90. คนเราจะไม่สามารถทำหน้าที่ของตนให้ดีได้ หากมัวแต่ปกป้องตัวเอง

โดย หานเฉิน ประเทศจีน

ฉันทำหน้าที่คัดกรองคำเทศนาในคริสตจักร ฉันทำงานร่วมกับอี้หลินและอี้หยางค่ะ วันหนึ่งในเดือนเมษายน ปี 2022 ผู้นำส่งจดหมายมาบอกว่า “อี้หลินไม่เข้าสู่หลักธรรมเวลาคัดกรองคำเทศนา แถมผลลัพธ์ของงานเธอก็ไม่ดี เธอต้องถูกปลด ส่วนคุณกับอี้หยางพอจะเห็นผลลัพธ์จากการทำหน้าที่อยู่บ้าง แต่ช่วงนี้คุณมีความเบี่ยงเบนในการคัดกรองคำเทศนา คุณคัดคำเทศนาที่มีคุณค่าบางส่วนทิ้งไป คุณจะได้ทำหน้าที่ต่อ แต่จะถูกจับตาดูในช่วงนี้” พอเห็นข่าวนี้ ในใจฉันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกสารพัดค่ะ ขีดความสามารถของอี้หลินดีกว่าฉัน แต่เธอก็ยังถูกปลด ขีดความสามารถและความสามารถในการทำงานของฉันสู้เธอไม่ได้ แถมฉันยังไม่เข้าใจหลักธรรมดีนัก ถ้าฉันทำพลาดในการคัดกรองคำเทศนาอีก ฉันต้องถูกปลดแน่ๆ ตอนนี้ พระราชกิจของพระเจ้าใกล้จะครบบริบูรณ์แล้ว ถ้าฉันถูกปลดและไม่มีหน้าที่ให้ทำ ฉันจะยังมีโอกาสได้รับความรอดอยู่อีกไหม?  พอคิดแบบนี้ ฉันก็รู้สึกหนักอึ้งไปหมดเลยค่ะ ช่วงเวลานั้น ทุกครั้งที่คัดกรองคำเทศนา ฉันจะอ่านทวนหลายๆ รอบ เพราะกลัวว่าเกิดมีการเบี่ยงเบน ฉันจะถูกปลด แต่ยิ่งกลัวทำพลาด ฉันก็ยิ่งพิจารณาสิ่งต่างๆ ได้แม่นยำน้อยลง และยิ่งเกิดปัญหาและความเบี่ยงเบนมากกว่าเดิม มีอยู่ครั้งหนึ่ง เรากำลังพิจารณาคำเทศนาบทหนึ่ง ซึ่งฉันรู้สึกว่ามีการลำดับเนื้อหาที่ชัดเจนและสามัคคีธรรมได้อย่างค่อนข้างสัมพันธ์กับชีวิตจริง ฉันส่งให้ผู้นำดูค่ะ ไม่คิดเลยว่าพอผู้นำอ่านแล้วจะบอกว่า “มโนคติอันหลงผิดทางศาสนาในคำเทศนาบทนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ส่งไม่ได้นะ” ฉันตกใจมาก “ทำไมฉันถึงมองไม่เห็นเรื่องนี้นะ?  ถ้าผู้นำเห็นว่าฉันไม่เข้าใจหลักธรรมและไม่มีความคืบหน้าในการทำหน้าที่ พวกเขาจะปลดฉันไหม?”  หลังจากนั้น ฉันก็กลายเป็นคนขี้ขลาดและขาดความกระตือรือร้นในการทำหน้าที่ไปเลยค่ะ เวลาคัดกรองคำเทศนา ฉันไม่กล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเองอย่างชัดเจน เพราะกลัวทำพลาดแล้วจะถูกเผยให้เห็นและถูกปลด ดังนั้น ฉันจึงถามผู้นำทุกเรื่องและให้พวกเขาเป็นคนตัดสินใจ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง คริสตจักรส่งคำเทศนามาให้หลายบท หลังจากอ่านแล้ว เราพบว่ามีสี่บทที่เขียนได้ค่อนข้างสัมพันธ์กับชีวิตจริง และสามารถส่งได้ แต่ในใจฉันกลับคิดคำนวณผลได้ผลเสียว่า “ถ้าฉันส่งคำเทศนาที่ไม่มีคุณค่าไปอีกเพราะอ่านผิดล่ะ?  ถ้าผู้นำคิดว่าฉันไม่เข้าใจหลักธรรมแล้วปลดฉันขึ้นมา ฉันจะทำยังไง?  เพื่อความปลอดภัย ฉันควรส่งให้ผู้นำดูก่อน แบบนั้น ต่อให้ทำพลาด ฉันก็ไม่ต้องเป็นคนรับผิดชอบหลัก” ฉันก็เลยส่งคำเทศนาพวกนี้ไปให้ผู้นำค่ะ ไม่กี่วันต่อมา ผู้นำก็ตอบกลับพร้อมข้อเสนอแนะสำหรับคำเทศนาสามบท โดยบอกว่าสามารถส่งได้ แต่พวกเขาไม่ได้ตอบกลับเกี่ยวกับคำเทศนาอีกบทที่เป็นของจางลี่เลย ฉันคิดในใจว่า “ถ้าผู้นำยังไม่ตอบกลับ เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขาคิดว่ามันมีปัญหา?  ฉันไม่ส่งดีกว่า แบบนั้น ฉันจะได้เลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาด้านหลักธรรมในภายหลัง และไม่ทำให้ฉันดูขาดวิจารณญาณ ฉันควรรอคำตอบจากผู้นำก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะส่งไหม ทำแบบนี้ปลอดภัยกว่า” หลังจากนั้น ฉันก็ยุ่งอยู่กับงานอื่น คำเทศนาบทนี้เลยถูกทิ้งค้างไว้ถึงสองสัปดาห์ ระหว่างนั้น อี้หยางเตือนฉันว่าต้องรีบส่งคำเทศนาบทนี้ให้เร็วที่สุด ฉันบอกไปว่า “รอให้ผู้นำตอบกลับมาก่อนค่อยส่งเถอะ เราไม่ควรรีบร้อนหวังผลสำเร็จระยะสั้นเกินไปนะ” อี้หยางก็ไม่ได้พูดอะไรอีกค่ะ วันหนึ่ง ผู้นำส่งจดหมายมาบอกว่า “เรายังไม่เห็นพวกเธอส่งคำเทศนาที่จางลี่เขียนมาเลย ติดขัดตรงไหนหรือเปล่า?”  ตอนนั้นเองฉันถึงรู้ว่า ผู้นำตอบเรื่องคำเทศนาของจางลี่มานานแล้ว บอกว่าเอาไปพิสูจน์อักษรและส่งได้เลย เราแค่ไม่ได้รับจดหมายนั้น พอได้รับข่าวนี้ ฉันรู้สึกบอกไม่ถูกเลยค่ะ ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ฉันเห็นอยู่ชัดๆ ว่าคำเทศนาของจางลี่ค่อนข้างสัมพันธ์กับชีวิตจริง และมีรูปแบบภาษาของตัวเอง ตามหลักธรรม งานชิ้นนี้ควรถูกส่งไป แต่ทำไมฉันถึงเอาแต่รอให้ผู้นำเป็นคนตัดสินใจล่ะ?  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามแบบไหนที่ควบคุมฉันอยู่?  ฉันนำสภาวะของตัวเองมาอธิษฐานและแสวงหาที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “มีผู้คนมากมายกลัวที่จะรับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่  ความกลัวของพวกเขาสำแดงให้เห็นในสามหนทางหลัก  ข้อแรกคือพวกเขาเลือกแต่หน้าที่ที่ไม่ต้องรับผิดชอบ… ข้อสองคือเมื่อเผชิญความยากลำบากหรือปัญหา สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือรายงานผู้นำและให้ผู้นำจัดการแก้ไข พยายามให้ตนเองไร้กังวลต่อไป  พวกเขาไม่ใส่ใจว่าผู้นำจะจัดการปัญหานั้นได้ดีเพียงใดและไม่สนใจเรื่องนี้—ตราบใดที่ไม่ต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง ตราบนั้นทุกสิ่งย่อมดีสำหรับพวกเขา  ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของตนเช่นนี้ พวกเขาจงรักภักดีต่อพระเจ้าหรือไม่?  นี่เรียกว่าโยนความรับผิดชอบ ละทิ้งหน้าที่ และทำตัวกลิ้งกลอก  มีแต่ลมปากทั้งสิ้น พวกเขาไม่ทำสิ่งใดที่เป็นจริง  พวกเขาบอกตนเองว่า ‘ถ้าฉันต้องแก้ไขเรื่องนี้ แล้วลงเอยด้วยการทำผิดพลาดขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้น?  เมื่อพวกเขาตรวจสอบว่าใครผิด พวกเขาจะไม่จัดการฉันหรอกหรือ?  ความรับผิดชอบจะไม่ตกเป็นของฉันก่อนเพื่อนหรอกหรือ?’  นี่คือสิ่งที่พวกเขากังวล  แต่เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง?  ทุกคนย่อมทำผิด  หากบุคคลที่มีเจตนาถูกต้องนั้นขาดพร่องประสบการณ์และไม่เคยจัดการเรื่องบางอย่างมาก่อน แต่พวกเขาทำดีที่สุดแล้ว นั่นย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่สายพระเนตรของพระเจ้า  เจ้าต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสรรพสิ่งและหัวใจของมนุษย์  หากคนเราไม่เชื่อแม้แต่สิ่งนี้ พวกเขาย่อมเป็นผู้ไม่เชื่อมิใช่หรือ?  การที่คนเช่นนี้ปฏิบัติหน้าที่จะมีนัยสำคัญอะไรได้?  แท้จริงแล้วไม่สำคัญมิใช่หรือว่าพวกเขาปฏิบัติหน้าที่นี้หรือไม่?  พวกเขากลัวการรับผิดชอบและบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ  เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น พวกเขาก็ไม่พยายามคิดหาทางจัดการปัญหาทันที กลับโทรแจ้งผู้นำเป็นสิ่งแรก  แน่นอนว่าบางคนก็พยายามจัดการปัญหาด้วยตัวเองพลางแจ้งผู้นำไปด้วย แต่บางคนไม่ทำเช่นนี้ และสิ่งแรกที่พวกเขาทำก็คือโทรศัพท์หาผู้นำ และหลังจากโทรหาแล้ว พวกเขาก็แค่รออยู่เฉยๆ รอคอยคำสั่ง  พอผู้นำสั่งให้พวกเขาก้าวหนึ่งก้าว พวกเขาก็ก้าวหนึ่งก้าว ถ้าผู้นำบอกให้ทำอะไรสักอย่าง พวกเขาก็ทำอย่างนั้น  ถ้าผู้นำไม่พูดหรือสั่งอะไร พวกเขาก็ไม่ทำอะไรและเอาแต่ผัดวันประกันพรุ่ง  เมื่อไม่มีใครกระตุ้นพวกเขาหรือกำกับดูแลพวกเขา พวกเขาก็ไม่ทำงานอะไรเลย  จงบอกเราเถิดว่าคนแบบนี้ปฏิบัติหน้าที่อยู่หรือไม่?  แม้ในการทำงานใช้แรง พวกเขาก็ไม่มีความจงรักภักดี!  ยังมีอีกหนทางหนึ่งที่เป็นการสำแดงความกลัวที่จะต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลให้เห็น  เมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน ผู้คนบางคนทำงานที่ผิวเผินเรียบง่ายเพียงเล็กน้อย งานที่ไม่พ่วงเอาการต้องรับผิดชอบมาด้วย  ส่วนงานที่นำความลำบากยากเย็นและการต้องรับผิดชอบมาให้นั้น พวกเขาโยนให้ผู้อื่นทำ และหากบางสิ่งเกิดผิดพลาด พวกเขาก็โยนความผิดไปให้ผู้คนเหล่านั้น และทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขา  เมื่อผู้นำคริสตจักรเห็นว่าผู้คนเหล่านั้นขาดความรับผิดชอบ พวกเขาก็เสนอความช่วยเหลือและตัดแต่งคนเหล่านั้นอย่างอดทน เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถรับผิดชอบได้  แต่คนเหล่านั้นก็ไม่อยากรับผิดชอบอยู่ดี และคิดไปว่า ‘หน้าที่นี้ทำยาก  เวลามีอะไรผิดพลาดขึ้นมา ฉันก็จะต้องรับผิดชอบ ฉันอาจถึงกับถูกปลดและกำจัดออกไป และนั่นย่อมจะเป็นการจบสิ้นสำหรับฉัน’  นี่คือท่าทีแบบใด?  หากพวกเขาไม่มีสำนึกรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีได้อย่างไร?  ผู้ที่ไม่สละตนเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงย่อมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อันใดได้ดี และผู้ที่กลัวการรับผิดชอบมีแต่จะทำให้สิ่งทั้งหลายล่าช้าเท่านั้นเมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน  ผู้คนเช่นนี้เชื่อถือไม่ได้และไม่อาจไว้ใจมอบหมายสิ่งใดให้ทำได้ พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนเพียงเพื่อที่จะเอาแต่สบายอยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้น  ควรกำจัด ‘ขอทาน’ เช่นนี้ออกไปหรือไม่?  ควรกำจัด  พระนิเวศของพระเจ้าไม่ต้องการผู้คนเช่นนี้  นี่คือการสำแดงสามประการของผู้คนที่กลัวการรับผิดชอบเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน  ผู้คนที่กลัวการรับผิดชอบในหน้าที่ของตนทำได้ไม่ถึงขั้นคนทำงานใช้แรงที่จงรักภักดีด้วยซ้ำ และไม่คู่ควรที่จะปฏิบัติหน้าที่  บางคนถูกกำจัดออกไปเพราะมีท่าทีเช่นนี้ต่อหน้าที่  กระทั่งบัดนี้ พวกเขาก็อาจจะไม่รู้สาเหตุและยังคงพร่ำบ่นว่า ‘ฉันปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความกระตือรือร้นอันแรงกล้า แล้วทำไมพวกเขาถึงไล่ฉันออกมาอย่างเย็นชาแบบนี้?’  กระทั่งบัดนี้ พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจ  คนที่ไม่เข้าใจความจริงย่อมไม่สามารถเข้าใจได้ไปตลอดชีวิตว่าเหตุใดตนจึงถูกกำจัดออกไป  พวกเขาโต้เถียงเข้าข้างตนเอง และแก้ตัวไม่หยุด คิดไปว่า ‘ผู้คนปกป้องตนเองตามสัญชาตญาณ และพวกเขาก็ควรทำเช่นนั้น  มีใครไม่ต้องปกป้องตนเองบ้าง?  มีใครไม่ต้องรักษาตัวให้รอดบ้าง?  มีใครบ้างไม่ต้องเหลือทางหนีทีไล่ไว้ให้ตนเอง?’  ถ้าเจ้าปกป้องตัวเองเสมอเมื่อเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า และเหลือทางหนีทีไล่เอาไว้ เจ้ากำลังปฏิบัติความจริงอยู่หรือไม่?  นี่ไม่ใช่การปฏิบัติความจริง—เป็นการทำตัวกลิ้งกลอก  ตอนนี้เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า  หลักธรรมข้อแรกในการปฏิบัติหน้าที่คืออะไร?  คือเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ ด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้าเสียก่อน ใช้ความพยายามทั้งหมด อันเป็นการปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า  นี่คือหลักธรรมความจริงข้อหนึ่ง เป็นหลักธรรมความจริงที่เจ้าควรนำไปปฏิบัติ  การปกป้องตนเองด้วยการเหลือทางหนีทีไล่ให้ตนเองนั้นคือหลักปฏิบัติที่ผู้ไม่มีความเชื่อเขาทำกัน และเป็นปรัชญาสูงสุดของพวกเขา  การคำนึงถึงตนเองก่อนในทุกสิ่ง วางผลประโยชน์ของตนเองเอาไว้เหนือสิ่งอื่นใด และไม่นึกถึงผู้อื่น พลางเชื่อว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและผลประโยชน์ของผู้อื่นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตน คิดถึงผลประโยชน์ของตนเองก่อน แล้วจากนั้นก็นึกถึงทางหนีทีไล่—นี่คือผู้ไม่มีความเชื่อมิใช่หรือ?  นี่คือสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อเป็นโดยแท้  คนแบบนี้ไม่คู่ควรที่จะปฏิบัติหน้าที่(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง))  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่าผู้คนมักกลัวการรับผิดชอบเวลาทำหน้าที่ กลัวว่าถ้าทำพลาดแล้วจะถูกเผยและถูกปลด เวลาเกิดเรื่องขึ้น พวกเขาก็ปล่อยให้ผู้นำเป็นคนตัดสินใจ โดยมักจะเหลือทางออกไว้ให้ตัวเองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว นี่คือหลักธรรมที่พวกผู้ไม่มีความเชื่อทำตามเวลารับมือกับเรื่องต่างๆ การเปิดโปงของพระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกแทงที่ใจ พฤติกรรมของฉันเป็นแบบนี้เลยไม่ใช่หรือ?  ตอนที่อี้หลินถูกปลด และเกิดปัญหากับความเบี่ยงเบนในคำเทศนาที่ฉันคัดกรอง จนฉันถูกจับตาดูอยู่เนืองๆ ฉันไม่ได้มาพระพักตร์พระเจ้าเพื่อค้นหาต้นตอของปัญหา และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข แต่ฉันกลับกังวลว่าตัวเองจะถูกปลดและไม่สามารถทำหน้าที่ได้ แล้วฉันก็จะไม่มีจุดหมายปลายทางในอนาคตหรือบั้นปลายที่ดีค่ะ ฉันเห็นชัดเจนว่าคำเทศนาไม่กี่บทนี้ค่อนข้างสัมพันธ์กับชีวิตจริงและสามารถส่งได้ แต่ฉันกลัวว่าถ้ามีความเบี่ยงเบนเกิดขึ้น ปัญหาของฉันจะถูกเปิดโปง และฉันจะถูกปลด ดังนั้น ฉันจึงผลักไปให้ผู้นำตัดสินใจ โดยอ้างว่าฉันไม่แน่ใจ แบบนี้ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ฉันก็ไม่ต้องรับผิดชอบอยู่ฝ่ายเดียว พอผู้นำไม่ตอบกลับ ฉันก็ยื้อเวลาและรอต่อไป ส่งผลให้คำเทศนาที่มีคุณค่าไม่ถูกส่งไปอย่างทันท่วงที และขัดขวางความคืบหน้าของงาน ตอนนั้น ฉันเชื่อว่าตัวเองไม่ได้รีบร้อนหวังผลสำเร็จระยะสั้นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ฉันยังไม่ได้มั่นใจในตัวเองเท่าเมื่อก่อนด้วย และฉันก็เชื่อว่าการรู้จักขอข้อเสนอแนะจากผู้นำเวลาเกิดเรื่องขึ้นเป็นเครื่องหมายของความมีเหตุผลค่ะ ตอนนี้ ในที่สุดฉันก็เห็นว่าฉันซ่อนเจตนาอันน่ารังเกียจของตัวเองไว้ข้างใน ฉันกลัวการรับผิดชอบ และเพื่อปกป้องตัวเอง ฉันจึงใช้วิธีการที่เจ้าเล่ห์ ฉันช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ลื่นไหลและหลอกลวงเหลือเกิน!  ถ้าเจตนาของฉันถูกต้อง ในแง่ของการคำนึงถึงงานของคริสตจักร ฉันก็ควรคัดกรองคำเทศนาที่มีคุณค่าให้เร็วที่สุด เพื่อให้ไปเป็นคำพยานถึงพระเจ้า ต่อให้เกิดปัญหาหรือความเบี่ยงเบน ฉันก็สามารถสรุปสิ่งเหล่านั้น และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอย่างทันท่วงที ด้วยวิธีนี้ ความเบี่ยงเบนก็จะลดจำนวนลงเรื่อยๆ แต่ฉันกลับไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง ฉันกลัวว่าถ้าทำพลาด ฉันจะถูกปลดและอนาคตของฉันก็จะไม่มั่นคง ฉันยอมประวิงเวลาในการส่งคำเทศนาเพื่อปกป้องตัวเอง ฉันไม่ได้คำนึงถึงงานของคริสตจักรเลยแม้แต่น้อย การทำแบบนี้ นอกจากฉันจะไม่มีอนาคตและบั้นปลายที่ดีแล้ว ฉันยังทำให้พระเจ้าทรงรังเกียจด้วย

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมค่ะ “คนบางคนไม่เชื่อว่าพระนิเวศของพระเจ้าสามารถปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเป็นธรรม  พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงครองพระนิเวศของพระองค์ และว่าความจริงครองความเป็นใหญ่ที่นั่น  พวกเขาเชื่อว่าไม่ว่าคนคนหนึ่งจะทำหน้าที่ใด หากมีปัญหาเกิดขึ้นในหน้าที่นั้น พระนิเวศของพระเจ้าจะรับมือกับคนคนนั้นทันที โดยตัดสิทธิ์ในการทำหน้าที่ของพวกเขา โยกย้ายพวกเขาออกไป หรือแม้กระทั่งเอาตัวพวกเขาออกไปจากคริสตจักร  เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน  พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อทุกคนตามหลักธรรมความจริง  พระเจ้าทรงชอบธรรมในการปฏิบัติต่อทุกคน  พระองค์ไม่ทรงมองเพียงว่าคนคนหนึ่งประพฤติตัวอย่างไรในครั้งเดียวเท่านั้น พระองค์ทรงดูที่แก่นแท้ธรรมชาติของคน ความตั้งใจของเขา และท่าทีของเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนคนหนึ่งทำผิดพลาด พระองค์ทรงมองว่าเขาสามารถทบทวนตนเองได้หรือไม่ เขาสำนึกผิดหรือไม่ และเขาสามารถเข้าใจแก่นแท้ของปัญหาตามพระวจนะของพระองค์หรือไม่ เพื่อที่จะเข้าใจความจริง เกลียดตนเอง และกลับใจอย่างแท้จริง… จงบอกเราทีว่า หากคนคนหนึ่งทำผิดพลาดไปแล้ว แต่เขากลับเกิดความเข้าใจที่แท้จริงและเต็มใจที่จะกลับใจ พระนิเวศของพระเจ้าย่อมจะให้โอกาสพวกเขาไม่ใช่หรือ?  ขณะที่แผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าใกล้จะสิ้นสุดลง มีหน้าที่มากมายเหลือเกินที่จำเป็นต้องทำ  แต่หากเจ้าไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก และไม่ใส่ใจในงานที่ถูกควรของเจ้า หากเจ้าได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ แต่ไม่รู้จักถนอมความล้ำค่าของโอกาสนั้น ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแม้แต่น้อย ปล่อยให้เวลาที่ดีที่สุดผ่านเจ้าไป เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะถูกเผย  หากเจ้าทำหน้าที่ของเจ้าอย่างสุกเอาเผากินตลอดเวลา และเจ้าไม่นบนอบเลยเมื่อเผชิญหน้าการถูกตัดแต่ง พระนิเวศของพระเจ้ายังสามารถใช้เจ้าทำหน้าที่ได้อยู่หรือ?  ในพระนิเวศของพระเจ้า ความจริงเป็นใหญ่ ไม่ใช่ซาตาน และพระเจ้าทรงเป็นผู้ชี้ขาดในทุกสิ่ง  พระองค์คือผู้ที่กำลังทรงพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอด พระองค์คือผู้ครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง  เจ้าไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ว่าสิ่งใดถูกและผิด เจ้าแค่จำเป็นต้องรับฟังและนบนอบเท่านั้น  เมื่อเผชิญหน้ากับการถูกตัดแต่ง เจ้าควรยอมรับความจริงและแก้ไขข้อผิดพลาดของเจ้า  หากเจ้าทำเช่นนี้ พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ตัดสิทธิ์ในการทำหน้าที่ของเจ้า  หากเจ้ากลัวอยู่เสมอว่าจะถูกกำจัดออกไป สร้างความชอบธรรมให้ตนเองอยู่ตลอดเวลา ใช้การอ้างเหตุผลลวงแก้ตัวเป็นนิจสิน นั่นคือปัญหา  ผู้อื่นจะเห็นว่าเจ้าไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย และเจ้าไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง  นี่ย่อมบ่งบอกถึงปัญหา และคริสตจักรจะต้องจัดการกับเจ้า  เจ้าไม่ยอมรับความจริงในการทำหน้าที่ของตนแม้แต่น้อย และกลัวการถูกเผยและกำจัดออกไปอยู่เสมอ  ความกลัวของเจ้านี้เจือปนด้วยเจตนาของมนุษย์ มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน รวมถึงความหวาดระแวง ความระแวดระวัง และความเข้าใจผิดอยู่ภายในความกลัวนี้  ไม่มีสิ่งใดในสิ่งเหล่านี้ที่เป็นท่าทีที่คนคนหนึ่งควรมี(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  ขณะที่ฉันใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ในที่สุดฉันก็ตระหนักได้ว่า ฉันเอาแต่กังวลอยู่ตลอดเวลาว่าถ้าทำพลาดระหว่างทำหน้าที่ ฉันจะถูกเผยให้เห็นและถูกปลด และจะไม่มีอนาคตหรือบั้นปลายที่ดี และเหตุผลหลักของเรื่องนี้คือ ฉันไม่เข้าใจอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า และไม่เชื่อว่าความจริงปกครองพระนิเวศของพระเจ้า พระนิเวศของพระเจ้าโยกย้ายและปลดผู้คนตามหลักธรรม  ไม่ได้ปลดผู้คนเพียงเพราะพวกเขาทำผิดพลาดหนึ่งหรือสองเรื่อง หรือมีความเบี่ยงเบนบางอย่างในงานของพวกเขา  แต่จะดูจากพฤติกรรมที่คนๆ นั้นทำมาอย่างสม่ำเสมอ และดูว่าพวกเขาสามารถยอมรับความจริง และแก้ไขสิ่งต่างๆ อย่างทันท่วงทีได้หรือไม่เมื่อมีความเบี่ยงเบนและปัญหาเกิดขึ้น  ฉันนึกถึงอี้หลิน แม้ว่าเธอจะมีขีดความสามารถและพรสวรรค์อยู่บ้าง  แต่เธอกลับไล่ตามไขว่คว้าเพียงชื่อเสียงและสถานะ และรีบร้อนหวังผลสำเร็จระยะสั้น  เมื่อเกิดความเบี่ยงเบนและปัญหาขึ้นในหน้าที่ของเธอ  ผู้นำพยายามชี้แนะเธอหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่ทบทวนตัวเอง ไม่แสวงหาหลักธรรม  และนำการขัดขวางและการก่อกวนมาสู่งาน นั่นคือเหตุผลที่เธอถูกปลด  ในทางกลับกัน ในหมู่คนรอบตัวฉัน มีพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่ทำแบบสุกเอาเผากินเวลาคัดกรองคำเทศนา  และคัดคำเทศนาที่มีคุณค่าบางส่วนทิ้งไป  แต่เมื่อได้รับการชี้แนะและการตัดแต่ง  เธอก็สามารถยอมรับ ทบทวนตัวเอง และแก้ไขอย่างทันท่วงที  คริสตจักรยังคงให้โอกาสเธอทำหน้าที่ต่อไป  แท้จริงแล้ว การถูกปลดของอี้หลินเป็นสัญญาณเตือนสำหรับฉัน  ฉันคิดว่าทำไมถึงเกิดความเบี่ยงเบนและปัญหามากมายเวลาที่ฉันคัดกรองคำเทศนา  และทำไมฉันถึงไม่มีความคืบหน้ามากนัก  เหตุผลหลักคือฉันโอหังและทะนงตน และยึดติดกับวิธีเดิมๆ  ในการทำหน้าที่ ฉันพึ่งพาประสบการณ์และนำกฎข้อบังคับมาใช้อย่างตายตัวแทนที่จะแสวงหาหลักธรรม  ผลก็คือ ฉันคัดคำเทศนาที่มีคุณค่าทิ้งไปและขัดขวางงาน  แต่ผู้นำไม่ได้ปลดฉันเพราะความเบี่ยงเบนและปัญหาที่เกิดขึ้นเวลาฉันทำหน้าที่  พวกเขายังมาสามัคคีธรรมกับฉันเพื่อช่วยให้ฉันเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเอง และให้โอกาสฉันกลับใจและเปลี่ยนแปลง  แต่นอกจากฉันจะไม่เรียนรู้บทเรียนจากการถูกปลดของอี้หลินและทบทวนปัญหาของตัวเองแล้ว ฉันยังเข้าใจผิดและระวังตัวจากพระเจ้า  ฉันเห็นคำเทศนาที่มีคุณค่าอยู่ชัดๆ แต่กลับไม่กล้าตัดสินใจ และผลักไปให้ผู้นำแทน  ฉันกลัวว่าถ้าทำพลาดแล้วถูกปลดจนทำหน้าที่ไม่ได้ ฉันจะไม่มีจุดจบที่ดี  ฉันจินตนาการว่าพระเจ้าทรงเป็นเหมือนมนุษยชาติที่เสื่อมทราม  ที่ไม่อนุญาตให้ผู้คนทำพลาด และกำจัดพวกเขาทันทีที่ทำพลาด  นี่ไม่ใช่การใส่ร้ายและหมิ่นประมาทพระเจ้าหรอกหรือ?  ฉันช่างเลวร้ายและหลอกลวงเหลือเกินจริงๆ!

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่ง และเข้าใจสภาวะของตัวเองมากขึ้น  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนต้องจัดการกับหน้าที่ของตนและพระเจ้าด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์  หากพวกเขาทำเช่นนั้น พวกเขาย่อมจะเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า  คนที่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์มีท่าทีประเภทใดต่อพระเจ้า?  อย่างน้อยที่สุดพวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า หัวใจแห่งการนบนอบพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง พวกเขาไม่ถามเรื่องพระพรหรือโชคร้าย พวกเขาไม่พูดถึงเงื่อนไข พวกเขายอมอยู่ภายใต้อำนาจการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า—นี่คือคนที่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์  พวกที่กังขาเรื่องพระเจ้าอยู่เสมอ พินิจพิเคราะห์พระองค์ตลอดเวลา พยายามทำข้อตกลงกับพระองค์อยู่เป็นนิตย์—พวกเขาใช่คนที่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์หรือไม่?  (ไม่ใช่)  สิ่งใดอยู่ภายในหัวใจของคนเช่นนั้น?  ความหลอกลวงและความเลวร้าย พวกเขาพินิจพิเคราะห์ตลอดเวลา  แล้วพวกเขาพินิจพิเคราะห์อะไร?  (ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน)  พวกเขาพินิจพิเคราะห์ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนตลอดเวลา  นี่คือปัญหาใด?  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงพินิจพิเคราะห์เรื่องนี้?  เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อันสำคัญยิ่งของตน  ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาพูดกับตัวเองในใจว่า ‘พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสภาพการณ์เหล่านี้ให้กับฉัน พระองค์ได้ทรงเป็นเหตุให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับฉัน  เหตุใดพระองค์จึงทรงทำเช่นนั้น?  เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนอื่น—เหตุใดเรื่องนี้จึงต้องเกิดขึ้นกับฉัน?  แล้วผลที่ตามมาหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร?’  นี่คือสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาพินิจพิเคราะห์ พวกเขาพินิจพิเคราะห์ผลตอบแทนและความสูญเสีย พร และโชคร้ายของตน  แล้วขณะที่พินิจพิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ พวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถนบนอบพระเจ้าได้หรือไม่?  พวกเขาไม่สามารถ  แล้วธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้นจากการตรึกตรองของหัวใจของพวกเขาเป็นอย่างไร?  โดยธรรมชาติแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นไปเพื่อการคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง… คนที่เห็นคุณค่าของความสำเร็จในอนาคต ชะตากรรม และผลประโยชน์ของตนเองเป็นพิเศษ พินิจพิเคราะห์ตลอดเวลาว่าพระราชกิจของพระเจ้าเป็นประโยชน์ต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตความสำเร็จในอนาคตของตน ต่อชะตากรรมของตน และต่อการที่ตนได้มาซึ่งพรหรือไม่  ในท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ของการพินิจพิเคราะห์ของพวกเขาเป็นอย่างไร?  ทั้งหมดที่พวกเขาทำคือต่อต้านและกบฏต่อพระเจ้า  แม้ในยามที่พวกเขายืนกรานในการปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาก็ทำเช่นนั้นอย่างสุกเอาเผากิน ด้วยอารมณ์ของความคิดลบ ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาคิดถึงวิธีฉวยประโยชน์รวมทั้งการไม่อยู่ข้างที่กำลังพ่ายแพ้เรื่อยไป  เช่นนั้นเองที่เป็นแรงจูงใจของพวกเขาเมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน และในการนี้พวกเขาก็กำลังพยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า  นี่คืออุปนิสัยใด?  นี่คือความหลอกลวง นี่คืออุปนิสัยที่เลวอย่างหนึ่ง  นี่ไม่ใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามธรรมดาอีกต่อไป แต่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นความเลวร้ายแล้ว  แล้วเมื่อมีอุปนิสัยที่เลวอย่างนี้ในหัวใจของคนคนหนึ่ง นี่ย่อมเป็นการดิ้นรนต่อต้านพระเจ้า!  เจ้าควรเข้าใจให้ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหานี้  หากผู้คนพินิจพิเคราะห์พระเจ้าตลอดเวลาและพยายามทำข้อตกลงเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาสามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอนที่สุด  พวกเขาไม่นมัสการพระเจ้าด้วยหัวใจของตนและด้วยความซื่อสัตย์ พวกเขาไม่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์ พวกเขาเฝ้าดูขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยสงวนท่าทีเสมอ—แล้วจุดจบเป็นอย่างไร?  พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา และพวกเขาก็กลายเป็นเลอะเลือนและสับสน พวกเขาไม่เข้าใจหลักธรรมความจริง และพวกเขาก็กระทำการตามความอยากทำของตนเอง และผิดเพี้ยนไปเสมอ  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงผิดเพี้ยนไปเสมอ?  เพราะหัวใจของพวกเขาขาดพร่องความชัดเจนมากเกินไป และเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาไม่ทบทวนตัวเองหรือแสวงหาความจริงเพื่อหาการแก้ปัญหา และพวกเขายืนกรานในการทำสิ่งทั้งหลายตามแต่พวกเขาจะปรารถนา ตามความชอบของตนเอง—ผลลัพธ์ของการนี้ก็คือพวกเขาผิดเพี้ยนไปเสมอเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน  พวกเขาไม่เคยคิดถึงงานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาวางแผนเพื่อประโยชน์ของตนเองเสมอ พวกเขาวางแผนเพื่อผลประโยชน์ ความภาคภูมิใจ และสถานะของตนเองตลอดเวลา และไม่เพียงแต่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนไม่ดีเท่านั้น แต่พวกเขายังถ่วงและส่งผลต่องานของคริสตจักรด้วย  นี่ไม่ใช่การนอกลู่นอกทางและการละเลยหน้าที่ของตนหรอกหรือ?  ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ถ้าใครบางคนวางแผนเพื่อผลประโยชน์และจุดหมายปลายทางในอนาคตของตนอยู่เสมอ ไม่คำนึงถึงงานของคริสตจักรหรือผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเลย นี่ย่อมไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่  นี่คือการวางอุบายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เป็นการทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ตนเองได้ผลประโยชน์และได้รับพร  เมื่อปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ ธรรมชาติของการปฏิบัติหน้าที่ย่อมเปลี่ยนไป กล่าวคือ กลายเป็นความพยายามที่จะเจรจาทำข้อตกลงกับพระเจ้า และใช้การปฏิบัติหน้าที่มาบรรลุเป้าหมายส่วนตัว  การทำสิ่งต่างๆ เช่นนี้มีแนวโน้มมากเหลือเกินที่จะก่อกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการแสวงหาหลักธรรมความจริงเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดี)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าคนที่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์จะไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ การสูญเสีย พร หรือความโชคร้ายของตัวเองเวลาทำหน้าที่  พวกเขาไม่พยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า  แต่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุดจิตสุดใจเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย  เหมือนกับโนอาห์—พระเจ้าทรงขอให้เขาสร้างเรือ และโนอาห์ก็ไม่ได้วิเคราะห์ว่าเขาจะสร้างได้หรือไม่  ทั้งใจเขาคิดเพียงแต่ว่า จะทำพระบัญชาของพระเจ้าให้ครบบริบูรณ์โดยเร็วที่สุดได้อย่างไร หัวใจที่บริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ และนบนอบของโนอาห์ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า  คนหลอกลวงและเลวร้ายปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนด้วยการพินิจพิเคราะห์และคอยสังเกตอยู่ตลอด  วางแผนเพื่ออนาคตและเส้นทางของตัวเองในทุกฝีก้าว  คนแบบนี้ทำให้พระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์  ขณะที่ฉันไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกเหมือนถูกแทงใจ  ฉันทบทวนว่าวิธีที่ฉันปฏิบัติต่อหน้าที่นั้นไม่มีความจริงใจเลย ฉันไม่ได้แสดงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย  ฉันไม่ได้คิดว่าจะคัดกรองคำเทศนาที่ได้มาตรฐานให้เร็วที่สุดได้อย่างไร เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประกาศข่าวประเสริฐและเป็นคำพยานถึงพระเจ้าได้  แต่ฉันกลับเล่นลูกไม้กับพระเจ้าและตั้งป้อมระวังพระองค์ในทุกโอกาสเพื่อปกป้องตัวเอง  โดยขอให้ผู้นำเป็นคนตัดสินใจในทุกเรื่อง  การทำหน้าที่ด้วยเจตนาแบบนี้ช่างหลอกลวงอย่างที่สุดจริงๆ!  ในการทำหน้าที่ ฉันนึกถึงอนาคตและบั้นปลายของตัวเองในทุกโอกาส ราวกับว่า ตราบใดที่ฉันไม่ทำพลาดและไม่ถูกปลด  ฉันก็จะรอดชีวิตเมื่อพระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลง และได้มีบั้นปลายที่ดี  อุปนิสัยของพระเจ้าชอบธรรมและบริสุทธิ์  การนำกรอบความคิดที่ตั้งป้อมระวังพระเจ้ามาใช้ในการทำหน้าที่ ทำให้ฉันไม่สามารถรับความรู้แจ้งและการชี้แนะจากพระเจ้าได้  ความคิดของฉันขุ่นมัวอย่างมาก และฉันก็มองไม่เห็นปัญหาในคำเทศนา  หากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็มีแต่จะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร  และฉันก็จะถูกเผยให้เห็นและถูกกำจัดจริงๆ เมื่อถึงเวลา  เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ฉันก็รู้สึกกลัวในใจ  และรีบอธิษฐานถึงพระเจ้าด้วยความกลับใจ

วันหนึ่งระหว่างการเฝ้าเดี่ยว ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้และพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “อันที่จริง ผลการปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์เป็นความสำเร็จที่เกิดจากทุกสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์ ซึ่งหมายถึงทั้งหมดที่เป็นไปได้สำหรับมนุษย์  เมื่อนั้นหน้าที่ของเขาย่อมลุล่วง  ข้อบกพร่องต่างๆ ของมนุษย์ในระหว่างการปรนนิบัติของเขาจะค่อยๆ ลดลงผ่านประสบการณ์ที่ก้าวหน้าและกระบวนการแห่งการก้าวผ่านการพิพากษาของเขาข้อบกพร่องต่างๆ เหล่านี้ไม่ขัดขวางหรือส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของมนุษย์  พวกที่หยุดรับใช้หรือยอมแพ้และถอยกลับเพราะกลัวว่าอาจมีข้อบกพร่องในการรับใช้ของพวกเขานั้นขลาดที่สุดของคนทั้งหมด… แม้ว่าหน้าที่ของมนุษย์จะถูกแปดเปื้อนโดยความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์และมโนคติที่หลงผิดของเขา แต่เจ้าต้องทำหน้าที่ของเจ้าและแสดงความจงรักภักดีของเจ้า  มลทินต่างๆ ในงานของมนุษย์คือประเด็นของขีดความสามารถของเขา เพราะเหตุว่า หากมนุษย์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเขา ก็แสดงให้เห็นความเป็นกบฏของเขา(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์)  “ไม่สำคัญว่าเจ้ากำลังทำหน้าที่ใด เฉพาะเมื่อเจ้ายืนหยัดที่จะกระทำตามหลักธรรมความจริงในทุกเรื่องเท่านั้น เจ้าจึงจะได้ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าอย่างแท้จริง  การทำงานอย่างขอไปทีตามหนทางที่มนุษย์ทำสิ่งทั้งหลาย เป็นการสุกเอาเผากิน การยึดปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงเท่านั้นที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าอย่างถูกต้องเหมาะสม  และเมื่อเจ้าลุล่วงความรับผิดชอบของตน นี่ไม่ใช่การสำแดงความจงรักภักดีหรอกหรือ?  นี่คือการสำแดงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างจงรักภักดี  เฉพาะเมื่อเจ้ามีสำนึกแห่งความรับผิดชอบนี้ ปณิธานกับความปรารถนานี้ และการสำแดงความจงรักภักดีต่อหน้าที่นี้เกี่ยวเนื่องกับหน้าที่ของเจ้าเท่านั้น พระเจ้าจึงจะทรงมองเจ้าด้วยความโปรดปรานและความเห็นชอบในตัวเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 5 หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน, หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (8))  พระวจนะของพระเจ้าให้เส้นทางแห่งการปฏิบัติแก่ฉัน  ข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อเรานั้นไม่ได้หนักหนาอะไร พระองค์ไม่ได้ทรงกำหนดให้เราทำทุกอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีข้อผิดพลาด  ตราบใดที่เรามีหัวใจที่ซื่อสัตย์ ทำสิ่งที่เราสามารถทำได้อย่างสุดจิตสุดใจ  แก้ไขเจตนาของเราให้ถูกต้องเมื่อเผชิญกับสิ่งที่เรามองไม่ทะลุปรุโปร่ง และสื่อสารเรื่องเหล่านี้กับพี่น้องชายหญิงที่ทำงานร่วมกันและผู้นำ  แสวงหาหลักธรรมร่วมกัน ไม่ใช่รอคอยอย่างเฉื่อยชา  และทำความรับผิดชอบของเราให้ลุล่วง พระเจ้าก็จะทรงเห็นชอบ  ฉันนึกย้อนไปตอนที่คัดกรองคำเทศนาในอดีต ฉันโอหัง พึ่งพาประสบการณ์  และไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง จึงเกิดความเบี่ยงเบนขึ้น  ตอนนี้ ฉันต้องทุ่มเทให้กับหลักธรรมมากขึ้น  เวลาคัดกรองคำเทศนาแต่ละบท ฉันต้องมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าและพิจารณาสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรม  แม้ว่าปัญหาและความเบี่ยงเบนจะยังคงเกิดขึ้นในกระบวนการทำหน้าที่  ฉันก็ต้องปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง สรุปเหตุผล และแก้ไขอย่างทันท่วงที  เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ฉันก็ไม่คำนึงอีกต่อไปว่าจะถูกปลดหรือไม่  และสามารถอุทิศหัวใจให้กับหน้าที่ของฉันได้  ในช่วงเวลานั้น จำนวนปัญหาและความเบี่ยงเบนก็ค่อยๆ ลดลงบ้าง  และฉันก็ได้รับประโยชน์บางอย่างในแง่ของงานและหลักธรรม หัวใจของฉันรู้สึกสงบมาก

ต่อมา ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำทีม  มีอยู่ครั้งหนึ่ง  ผู้ดูแลส่งจดหมายมาชี้ให้เห็นว่า หัวข้อของคำเทศนาที่เราส่งไปครั้งนั้นไม่ชัดเจน และไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในการสามัคคีธรรมความจริง  พวกเขาถามว่าฉันได้ตรวจสอบหรือเปล่า—ทำไมฉันถึงไม่เห็นปัญหา?  พออ่านจดหมาย ใจฉันก็หล่นวูบ  เป็นความจริงที่ฉันไม่เห็นปัญหาเหล่านี้  ฉันอดเดาไม่ได้ว่า  “ถ้าผู้ดูแลเห็นว่าฉันทำหน้าที่นี้มาตั้งนานแต่ยังไม่เข้าใจหลักธรรม  พวกเขาจะคิดว่าฉันไม่เหมาะกับหน้าที่นี้แล้วปลดฉันไหม?”  หลังจากนั้น ฉันก็กลับมาขี้ขลาดและขาดความกระตือรือร้นเวลาทำหน้าที่อีกครั้ง  แม้ฉันจะเห็นชัดเจนว่าคำเทศนาบางบทมีคุณค่า  แต่ฉันกลัวทำพลาดอีกแล้วจะถูกเผยให้เห็น ฉันจึงส่งไปให้ผู้ดูแลพิจารณาและตรวจสอบ  ฉันตระหนักว่าสภาวะของตัวเองไม่ถูกต้อง และฉันกำลังคิดถึงอนาคตและเส้นทางของตัวเองอีกแล้ว  ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งจึงค้นหามาอ่าน  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่ว่าจะทำหน้าที่หรือปฏิบัติงานใดก็ตาม ทุกคนย่อมมีช่วงเวลาที่ทำผิดพลาด และเผชิญกับสิ่งที่เกินขีดความสามารถและความเข้าใจเชิงลึกของตน  นี่เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง และเจ้าจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับเรื่องนี้อย่างถูกต้อง… สิ่งที่เจ้าควรทำคือทบทวนตนเองในทันที และดูว่าความผิดพลาดนั้นเกิดจากปัญหาที่เจ้าไม่สันทัดงานของตน เกิดจากการมีเจตนาส่วนตัวเจือปนในการกระทำของเจ้า หรือการที่เจ้าทำสิ่งต่างๆ ตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตน  เจ้าควรตรวจสอบแง่มุมทั้งหมดนี้  หากเป็นปัญหาที่เจ้าไม่สันทัดงานของตน เจ้าก็สามารถเรียนรู้ทักษะทางวิชาชีพ หรือปรึกษาและหารือกับผู้ที่เข้าใจในวิชาชีพนั้นได้  หากเจตนาของเจ้าไม่ถูกต้อง หรือเจ้ามีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝัน เจ้าก็ควรทบทวนและพยายามทำความรู้จักตนเองในพระวจนะของพระเจ้า แล้วจึงแก้ไขและขบถต่อเจตนาที่ไม่ถูกต้องและมโนคติอันหลงผิดของเจ้า และปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า  แน่นอนว่าถ้าเจ้าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง เจ้าก็สามารถไปหาผู้นำคริสตจักรหรือผู้ที่เข้าใจความจริงเพื่อแสวงหาและสามัคคีธรรมด้วยได้  ปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขในหนทางนั้นมิใช่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (6))  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ หัวใจของฉันก็รู้สึกปลอดโปร่งและสว่างไสว  เมื่อเกิดความเบี่ยงเบนและปัญหาขึ้นในหน้าที่ ฉันต้องปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้องด้วยการทบทวน สรุป  และค้นหาต้นตอของปัญหา  จากนั้นฉันก็ทบทวนตัวเอง  และพบว่าเวลาคัดกรองคำเทศนา  ฉันพึ่งพาประสบการณ์ พอเห็นว่ามีโครงสร้างทั่วไปอยู่แล้ว ฉันก็ไม่ไตร่ตรองรายละเอียด  นั่นทำให้ฉันไม่พบปัญหาบางอย่าง  หลังจากนั้น ฉันจึงนำคำเทศนาที่มีปัญหาออกมาและปรึกษาหารือกับพี่น้องหญิง  ผ่านการสื่อสารและปรึกษาหารือ ฉันก็เข้าใจความจริงและหลักธรรมที่เกี่ยวข้องมากขึ้นอีกนิด  ผ่านประสบการณ์เหล่านี้ ฉันเข้าใจอย่างแท้จริงว่า มีเพียงการปล่อยมือจากการระวังตัวและมีท่าทีที่แสวงหาความจริงเท่านั้น ที่เราจะได้รับความรู้แจ้งและการนำจากพระเจ้า และทำหน้าที่ของเราให้ดีได้

ก่อนหน้า:  82. การเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อให้รับพระคุณและพระพรเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?

ถัดไป:  91. การไล่ตามไขว่คว้า ชีวิตสมรสที่เพียบพร้อม นำไปสู่ความสุขหรือไม่?

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

29. ข้าราชการกลับใจ

โดย เจินซิน ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

52. ลาก่อน จอมตามใจ!

โดย หลี่เฟย ประเทศสเปนพูดถึงคนที่ชอบตามใจผู้อื่น ก่อนมาเชื่อในพระเจ้า ฉันเคยคิดว่าพวกเขาช่างยอดเยี่ยม พวกเขามีอุปนิสัยที่อ่อนโยน...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger