12. การทบทวนหลังถูกปลดจากหน้าที่
เมื่อไม่นานมานี้ ผู้นำได้จัดแจงให้ฉันฝึกอ่านออกเสียงพระวจนะของพระเจ้า ฉันดีใจมากที่ได้ยินข่าวนี้ และรู้สึกว่าโอกาสนี้หาได้ยากจริงๆ แต่พอนึกย้อนไปถึงการฝึกอ่านออกเสียงเมื่อหลายปีก่อน ในด้านการถ่ายทอดน้ำเสียง ตลอดจนความเร็ว การเว้นวรรค และการเน้นเสียงของฉัน ฉันล้วนมีปัญหาอยู่ในระดับที่แตกต่างกัน ในตอนนั้น ฉันรู้สึกว่าปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ยาก และฉันก็จมอยู่กับความลำบากยากเย็นนั้น คอยตัดสินตัวเองเสมอว่าไม่มีความสามารถ และคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานอ่านออกเสียง ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันที่ฉันฝึกซ้อม ข้อบกพร่องของฉันก็ถูกเปิดโปง และพี่น้องชายหญิงก็ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของฉัน ฉันเลยรู้สึกว่าการทำหน้าที่นี้ยิ่งทำให้ตัวเองดูไร้ความสามารถ ในใจก็เลยยิ่งคิดลบและเฉื่อยชาลงไปอีก ฉันไม่มีความตั้งใจที่จะพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แต่เพียงฝึกซ้อมอย่างสุกเอาเผากิน ผลก็คือ หลังจากฝึกซ้อมมานานกว่าครึ่งปี ฉันก็ไม่มีพัฒนาการที่สำคัญใดๆ และสุดท้ายก็ถูกโยกย้าย พอคิดว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อีกครั้ง ฉันก็รู้สึกหนักใจมาก ไม่เพียงแต่เนื้อหนังของฉันจะต้องทนทุกข์เท่านั้น แต่ก็ยังไม่แน่ใจด้วยว่าในที่สุดแล้วฉันจะพัฒนาขึ้นได้หรือไม่ การคิดถึงเรื่องนี้ทำให้ฉันหนักใจ พี่น้องหญิงคนหนึ่งสามัคคีธรรมกับฉันว่า “ก็เพราะว่าเรามีความไม่เพียงพอและข้อบกพร่องนี่เอง เราจึงต้องเร่งการฝึกฝนให้มากขึ้น งานนี้กำลังต้องการคนมาปฏิบัติอย่างเร่งด่วน การออกเสียงของคุณก็ดีทีเดียว และน้ำเสียงก็ไพเราะน่าฟัง คุณต้องหวงแหนภาวะและโอกาสเช่นนี้เอาไว้นะ!” หลังจากฟังการสามัคคีธรรมของพี่น้องหญิงคนนั้น ในใจของฉันก็ค่อนข้างซาบซึ้ง และคิดว่า “ใช่แล้ว ฉันมีน้ำเสียงที่ดี นี่เป็นพระคุณของพระเจ้า ตอนนี้ถึงเวลาที่ฉันต้องทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว ฉันจะจมอยู่กับความลำบากยากเย็นไม่ได้ ฉันต้องพยายามก้าวไปข้างหน้า และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุด เพื่อที่ฉันจะสามารถลุล่วงหน้าที่นี้ได้!”
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันก็ทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมอย่างแข็งขัน พี่น้องหญิงโซอีซึ่งเป็นผู้ดูแล ได้ฟังไฟล์เสียงอ่านที่ฉันบันทึกไว้ และให้การชี้แนะและความช่วยเหลือแก่ฉัน เธอบอกว่า “การแบ่งวรรคตอนและการเน้นเสียงในบางส่วนของการอ่านของคุณยังไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร คุณฝึกซ้อมมาน้อยเกินไปหรือเปล่าคะ? นอกจากนี้ การหายใจของคุณก็ยังไม่คงที่ และเสียงของคุณก็ฟังดูไม่มีน้ำหนัก คุณต้องฝึกหายใจให้มากขึ้นนะคะ” เธอยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาในรายละเอียดบางอย่างด้วย พอได้ฟังเธอพูด ฉันก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย และคิดว่า “การอ่านออกเสียงของฉันมีปัญหาเยอะมาก มันแย่จริงๆ และการหายใจก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรับปรุงได้เร็ว มันต้องใช้เวลาฝึกฝนและสั่งสมไปนานๆ!” เมื่อนึกถึงปัญหาทางเทคนิคในรายละเอียดเหล่านี้ที่เธอพูดถึง ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีข้อดีอะไรเลย และหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา ฉันคิดว่า “ถ้าฉันแย่ขนาดนี้ แล้วจะอ่านไปทำไมกัน? ต้องฝึกอีกนานแค่ไหนถึงจะแก้ปัญหามากมายขนาดนี้ได้? พี่น้องหญิงคนอื่นๆ อ่านได้ดีมาก ไม่ว่าฉันจะฝึกมากแค่ไหน ก็เทียบพวกเธอไม่ได้ ต่อให้ในอนาคตฉันจะพอทำหน้าที่นี้ได้ ฉันก็จะอยู่ใต้เงาของคนอื่น และจะเป็น ‘นักเรียนที่ด้อยกว่า’ เสมอ โดยที่ไม่สามารถทำให้ตัวเองมีตัวตนขึ้นมาได้เลย” พอคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ฉันก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำหน้าที่นี้ บังเอิญว่า ในวันต่อๆ มาฉันมีงานอื่นต้องทำ ฉันจึงไม่ได้ฝึกซ้อม และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเวลาว่าง ฉันก็แค่พักผ่อนสักครู่
ไม่กี่วันต่อมา ผู้นำถามฉันว่าฉันได้ฝึกอ่านออกเสียงบ้างไหม ฉันตอบไปอย่างมั่นใจว่า “ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ ฉันค่อนข้างยุ่งกับหน้าที่และไม่มีเวลาฝึกซ้อมค่ะ” ผู้นำถามฉันว่า “แล้วคุณได้คิดเรื่องการฝึกซ้อมบ้างไหมคะ? หน้าที่นี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ถ้าคุณไม่หาเวลาฝึกซ้อมให้มากขึ้น แล้วเมื่อไหร่คุณจะสามารถแบกรับหน้าที่นี้ได้คะ?” ฉันพูดไม่ออกไปชั่วขณะ และรู้สึกเจ็บแปลบในใจด้วย เมื่อคิดดูแล้ว แม้ว่าช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ฉันจะยุ่งกับหน้าที่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหาเวลาไม่ได้เลย ปัญหาหลักคือฉันรู้สึกว่าข้อบกพร่องในการอ่านออกเสียงของฉันนั้นแก้ไขได้ยากเกินไป ต่อให้ฉันอดทนต่อความยากลำบากและยอมจ่ายราคา ฉันก็อาจจะไม่ได้รับผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป และก็ยังคงต้องให้คนอื่นมาคอยแก้ไขให้ ฉันไม่เต็มใจที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ ฉันจึงหลีกเลี่ยงทุกครั้งที่ทำได้ คำถามของผู้นำแทงใจดำฉันเข้าอย่างจัง และฉันรู้สึกแย่กับตัวเอง ที่ตระหนักว่า ที่ผ่านมาฉันมีท่าทีต่อหน้าที่นี้แบบขอไปทีและขาดความรับผิดชอบมากเกินไป ดังนั้น ฉันจึงเตือนตัวเองในใจให้เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อการทำหน้าที่นี้ ฉันจึงรีบจัดเวลาฝึกซ้อม
ไม่กี่วันต่อมา ฉันรู้สึกว่าการอ่านออกเสียงของฉันดีขึ้นบ้าง ฉันจึงอัดเสียงและส่งให้โซอี ฉันคิดว่าเธอจะบอกว่าฉันมีความคืบหน้าอยู่บ้าง แต่คาดไม่ถึงว่าเธอกลับชี้ให้เห็นปัญหาอีกหลายอย่าง เช่น การหายใจไม่คงที่ ประโยคไม่ต่อเนื่อง และอื่นๆ เธอวิเคราะห์ปัญหาให้ฉันฟังอย่างอดทน ให้ฉันฝึกตรงนั้นเลย และแก้ไขให้ฉัน พอพยายามหลายครั้งแล้วยังแก้ไม่ได้ ฉันก็เริ่มหงุดหงิดและรู้สึกน้อยใจ คิดว่า “ฉันฝึกมาหลายวันแล้วแต่ก็ยังมีปัญหาเยอะแยะไปหมด บางทีฉันอาจจะไม่มีความเข้าใจและขีดความสามารถสำหรับงานนี้โดยธรรมชาติ ฉันทำหน้าที่นี้ไม่ได้หรอก ฉันไม่ควรทำให้ตัวเองขายหน้าไปมากกว่านี้ ไปทำหน้าที่อื่นดีกว่า!” ฉันเริ่มมีความคิดที่จะหลีกหนีและไม่อยากฝึกอ่านออกเสียงต่อไปอีกแล้ว แต่ฉันไม่กล้าพูดออกไปเพราะกลัวว่าคนอื่นจะบอกว่าฉันปฏิเสธหน้าที่ของตัวเอง ดังนั้น ฉันจึงคิดลบและหย่อนยาน และไม่ได้ทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมมากนัก โดยคิดว่า ถ้าเวลาผ่านไปแล้วฉันไม่มีพัฒนาการอะไรเลย ผู้นำก็อาจจะไม่ให้ฉันฝึกต่อ
เย็นวันหนึ่ง ฉันเห็นข้อความจากผู้นำ ว่า “คุณไม่ต้องฝึกอ่านออกเสียงอีกต่อไปแล้วล่ะ” พอเห็นข้อความนี้ ในใจของฉันก็รู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาทันที พร้อมกับความรู้สึกอึดอัดที่บอกไม่ถูก การถูกปลดจากหน้าที่นี้ ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจหรือพอใจอย่างที่ฉันจินตนาการไว้ ตรงกันข้าม ฉันกลับรู้สึกตำหนิตัวเองอย่างหนักและหนักใจ ในตอนนั้น ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอน และรีบค้นหามาอ่านทันที พระเจ้าตรัสว่า “นั่นเพราะสิ่งนี้สะท้อนความผูกพันที่เชื่อมโยงเจ้ากับพระเจ้าได้อย่างชัดเจนที่สุดถึงวิธีที่เจ้าปฏิบัติต่อเรื่องทั้งหลายที่พระเจ้าไว้วางพระทัยเจ้า และหน้าที่ที่พระองค์ทรงมอบหมายให้เจ้า และท่าทีที่เจ้ามี สิ่งที่สังเกตเห็นได้มากที่สุดและสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากที่สุดคือประเด็นปัญหานี้ พระเจ้ากำลังทรงรอ พระองค์ทรงประสงค์ที่จะเห็นท่าทีของเจ้า ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่งนี้ เจ้าควรเร่งรีบและแสดงจุดยืนของเจ้าให้พระเจ้าทรงรับรู้ ยอมรับพระบัญชาของพระองค์ และปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดี เมื่อเจ้าจับความเข้าใจจุดที่สำคัญยิ่งนี้และลุล่วงพระบัญชาที่พระเจ้าประทานให้กับเจ้าได้ ความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้าก็จะเป็นปกติ หากเมื่อพระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายกิจหนึ่งให้กับเจ้า หรือรับสั่งเจ้าให้ปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง ท่าทีของเจ้าเป็นแบบขอไปทีและไม่ยินดียินร้าย และเจ้าไม่ได้ปฏิบัติอย่างตั้งใจจริงจัง นี่ไม่ได้ตรงกันข้ามกับการมอบหัวใจและพละกำลังทั้งหมดของเจ้าอย่างแท้จริงหรอกหรือ? เจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ดีในหนทางนี้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้ เจ้าจะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าจนถึงจุดที่ได้มาตรฐาน ดังนั้นท่าทีของเจ้าเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง รวมทั้งวิธีการและเส้นทางที่เจ้าเลือกด้วย ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปีแล้วก็ตาม คนที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีย่อมจะถูกกำจัดออกไป” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) “ในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา มีผู้คนบางคนไม่เต็มใจที่จะสู้ทนความทุกข์แต่อย่างใด และเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญปัญหา พวกเขาก็พร่ำบ่นว่ายากเกินไปและไม่ยอมจ่ายราคา นั่นคือท่าทีประเภทใด? นั่นคือท่าทีที่สุกเอาเผากิน หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างสุกเอาเผากินและมีท่าทีที่ไม่เคารพหน้าที่ ผลลัพธ์ของการนี้จะเป็นเช่นไร? เจ้าจะล้มเหลวในการทำให้ดีแม้กระทั่งกับหน้าที่ที่เจ้าสามารถปฏิบัติให้ดีได้—การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าย่อมจะไม่ได้มาตรฐาน และพระเจ้าจะไม่พอพระทัยอย่างมากต่อท่าทีที่เจ้ามีต่อหน้าที่ของเจ้า หากเจ้าสามารถอธิษฐานถึงพระเจ้า แสวงหาความจริงและทุ่มเททั้งหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของตนลงไป หากเจ้าสามารถให้ความร่วมมือได้ในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าย่อมจะทรงตระเตรียมทุกสิ่งไว้ล่วงหน้าให้แก่เจ้าแล้ว เพื่อในยามที่เจ้ารับมือกับเรื่องต่างๆ ทุกสิ่งจะเข้าที่เข้าทางและให้ผลลัพธ์ที่ดี เจ้าจะไม่จำเป็นต้องใช้พลังมากมาย เมื่อเจ้าให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พระเจ้าย่อมจะทรงจัดการเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เจ้าแล้ว หากเจ้ากลับกลอกและหย่อนยาน หากเจ้าไม่จัดการดูแลหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม และเดินบนเส้นทางที่ผิดเสมอ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะไม่ทรงพระราชกิจในตัวเจ้า เจ้าย่อมจะสูญเสียโอกาสนี้ไป และพระเจ้าจะตรัสว่า ‘เจ้าไม่มีประโยชน์ เราไม่สามารถใช้งานเจ้าได้ จงหลีกไปยืนอยู่ด้านข้าง เจ้าชอบเป็นคนมีเหลี่ยมคูและหย่อนยานมิใช่หรือ? เจ้าชอบเกียจคร้านและลุ่มหลงในความสะดวกสบายใช่ไหม? ดีละ ถ้าเช่นนั้นก็จงลุ่มหลงในความสะดวกสบายไปชั่วกาลนานเถิด!’ พระเจ้าจะประทานพระคุณและโอกาสเช่นนี้แก่ผู้อื่น พวกเจ้าคิดอย่างไร นี่คือการได้หรือเสีย? (เสีย) นี่คือความสูญเสียอันใหญ่หลวง!” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกว่าอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้ามาถึงฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฉันอ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าที่ว่า “เจ้าไม่มีประโยชน์ เราไม่สามารถใช้งานเจ้าได้ จงหลีกไปยืนอยู่ด้านข้าง เจ้าชอบเป็นคนมีเหลี่ยมคูและหย่อนยานมิใช่หรือ? เจ้าชอบเกียจคร้านและลุ่มหลงในความสะดวกสบายใช่ไหม? ดีละ ถ้าเช่นนั้นก็จงลุ่มหลงในความสะดวกสบายไปชั่วกาลนานเถิด!” ฉันรู้สึกว่าคำพูด การกระทำ และความคิดของฉันทั้งหมดอยู่ภายใต้การพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า แม้ว่าฉันจะไม่ได้แสดงความไม่เต็มใจอย่างชัดเจนในการทำหน้าที่อ่านออกเสียง แต่ท่าทีของฉันที่มีต่อหน้าที่นี้ก็ไม่ได้จริงจังเป็นพิเศษ ไม่ได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนา และได้แต่รออย่างเฉื่อยชาให้ผู้นำบอกให้ฉันหยุดทำ พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนทำหน้าที่ของตนอย่างสุดจิตสุดใจและสุดกำลัง แต่พระองค์ไม่เคยทรงบังคับใคร ในเมื่อฉันเองเลือกที่จะหลีกเลี่ยงหน้าที่ของฉัน พระเจ้าก็ทรงปฏิบัติต่อฉันตามที่ฉันเลือก ผลก็คือ ฉันสูญเสียหน้าที่นี้ และคริสตจักรก็จัดให้คนอื่นมาฝึกฝนแทน ซึ่งหมายความว่าพระเจ้าได้ประทานโอกาสในการทำหน้าที่นี้ให้กับคนอื่นไปแล้ว อาจกล่าวได้ว่าฉันได้สมความปรารถนาที่จะพ้นจากหน้าที่นี้แล้ว แต่ทำไมในใจของฉันถึงไม่รู้สึกโล่งใจเลย? ตอนนั้นเองฉันถึงได้ตระหนักว่า การเลือกที่จะหลบหนีจากเรื่องนี้ได้ทำให้ฉันกลายเป็นตัวตลกของซาตาน และได้ตกสู่ความมืดไปแล้ว ฉันคิดว่า “หน้าที่นี้มันยากขนาดนั้นจริงๆ เหรอ? ปัญหาเหล่านี้แก้ไขไม่ได้จริงๆ เหรอ?” พระเจ้าตรัสว่าเมื่อผู้คนทุ่มเททั้งหัวใจและเต็มกำลังของตน พระองค์จะทรงเปิดทางเพื่อชี้แนะพวกเขา และช่วยพวกเขาแก้ไขความลำบากยากเย็น พระเจ้าไม่ทรงทำให้ผู้คนลำบากหรือประทานภาระที่พวกเขาแบกรับไม่ไหว ตราบใดที่คนเรามีขีดความสามารถและเงื่อนไขพื้นฐานในการทำหน้าที่ และมุ่งมั่นก้าวไปข้างหน้าตามข้อกำหนดของพระเจ้า ปัญหาก็สามารถแก้ไขได้ พี่น้องชายหญิงได้สามัคคีธรรมถึงความสำคัญของหน้าที่นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระตุ้นให้ฉันทุ่มเทกับมัน แต่พอประสบปัญหา ฉันก็จะจมอยู่กับความลำบากยากเย็นของมัน ไม่เต็มใจที่จะพยายามแก้ไข และถึงกับคิดลบและหย่อนยาน รอให้ผู้นำมาปลดฉันออกจากหน้าที่ ฉันช่างเป็นกบฏจริงๆ! เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉันรู้สึกเสียใจและสำนึกผิดอย่างมาก
ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าที่ว่า “เมื่อความยากลำบากบางประการเกิดขึ้นกับเจ้าเป็นกรณีพิเศษ หรือเจ้าเผชิญสภาพแวดล้อมที่พิเศษบางอย่าง สมมุติว่าเจ้ามีท่าทีเช่นเดียวกันอยู่เสมอ—นั่นคือพยายามหลีกเลี่ยงหรือหนีจากความยากลำบากหรือสภาพแวดล้อมเหล่านั้น พยายามอย่างยิ่งที่จะปฏิเสธและกำจัดสิ่งเหล่า ไม่อยากยอมตนอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า ไม่เต็มใจที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดแจงเตรียมการของพระองค์ ไม่อยากให้ความจริงคอยกำกับดูแลเจ้า และอยากเป็นคนถือคำขาดและพึ่งพาอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าในการควบคุมทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเจ้าอยู่เสมอ ในกรณีนั้น ผลที่ตามมาย่อมจะเป็นว่า พระเจ้าจะทรงเมินเจ้าหรือส่งตัวเจ้าให้ซาตานเป็นแน่ และมีแต่จะรอเวลาให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเท่านั้น หากผู้คนเข้าใจเรื่องนี้ พวกเขาต้องกลับตัวโดยเร็วและเดินไปตามทางชีวิตของตนให้สอดคล้องกับเส้นทางที่ถูกต้องที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้—ทางสายนี้คือทางที่ถูกต้อง และเมื่อทางถูกต้อง นั่นหมายความว่าทิศทางย่อมถูกต้อง พวกเขาอาจเผชิญกับความพ่ายแพ้และความยากลำบาก อีกทั้งอาจสะดุดในช่วงเวลาอย่างนี้ หรือบางครั้งพวกเขาอาจรู้สึกไม่สบอารมณ์และคิดลบเล็กน้อยอยู่หลายวัน ตราบใดที่พวกเขาสามารถตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตนและไม่ทำให้สิ่งต่างๆ ล่าช้า ปัญหาทั้งหมดนี้ย่อมจะไม่สำคัญ อย่างไรก็ตามพวกเขาต้องทบทวนตนเองให้ทันท่วงที แสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ และต้องไม่ผัดวันประกันพรุ่ง โยนงานของตนทิ้ง หรือละทิ้งหน้าที่ของตนโดยเด็ดขาด—ข้อนี้สำคัญที่สุด… และเจ้าได้รับความไว้วางใจมอบหมายหน้าที่ให้ทำ จงอย่าคิดหาวิธีหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าความลำบากยากเย็น อย่าวางมือจากสิ่งนั้นและเพิกเฉยเพราะเจ้าเห็นว่าจัดการยาก เจ้าต้องเผชิญสิ่งนั้นซึ่งหน้า เจ้าต้องจำไว้ตลอดเวลาว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับผู้คน ว่าถ้ามีความลำบากยากเย็นอันใด พวกเขาก็เพียงต้องอธิษฐานและแสวงหาจากพระองค์เท่านั้น และจำไว้ว่าสำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่มีสิ่งใดสำเร็จลุล่วงได้ยาก เจ้าต้องมีความเชื่อนี้ ในเมื่อเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นองค์อธิปัตย์เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง ทำไมเจ้าถึงยังคงรู้สึกกลัวเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า และกลัวว่าจะไม่มีสิ่งใดให้พึ่งพา? นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้พึ่งพาพระเจ้า หากเจ้าไม่ถือว่าพระองค์คือผู้เกื้อหนุนเจ้า และเป็นพระเจ้าของเจ้า เช่นนั้นแล้วพระองค์ย่อมไม่ใช่พระเจ้าของเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม) เมื่อฉันเผชิญกับความลำบากยากเย็น ฉันไม่ได้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาเจตนารมณ์ของพระองค์ แต่กลับใช้ชีวิตอยู่ในมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของตัวเองเพื่อตีกรอบตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัญหาในการอ่านออกเสียงมีมากมายและลำบากยากเย็น และฉันไม่เห็นผลลัพธ์ที่ดีหลังจากทุ่มเทมาสองวัน ฉันจึงตัดสินไปเองว่าปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน และความพยายามต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้น ถึงฉันจะฝึกซ้อม แต่ฉันก็ทำอย่างไม่ใส่ใจเพียงเพื่อให้ผ่านไป และไม่ได้ใส่ใจกับมันเลย ฉันนึกถึงพี่น้องหญิงโซอี เธอเริ่มฝึกช้ากว่าฉันและก็มีปัญหาค่อนข้างเยอะเช่นกัน ฉันถึงกับคิดว่าในบางด้านเธอยังไม่ดีเท่าฉันด้วยซ้ำ ฉันไม่ได้มองว่าเธอเก่งอะไรนัก แต่พี่น้องหญิงคนนั้นจริงจังกับหน้าที่ของเธอมาก เธอเผชิญหน้ากับความไม่เพียงพอของตัวเองอย่างแข็งขัน และทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อม ด้วยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เธอจึงพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และผลการอ่านออกเสียงของเธอก็ค่อนข้างดี เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ตระหนักว่าถ้าฉันพึ่งพาพระเจ้าและทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมอย่างขยันขันแข็งเมื่อเผชิญกับความลำบากยากเย็น ปัญหาก็สามารถแก้ไขได้ คนเราร่วมมือมากเพียงใด พระเจ้าก็จะทรงทำให้สำเร็จมากเพียงนั้น เมื่อหวนมองย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฉันเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์จริงๆ ฉันติดตามพระเจ้าแต่ไม่ได้วางใจในพระองค์ และเมื่อเผชิญกับสิ่งต่างๆ ฉันก็ไม่ได้พึ่งพาพระเจ้าหรือแสวงหาเจตนารมณ์ของพระองค์ แต่กลับยึดมั่นในทัศนะของตัวเอง ผลก็คือ คนอื่นมีความก้าวหน้าในขณะที่ฉันยังคงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ฉันช่างโง่เขลาจริงๆ!
ต่อมา ฉันยังคงทบทวนต่อไป ในอดีต ฉันเผชิญกับความลำบากยากเย็นมากมายทั้งในการเรียนและในชีวิตประจำวัน แต่ฉันไม่เคยสรุปง่ายๆ ว่าตัวเองไม่มีความสามารถ และยิ่งไม่เคยยอมแพ้ก่อนที่จะได้ลองพยายามเสียก่อน เหมือนกับตอนที่ฉันเคยฝันอยากเป็นทนายความ ได้รับทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์ ในตอนนั้นอัตราการสอบผ่านของการสอบเนติบัณฑิตแห่งชาติมีเพียงประมาณ 7% และผลการเรียนของฉันก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่ฉันก็ไม่ถอยเพียงเพราะมันยาก เพื่อให้บรรลุความฝันของฉัน ฉันแยกตัวอยู่คนเดียวนานกว่าสองเดือน และเรียนอย่างหนักทุกวันโดยไม่รู้สึกเป็นทุกข์ ความคิดที่จะได้รับชื่อเสียงและผลประโยชน์และได้รับการชื่นชมจากผู้อื่น เป็นแรงผลักดันให้ฉันอย่างมาก ในที่สุด ฉันก็สอบผ่านจริงๆ เมื่อคิดอีกครั้งว่าทำไมฉันถึงรู้สึกว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่การอ่านออกเสียงได้ และอยากจะหนีและถอยอยู่เสมอ นั่นก็เป็นเพราะฉันเห็นแก่ตัวเกินไป ฉันจะทำสิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ได้ประโยชน์ ระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งและได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับปัญหาของฉัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีมโนธรรม เหตุผล หรือความเป็นมนุษย์ พวกเขาไม่เพียงไม่ใส่ใจต่อความละอายเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะเด่นอีกอย่างด้วยคือ พวกเขาเห็นแก่ตัวและสามานย์ผิดปรกติ ความหมายตามตัวอักษรของ ‘ความเห็นแก่ตัวและสามานย์’ ของพวกเขาเข้าใจได้ไม่ยาก กล่าวคือ พวกเขามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากผลประโยชน์ของตนเอง สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพวกเขาเองย่อมได้รับความใส่ใจเต็มที่ และพวกเขาจะยอมทนทุกข์เพื่อสิ่งนั้น ยอมลงทุนลำบาก จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น และอุทิศตัวให้กับสิ่งนั้น สิ่งใดก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเอง พวกเขาจะทำเป็นมองไม่เห็นและไม่สนใจจะมอง ผู้อื่นสามารถทำตามใจชอบได้—พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ใส่ใจว่าใครจะขัดขวางหรือก่อกวน และสำหรับพวกเขาแล้ว นี่ไม่เกี่ยวข้องกับตน กล่าวอย่างถนอมน้ำใจก็คือ พวกเขานึกถึงกิจธุระของตัวเอง แต่การพูดว่าบุคคลประเภทนี้เลวทราม ต่ำช้า และโสมม ย่อมถูกต้องแม่นยำกว่า พวกเราจึงให้นิยามพวกเขาว่า ‘เห็นแก่ตัวและสามานย์’ ความเห็นแก่ตัวและความสามานย์ของศัตรูพระคริสต์สำแดงตัวออกมาอย่างไร?… ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์กำลังทำหน้าที่ใดอยู่ก็ตาม สิ่งเดียวที่พวกเขาคิดถึงก็คือ หน้าที่นั้นจะเปิดโอกาสให้พวกเขากลายเป็นจุดสนใจหรือไม่ ตราบใดที่หน้าที่นั้นจะชูความมีหน้ามีตาของพวกเขา พวกเขาย่อมบีบเค้นสมองของพวกเขาเพื่อฉุกคิดได้ขึ้นมาถึงหนทางที่จะเรียนรู้วิธีทำหน้าที่นั้น ที่จะดำเนินหน้าที่นั้น ทั้งนี้ ทั้งหมดที่พวกเขาใส่ใจก็คือว่า หน้าที่นั้นจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นแตกต่างออกไปหรือไม่ ไม่ว่าพวกเขาจะทำหรือคิดอะไร พวกเขากังวลสนใจแต่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของพวกเขาเองเท่านั้น ไม่ว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่ใดอยู่ พวกเขาก็มีแต่แข่งขันกันในเรื่องที่ว่าใครสูงส่งกว่าหรือต่ำต้อยกว่า ใครชนะและใครแพ้ ใครมีความมีหน้ามีตามากกว่ากันเท่านั้นเอง พวกเขาก็มีแต่สนใจว่ามีผู้คนเคารพบูชาและชื่นชมยกย่องพวกเขากี่คน มีผู้คนกี่คนที่เชื่อฟังพวกเขา และพวกเขามีผู้ติดตามกี่คนเท่านั้นเอง พวกเขาไม่เคยสามัคคีธรรมความจริงหรือแก้ไขปัญหาที่แท้จริงเลย พวกเขาไม่เคยพิจารณาว่าจะทำสิ่งทั้งหลายให้สอดคล้องกับหลักธรรมในขณะที่ทำหน้าที่ของตนได้อย่างไร และพวกเขาไม่เคยทบทวนว่าตนจงรักภักดีแล้วหรือไม่ ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตนแล้วหรือไม่ งานของตนมีความเบี่ยงเบนหรือข้อผิดพลาด หรือมีปัญหาใดอยู่บ้างหรือไม่ พวกเขายิ่งไม่คำนึงว่าพระเจ้าทรงขอสิ่งใด และเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร พวกเขาไม่ใส่ใจต่อสิ่งทั้งหมดนี้เลยแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงแค่ก้มหน้าก้มตาทำสิ่งทั้งหลายเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ เพื่อสนองความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตนเองเท่านั้น นี่คือการสำแดงถึงความเห็นแก่ตัวและความสามานย์มิใช่หรือ? นี่เปิดโปงให้เห็นว่าหัวใจของพวกเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความทะเยอทะยาน ความอยาก และข้อเรียกร้องอันไร้สำนึกของพวกเขาเองเพียงใด ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำถูกความทะเยอทะยานและความอยากของตนกำกับ ไม่ว่าพวกเขาทำสิ่งใด แรงจูงใจและแหล่งที่มาก็คือความทะเยอทะยาน ความอยาก และข้อเรียกร้องอันไร้สำนึกของตัวเอง นี่คือการสำแดงตามแบบฉบับของความเห็นแก่ตัวและความสามานย์” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, บทแทรก สี่: สรุปลักษณะนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์และแก่นนิสัยของพวกเขา (ภาคที่หนึ่ง)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักว่า เจตนาและจุดเริ่มต้นในการทำสิ่งต่างๆ ของฉันนั้นผิดโดยสิ้นเชิง เหมือนกับของพวกศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าฉันจะทำอะไรล้วนขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตน และสำหรับสิ่งที่สามารถสนองความอยากได้อยากมีชื่อเสียงและผลประโยชน์ของฉัน และได้รับการชื่นชมจากผู้อื่น ฉันก็จะขบคิดและพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้นโดยไม่กลัวความทุกข์ ตรงกันข้าม สำหรับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กับฉัน แม้ว่ามันจะมีความหมายและมีคุณค่า ฉันก็ไม่เต็มใจที่จะทำ นับประสาอะไรกับการทุ่มเทหรือทนทุกข์และจ่ายราคาเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น ตอนที่ฉันสอบเนติบัณฑิต ฉันมีความมุ่งมั่นของ “จิตวิญญาณนักสู้” เพราะการสอบผ่านจะทำให้ฉันได้เป็นทนายความ ได้รับการชื่นชมจากผู้อื่น และมีรายได้มากมาย ได้รับทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์ แรงจูงใจนี้ผลักดันให้ฉันอดทนต่อความยากลำบากอันใหญ่หลวงที่สุดและมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ แต่ทว่า ท่าทีของฉันที่มีต่อหน้าที่การอ่านออกเสียงนั้นแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ฉันรู้สึกว่าการทำหน้าที่นี้มีแต่จะถูกเผยออกมา มันจะไม่ทำให้ฉันมีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับ และไม่มีโอกาสที่จะแสดงคุณค่าในตัวเอง ดังนั้น ฉันจึงไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์หรือจ่ายราคาเพื่อหน้าที่นี้ และถึงกับไม่เต็มใจที่จะทำเลยด้วยซ้ำ พี่น้องชายหญิงได้สามัคคีธรรมถึงเจตนารมณ์อันเร่งด่วนของพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งพระเจ้าทรงหวังว่าผู้คนจำนวนมากขึ้นจะได้ยินพระวจนะของพระองค์และได้รับความรอดของพระองค์ พวกเขากระตุ้นให้ฉันฝึกซ้อมอย่างรวดเร็วเพื่อที่ฉันจะสามารถแบกรับหน้าที่นี้ได้ แต่ฉันกลับคำนึงถึงแต่ชื่อเสียงและสถานะของตัวเองเท่านั้น ฉันไม่ได้ฟังคำแนะนำของพี่น้องชายหญิงเลยแม้แต่น้อย เพิกเฉยต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเมินเฉยไม่ว่างานจะเร่งด่วนและสำคัญเพียงใด ฉันช่างเห็นแก่ตัวและเลวทรามเหลือเกิน! ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ใจ ฉันมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ได้ติดตามพระองค์มาหลายปีแต่ไม่ได้จริงใจเลย ในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำ ข้าพระองค์คำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองและวางแผนเพื่อเนื้อหนังของตัวเอง ทิ้งความเสียใจไว้มากมายในหน้าที่ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่อยากใช้ชีวิตแบบนี้อีกต่อไป ข้าพระองค์อยากเปลี่ยนแปลง ขอพระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์ข้าพระองค์ด้วยเถิด!” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็เริ่มทบทวนว่าฉันได้ทำหน้าที่ปัจจุบันของฉันอย่างไม่ใส่ใจและสุกเอาเผากินอย่างไรบ้าง และฉันจะเปลี่ยนท่าทีต่อการทำหน้าที่ของฉันได้อย่างไร หลังจากผ่านไปครึ่งวัน ฉันก็ได้รับข้อความ ผู้นำบอกว่าฉันจะได้รับโอกาสอีกครั้งในการฝึกอ่านออกเสียงต่อไป ทันทีที่ฉันอ่านข้อความนั้น ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ฉันตระหนักได้อย่างชัดเจนว่านี่คือความกรุณาของพระเจ้า ที่ประทานโอกาสให้ฉันได้กลับใจ และขัดขืนเนื้อหนังของฉันและปฏิบัติความจริง หัวใจของฉันเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง และฉันไม่รู้จะพูดอะไรดี คำพูดทั้งหมดของฉันรวมเป็นเพียงประโยคเดียว ขอบคุณพระเจ้า! ในตอนนั้น ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ที่ว่า “พระอุปนิสัยของพระเจ้ามีชีวิตชีวาและชัดเจนแจ่มแจ้ง และพระองค์เปลี่ยนพระดำริและท่าทีของพระองค์ตามวิธีที่สิ่งทั้งหลายพัฒนาไป การแปลงรูปของท่าทีของพระองค์ต่อชาวนีนะเวห์บอกมนุษยชาติว่าพระองค์มีพระดำริและแนวคิดของพระองค์เอง พระองค์ไม่ทรงเป็นหุ่นยนต์หรือรูปปั้นดิน แต่ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ดำรงพระชนม์ พระองค์สามารถกริ้วผู้คนเมืองนีนะเวห์ เช่นเดียวกับที่พระองค์สามารถประทานอภัยให้กับอดีตของพวกเขาเพราะท่าทีของพวกเขา พระองค์สามารถตัดสินพระทัยที่จะนำโชคร้ายมาสู่ชาวนีนะเวห์ และพระองค์ยังสามารถเปลี่ยนการตัดสินพระทัยของพระองค์เพราะการกลับใจของพวกเขาได้เช่นกัน” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2) ฉันตระหนักว่าพระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างฉัน เฝ้าดูทุกคำพูดและการกระทำของฉัน และเมื่อฉันเต็มใจที่จะกลับใจ พระเจ้าก็ได้ประทานโอกาสให้ฉันอีกครั้ง
ระหว่างการฝึกซ้อมในเวลาต่อมา พี่น้องหญิงได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาบางอย่าง ในตอนแรก ฉันสามารถปฏิบัติต่อปัญหาเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องและแสวงหาวิธีแก้ไขอย่างแข็งขัน แต่พอความลำบากยากเย็นเริ่มมากขึ้นมาหน่อย ฉันก็จะตกสู่ความท้อแท้อีกครั้งและเผยความคิดที่อยากจะหนีออกมา ครั้งหนึ่ง หลังจากที่ฉันฝึกซ้อมอย่างขยันขันแข็ง พี่น้องหญิงคนหนึ่งบอกว่าการอ่านออกเสียงของฉันฟังดูแข็งทื่อ และจริงๆ แล้วฉันถดถอยลงแทนที่จะดีขึ้น ฉันรู้สึกหดหู่ใจมากเมื่อเผชิญกับความคิดเห็นเช่นนั้น ฉันหวังว่าการฝึกซ้อมของฉันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น แต่มันกลับดูเหมือนจะแย่ลง ฉันหมดแรงจูงใจที่จะบันทึกเสียง และเริ่มคิดว่า “หน้าที่นี้มันยากเกินไป ฉันทำไม่ได้หรอก” ในตอนนั้น ฉันได้เห็นพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ที่ว่า “ในยุคปัจจุบัน การเป็นคำพยานถึงพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายและถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าเป็นเรื่องที่สำคัญ นี่เป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก และพวกเจ้าก็ไม่ควรมีคนใดประเมินเรื่องนี้ต่ำเกินไป ภาระของพวกเจ้านั้นไม่เบา นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น แต่มีขอบข่ายที่เกี่ยวข้องกว้างขวางมาก เชื่อมโยงกับความรอดของมวลมนุษย์และการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร ถ้าพวกเจ้ามองเรื่องนี้ไม่ชัดเจน ไม่รู้สึกถึงความสำคัญ และยังคงทำตัวเจ้าอารมณ์ ตีโพยตีพายเหมือนเด็ก หรือเกิดความขุ่นเคืองขณะทำหน้าที่ของตน เช่นนี้ย่อมเป็นปัญหา—พวกเจ้าไม่เหมาะที่จะทำงานนี้ ระดับทักษะในสายงานและความสามารถในการทำงานของเจ้าย่อมขึ้นอยู่กับขีดความสามารถและประสบการณ์การทำงานที่เจ้ามี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีหัวใจที่ซื่อตรง สามารถนบนอบพระเจ้า เต็มใจที่จะจ่ายราคา และจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตน” (การสามัคคีธรรมของพระเจ้า) พระวจนะของพระเจ้าเตือนฉันว่า หน้าที่ที่ฉันกำลังทำอยู่นั้นไม่ใช่งานง่ายๆ มันเกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พระวจนะของพระเจ้าและเป็นพยานถึงพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย และไม่สามารถปฏิบัติอย่างขอไปทีตามความประสงค์ของตัวเองได้ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกกระจ่างในใจและมีกำลังใจขึ้นมา จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันยังได้พบหนทางแห่งการปฏิบัติอีกด้วย ทักษะและขีดความสามารถเป็นเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนเราต้องมีหัวใจที่ถูกต้อง จงรักภักดี และสามารถรักษาหน้าที่ของตนไว้ได้ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเห็น ฉันสงบใจลงและอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการทำหน้าที่ด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง ข้าพระองค์ต้องทุ่มเทและจ่ายราคาเพื่อหน้าที่นี้ ให้สมกับโอกาสที่พระองค์ได้ประทานให้ข้าพระองค์ได้แบกรับหน้าที่นี้ โปรดทรงชี้แนะข้าพระองค์ด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็ไตร่ตรองว่าจะจัดการกับปัญหาที่พี่น้องหญิงหยิบยกขึ้นมาได้อย่างไร ฉันตระหนักว่าหลักธรรมของการอ่านออกเสียงคือการสงบอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า การอ่าน ไตร่ตรอง และเข้าใจความหมายของพระวจนะของพระเจ้าด้วยความจริงใจ และอ่านออกเสียงโดยอาศัยพื้นฐานนี้ แทนที่จะอ่านข้อความอย่างแข็งทื่อ ดังนั้น ฉันจึงสงบจิตใจและอ่านพระวจนะของพระเจ้า โดยทำความเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นตามสภาวะของตนเอง หลังจากอ่านด้วยวิธีนี้ พี่น้องหญิงบอกว่าผลลัพธ์ดีขึ้นมาก ฉันตระหนักว่านี่คือการชี้แนะของพระเจ้าและรู้สึกมีความสุขมาก หลังจากฝึกซ้อมไประยะหนึ่ง ฉันก็พบวิธีที่จะปรับปรุงผลการอ่านออกเสียงของฉัน และปัญหาในการอ่านของฉันก็ดีขึ้นบ้าง ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานประสบการณ์เช่นนี้แก่ฉัน!