได้ชัดว่าคุณรู้ว่ามีปัญหา แล้วทำไมคุณถึงไม่รายงานสิ่งที่คุณเห็นล่ะ? ต่อให้คุณจับความเข้าใจเนื้อแท้ของปัญหาไม่ได้ก็เถอะ อย่างน้อยคุณก็น่าจะรายงานสิ่งที่คุณเห็น สิ่งที่คุณรู้  และรายละเอียดเฉพาะเจาะจงในพฤติกรรมของเธอกับผู้นำระดับสูง คุณรู้ว่าคุณควรรายงานปัญหาของเธอ แต่เพื่อปกป้องตัวเอง คุณไม่ได้ปฏิบัติความจริงและไม่ได้ปกป้องงานของคริสตจักรแม้แต่น้อย คุณเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจจริงๆ!” ฉันรู้สึกสำนึกผิดและเสียใจมากหลังจากถูกตัดแต่งเช่นนั้น ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า! ข้าพระองค์รู้ว่าไม่ได้ปกป้องงานของคริสตจักร แต่ข้าพระองค์ไม่รู้แหล่งที่มาของปัญหาของตนเอง โปรดประทานความรู้แจ้งและชี้นำข้าพระองค์ให้รู้จักตนเองด้วยเถิด ข้าพระองค์ยินดีที่จะกลับใจ”

หลังจากนั้น ฉันก็พบพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ในงานของพวกเขา ผู้นำและคนทำงานทั้งหลายในคริสตจักรต้องให้ความสนใจกับหลักธรรมสองประการ ได้แก่ หนึ่งนั้นคือการทำงานของพวกเขาโดยสอดคล้องกับหลักธรรมที่กำหนดขึ้นโดยการจัดการเตรียมงานทั้งหลายโดยแน่ชัด ไม่มีวันละเมิดหลักธรรมเหล่านั้นและไม่ใช้สิ่งใดก็ตามที่พวกเขาอาจจินตนาการและไม่ใช้แนวคิดอันใดของพวกเขาเองเป็นพื้นฐานในงานของพวกเขา  ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาควรแสดงความกังวลสนใจในงานของคริสตจักร และให้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ามาก่อนเสมอ  อีกสิ่งหนึ่ง—และการนี้สำคัญอย่างยิ่งยวด—ก็คือว่า ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาต้องมุ่งความสนใจไปที่การปฏิบัติตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการรักษาพระวจนะของพระเจ้าอย่างเข้มงวด  หากพวกเขายังคงสามารถต่อต้านการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือหากพวกเขาปฏิบัติตามแนวคิดของตนเองอย่างดื้อดึงและทำสิ่งทั้งหลายตามจินตนาการของตนเอง เช่นนั้นแล้วการกระทำทั้งหลายของพวกเขาก็จะประกอบขึ้นเป็นการต้านทานพระเจ้าที่รุนแรงที่สุด  การที่พวกเขาหันหลังให้กับความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นนิจมีแต่จะนำไปสู่ทางตันเท่านั้น  หากพวกเขาสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะไม่สามารถทำงานได้ และต่อให้พวกเขาสามารถทำงานได้ด้วยเหตุใดก็ตาม พวกเขาก็จะไม่สำเร็จลุล่วงสิ่งใดเลย(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  เมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากผู้นำและคนทำงานในงานของพวกเขาคือ พวกเขาต้องทำงานอย่างถูกต้องตามการจัดการเตรียมการงาน และปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้า หากพวกเขาทำตามทางของตัวเอง ละเมิดหลักธรรมรวมถึงการทรงชี้นำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และดึงดันยึดมั่นในความคิดของตัวเองขณะทำงาน นี่ถือเป็นการต่อต้านพระเจ้าอย่างรุนแรง ตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักว่าทำไมฉันถึงสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และจมลงสู่ความมืด ฉันได้เห็นว่าหวังฮวาไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมหรือสามัคคีธรรมเรื่องงานข่าวประเสริฐ นอกจากนี้ ฉันได้รู้ว่านี่เป็นการละเมิดการจัดการเตรียมการงาน และฉันยังรู้ด้วยว่าการทำตามที่เธอพูดนั้นไม่ได้ผลอย่างเห็นได้ชัด แต่เพราะฉันเชื่อว่าเธอมีขีดความสามารถที่ดีและเป็นคนทำงานที่มีความสามารถ ฉันจึงยินยอมให้เธอละเมิดการจัดการเตรียมการงาน และผลที่ตามมาคืองานข่าวประเสริฐย่ำแย่มาก ฉันเห็นว่าหวังฮวาไม่ยอมทบทวนตัวเองไม่ว่าเธอจะเป็นฝ่ายผิดกี่ครั้งก็ตาม เห็นว่าเธอจะถึงขั้นพลิกสถานการณ์ โจมตีผู้อื่น และไม่ยอมรับความจริงเลย แต่เพราะฉันกลัวว่าจะล่วงเกินเธอและถูกแทนที่ ฉันจึงไม่รายงานปัญหาของเธอ ฉันละเมิดการจัดการเตรียมการงาน การชี้นำ และการให้ความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และฉันต่อต้านพระเจ้าแบบหัวชนฝา พระเจ้าจะไม่รังเกียจฉันได้อย่างไร? ฉันไม่ได้รับความรู้แจ้งจากพระวจนะของพระเจ้า ไม่มีอะไรจะพูดในการสามัคคีธรรมของฉัน ล้มเหลวในการหาเส้นทางในหน้าที่ของตัวเอง และจมลงสู่ความมืดมิด พระเจ้าทรงกำลังซ่อนพระพักตร์จากฉัน

ขณะทบทวนเรื่องทั้งหมดนี้ ฉันได้พบพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่ว่า “ความสับสนคือเมื่อเจ้ามองไม่ทะลุเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เจ้าไม่รู้ว่าจะตัดสินหรือมีวิจารณญาณแยกแยะอย่างไรให้สอดคล้องกับหลักธรรมหรือถูกต้องแม่นยำ  แม้ว่าเจ้าจะพอมองทะลุได้บ้าง เจ้าก็ไม่แน่ใจว่ามุมมองของเจ้าถูกต้องหรือไม่ เจ้าไม่รู้ว่าจะจัดการหรือแก้ไขเรื่องนั้นอย่างไร และเป็นการยากสำหรับเจ้าที่จะสรุปเกี่ยวกับเรื่องนั้น  กล่าวโดยสรุปคือ เจ้าไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นและไม่สามารถตัดสินใจได้  หากเจ้าไม่เข้าใจความจริงแม้แต่น้อยและไม่มีใครแก้ไขปัญหาให้ ปัญหานั้นก็จะกลายเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้  นี่ไม่ใช่การเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบากหรอกหรือ?  เมื่อเผชิญกับปัญหาเช่นนี้ ผู้นำและคนทำงานควรรายงานต่อเบื้องบนและแสวงหาจากเบื้องบนเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  พวกเจ้าเผชิญกับความสับสนบ่อยครั้งหรือไม่?  (ใช่)  การเผชิญกับความสับสนเป็นประจำนั้นก็เป็นปัญหาในตัวเอง  สมมติว่าเจ้ากำลังเผชิญกับปัญหาและเจ้าไม่รู้วิธีที่เหมาะสมในการจัดการกับมัน  มีคนเสนอแนวทางแก้ไขหนึ่งซึ่งเจ้าคิดว่าสมเหตุสมผล ในขณะที่อีกคนหนึ่งเสนอแนวทางแก้ไขที่แตกต่างออกไปซึ่งเจ้าก็คิดว่าสมเหตุสมผลเช่นกัน และหากเจ้าไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแนวทางแก้ไขใดเหมาะสมกว่า โดยที่ความคิดเห็นของทุกคนแตกต่างกันไปและไม่มีใครเข้าใจถึงต้นตอหรือแก่นแท้ของปัญหา ความผิดพลาดก็ย่อมต้องปรากฏในการแก้ไขปัญหานั้นอย่างแน่นอน  ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหา การระบุต้นตอและแก่นแท้ของปัญหาให้แน่ชัดจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง  หากผู้นำและคนทำงานไม่มีวิจารณญาณแยกแยะ ล้มเหลวในการเข้าใจแก่นแท้ของปัญหา และไม่สามารถสรุปได้อย่างถูกต้อง พวกเขาต้องรายงานปัญหาต่อเบื้องบนโดยทันทีและแสวงหาทางแก้ไขจากพวกเขา นี่เป็นสิ่งจำเป็นและไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าเหตุ  ปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขสามารถนำไปสู่ผลที่ตามมาร้ายแรงและส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร—เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (7))  ผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักได้ว่าเมื่อเราเผชิญกับปัญหาในหน้าที่ของเรา เช่น ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงานที่เราไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร  หรือหากเราสังเกตเห็นปัญหาของใครบางคน แต่ไม่สามารถตรวจสอบเพื่อยืนยันสถานการณ์ได้อย่างแน่ชัด และไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรดี  เราควรรายงานให้ผู้นำระดับสูงทราบให้ทันท่วงทีและหาทางแก้ไข  การรายงานปัญหาไม่ใช่การจับผิดผู้คน หรือการฟ้องเรื่องใคร และไม่ใช่การทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เป้าหมายคือเพื่อแก้ไขปัญหาที่ผู้คนไม่สามารถจับความเข้าใจได้ด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันความล่าช้าในงานและการเข้าสู่ชีวิตของผู้คน ส่วนฉันเอง ไม่ว่าจะเผชิญปัญหามากมายแค่ไหนหรือร้ายแรงเพียงใด ฉันก็ยังเลือกที่จะทำให้งานล่าช้าและสร้างความเสียหายต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงแทนที่จะรายงานปัญหา หากการรายงานปัญหาคุกคามผลประโยชน์หรือจุดหมายปลายทางในอนาคตของฉัน  เมื่อฉันเห็นหวังฮวาไม่ปฏิบัติตามการจัดการเตรียมการงานและล้มเหลวในการดูแลงานข่าวประเสริฐ ถึงแม้ฉันจะจับความเข้าใจปัญหาไม่ได้อย่างถ่องแท้ แต่ฉันก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติและเธอทำตัวไม่เหมาะสม นั่นเป็นตอนที่ฉันควรรายงานสถานการณ์ของเธอกับผู้นำระดับสูงโดยเร็ว แต่ฉันกลับกังวลว่าถ้าฉันไม่ทำตามคำสั่งของเธอ ฉันจะต้องรับผิดชอบ ฉันเลยทำตามที่เธอบอก เมื่อหวังฮวาโวยวายอย่างไม่สมเหตุสมผลหลังจากถูกตัดแต่ง ฉันก็ไม่แน่ใจว่าเธอแค่อยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่หรือเปล่า หรือว่าเธอเป็นคนที่ปฏิเสธและเกลียดความจริงในแก่นแท้จริงๆ ของเธอ แต่ฉันก็ควรรายงานให้ทันท่วงที และให้ผู้นำระดับสูงส่งคนมาสืบค้นและใช้วิจารณญานแยกแยะ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าเพราะใช้คนผิด แต่ฉันกังวลว่าถ้าฉันรายงานเรื่องเธออย่างผิดๆ ผู้นำระดับสูงจะคิดว่าฉันตัดสินผู้อื่นได้แย่  ในทำนองเดียวกัน ฉันกลัวว่าหวังฮวาจะข่มเหงฉันในภายหลัง ฉันเลยเอาแต่ผัดผ่อนการรายงานปัญหาของเธอ หากฉันเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เป็นคนที่ปกป้องงานของคริสตจักร ไม่ว่าฉันจะจับความเข้าใจแก่นแท้ของปัญหาและเข้าใจความจริงหรือไม่ ฉันก็จะไม่ถูกตีกรอบด้วยสิ่งใดๆ ฉันจะพบวิธีปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ฉันกลับนิ่งเฉยเพื่อปกป้องตัวเอง และแก้ต่างให้ตัวเองโดยบอกว่าฉันจะรายงานเรื่องเธอหลังจากฉันมีวิจารณญาณแยกแยะที่ถูกควร แต่ถ้าฉันรอจนกว่าจะมีวิจารณญาณแยกแยะที่ถูกควร มันจะไม่สายเกินไปหรือ? ป่านนั้นงานข่าวประเสริฐจะไม่ได้รับผลกระทบในทางลบยิ่งกว่าเดิมหรือ? นั่นเป็นตอนที่ฉันตระหนักว่าการแสวงหาความจริงสำคัญเพียงใดเมื่อเราเผชิญกับความลำบากยากเย็นและรู้สึกสับสน การมุ่งมั่นที่จะปกป้องงานของคริสตจักรเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ!

เพื่อปกป้องตัวเอง ฉันเอาแต่ผัดผ่อนการรายงานปัญหาของหวังฮวา และสิ่งนี้สร้างความเสียหายร้ายแรงอย่างหนักต่องานข่าวประเสริฐ ฉันรู้สึกเสียใจอย่างมาก ต่อมาฉันได้พบพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ดังนี้ “ความเห็นแก่ตัวและความสามานย์ของศัตรูพระคริสต์สำแดงตัวออกมาอย่างไร?  ในการใดก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อสถานะหรือความมีหน้ามีตาของพวกเขา พวกเขาย่อมพยายามทำหรือพูดสิ่งใดก็ตามที่จำเป็น และพวกเขาก็เต็มใจที่จะทนฝ่าความทุกข์ใดๆ  แต่หากเกี่ยวข้องกับงานที่จัดการเตรียมการโดยพระนิเวศของพระเจ้า หรือเกี่ยวข้องกับงานที่เป็นประโยชน์ต่อการเติบโตในชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขากลับเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิง  แม้ในยามที่คนชั่วลงมือขัดขวางและก่อกวน และกระทำความชั่วทุกรูปแบบ ซึ่งส่งผลอย่างร้ายแรงต่องานของคริสตจักร พวกเขาก็ไม่ใส่ใจหรือสอบถามถึงเรื่องนี้ ราวกับว่านี่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกตน  และถ้าใครค้นพบและรายงานการทำชั่วของคนชั่ว พวกเขาย่อมพูดว่าพวกเขาไม่เห็นอะไรและแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก สี่: สรุปลักษณะนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นนิสัยของพวกเขา (ภาคที่หนึ่ง))  “ผู้คนบางคนไม่ได้เข้าใจความจริงมากมาย พวกเขาไม่เข้าใจหลักธรรมทั้งหลายในสิ่งที่พวกเขาทำ และเมื่อพวกเขาเผชิญปัญหา พวกเขาก็ไม่รู้จักหนทางที่ถูกต้องเหมาะสมในการรับมือปัญหาเหล่านั้น  ในสถานการณ์นี้พวกเขาควรปฏิบัติอย่างไร?  มาตรฐานขั้นต่ำสุดคือการกระทำตามมโนธรรม—นี่คือบรรทัดฐาน  เจ้าควรกระทำการตามมโนธรรมอย่างไร?  จงกระทำการด้วยความจริงใจ ให้คู่ควรกับความเมตตาของพระเจ้า คู่ควรกับชีวิตที่พระเจ้าประทานให้นี้ และคู่ควรกับโอกาสได้รับความรอดที่พระเจ้าประทานให้นี้  นั่นใช่ผลจากมโนธรรมของเจ้าหรือไม่?  เมื่อเจ้ามีมาตรฐานขั้นต่ำนี้—มโนธรรม—เจ้าก็จะได้รับการคุ้มครอง และจะไม่ทำเรื่องผิดพลาดร้ายแรง  เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าย่อมไม่มีแนวโน้มที่จะทำเรื่องกบฏต่อพระเจ้าหรือละทิ้งหน้าที่ของเจ้า และไม่ค่อยมีความโน้มเอียงที่จะกระทำการอย่างสุกเอาเผากิน  ไม่มีแนวโน้มที่จะวางอุบายเพื่อสถานะ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และหาทางหนีทีไล่ให้ตนเองอีกด้วย  นี่คือบทบาทของมโนธรรม  ความเป็นมนุษย์ของคนเราควรมีทั้งมโนธรรมและสำนึกเป็นองค์ประกอบ  ทั้งสองสิ่งนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดและสำคัญที่สุด  คนที่ไม่มีมโนธรรมและไม่มีสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติย่อมเป็นคนประเภทใด?  กล่าวโดยทั่วไปแล้ว พวกเขามีทั้งคนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ และคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่เลวร้ายมาก  เมื่อเจาะจงมองลงไปย่อมพบลักษณะเช่นใดในตัวผู้คนดังกล่าว?  พวกเขามีลักษณะจำเพาะเช่นใดที่สำแดงว่าไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์?  (พวกเขาเห็นแก่ตัวและเลวทราม)  ผู้คนที่เห็นแก่ตัวและเลวทรามย่อมกระทำการอย่างสุกเอาเผากิน ถ้าสิ่งต่างๆ ไม่ส่งผลต่อพวกเขาเป็นการส่วนตัว พวกเขาก็ปล่อยปละละเลย  ไม่นึกถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ไม่มีสำนึกถึงภาระหรือความรับผิดชอบในเรื่องการทำหน้าที่ของตนหรือการเป็นคำพยานถึงพระเจ้า… มีผู้คนบางคนที่ไม่รับผิดชอบใดๆ ไม่ว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ใดอยู่  พวกเขาไม่รายงานปัญหาที่พวกเขาพบต่อผู้บังคับบัญชาของพวกเขาโดยทันทีอีกด้วย  เมื่อพวกเขาเห็นผู้คนก่อให้เกิดการขัดขวางและรบกวน พวกเขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น  เมื่อพวกเขาเห็นคนชั่วทำความชั่ว พวกเขาไม่พยายามห้ามคนพวกนั้น  พวกเขาไม่ปกป้อง  ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า หรือคำนึงถึง  หน้าที่และความรับผิดชอบของพวกเขาเลย  เมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน ผู้คนแบบนี้ไม่ทำงานจริงจังใดๆ พวกเขาเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนและลุ่มหลงในความสะดวกสบาย พวกเขาพูดและกระทำเพียงเพื่อความถือดี หน้าตา สถานะ และผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น และยินดีที่จะอุทิศเวลาและความพยายามของตนเพื่อสิ่งต่างๆ  ที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเท่านั้น(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการมอบหัวใจของตนให้แก่พระเจ้า คนเราย่อมสามารถได้รับความจริง)  ผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่าในหน้าที่ของเรา เรามักจะเผชิญกับปัญหาที่เราจับความเข้าใจไม่ได้อย่างถ่องแท้และไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร แต่คนที่มีความเป็นมนุษย์จะปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักรด้วยมโนธรรมที่ดี ผู้ที่ไร้มโนธรรมและเหตุผลจะคำนึงถึงแต่ศักดิ์ศรี สถานะ และผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น พวกเขาไม่รายงานปัญหาที่สังเกตเห็น แถมเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจอย่างมาก ฉันเป็นอย่างนั้นเลย เพื่อหน้าตา สถานะ จุดหมายปลายทางในอนาคต และบั้นปลายของฉัน ฉันได้ผัดผ่อนการรายงานเรื่องหวังฮวาขัดขวางงานของคริสตจักร ฉันใช้ชีวิตตามน้ำพิษของซาตาน เช่น “ผู้คนที่มีไหวพริบนั้นเก่งในการปกป้องตัวเองด้วยการแค่พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาเท่านั้น” และ “เมื่อเจ้ารู้ว่าบางสิ่งบางอย่างผิดไป จงพูดให้น้อยลงเสียจะดีกว่า”  ฉันกลัวว่าถ้าฉันรายงานปัญหาของหวังฮวา ฉันจะถูกข่มเหงหรือถูกแทนที่ ฉันจึงหาข้อแก้ตัว เช่น “ทุกคนเสื่อมทรามอยู่แล้ว” “เธออาจจะแค่อยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ก็ได้” และ “ฉันจะรายงานปัญหานี้หลังจากฉันจับความเข้าใจได้ดีขึ้น” ข้อแก้ตัวเหล่านี้อาจฟังดูถูกต้อง แต่ในความเป็นจริง ฉันแค่พยายามปกป้องตัวเองและหนีความรับผิดชอบ ฉันสนใจแต่หน้าตา สถานะ จุดหมายปลายทางในอนาคต และบั้นปลายของตัวเองเท่านั้น ฉันไม่ได้คำนึงถึงงานของคริสตจักรหรือปกป้องผลประโยชน์ของคริสตจักร ฉันเห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ และไร้ความเป็นมนุษย์ ฉันกำลังเนรคุณจริงๆ!

ต่อมาฉันทบทวนว่าทำไมฉันถึงเอาแต่ผัดผ่อนการรายงานปัญหาของหวังฮวา และตระหนักว่าเหตุผลหนึ่งคือฉันขาดวิจารณญาณแยะแยะเรื่องเธอ อรรถาธิบายจากพระวจนะของพระเจ้า ช่วยให้ฉันมีวิจารณญาณแยกแยะและความเข้าใจในพฤติกรรมของหวังฮวา พระเจ้าตรัสว่า “วิธีการที่ผู้คนใช้ยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองก็คือ การโอ้อวดตัวพวกเขาเองและดูแคลนผู้อื่น  พวกเขายังอำพรางและสร้างภาพให้ตัวเองดูดีด้วยเช่นกัน โดยซ่อนเร้นความอ่อนแอ ข้อเสีย และข้อบกพร่องของตนจากผู้คน และแสดงให้ผู้คนมองเห็นแต่ความปราดเปรื่องของพวกเขาตลอดเวลา  พวกเขาไม่กล้าบอกผู้อื่นด้วยซ้ำเวลาที่ตนรู้สึกในทางลบ และไร้ซึ่งความกล้าที่จะเปิดใจสามัคคีธรรมกับผู้อื่น  เมื่อทำอะไรผิด พวกเขาก็ทำอย่างสุดความสามารถในการที่จะปกปิดสิ่งที่ผิดนั้นและปิดบังสิ่งที่ผิดนั้น  พวกเขาไม่เคยเอ่ยถึงความเสียหายที่พวกเขาก่อให้เกิดแก่งานของคริสตจักรในครรลองของการทำหน้าที่ของพวกเขาเลย  อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาได้มีส่วนร่วมแบ่งปันเล็กน้อยอยู่บ้างหรือได้สัมฤทธิ์ความสำเร็จเล็กน้อยอยู่บ้าง พวกเขาก็รีบร้อนที่จะโอ้อวดการนั้น  ดิ้นรนที่จะให้ทั้งโลกรู้ว่าพวกเขามีความสามารถเพียงใด ขีดความสามารถของพวกเขาสูงเพียงใด พวกเขายอดเยี่ยมเพียงใด และพวกเขาดีกว่าผู้คนปกติมากเพียงใด  นี่ไม่ใช่วิธียกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองหรอกหรือ?  การยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองนั้นใช่สิ่งที่คนที่มีมโนธรรมและเหตุผลทำกันหรือไม่?  ไม่เลย  ดังนั้นแล้ว อุปนิสัยใดเล่าที่มักจะถูกเผยออกมาในยามที่ผู้คนทำการนี้?  ความโอหัง  นี่คือหนึ่งในอุปนิสัยหลักที่ถูกเผยให้เห็น ตามมาด้วยความเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นไปได้เพื่อทำให้ผู้คนอื่นๆ นับถือพวกเขาว่าสูงส่ง  คำพูดของพวกเขารัดกุมอย่างสมบูรณ์และบรรจุแรงจูงใจและกลอุบายอย่างชัดเจน พวกเขากำลังอวดตัว แต่ก็อยากซุกซ่อนข้อเท็จจริงนี้ไว้  สิ่งที่พวกเขาพูดส่งผลให้ผู้คนรู้สึกว่าพวกเขาเก่งกว่าผู้อื่น ว่าไม่มีผู้ใดเลยที่เทียบเท่าพวกเขา ว่าคนอื่นทุกคนด้อยกว่าพวกเขา  ผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมสัมฤทธิ์ด้วยวิธีการที่ไม่ซื่อมิใช่หรือ?  อุปนิสัยใดที่อยู่เบื้องหลังวิธีการเช่นนี้?  และมีความเลวร้ายอันใดบ้างหรือไม่?  (มี)  นี่คืออุปนิสัยที่เลวร้ายประเภทหนึ่ง  สามารถเห็นได้ว่า วิธีการซึ่งพวกเขาใช้เหล่านี้ถูกชี้นำโดยอุปนิสัยอันเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง—ดังนั้นแล้ว เหตุใดเล่าเราจึงพูดว่าอุปนิสัยนั้นเลว?  การนี้มีความเชื่อมโยงใดกับความเลว?  พวกเจ้าคิดอย่างไรเล่า คิดว่า  พวกเขาสามารถเปิดกว้างเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของพวกเขาในการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองได้หรือไม่?  พวกเขาไม่สามารถ  แต่มีความอยากได้อยากมีอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของพวกเขาอยู่เสมอ และสิ่งที่พวกเขาพูดและทำก็เป็นการช่วยเอื้อต่อความอยากได้อยากมีนั้น และจุดมุ่งหมายและแรงจูงใจเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาพูดและทำ จึงถูกเก็บเป็นความลับมิดชิด  ตัวอย่างเช่น พวกเขาจะนำการชี้นำที่ผิดหรือกลวิธีอันมีเลศนัยบางอย่างมาใช้เพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายเหล่านี้  การมีความลับเช่นนั้นไม่เจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกโดยธรรมชาติหรอกหรือ?  ความเคี้ยวคดเช่นนั้นไม่สามารถเรียกได้ว่าเลวหรอกหรือ?  (ได้)  จริงๆ แล้วความเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกเช่นนั้นสามารถเรียกได้ว่าเลว และนั่นซึมลึกยิ่งกว่าความหลอกลวง  พวกเขาใช้หนทางหรือวิธีการบางอย่างมาบรรลุเป้าหมายของตน  อุปนิสัยนี้คือความหลอกลวง  อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานและความอยากลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาในการต้องการให้ผู้คนติดตาม ยกย่องบูชา และเคารพบูชาพวกเขาเสมอชี้นำให้พวกเขายกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองอยู่เนืองนิจ รวมทั้งทำสิ่งเหล่านี้อย่างไม่มีหลักศีลธรรมและไร้ยางอาย  อุปนิสัยนี้คืออะไร?  นี่ขึ้นสู่ระดับของความเลว(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่สี่: พวกเขายกชูตัวเองและเป็นพยานยืนยันให้ตัวเอง)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเห็นว่าศัตรูของพระคริสต์นั้นมีอุปนิสัยโอหังและชั่วร้าย เพื่อบรรลุเป้าหมายในการล่อลวงและบงการผู้คน พวกเขาจะใช้ทุกวิธีการเพื่อยกย่องและเป็นพยานยืนยันให้ตัวเอง ทำให้ผู้คนชื่นชมและบูชาพวกเขาโดยไม่รู้ตัว และรู้สึกว่าไม่มีใครเทียบพวกเขาได้ พระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ฉันได้รับวิจารณญาณแยกแยะเรื่องวิธีการและเจตนาของหวังฮวาขึ้นมาบ้าง เมื่อย้อนนึกถึงปฏิสัมพันธ์ของฉันกับเธอ เธอมักจะคุยโวเรื่องวิธีจัดการงานของเธอและคำชมเชยที่เธอได้รับจากผู้นำระดับสูง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเธอให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิตอย่างมาก และเป็นคนที่แสวงหาความจริง เธอจะโอ้อวดพรสวรรค์และความสามารถของตัวเองด้วย โดยอ้างว่าเธอเขียนจดหมายด้วยสำนวนที่สละสลวยและไหลลื่นซึ่งแทบไม่ต้องแก้ไขเลย สิ่งนี้ทำให้คนอื่นรู้สึกด้อยกว่าเธอในทุกด้าน ว่าพวกเขาเทียบเธอไม่ได้ หวังฮวาใช้ทุกวิธีการเพื่อโอ้อวดและคุยโวเรื่องตัวเอง แต่ไม่เคยเปิดโปงความเสื่อมทรามของตัวเอง  เธอถึงกับบิดเบือนข้อเท็จจริงให้กลับตาลปัตร และพยายามกลบเกลื่อนความผิดเพื่อให้ตัวเองดูดี นำเสนอตัวเองให้ดูดีไปเสียหมด เพื่อไม่ให้ใครเห็นจุดอ่อน ข้อบกพร่อง หรือเจตนาแสนเจ้าเล่ห์ของเธอ ที่จริงแล้ว ผู้นำระดับสูงได้เปิดโปงและตัดแต่งเธอมาหลายครั้งแล้วฐานไม่เลือกหรือใช้คนตามหลักธรรม และกระทำการสะเพร่าในหน้าที่ของตน แต่เธอไม่เคยหยิบยกเรื่องนั้นขึ้นมา เธอพูดถึงแต่เรื่องที่ผู้นำระดับสูงชมเชยและยกย่องเธอ และแสดงให้คนอื่นเห็นเฉพาะด้านที่ดูดีที่สุดของตัวเอง เธอมักจะอยู่บ้านมากกว่าทำงานจริง เธอจะอ้างว่านี่คือการเสริมสร้างตัวเองด้วยความจริง เพื่อที่จะได้สามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าและแก้ไขปัญหาของผู้คนได้ดีขึ้น แต่ที่จริงแล้ว เห็นได้ชัดว่าเธอแค่สำเริงสำราญกับผลประโยชน์จากสถานะของตัวเองเท่านั้น เธอไม่ได้แก้ไขปัญหาความลำบากยากเย็นที่แท้จริงใดในงานข่าวประเสริฐ  แต่เธอกลับเผยแพร่ตรรกะวิบัติที่ว่าการแก้ไขปัญหาในงานข่าวประเสริฐระหว่างการชุมนุม ทำให้ผู้คนให้ความสำคัญกับงานเท่านั้น ไม่ใช่กับการเข้าสู่ชีวิต  นอกจากนี้เธอยังโจมตีและดูหมิ่นผู้อื่นอยู่เสมอ โดยเรียกงานจริงของผู้คนว่าเป็นแค่งานจิ๊บจ๊อย เธอได้สร้างความบาดหมาง แอบบ่อนทำลายผู้อื่น และทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องชายหญิง แต่เธอกลับอ้างว่าเธอเป็นคนตรงไปตรงมา พูดจาขวานผ่าซากและตามความจริง คำพูดและการกระทำทั้งหมดของหวังฮวาล้วนชั่วร้ายและฉลาดแกมโกงอย่างยิ่ง หากไม่ใช่เพราะอรรถาธิบายของพระเจ้า ก็ง่ายที่จะถูกชักพาให้หลงเชื่อไปชื่นชมและเทิดทูนเธอ เมื่อตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว ในที่สุดฉันก็คิดได้ และได้รับวิจารณญาณแยกแยะเรื่องแก่นแท้เยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ของหวังฮวาขึ้นมาบ้าง

เมื่อได้ทบทวน ฉันก็ตระหนักว่า หนึ่งในเหตุผลที่ฉันขาดวิจารณญาณในการแยกแยะเธอก็คือ ฉันไม่สามารถแยกแยะระหว่างกรณีความเสื่อมทรามที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวกับแก่นแท้ธรรมชาติอันเสื่อมทรามได้ ต่อมาฉันได้พบพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนที่ว่า “ทุกคนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามล้วนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม  บางคนไม่มีสิ่งใดมากไปกว่าอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ในขณะที่คนอื่นๆ แตกต่างออกไป นั่นคือ ไม่ใช่แค่พวกเขามีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเท่านั้น แต่ธรรมชาติของพวกเขายังมุ่งร้ายอย่างที่สุดอีกด้วย  ไม่ใช่แค่คำพูดและการกระทำของพวกเขาเท่านั้นที่เปิดเผยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอันเสื่อมทรามของพวกเขา แต่ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนเหล่านี้คือหมู่มารและเหล่าซาตานอย่างแท้จริง(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริง)  “พระเจ้าทรงระบุลักษณะของศัตรูของพระคริสต์ไว้อย่างไร?  ในฐานะของคนที่เกลียดชังความจริงและต่อต้านพระเจ้า—พวกเขาคือศัตรูของพระเจ้า!  การต่อต้านความจริง การเกลียดชังพระเจ้า และการเกลียดชังทุกสิ่งที่เป็นบวก—นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอหรือความโง่เขลาชั่วขณะที่พบในคนทั่วไป และไม่ใช่การเผยความคิดและมุมมองที่ไม่ถูกต้องอันเกิดจากความเข้าใจที่บิดเบือนชั่วขณะ นี่ไม่ใช่ปัญหา  ปัญหาคือพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ เป็นศัตรูของพระเจ้า เกลียดชังทุกสิ่งที่เป็นบวกและความจริงทั้งปวง พวกเขาคือบุคคลที่เกลียดชังและต่อต้านพระเจ้า  พระเจ้าทรงมองบุคคลเช่นนั้นอย่างไร?  พระเจ้าไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด!  ผู้คนเหล่านี้ดูหมิ่นและเกลียดชังความจริง พวกเขามีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์  พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่?  สิ่งที่กำลังถูกเปิดโปงในที่นี้คือความเลว ความโหดร้าย และความเกลียดชังความจริง  นี่คืออุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่ร้ายแรงที่สุดในบรรดาอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เป็นตัวแทนของคุณลักษณะที่เป็นแบบฉบับและเป็นแก่นสารที่สุดของซาตาน ไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่มวลมนุษย์ผู้เสื่อมทรามทั่วไปเผยออกมา  ศัตรูของพระคริสต์คือกองกำลังที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า  พวกเขาสามารถก่อกวนและควบคุมคริสตจักรได้ และพวกเขามีขีดความสามารถที่จะรื้อทำลายและขัดขวางพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า  นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามสามารถทำได้ มีเพียงศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่สามารถกระทำการเช่นนั้นได้  จงอย่าประเมินเรื่องนี้ต่ำเกินไป(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่หก)  พระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ฉันเข้าใจว่าแม้ว่าทุกคนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจะมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  แต่บางคนก็มีความเป็นมนุษย์ มีมโนธรรม และมีเหตุผล และสามารถยอมรับความจริงได้ หากมีข้อบกพร่องหรือข้อเบี่ยงเบนในหน้าที่ของพวกเขา แล้วพวกเขาได้รับการแจ้ง ถูกเปิดโปง และถูกตัดแต่ง ในตอนแรกพวกเขาอาจจะรู้สึกละอายใจ ต่อต้าน และแก้ตัว แต่ภายหลังพวกเขาจะสามารถทบทวนตนเอง และเริ่มรังเกียจธรรมชาติอันเสื่อมทรามและวิธีการที่บกพร่องของตน เมื่อพวกเขาตระหนักว่าตนเองได้กีดกั้นและทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า พวกเขาก็รู้สึกเสียใจ เกลียดตัวเอง กลับใจ และเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ ทว่ามีบางคนที่ไม่เพียงแต่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน แต่ยังมีธรรมชาติมุ่งร้าย ไม่สามารถยอมรับความจริงแม้แต่น้อย และถึงกับรังเกียจความจริงด้วยซ้ำ ไม่ว่าพวกเขาจะทำชั่วมากแค่ไหน หรือสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักรมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่เป็นทุกข์สักนิด และไม่ทบทวนตัวเองเลย  พวกเขาไม่รู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าพวกเขาจะถูกตัดแต่ง เปิดโปง หรือชำแหละมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยยอมรับความผิดของตัวเอง และไม่เคยยอมรับข้อเท็จจริงที่ชัดเจนตามที่ถูกเผยออกมา พวกเขารังเกียจการถูกตัดแต่ง ถูกตัดสิน และถูกตีสอน จากท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริงและสิ่งที่เป็นบวก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า พวกเขาเป็นศัตรูตัวฉกาจของพระองค์ หวังฮวาประพฤติตัวเช่นนี้เลย เธอไม่ได้ทำงานจริง เธอโอหังและยึดมั่นในความเชื่อของตัวเองจนถึงขั้นกีดกั้นงานข่าวประเสริฐ เมื่อผู้นำคนอื่นๆ เปิดโปงและตัดแต่งเธอ เธอไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับสิ่งที่พวกเขาพูด เธอยังโวยวายและพยายามโยนความผิดให้คนอื่นด้วย ซึ่งขัดขวางการชุมนุมทั้งหมด เมื่อฉันเตือนเธอว่าเธอกำลังตัดสินคนอื่นและสร้างความบาดหมางระหว่างพี่น้องหญิงสองคน เธอไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับเรื่องนี้ เธอยังพลิกสถานการณ์โดยโจมตีและกล่าวโทษฉันด้วย  เธอพูดถึงการให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิตอยู่เสมอ ซึ่งทำให้คนคิดว่าเธอกำลังแสวงหาความจริงจริงๆ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง เธอขยะแขยงและต่อต้านข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า และการจัดการเตรียมการงานในพระนิเวศของพระเจ้าเป็นพิเศษ เธอถึงกับรู้สึกถูกล่วงเกินและรู้สึกรังเกียจ ไม่ว่าเธอจะทำผิดพลาดกี่เรื่อง หรือสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักรมากเพียงใด เธอก็ไม่เคยยอมรับเรื่องนั้น ไม่รู้สึกเสียใจหรือเป็นหนี้บุญคุณ และขาดมโนธรรมโดยสิ้นเชิง เธอดูแลแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง หากคุณพูดอะไรที่คุกคามสถานะของเธอ เธอจะโกรธและโต้แย้งโดยไม่มีมูลความจริง เธอไม่ยอมรับความจริงหรือสิ่งที่เป็นบวกเลย และเธอจะปฏิบัติต่อทุกคนที่พยายามสามัคคีธรรมกับเธอหรือแก้ไขเธอเยี่ยงศัตรู เธอจะโจมตีทุกคนที่พยายามเปิดโปงเธอ  ดูจากที่เธอเกลียดความจริงอย่างมาก ดูหมิ่นผู้ที่ปฏิบัติตามความจริง และเกลียดผู้ที่เปิดโปงเธอเพราะสำนึกถึงความยุติธรรม เธอไม่ได้ถือว่าพระเจ้าเป็นศัตรูของเธอหรอกหรือ? ก็เหมือนกับพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “การต่อต้านความจริง การเกลียดชังพระเจ้า และการเกลียดชังทุกสิ่งที่เป็นบวก—นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอหรือความโง่เขลาชั่วขณะที่พบในคนทั่วไป และไม่ใช่การเผยความคิดและมุมมองที่ไม่ถูกต้องอันเกิดจากความเข้าใจที่บิดเบือนชั่วขณะ นี่ไม่ใช่ปัญหา  ปัญหาคือพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ เป็นศัตรูของพระเจ้า เกลียดชังทุกสิ่งที่เป็นบวกและความจริงทั้งปวง พวกเขาคือบุคคลที่เกลียดชังและต่อต้านพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่หก)  หลังจากที่หวังฮวาถูกแทนที่ เธอยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ และไม่ยอมรับการทำชั่วของตัวเองเลย เธอถึงกับพูดว่า “ฉันทำสิ่งทั้งหลายเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง” เธอไม่ได้ดูเสียใจหรือทบทวนตัวเองเลยจริงๆ ธรรมชาติของเธอนั้นมุ่งร้ายและเกลียดความจริง เธอไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ที่ตรงตามแบบฉบับเลยหรือ? คนแบบนี้รังแต่จะทำลายและรบกวนงานของคริสตจักร

ต่อมาพี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ลงคะแนนเสียงให้ขับไล่หวังฮวาออกจากคริสตจักร หลังจากหาคนมาแทนเธอแล้ว เราก็สามัคคีธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาจริงในงานข่าวประเสริฐ และผลลัพธ์ของงานก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในตอนนั้นฉันรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณยิ่งกว่าเดิม ฉันเกลียดตัวเองที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจนัก เอาแต่ห่วงตัวเองโดยไม่ปกป้องงานของคริสตจักร และส่งเสริมความประพฤติชั่วของศัตรูของพระคริสต์ที่ขัดขวางและรบกวนงานข่าวประเสริฐของคริสตจักร ฉันสาบานกับตัวเองว่า ในอนาคต เมื่อใดก็ตามที่ฉันสังเกตเห็นใครขัดขวางและรบกวนงานของคริสตจักร ฉันจะปฏิบัติความจริงและปกป้องงานของคริสตจักร ไม่ว่าพวกเขาจะมีสถานะสูงแค่ไหน ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานมามากเพียงใด หรือกล่าวคำสอนได้น่าเชื่อถือขนาดไหน ตราบใดที่พวกเขาขัดขวางและรบกวนงานของคริสตจักร ฉันจะยืนหยัดตามหลักธรรมความจริง ต่อให้คนอื่นหาว่าฉันโอหัง หรือกล่าวโทษฉันว่าเป็นคนทำชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์ ฉันก็จะปกป้องงานของคริสตจักร ต่อให้ฉันจับความเข้าใจสถานการณ์ได้ไม่ดีนัก ฉันก็จะรายงานสิ่งที่ฉันเห็นต่อผู้นำระดับสูงอย่างซื่อสัตย์ ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้า และบอกว่าถ้าฉันไม่ปกป้องงานของคริสตจักรเมื่อพบปัญหา ฉันก็เต็มใจให้พระเจ้าทรงลงโทษและบ่มวินัย

ไม่กี่เดือนต่อมา บางคนรายงานว่าผู้นำที่ชื่อหลี่หนาจากคริสตจักรอื่นไม่ได้ทำงานจริง ล้มเหลวในการหาคนมาแทนผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จ และถึงกับเลื่อนขั้นคนทำชั่ว คนเหล่านี้ไม่ได้ทำงานตามหลักธรรม และส่งผลให้การเงินของคริสตจักรเสียหาย หลี่หนามักจะโอ้อวดและดูหมิ่นผู้อื่นเป็นพิเศษ และพี่น้องชายหญิงทุกคนล้วนชื่นชมและบูชาเธอ เพื่อนร่วมงานของเธอได้สามัคคีธรรมกับเธอและชี้ให้เห็นปัญหานี้หลายครั้ง แต่เธอก็ไม่ยอมรับสิ่งที่พวกเขาพูด ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังตัดสินผู้นำระดับสูงด้วย ซึ่งทำให้เพื่อนร่วมงานของเธอเริ่มมีอคติต่อพวกเขา เมื่อผู้นำระดับสูงส่งคนมาช่วยดำเนินงาน เธอกลับขับพวกเขาออกจากกลุ่ม เธอไม่เพียงแต่ไม่ให้ความร่วมมือ แต่ยังตัดสินและบ่อนทำลายพวกเขาด้วย เธอบอกว่าคนที่ผู้นำส่งมาแก้ไขปัญหาไม่ได้ ส่งผลให้งานไม่เสร็จสิ้น หลังจากได้ยินทั้งหมดนี้ ฉันก็ตระหนักว่าคนคนนี้อาจเป็นศัตรูของพระคริสต์ก็ได้ ฉันจึงคุยกับเพื่อนร่วมงานเรื่องหาคนมาแทนเธอโดยเร็ว แต่เมื่อฉันรู้ว่าหลี่หนาเป็นน้องสาวของคู่ทำงานของฉัน ฉันก็ลังเล ถ้าฉันหาคนมาแทนหลี่หนา คู่ทำงานของฉันจะคิดยังไงกับฉัน? เธอจะพูดว่าฉันจ้องเล่นงานหลี่หนาหรือเปล่า? ฉันคิดวนไปวนมา แล้วรู้สึกขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี นั่นเป็นตอนที่ฉันตระหนักว่าสภาวะและเจตนาของฉันไม่ถูกต้อง ฉันพยายามปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองอีกแล้ว ฉันจำได้ว่าครั้งล่าสุด เพราะฉันห่วงเรื่องปกป้องตัวเองมากเกินไป ฉันจึงเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ได้ไม่ทันท่วงที และได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่องานของคริสตจักร ซึ่งเป็นการกระทำผิดที่ฉันไม่มีวันแก้ไขได้ ฉันจะปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองอีกไม่ได้ ฉันต้องปฏิบัติความจริงและปกป้องงานของคริสตจักร ไม่ว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับฉัน การสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  ฉันกับเพื่อนร่วมงานจึงปลดหลี่หนาตามหลักธรรม ภายหลังการสืบค้นเผยให้เห็นว่า หลี่หนายกย่องตัวเองและโอ้อวดเรื่อยมาเพื่อชักพาผู้อื่นให้หลงเชื่อและล่อลวงผู้อื่น เพื่อควบคุมคริสตจักรและสถาปนาอาณาจักรอิสระ เธอเป็นศัตรูของพระคริสต์ คนส่วนใหญ่ในคริสตจักรลงคะแนนให้ขับไล่เธอ ฉันได้มีประสบการณ์ว่าการกบฏต่อเนื้อหนังตัวเอง การปฏิบัติความจริง และการกระทำตามหลักธรรมนำความสงบสุข ความอิ่มใจ และความชื่นบานยินดีมาให้ฉัน ฉันยังตระหนักด้วยว่าการปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่จะช่วยให้คนเราเป็นคำพยานและทำให้ซาตานอับอายได้ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการชี้นำของพระองค์!

ก่อนหน้า:  82. ตัวเลือกที่ถูกต้อง

ถัดไป:  84. การค้นหาที่ทางของเราเป็นกุญแจสำคัญ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger