57. ฉันปล่อยวางความรู้สึกติดค้างลูกชาย

โดยซูหลี่ ประเทศจีน

ตั้งแต่เด็ก ฉันชื่นชมแม่มาก ท่านทนรับความยากลำบากมากมายเพื่อพี่น้องและฉัน ทุกครั้งที่ตื่นมากลางดึก ฉันจะเห็นแม่นั่งเย็บเสื้อผ้าฝ้ายให้พวกเราใต้แสงตะเกียงน้ำมันดวงเล็กๆ และวันรุ่งขึ้นแม่ก็ยังต้องขึ้นเขาไปทำงานในไร่อีก เพื่อดูแลทุกคนในครอบครัว แม่ทำงานหนักจนล้มป่วย พ่อของฉันไม่ค่อยมีความรับผิดชอบ และเมื่อพี่ชายถึงวัยแต่งงาน แม่ก็จัดการทุกอย่าง ชาวบ้านต่างพากันชมเชยแม่ว่าเป็นภรรยาและแม่ที่ดี ในหัวใจฉัน ฉันมองแม่เป็นแบบอย่าง โดยเชื่อว่าการกระทำของแม่นิยามความหมายของการเป็นแม่ที่ได้มาตรฐาน หลังจากแต่งงาน ฉันก็เป็นเหมือนแม่เลย ฉันให้ความสำคัญกับสามีและลูกๆ เป็นอันดับแรกในทุกเรื่อง และรู้สึกว่าตราบใดที่พวกเขาสบาย ความทุกข์ของฉันก็คุ้มค่า ในหน้าหนาว ฉันจะตื่นแต่เช้ามาจุดเตาและทำอาหารเสมอ และรอจนบ้านอุ่นก่อนจะปลุกสามีและลูกๆ มากินมื้อเช้า การเห็นพวกเขาได้รับการดูแลอย่างดีทำให้ฉันรู้สึกพอใจมาก แม่สามีและพี่สะใภ้ชมเชยฉันว่าเป็นภรรยาที่ดี และฉันก็เชื่อว่านี่คือสิ่งที่ผู้หญิงควรทำ แต่แล้วโดยไม่คาดคิด ต่อมาสามีของฉันล้มป่วยกะทันหันและเสียชีวิต และภาระของทั้งครอบครัวก็ตกอยู่ที่ฉันคนเดียว ฉันตั้งปณิธานกับตัวเองว่า “ฉันต้องทำให้แน่ใจว่าลูกๆ เรียนจบและเป็นฝั่งเป็นฝา” ดังนั้น ฉันจึงเริ่มกิจการเล็กๆ ที่ตลาดเพื่อส่งเสียลูกสองคนเรียนหนังสือ

ในปี 1999 ฉันยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ จากการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจความจริงมากมาย และก้าวผ่านความเจ็บปวดจากการสูญเสียสามีมาได้ด้วย ต่อมา ฉันทำหน้าที่ในคริสตจักรอย่างสุดความสามารถ ในปี 2003 เนื่องจากการทรยศของคนชั่วคนหนึ่ง ตำรวจท้องที่จึงมาที่บ้านเพื่อจับกุมฉัน โชคดีที่ฉันไม่อยู่บ้าน จึงเลี่ยงความวิบัติครั้งนี้มาได้ เพื่อหนีการจับกุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉันต้องทิ้งบ้านเพื่อไปทำหน้าที่ ความคิดเรื่องทิ้งลูกๆ ทำให้หัวใจฉันเจ็บปวดรวดร้าว สามีของฉันด่วนจากไปก่อนเวลาอันควร ดังนั้นถ้าฉันไป ลูกสองคนของฉันจะเป็นยังไง?  ลูกชายของฉันอายุ 18 แล้ว ใกล้ถึงวัยแต่งงาน และถ้าฉันไม่อยู่ ใครจะช่วยจัดการให้เขาเป็นฝั่งเป็นฝาล่ะ?  แต่ถ้าฉันไม่ไป ฉันอาจถูกจับกุมได้ทุกเมื่อ แล้วฉันก็คงดูแลพวกเขาไม่ได้อยู่ดี ลูกสาวของฉันยังพูดด้วยว่า “แม่ หนูยอมให้แม่ทิ้งพวกเราดีกว่าเห็นแม่ถูกจับ” เมื่อเห็นลูกสาวที่เห็นอกเห็นใจ หัวใจของฉันก็ยิ่งเจ็บปวด และในที่สุด ฉันก็ทิ้งบ้านทั้งน้ำตา แม้จะทิ้งบ้านมาแล้ว แต่หัวใจฉันก็ยังอยู่กับลูกทั้งสองเสมอ และฉันเฝ้าสงสัยว่า “พวกเขาอยู่ดีมีสุขไหม?  มีเงินพอใช้หรือเปล่า?  หางานทำได้ไหม?  ใครจะจัดการงานแต่งงานให้ลูกชายฉัน?  พวกเขาจะขุ่นเคืองฉันและหาว่าฉันทอดทิ้งพวกเขาไหม?” ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ หัวใจของฉันก็เจ็บปวด ฉันรู้สึกว่าไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตนในฐานะแม่และทำผิดต่อลูกๆ มาก ฉันอยากกลับไปดูแลพวกเขาจริงๆ แต่ก็กลัวถูกจับ หัวใจของฉันทุกข์ทรมานเหลือเกิน ตอนนั้นเอง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ผู้ใดเล่าสามารถสละตัวพวกเขาเองเพื่อเราและมอบถวายทั้งหมดทั้งปวงของพวกเขาเพื่อประโยชน์แห่งเราอย่างแท้จริงและอย่างสมบูรณ์?  พวกเจ้าทั้งปวงล้วนไม่ยินดียินร้าย ความคิดของพวกเจ้าวนไปวนมา โดยคิดถึงบ้าน ถึงโลกข้างนอก ถึงอาหารและเสื้อผ้า  ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือเจ้าอยู่ที่นี่เบื้องหน้าเรา ทำสิ่งต่างๆ เพื่อเรา แต่ลึกลงไปเจ้าก็ยังคงกำลังคิดถึงภรรยา ลูก และบิดามารดาของเจ้าที่บ้าน  สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นทรัพย์สมบัติของเจ้าหรือไร?  เหตุใดเจ้าจึงไม่วางใจฝากพวกเขาไว้ในมือของเราเล่า?  เจ้าไม่วางใจในเราหรอกหรือ?  หรือเป็นเพราะเจ้ารู้สึกกลัวว่าเราจะลงมือจัดการเตรียมการที่ไม่เหมาะสมกับเจ้า?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 59)  หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกกระจ่างในหัวใจขึ้นมาก การไว้วางใจฝากลูกๆ ไว้กับพระเจ้าไม่ดีกว่าให้ฉันดูแลเองหรอกเหรอ?  ทุกสิ่งอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า และการที่ลูกสองคนของฉันจะอยู่ดีมีสุขหรือไม่นั้นก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า เมื่อคิดได้แบบนี้ ฉันก็รู้สึกเป็นทุกข์น้อยลง

เมื่อฉันอยู่ห่างบ้านนานวันขึ้น ลูกชายของฉันก็อายุยี่สิบต้นๆ และถึงวัยแต่งงานแล้ว และฉันกังวลว่าเขาจะได้แต่งงานไหม ลูกๆ ของฉันเสียพ่อไปแล้ว และฉันก็ไม่ได้อยู่ดูแลพวกเขา ฉันเลยรู้สึกสงสารพวกเขามาก ปี 2007 ในฐานะผู้นำเขต ฉันถูกปลดเพราะขาดสำนึกของการแบกรับภาระในหน้าที่ ฉันได้ข่าวว่าลูกๆ ไปทำงานในเมืองที่พี่น้องของฉันอาศัยอยู่ ฉันจึงกลับไปอยู่กับพวกเขา เมื่อลูกชายเห็นฉัน เขาก็เย็นชามากและไม่ยอมคุยกับฉัน เขาบอกว่าฉันสนแต่ความเชื่อของตัวเองและทอดทิ้งพวกเขา ฉันรู้สึกผิดมากและรู้สึกว่าความขุ่นเคืองของเขาชอบด้วยเหตุผล น้องๆ ของฉันก็มาหาฉันด้วย น้องชายต่อว่าฉันว่า “หลายปีที่พี่ไม่อยู่ ลูกๆ ของพี่ลำบากกันมากนะ คราวนี้อย่าหนีไปอีกล่ะ พวกเขาโตกันแล้ว พี่ต้องรีบช่วยลูกชายให้ได้แต่งงาน เรื่องนั้นสิที่สำคัญจริงๆ” น้องสาวพูดว่า “หลายปีที่พี่ไม่อยู่ พวกเราเป็นห่วงลูกชายพี่ตลอด ถึงกับช่วยเขาหางานเลยนะ” พอได้ยินแบบนี้ ฉันยิ่งรู้สึกผิดและเป็นทุกข์หนักกว่าเดิม ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่แม่ที่ดี และไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตน ลูกชายของฉันต้องเริ่มหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองตอนอายุ 17 หรือ 18 ปี และลูกสาวของฉัน แม้จะตัวเล็กและผอมบาง แต่ก็ทำงานที่ใช้แรงงานหนัก ถ้าฉันอยู่บ้าน พวกเขาคงไม่ต้องเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยขนาดนี้ เพื่อชดเชยสิ่งที่ฉันติดค้างพวกเขา ฉันพยายามอย่างเต็มที่ในการทำอาหารจานโปรดของพวกเขาและซักเสื้อผ้าให้ และอะไรก็ตามที่ฉันทำให้พวกเขาได้ ฉันก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อเก็บเงินให้ลูกชายแต่งงาน ฉันรับงานเย็บผ้าแบบเหมาจ่ายมาทำที่บ้าน ฉันทำงานตอนกลางคืนแล้วส่งงานตอนเช้า ส่วนตอนกลางวันก็ยังสามารถให้น้ำผู้มาใหม่ เข้าร่วมการชุมนุม และทำหน้าที่ได้ไม่ขาด ในปี 2008 ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร แต่ตอนนั้น ฉันรู้สึกขัดแย้งในใจมาก ฉันรู้ว่าฉันควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและนบนอบ แต่ฉันกังวลว่าการเป็นผู้นำจะกินเวลามากเกินไปจนไม่มีเวลาหาเงิน และถ้าไม่มีเงินและไม่มีบ้าน ใครจะยอมแต่งงานกับลูกชายของฉันล่ะ?  สามีของฉันด่วนจากไปก่อนเวลาอันควร ดังนั้นในฐานะแม่ ฉันจึงมีความรับผิดชอบมากขึ้นไปอีก ถ้าฉันไม่ช่วยลูกชายเก็บเงิน เขาก็คงไม่ได้แต่งงาน แล้วคนอื่นจะไม่หาว่าฉันเป็นแม่ที่ไม่มีความรับผิดชอบหรอกเหรอ?  เมื่อคิดได้ดังนี้ ฉันจึงปฏิเสธที่จะรับหน้าที่ผู้นำและยังคงให้น้ำผู้มาใหม่ต่อไป

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และไม่นานก็ถึงปี 2010 ตอนนี้ลูกชายของฉันอายุ 25 แล้ว และเพื่อนรุ่นเดียวกันแต่งงานกันหมดแล้ว แต่เขายังไม่ได้แต่ง ฉันกระวนกระวายมาก แม้ว่าฉันจะทำงานหาเงินไปพร้อมกับทำหน้าที่ แต่เงินที่ฉันเก็บไว้ให้เขาแต่งงานก็ยังห่างไกลจากคำว่าพอ เพื่อเก็บเงินให้ได้มากขึ้น ฉันจึงรับงานเพิ่มขึ้นอีก เมื่อมีผู้มาใหม่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ฉันทำหน้าที่ในตอนกลางวันและทำงานจนดึกดื่น ฉันจึงมีเวลาและแรงกายในการให้น้ำผู้มาใหม่น้อยลง และฉันแทบไม่ได้คำนึงว่าจะสามัคคีธรรมอย่างไรถึงจะช่วยพวกเขาหยั่งรากในหนทางที่แท้จริง และฉันไม่มีสำนึกของการแบกรับภาระในการแก้ไขปัญหาหรือความลำบากยากเย็นของผู้มาใหม่เลย เพราะฉันจะเริ่มทำงานตอน 5 โมงเย็น บางครั้งฉันก็ทำจนถึงเที่ยงคืนหรือตี 1 แล้วฉันก็ต้องส่งงานตอนตี 4 วันรุ่งขึ้น ฉันจะรู้สึกมึนงงและสับสนเวลาทำหน้าที่ สักพัก ผู้มาใหม่บางคนที่ฉันให้น้ำถึงกับเลิกเข้าร่วมการชุมนุมอย่างสม่ำเสมอ เพราะฉันขาดสำนึกของการแบกรับภาระในหน้าที่ ในที่สุดฉันจึงถูกปลด ฉันรู้สึกเป็นทุกข์มาก ฉันนึกถึงตอนที่ฉันปฏิเสธหน้าที่ผู้นำก่อนหน้านี้ และตอนนี้ฉันทำหน้าที่ให้น้ำผู้มาใหม่ได้ไม่ดีด้วยซ้ำ ฉันรู้สึกละอายใจเกินกว่าจะอธิษฐาน แม้ว่าตอนนี้ เมื่อไม่มีหน้าที่ ฉันสามารถทำงานเต็มเวลาและเก็บเงินให้ลูกชายได้ แต่หัวใจกลับรู้สึกมืดมนและฉันบรรยายความรู้สึกไม่ได้

ในช่วงเวลานั้น ฉันฟังเพลงนมัสการขณะทำงาน เพลงนมัสการจากพระวจนะของพระเจ้าชื่อ “เวลาที่เสียไปจะไม่มีวันหวนกลับมาอีก” ร้องว่า “จงคอยดู!  จงคอยดู!  เวลาที่เสียไปจะไม่มีวันกลับมาอีกครั้ง—จงจำการนี้ไว้!  ไม่มีเวชกรรมใดในโลกที่จะรักษาความเสียดายได้!  ดังนั้น เราควรพูดกับพวกเจ้าอย่างไร?  วจนะของเราไม่คู่ควรต่อการพิจารณาซ้ำๆ อย่างใส่ใจของพวกเจ้าหรอกหรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในเบื้องต้น บทที่ 30)  พระวจนะของพระเจ้ากินใจฉันจริงๆ พระเจ้าตรัสไว้มากมายและจริงจังมาก แต่ทำไมฉันถึงยังดื้อแพ่งและไม่ยอมหันกลับมา?  ในหัวใจ ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงนำฉันออกจากสภาวะนี้ ฉันเฝ้าถามตัวเองว่า “ฉันต้องเลิกไล่ตามเสาะหาความจริงเพียงเพื่อหาเงินให้ลูกชายแต่งงานเหรอ?”  ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนที่ว่า “เมื่อเจ้าไม่ตระหนักในเรื่องนี้ ชีวิตของเจ้าก็จะล่วงเลยไป หลังจากนั้น เจ้าจะมีโอกาสที่จะรักพระเจ้าเช่นนี้อีกหรือไม่?”  “หากในชีวิตเจ้าไม่ทนทุกข์เพื่อความจริงหรือพยายามได้รับความจริง อาจเป็นได้หรือไม่ว่า เจ้าปรารถนาที่จะรู้สึกเสียใจในโมงยามแห่งการตายของเจ้า?  หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงเชื่อในพระเจ้า?”  จากนั้นฉันก็หาพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนนี้มาอ่าน  พระเจ้าตรัสว่า “สำหรับทุกคนที่มีปณิธานและรักพระเจ้าแล้ว ไม่มีความจริงที่ไม่อาจเข้าถึงได้ และไม่มีความยุติธรรมที่พวกเขาไม่อาจยืนหยัดตั้งมั่นได้  เจ้าควรใช้ชีวิตของเจ้าอย่างไร?  เจ้าควรรักพระเจ้าและใช้ความรักนี้สนองเจตนารมณ์ของพระองค์อย่างไร?  ไม่มีเรื่องใดในชีวิตเจ้าที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้  เหนือสิ่งอื่นใด เจ้าต้องมีปณิธานและความมานะบากบั่นเช่นนี้ ไม่ควรเป็นคนอ่อนแอที่ไร้กระดูกสันหลัง  เจ้าต้องเรียนรู้วิธีที่จะได้รับประสบการณ์กับชีวิตที่เปี่ยมความหมายและมีประสบการณ์กับความจริงที่เปี่ยมความหมาย และไม่ควรปฏิบัติต่อตัวเจ้าเองอย่างสุกเอาเผากินแบบนั้น  เมื่อเจ้าไม่ตระหนักในเรื่องนี้ ชีวิตของเจ้าก็จะล่วงเลยไป หลังจากนั้น เจ้าจะมีโอกาสที่จะรักพระเจ้าเช่นนี้อีกหรือไม่?  มนุษย์สามารถรักพระเจ้าหลังจากที่ตายไปแล้วได้หรือ?  เจ้าต้องมีปณิธานและมโนธรรมดุจดังเปโตร ต้องใช้ชีวิตให้เปี่ยมความหมาย  และไม่มัวเล่นสนุกกับตัวเอง  ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และในฐานะคนที่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้า เจ้าต้องพิจารณาและจัดการชีวิตของเจ้าด้วยความรอบคอบ—พิจารณาว่าเจ้าควรถวายตัวเจ้าเองต่อพระเจ้าอย่างไร เจ้าควรมีความเชื่อในพระเจ้าที่เปี่ยมความหมายยิ่งขึ้นอย่างไร และเพราะเจ้ารักพระเจ้า เจ้าจึงควรรักพระองค์ในหนทางที่บริสุทธิ์มากขึ้น งดงามมากขึ้น และดีงามมากขึ้น… เจ้าต้องไม่โยนความจริงทิ้งไปเพื่อที่จะสุขสำราญกับความกลมเกลียวในครอบครัว และเจ้าจะต้องไม่สูญสิ้นศักดิ์ศรีและความซื่อตรงที่มีมาทั้งชีวิตเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีชั่วครู่ชั่วคราว  เจ้าควรไล่ตามเสาะหาทั้งหมดที่ดีงามและงดงาม และเจ้าควรไล่ตามเสาะหาเส้นทางในชีวิตที่เปี่ยมความหมายมากขึ้น  หากเจ้าดำเนินชีวิตเป็นโลกียวิสัยและเป็นทางโลกเช่นนั้น และไม่มีเป้าหมายใดให้ไล่ตามเสาะหา นี่ย่อมเป็นการใช้ชีวิตของเจ้าอย่างสูญเปล่าไม่ใช่หรือ?  เจ้าสามารถได้รับอะไรบ้างจากชีวิตเช่นนั้น?  เจ้าควรละทิ้งความชื่นชมยินดีทั้งหมดของเนื้อหนังเพื่อเห็นแก่ความจริงหนึ่งประการ และไม่ควรโยนความจริงทั้งหมดทิ้งไปเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีเพียงเล็กน้อย ผู้คนเช่นนี้ไม่มีความซื่อตรงหรือศักดิ์ศรีเลย การดำรงอยู่ของพวกเขาช่างปราศจากความหมาย!(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา)  “บนถนนสายนี้ ผู้คนมากมายสามารถพูดถึงความรู้มากมาย  แต่เมื่อถึงเวลาตายของพวกเขา ดวงตาของพวกเขาปริ่มไปด้วยน้ำตา และพวกเขาเกลียดตัวเองที่เสียเวลาไปทั้งชีวิตและใช้ชีวิตจนแก่เฒ่าเพื่อความสูญเปล่า  พวกเขาเพียงเข้าใจคำสอน แต่ไม่สามารถนำความจริงมาปฏิบัติหรือเป็นพยานต่อพระเจ้าได้ ภายนอกพวกเขาเพียงแค่วิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ที และเมื่อหมิ่นเหม่ใกล้ความตายเท่านั้นพวกเขาจึงมองเห็นในที่สุดว่าพวกเขาขาดพร่องคำพยานที่แท้จริง ว่าพวกเขาไม่ได้รู้จักพระเจ้าเลย  และนี่ไม่สายเกินไปหรือ?  เหตุใดเจ้าจึงไม่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดและไล่ตามเสาะหาความจริงที่เจ้ารัก?  เหตุใดจึงรอจนถึงวันพรุ่งนี้เล่า?  หากในชีวิตเจ้าไม่ทนทุกข์เพื่อความจริงหรือพยายามได้รับความจริง อาจเป็นได้หรือไม่ว่า เจ้าปรารถนาที่จะรู้สึกเสียใจในโมงยามแห่งการตายของเจ้า?  หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงเชื่อในพระเจ้า?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าควรมีชีวิตเพื่อความจริงเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า)  พระราชกิจระยะนี้ของพระเจ้าเป็นพระราชกิจสุดท้ายในการช่วยมนุษยชาติให้รอด ฉันตามทันพระราชกิจนี้แล้ว แต่ฉันกลับไม่เห็นคุณค่า และเมื่อถึงวันที่พระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลง หากตอนนั้นฉันอยากทำหน้าที่อย่างถูกควร ก็คงจะไม่มีโอกาสแล้ว แล้วตอนนั้นฉันก็ยังจะถูกกำจัดอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?  พระวจนะของพระเจ้าชัดเจนมาก การเชื่อในพระเจ้า การไล่ตามเสาะหาความจริง และการได้รับความจริง เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต และยังเป็นสิ่งที่มีความหมายที่สุดด้วย แต่ฉันผัดผ่อนหน้าที่ผู้นำเพื่อจะเป็นแม่ที่ดี เพราะกลัวว่าการทำหน้าที่ผู้นำจะทำให้การหาเงินให้ลูกชายล่าช้า ผู้มาใหม่ที่เพิ่งยอมรับพระราชกิจของพระเจ้ามีมโนคติอันหลงผิดมากมายที่ต้องได้รับการสามัคคีธรรมและแก้ไข แต่ฉันคิดแต่จะชดเชยที่ทำผิดต่อลูกชาย ฉันไม่เต็มใจที่จะใช้เวลามากขึ้นในการแก้ปัญหาของผู้มาใหม่ และฉันก็แค่แสร้งทำเป็นพิธีในการชุมนุม ส่งผลให้ผู้มาใหม่ไม่เข้าร่วมการชุมนุมอย่างสม่ำเสมอ ฉันได้รับประโยชน์มากมายจากการให้น้ำและการจัดเตรียมจากพระวจนะของพระเจ้า และพระเจ้ายังได้ประทานโอกาสแห่งความรอดแก่ฉันด้วย แต่ฉันตอบแทนพระเจ้าด้วยอะไร?  นอกจากปฏิเสธหน้าที่แล้ว ฉันยังทำหน้าที่อย่างสุกเอาเผากินและไร้ความรับผิดชอบ ฉันมีความเป็นมนุษย์ตรงไหนกัน!  ตอนนี้ฉันถึงกับเสียหน้าที่เดียวที่มี จะใช้ชีวิตแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน?  การใช้ชีวิตแบบนี้ ทำหน้าที่ไปพร้อมกับพยายามทำให้ลูกๆ พอใจ ไม่จงรักภักดีต่อหน้าที่ และพยายามจับปลาสองมือ สุดท้ายแล้ว ฉันจะได้อะไร?  พระราชกิจของพระเจ้าไม่รอใคร และถ้าฉันไม่ไล่ตามเสาะหาตอนนี้ ฉันก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว ฉันต้องละวางความรักผูกพันและไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่นานหลังจากนั้น ฉันก็กลับมาทำหน้าที่ของฉัน

ในปี 2011 ฉันได้รับเลือกให้เป็นมัคนายกให้น้ำ ตอนนั้น ฉันยังรู้สึกขัดแย้งในใจอยู่บ้าง การเป็นมัคนายกให้น้ำจะเป็นความรับผิดชอบใหญ่ และฉันจะมีเวลาหาเงินให้ลูกชายน้อยลง อย่างไรก็ตาม ฉันก็นึกถึงว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฉันหาเงินอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อการแต่งงานของลูกชาย ฉันไม่ได้แบกรับภาระในหน้าที่ ฉันทำให้งานคริสตจักรล่าช้า และชีวิตของฉันเองก็เสียหายไปด้วย แต่คริสตจักรก็ยังจัดแจงให้ฉันทำหน้าที่สำคัญเช่นนี้ ฉันไม่อาจกบฏต่อพระเจ้าได้อีกต่อไป และฉันต้องทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ดังนั้น ฉันจึงยอมรับหน้าที่ แต่ในหัวใจ ฉันยังกังวลว่าลูกชายอาจจะไม่ได้แต่งงานเพราะเราไม่มีเงิน ในปี 2014 ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งซึ่งช่วยลดความกังวลนี้ลงบ้าง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว คนเราย่อมสามารถผละจากพ่อแม่ตนและดำเนินชีวิตด้วยตนเองได้ และจุดนี้เองที่คนเราเริ่มต้นบทบาทของตนอย่างแท้จริง จุดที่หมอกจางหายไปและภารกิจในชีวิตของคนเราก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น  คนเรายังคงผูกพันใกล้ชิดกับพ่อแม่ของตนเพียงในนาม แต่ด้วยภารกิจของคนเราและบทบาทหน้าที่ในชีวิตนั้นไม่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของตนเลย โดยแก่นแท้แล้ว ความผูกพันใกล้ชิดนี้ย่อมเสื่อมลงเมื่อคนคนหนึ่งค่อยๆ เป็นอิสระ  จากมุมมองทางชีววิทยา ผู้คนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะยังคงพึ่งพาพ่อแม่ของตนในจิตใต้สำนึก แต่หากกล่าวตามข้อเท็จจริงแล้ว  ทันทีที่พวกเขาเติบโตเต็มที่ พวกเขาก็มีชีวิตที่แยกจากพ่อแม่ของตนโดยสมบูรณ์ และจะทำตามบทบาทหน้าที่ของตนอย่างเป็นอิสระ  นอกจากให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่แล้ว ความรับผิดชอบที่พ่อแม่แบกรับในชีวิตก็มีแต่การตระเตรียมสภาพแวดล้อมภายนอกให้ลูกได้เติบโตขึ้นมา เรื่องก็มีอยู่เท่านั้น เพราะสิ่งที่มีผลต่อชะตากรรมของใครๆ ก็มีเพียงการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้างเท่านั้น  คนคนหนึ่งจะมีอนาคตเช่นไรไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถควบคุมได้ เป็นสิ่งที่ถูกลิขิตเอาไว้ล่วงหน้ามานานแล้ว และแม้แต่พ่อแม่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนได้  ในเรื่องของชะตากรรมนั้น ทุกคนเป็นอิสระ และทุกคนมีชะตากรรมของตนเอง  ดังนั้นจึงไม่มีพ่อแม่ของใครก็ตามที่สามารถขัดขวางชะตากรรมในชีวิตของพวกเขาได้ และไม่มีพ่อคนใดที่สามารถผลักดันพวกเขาแม้เพียงน้อยนิดเมื่อเป็นเรื่องของบทบาทหน้าที่ในชีวิตของพวกเขาทำ  อาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าคนเราจะถูกลิขิตเอาไว้ล่วงหน้าให้เกิดมาในครอบครัวใด เติบโตในสภาพแวดล้อมใด สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้นเพื่อให้ลุล่วงภารกิจในชีวิตของตนเท่านั้น  เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้กำหนดชะตากรรมในชีวิตของคนคนหนึ่งในหนทางใดหนทางหนึ่ง หรือประเภทของโชคชะตาที่คนคนหนึ่งจะลุล่วงภารกิจของตน  ดังนั้น ไม่มีพ่อแม่ของใครสามารถช่วยเหลือเขาให้ทำภารกิจในชีวิตของตนจนสำเร็จลุล่วงได้ และในทำนองเดียวกัน ไม่มีญาติพี่น้องของใครสามารถช่วยเขาสวมบทบาทในชีวิตให้ดีได้  คนเราจะทำภารกิจของตนให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างไรและเขาจะสวมบทบาทของตนในสภาพแวดล้อมแบบใดนั้น ล้วนถูกกำหนดโดยชะตากรรมในชีวิตของตนทั้งสิ้น  พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่มีภาวะที่เป็นจริงใดสามารถมีอิทธิพลต่อภารกิจของคนคนหนึ่งซึ่งถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้างได้  ผู้คนทั้งมวลเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสภาพแวดล้อมเฉพาะต่างๆ ที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา จากนั้นพวกเขาจึงค่อยๆ เริ่มออกเดินทางไปบนถนนแห่งชีวิตของตนเองทีละก้าวๆ และลุล่วงโชคชะตาทั้งหลายที่พระผู้สร้างทรงวางแผนการไว้ให้  พวกเขาย่อมเข้าสู่ทะเลแห่งความเป็นมนุษย์อันกว้างใหญ่ไพศาลไปเองโดยไม่รู้ตัว และเข้ารับตำแหน่งของตนเองในชีวิต ที่ซึ่งพวกเขาเริ่มลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบต่างๆ ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างนั้นเพื่อการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง เพื่ออธิปไตยของพระองค์(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันรู้สึกกระจ่างในหัวใจมาก ฉันเข้าใจว่าความรับผิดชอบของฉันมีเพียงการให้กำเนิดลูกๆ จัดเตรียมสภาพแวดล้อมให้พวกเขาเติบโต และเลี้ยงดูพวกเขาจนเป็นผู้ใหญ่ แต่เมื่อลูกๆ โตขึ้น พวกเขาก็มีชีวิตที่แยกจากพ่อแม่โดยสิ้นเชิง เราทุกคนต่างมีภารกิจของตัวเอง ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และหน้าที่ของฉันคือลุล่วงหน้าที่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ไม่ใช่ใช้ชีวิตเพื่อลูกๆ ตลอดเวลา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันทำงานหนักเพื่อหาเงินมาชดเชยความรู้สึกติดค้างลูกชาย โดยหวังว่าจะช่วยให้เขาได้แต่งงานและสร้างครอบครัว เพราะคิดว่าการทำแบบนี้เท่านั้นถึงจะชดเชยให้เขาได้ เพื่อหาเงิน ฉันถึงกับปฏิเสธหน้าที่ผู้นำและไร้ความรับผิดชอบในการให้น้ำผู้มาใหม่ สิ่งนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อการเข้าสู่ชีวิตของฉันและต่องานคริสตจักร ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าการที่ลูกชายจะได้แต่งงานหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับฉัน ว่าการหาเงินซื้อรถหรือบ้านให้เขาไม่ได้รับประกันเรื่องนี้ และพระเจ้าได้ทรงกำหนดการแต่งงานของลูกชายฉันไว้ล่วงหน้าแล้ว ฉันเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ไม่ได้ ฉันนึกถึงเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ทั้งสามีและภรรยาพิการและไม่มีทั้งบ้านและรถ แต่ลูกชายของพวกเขาก็ได้แต่งงานและสร้างครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย ฉันมีญาติคนหนึ่งด้วยที่ครอบครัวมีเงินเก็บหลายล้านและมีทั้งรถและบ้าน แต่ลูกของพวกเขา อายุ 30 กว่าแล้ว ก็ยังไม่ได้แต่งงาน จากเรื่องนี้ ฉันเห็นว่าการแต่งงานไม่ได้ตัดสินด้วยความมั่งคั่ง และทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ความเข้าใจนี้ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นมาก และฉันตัดสินใจที่จะทำหน้าที่ของฉันอย่างถูกควร ไว้วางใจฝากการแต่งงานของลูกชายไว้กับพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า

ในปี 2017 ลูกชายของฉันแต่งงานและย้ายไปอยู่กับครอบครัวภรรยา ลูกสะใภ้ของฉันไม่ได้เรียกสินสอดหรือเรียกร้องอะไรเลย ฉันให้เงินเธอแค่ 30,000 หยวน และไม่มีพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ ญาติสนิทมิตรสหายแค่มารวมตัวกินข้าวกัน และงานก็จัดแบบเรียบง่าย ฉันควรจะมีความสุข แต่ในใจลึกๆ ฉันยังรู้สึกผิด รู้สึกว่าฉันไม่ได้จัดงานแต่งงานใหญ่โตให้ลูกชาย และฉันให้เงินไปเพียงเล็กน้อยและไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบในฐานะแม่ ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกเสียใจ ในปี 2019 ลูกสะใภ้ของฉันตั้งครรภ์และขอให้ฉันไปดูแลเธอ ตอนนั้น ฉันรับผิดชอบงานข้อเขียนของคริสตจักรหลายแห่ง ดังนั้นถ้าฉันไปดูแลลูกสะใภ้ ก็จะทำให้หน้าที่ของฉันล่าช้า แต่แล้วฉันก็นึกถึงว่าหลายปีมานี้ฉันไม่ได้ให้อะไรลูกชายมากนัก ตอนนี้ลูกชายออกไปทำงานหาเงิน และฉันรู้สึกว่าการดูแลลูกสะใภ้ที่กำลังท้องเป็นสิ่งที่ฉันควรทำ และถ้าครั้งนี้ฉันช่วยแบ่งเบาภาระเขาไม่ได้ ฉันก็จะทำผิดต่อเขา แล้วญาติๆ จะไม่หาว่าฉันเป็นแม่ที่ไร้ความรับผิดชอบมากหรอกเหรอ?  ฉันสงบใจไม่ได้ และจดจ่อกับหน้าที่ไม่ได้ ส่งผลให้ประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของฉันลดลงเล็กน้อย ผู้ดูแลทราบเรื่องนี้จึงหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับสภาวะของฉันมาให้  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนที่ใช้ชีวิตในสังคมแท้จริงนี้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกเสียแล้ว  ไม่ว่าผู้คนมีการศึกษาหรือไม่ วัฒนธรรมดั้งเดิมมากมายก็ฝังแน่นอยู่ในความคิดและทรรศนะของพวกเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ผู้หญิงต้องดูแลสามีและเลี้ยงลูกของตนให้เติบใหญ่ ต้องเป็นภรรยาที่ดีและเป็นแม่ที่เปี่ยมรัก อุทิศทั้งชีวิตของพวกเธอให้กับสามีและลูกๆ รวมถึงมีชีวิตอยู่เพื่อพวกเขา ต้องแน่ใจว่าครอบครัวจะได้รับประทานอาหารสามมื้อต่อวัน ทำการซักล้าง ทำความสะอาด และทำงานบ้านทุกอย่างให้ดี  นี่คือมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับในการเป็นภรรยาที่ดีและเป็นแม่ผู้เปี่ยมรัก  ผู้หญิงทุกคนต่างคิดด้วยว่านี่เป็นหนทางที่ควรทำ หากไม่ทำเช่นนี้ เธอจะไม่ใช่ผู้หญิงที่ดี และเธอได้ละเมิดมโนธรรมและมาตรฐานทางศีลธรรมแล้ว  การละเมิดมาตรฐานทางศีลธรรมเหล่านี้จะเป็นความหนักใจในมโนธรรมของคนบางคนอย่างมาก พวกเธอจะรู้สึกว่าตนทำให้สามีและลูกๆ ผิดหวัง และรู้สึกว่าพวกเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ดี  แต่หลังจากที่เจ้าเชื่อในพระเจ้า ได้อ่านพระวจนะของพระองค์มากมาย เข้าใจความจริงบางประการ และมองเรื่องบางเรื่องได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เจ้าย่อมจะคิดว่า ‘ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและควรปฏิบัติหน้าที่ของตนเองเช่นนี้ และสละตนเองเพื่อพระเจ้า’  ในยามนี้มีความขัดแย้งระหว่างการเป็นภรรยาที่ดีและเป็นแม่ผู้เปี่ยมรัก กับการทำหน้าที่ของเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือไม่?  หากเจ้าต้องการเป็นภรรยาที่ดีและเป็นแม่ผู้เปี่ยมรัก เช่นนั้นเจ้าก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของเจ้าได้เต็มเวลา แต่หากเจ้าต้องการทำหน้าที่ของตนให้เต็มเวลา เช่นนั้นเจ้าก็ไม่สามารถเป็นภรรยาที่ดีและเป็นแม่ผู้เปี่ยมรักได้  คราวนี้เจ้าจะทำเช่นไร?  หากเจ้าเลือกที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีและรับผิดชอบต่องานของคริสตจักร อุทิศตนให้พระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ต้องล้มเลิกการเป็นภรรยาที่ดีและเป็นแม่ผู้เปี่ยมรัก  ตอนนี้เจ้าจะคิดอย่างไร?  ความขัดแย้งประเภทใดจะเกิดขึ้นในจิตใจของเจ้า?  เจ้าจะรู้สึกเหมือนเจ้าทำให้ลูกๆ และสามีของตนผิดหวังหรือไม่?  ความรู้สึกผิดและความไม่สบายใจนี้มาจากไหน?  เมื่อเจ้าไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าเจ้าทำให้พระเจ้าทรงผิดหวัง?  เจ้าไม่มีสำนึกของความรู้สึกผิดหรือการตำหนิ เพราะเจ้าไม่ได้มีความจริงอยู่ในหัวใจหรือจิตใจแม้แต่น้อย  ดังนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าเข้าใจคืออะไร?  วัฒนธรรมดั้งเดิมกับการเป็นภรรยาที่ดีและเป็นแม่ผู้เปี่ยมรักนั่นเอง  เพราะฉะนั้น มโนคติอันหลงผิดที่ว่า ‘หากฉันไม่ใช่ภรรยาที่ดีและไม่ใช่แม่ผู้เปี่ยมรัก ฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีหรือคู่ควร’ ย่อมจะผุดขึ้นมาในจิตใจของเจ้า  เจ้าจะถูกมโนคติอันหลงผิดนี้พันธนาการและตีตรวนไว้นับแต่นั้น และจะยังคงเป็นเช่นนั้นแม้หลังจากเจ้าเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของตนแล้วก็ตาม  เมื่อมีความขัดแย้งระหว่างการทำหน้าที่ของเจ้ากับการเป็นภรรยาที่ดีและเป็นแม่ผู้เปี่ยมรัก ในขณะที่เจ้าอาจฝืนใจเลือกการทำหน้าที่ของตน โดยอาจแสดงถึงการอุทิศตนให้พระเจ้าอยู่เล็กน้อย ทว่าเจ้าก็ยังคงมีความรู้สึกไม่สบายใจและการตำหนิอยู่ในหัวใจของตน  ด้วยเหตุนั้นเมื่อเจ้าพอมีเวลาว่างระหว่างการทำหน้าที่ของเจ้า เจ้าจะมองหาโอกาสในการดูแลลูกๆ และสามีของเจ้า เจ้าต้องการชดเชยให้พวกเขามากยิ่งขึ้น และคิดว่าต่อให้เจ้าต้องทนทุกข์มากกว่านี้ก็ไม่เป็นไร ตราบที่เจ้ามีสันติสุขแห่งจิตใจ  สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากอิทธิพลของแนวคิดและทฤษฎีทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเกี่ยวกับการเป็นภรรยาที่ดีและเป็นแม่ผู้เปี่ยมรักหรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงก็ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่ผิดของตนเท่านั้น)  “ซาตานใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมและมโนคติอันหลงผิดทางศีลธรรมเหล่านี้มาพันธนาการหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของเจ้า ทำให้ทัศนะที่เจ้ามีต่อสิ่งต่างๆ นั้นเหลวไหล ทำให้เจ้าปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้าอยู่ในหัวใจ อันเป็นการทำให้เจ้าไม่สามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้า เจ้าถูกสิ่งที่เป็นของซาตานนี้ครอบงำ และถูกทำให้ไม่อาจยอมรับพระวจนะของพระเจ้าได้  ถ้าเจ้าอยากปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ก็จะแสดงอาการและก่อกวนอยู่ภายในตัวเจ้า ทำให้เจ้าต่อต้านความจริงและข้อกำหนดของพระเจ้า  ต่อให้เจ้าอยากปลดแอกของวัฒนธรรมดั้งเดิมออกจากตัว เจ้าก็ไร้กำลังที่จะทำเช่นนั้น  หลังจากดิ้นรนอยู่พักหนึ่ง เจ้าก็จะประนีประนอม  เจ้าจะเชื่อไปว่ามโนคติอันหลงผิดทางศีลธรรมตามแนวจารีตนั้นถูกต้องและตรงกับความจริง ดังนั้น เจ้าย่อมจะปฏิเสธหรือสงสัยพระวจนะของพระเจ้า ไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และไม่สนใจว่าตัวเจ้าจะเข้าถึงความรอดได้หรือไม่ รู้สึกไปว่าถึงอย่างไร เจ้าก็ยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และจะมีหนทางข้างหน้าในชีวิตได้ก็ด้วยการพึ่งพาสิ่งเหล่านี้เท่านั้น  เมื่อไม่อาจทนรับการกล่าวโทษจากความคิดเห็นของผู้คนส่วนใหญ่ได้ เจ้าย่อมเลือกที่จะละทิ้งความจริงและพระวจนะของพระเจ้า หันไปยึดถือมโนคติอันหลงผิดทางศีลธรรมตามแนวจารีตแทน ข้ามไปอยู่ฝ่ายซาตานและยืนอยู่กับซาตาน เลือกที่จะล่วงเกินพระเจ้ามากกว่าที่จะยอมรับความจริง  จงบอกเราเถิด มนุษย์น่าสมเพชมิใช่หรือ?  เขาจำเป็นต้องได้รับความรอดจากพระเจ้ามิใช่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงก็ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่ผิดของตนเท่านั้น)  จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันตระหนักว่าแนวคิดทางวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมเรื่อง “ภรรยาที่ดีและแม่ที่เปี่ยมรัก” คือโซ่ตรวนที่ซาตานใช้พันธนาการผู้หญิงไว้ ทำให้ผู้คนเชื่อว่าผู้หญิงที่ดีต้องใช้ชีวิตเพื่อสามีและลูก และให้ความสำคัญกับพวกเขาเป็นอันดับแรกเสมอ และตราบใดที่เธอทำให้สามีและลูกพอใจได้ ไม่ว่าจะยากหรือเหนื่อยแค่ไหน เธอก็ควรทำ และถ้าเธอทำไม่ได้ เธอก็ไม่ใช่ภรรยาที่ดีหรือแม่ที่เปี่ยมรัก และจะถูกคนอื่นเยาะเย้ย นี่คือสภาวะที่ฉันเป็นอยู่ ตั้งแต่เด็ก ฉันเห็นแม่ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำเพื่อให้ครอบครัวเราอยู่สบาย และแม่ยังจัดการเตรียมงานแต่งงานให้พี่ชายของฉันด้วย ชาวบ้านต่างพากันชมเชยแม่ว่าเป็นภรรยาและแม่ที่ดี ด้วยอิทธิพลจากแม่ หลังแต่งงาน ฉันจึงดูแลสามีและลูกเป็นอย่างดี สามีบอกว่าฉันเป็นภรรยาที่มีคุณธรรม และลูกๆ บอกว่าฉันเป็นแม่ที่ดีและเปี่ยมรัก หลังจากสามีเสียชีวิต ฉันก็รับความรับผิดชอบของพ่อด้วย และฉันทำงานหนักเพื่อหาเงินส่งลูกเรียน และไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน ฉันก็แบกรับไว้คนเดียว หลังจากพบพระเจ้า เนื่องจากการข่มเหงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉันถูกบีบให้ทิ้งบ้าน และแม้ว่าฉันจะทำหน้าที่ของตัวเอง แต่หัวใจของฉันก็อยู่กับลูกๆ เสมอ และใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่รู้สึกติดค้างพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อเห็นลูกชายถึงวัยแต่งงาน และฉันไม่สามารถให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่เขา ฉันรู้สึกรุนแรงกว่าเดิมว่าตัวเองล้มเหลวในฐานะแม่ หลังจากได้รับเลือกเป็นผู้นำคริสตจักร ฉันรู้ว่าฉันควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่ฉันกลัวว่าจะทำให้การหาเงินแต่งงานให้ลูกชายล่าช้า ฉันจึงปฏิเสธหน้าที่นี้ แม้แต่ตอนให้น้ำผู้มาใหม่ หัวใจของฉันก็ไม่ได้จดจ่ออยู่กับหน้าที่ เพราะฉันจดจ่ออยู่แต่กับการหาเงินให้ลูกชาย ทำให้ผู้มาใหม่ไม่ได้รับการให้น้ำอย่างทันท่วงที ตอนนี้ เมื่อต้องเผชิญกับการดูแลลูกสะใภ้ แม้ว่าฉันจะยังไม่ได้ไปหาเธอ แต่หัวใจของฉันก็ลอยห่างจากพระเจ้าไปแล้ว ฉันใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่รู้สึกติดค้างลูกชาย และฉันไม่มีกะจิตกะใจทำหน้าที่ สิ่งนี้ทำให้ประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของฉันลดลง ฉันถูกพันธนาการด้วยแนวคิดดั้งเดิมเรื่องการเป็น “ภรรยาที่ดีและแม่ที่เปี่ยมรัก” ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่หน้าที่ของฉันขัดแย้งกับสิ่งนี้ ฉันจะเอาแต่คิดเรื่องไม่ทำผิดต่อลูก และฉันไม่สนใจผลประโยชน์ของคริสตจักรเลย ฉันเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและได้รับประโยชน์มากมายจากการให้น้ำและการจัดเตรียมจากพระวจนะของพระองค์ แต่ฉันกลับทำสิ่งที่ต่อต้านและเป็นกบฏต่อพระองค์ ฉันไม่มีความเป็นมนุษย์เลยจริงๆ!  ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าแนวคิดทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้คือเครื่องมือที่ซาตานใช้พันธนาการผู้คน ทำให้ฉันใช้ชีวิตเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ที่ดี และสุดท้ายก็ถูกกำจัดเพราะล้มเหลวในการลุล่วงหน้าที่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ฉันมีวิจารณญาณแยกแยะเจตนาอันชั่วร้ายของซาตาน ฉันไม่สามารถถูกวัฒนธรรมดั้งเดิมพันธนาการและตีกรอบได้อีกต่อไป และฉันต้องปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า

จากนั้นฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมและรู้สึกกระจ่างในหัวใจขึ้นมาก  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อพระเจ้าตรัสว่า ‘พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์’ พระองค์ทรงหมายความว่าอย่างไร?  นี่เป็นการทำให้ทุกคนตระหนักในเรื่องนี้ว่า ชีวิตและดวงจิตของพวกเราล้วนมาจากพระเจ้าและถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์—ไม่ได้มาจากพ่อแม่พวกเรา และไม่ได้มาจากธรรมชาติอย่างแน่นอน แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับพวกเรา  มีเพียงเนื้อหนังของพวกเราเท่านั้นที่กำเนิดจากพ่อแม่ และลูกของพวกเราก็เกิดมาจากพวกเรา อย่างไรก็ดี ชะตากรรมของลูกพวกเราล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าทั้งสิ้น  การที่พวกเราสามารถเชื่อในพระเจ้าคือโอกาสที่พระองค์ประทานให้ นี่เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงลิขิตเอาไว้แล้ว และเป็นพระคุณของพระองค์  ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงไม่จำเป็นจะต้องลุล่วงภาระผูกพันหรือความรับผิดชอบต่อใครอื่น เจ้าพึงลุล่วงหน้าที่ต่อพระเจ้าที่เจ้าควรลุล่วงในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเท่านั้น  นี่คือสิ่งที่ผู้คนต้องทำเหนือสิ่งอื่นใด เป็นเรื่องหลักและเป็นงานที่สำคัญที่สุดที่ผู้คนควรทำให้สำเร็จลุล่วงในชีวิต  หากเจ้าไม่ทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงด้วยดี เจ้าก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เป็นไปตามมาตรฐาน  ในสายตาของผู้อื่น เจ้าอาจเป็นภรรยาที่ดีและเป็นแม่ผู้เปี่ยมรัก เป็นแม่บ้านที่ยอดเยี่ยม เป็นลูกกตัญญู และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม แต่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าคือคนที่กบฏต่อพระองค์ คนที่ไม่ได้ลุล่วงภาระผูกพันหรือหน้าที่ของตนเลย คนที่ยอมรับแต่ไม่ได้ทำพระบัญชาของพระเจ้าให้เสร็จสิ้น คนที่ยอมแพ้กลางคัน  คนเช่นนี้สามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าหรือไม่?  ผู้คนเช่นนี้ไม่มีคุณค่า(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงก็ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่ผิดของตนเท่านั้น)  ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และการลุล่วงหน้าที่คือความรับผิดชอบของฉัน ถ้าฉันทำหน้าที่ได้ไม่ดี ฉันก็ไม่คู่ควรที่จะได้รับความรอดจากพระเจ้า ต่อให้ฉันเป็นภรรยาที่ดีและแม่ที่เปี่ยมรัก นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันกำลังปฏิบัติความจริง และสิ่งนี้ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า เมื่อก่อน ฉันใช้ชีวิตตามวัฒนธรรมดั้งเดิม รู้สึกขัดแย้งอยู่เสมอระหว่างการเป็นภรรยาที่ดีและแม่ที่เปี่ยมรักกับการทำหน้าที่ สิ่งนี้ทำให้ฉันเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ และเจ็บปวดแสนสาหัส ตอนนี้ฉันเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าแล้ว ทุกสิ่งในชีวิตคนเรามาจากพระเจ้า ฉันไม่ได้ติดค้างใคร และผู้ที่ฉันติดค้างมากที่สุดต่อพระเจ้า การไล่ตามเสาะหาความจริงและการลุล่วงหน้าที่เท่านั้นที่มีความหมายที่สุด ดังนั้นฉันจึงอธิษฐานถึงพระเจ้า ไว้วางใจมอบลูกสะใภ้ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และเลือกที่จะทำหน้าที่ให้ดีก่อน ต่อมา ฉันได้รู้ว่าลูกสะใภ้คลอดลูกได้อย่างราบรื่น และลูกชายกับลูกสะใภ้ก็ไม่ได้โทษฉันที่ไม่ได้ไปดูแลพวกเขา ฉันขอบคุณพระเจ้าในใจ

ต่อมา ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งและเข้าใจว่าเราควรปฏิบัติต่อลูกที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างไร  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในฐานะที่เป็นใครบางคนซึ่งเชื่อในพระเจ้า อีกทั้งไล่ตามเสาะหาความจริงและความรอด พลังงานและเวลาที่เจ้ามีเหลือในชีวิตก็ควรถูกใช้ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและใช้กับสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้กับเจ้า เจ้าไม่ควรใช้เวลาใดไปกับลูกของเจ้า  ชีวิตของเจ้าไม่ได้เป็นของลูก และไม่ควรถูกใช้ให้หมดเปลืองเพื่อชีวิตและการอยู่รอดของลูก และไม่ใช่เพื่อสนองความคาดหวังของเจ้าที่มีต่อลูก  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ชีวิตของเจ้าควรถูกอุทิศให้กับหน้าที่และกิจที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้กับเจ้า ตลอดจนภารกิจที่เจ้าควรลุล่วงในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  คุณค่าและความหมายของชีวิตเจ้าอยู่ตรงนี้นี่เอง  หากเจ้าเต็มใจที่จะสูญสิ้นศักดิ์ศรีของตัวเองและกลายเป็นทาสของลูก เป็นกังวลเกี่ยวกับพวกเขา และทำใดสิ่งใดให้พวกเขาเพื่อสนองความคาดหวังของตัวเองที่มีต่อพวกเขา เช่นนั้นทั้งหมดนี้ก็ไร้ความหมายและปราศจากคุณค่า และจะไม่ได้รับการรำลึกถึง  หากเจ้าทำเช่นนี้เรื่อยไปและไม่ปล่อยมือจากแนวคิดและการกระทำเหล่านี้ นั่นก็หมายความว่า เจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และเจ้าค่อนข้างเป็นกบฏเท่านั้นเอง  เจ้าไม่ทะนุถนอมทั้งชีวิตและเวลาที่พระเจ้าประทานแก่เจ้า  หากชีวิตและเวลาของเจ้าถูกใช้ไปเพียงเพื่อเนื้อหนังและความเสน่หาของเจ้า และไม่ใช่เพื่อหน้าที่ที่พระเจ้าได้ประทานแก่เจ้า เช่นนั้นชีวิตของเจ้าก็ไม่มีความจำเป็นและปราศจากคุณค่า  เจ้าไม่สมควรที่จะมีชีวิต เจ้าไม่สมควรได้ชื่นชมยินดีกับชีวิตที่พระเจ้าได้ประทานแก่เจ้า และเจ้าไม่สมควรที่จะชื่นชมยินดีกับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ประทานแก่เจ้า  พระเจ้าได้ประทานลูกๆ ให้กับเจ้าเพียงเพื่อให้เจ้าเพลิดเพลินกับกระบวนการฟูมฟักเลี้ยงดูพวกเขา เพื่อได้รับประสบการณ์ชีวิตและความรู้จากการนี้ในฐานะพ่อแม่ เพื่อให้เจ้ารับประสบการณ์กับบางสิ่งที่พิเศษและไม่ธรรมดาในชีวิตมนุษย์ และจากนั้นก็ให้เชื้อสายของเจ้าได้เพิ่มทวี…  แน่นอนว่านี่ก็เพื่อลุล่วงความรับผิดชอบของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในฐานะพ่อแม่เช่นกัน  นี่เป็นความรับผิดชอบที่พระเจ้าได้ทรงตั้งเพื่อให้เจ้าลุล่วงต่อชนรุ่นถัดไป รวมทั้งเป็นบทบาทที่เจ้าเล่นเป็นพ่อแม่สำหรับชนรุ่นถัดไป  ในแง่มุมหนึ่งนั้นก็เพื่อก้าวผ่านกระบวนการพิเศษในการฟูมฟักเลี้ยงดูเด็กนี้ และในอีกแง่มุมก็เพื่อรับบทบาทในการเพิ่มทวีชนรุ่นถัดไป  ครั้นภาระผูกพันนี้ลุล่วงแล้วและลูกของเจ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดประสบความสำเร็จอย่างสูงหรือยังเป็นบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป นั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า เพราะเจ้าไม่ใช่ผู้ที่กำหนดโชคชะตาของพวกเขา และเจ้าก็ไม่ใช่ผู้เลือกโชคชะตานั้น และเจ้าไม่ได้มอบโชคชะตานั้นให้กับพวกเขาอย่างแน่นอน—เป็นพระเจ้าที่ทรงลิขิต  ในเมื่อพระเจ้าทรงลิขิตสิ่งเหล่านี้ เจ้าไม่ควรก้าวก่ายหรือเข้าไปจุ้นจ้านกับชีวิตหรือการอยู่รอดของพวกเขา  ท่าทีที่มีต่อชีวิต กิจวัตรประจำวัน และนิสัยของพวกเขา กลวิธีในการอยู่รอดอันใดก็ตามที่พวกเขามี ทัศนะคติต่อชีวิตแบบใดก็ตาม ท่าทีใดก็ตามที่พวกเขามีต่อโลก—พวกเขาต้องเลือกสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง และไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องไปห่วงใย  เจ้าไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้หรือแบกความทุกข์ใดแทนพวกเขาเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขามีความสุขทุกวัน  สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่จำเป็น… เพราะฉะนั้นท่าทีซึ่งสมเหตุผลที่สุดสำหรับพ่อแม่หลังจากที่ลูกโตแล้วก็คือการปล่อยมือ ปล่อยให้ลูกรับประสบการณ์กับชีวิตด้วยตัวเองลำพัง ปล่อยให้พวกเขาดำเนินชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเอง รวมทั้งเผชิญหน้า รับมือ และแก้ไขความท้าทายนานาสารพันในชีวิตโดยไม่พึ่งพาผู้ใด  หากพวกเขาแสวงหาการช่วยเหลือจากเจ้า และเจ้ามีความสามารถและภาวะที่ทำเช่นนั้นได้ แน่นอนว่าเจ้าสามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ และให้การสงเคราะห์ที่จำเป็นได้  อย่างไรก็ตาม เจ้าต้องเข้าใจข้อเท็จจริงหนึ่งที่ว่า ไม่ว่าเจ้าจะให้การช่วยเหลืออย่างไร ไม่ว่านั่นเป็นไปทางการเงินหรือเชิงจิตวิทยา  นั่นสามารถเป็นได้เพียงชั่วคราวและไม่อาจเปลี่ยนแปลงประเด็นปัญหาซึ่งเป็นสาระสำคัญอันใดได้ พวกเขาต้องนำร่องเส้นทางของตัวเองในชีวิต และเจ้าไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องแบกรับกิจธุระหรือผลสืบเนื่องใดของพวกเขา  นี่คือท่าทีที่พ่อแม่ควรมีต่อลูกที่เป็นผู้ใหญ่ของตน(พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (19))  พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจว่าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ชีวิตของฉันจะมีคุณค่าและความหมายได้ก็ต่อเมื่อลุล่วงหน้าที่เท่านั้น ฉันไม่ควรใช้ชีวิตเพียงเพื่อทำให้ลูกๆ พอใจ หรือเพียงเพื่อจ่ายราคาและสละตนเองเพื่อพวกเขา ตอนลูกๆ ยังเล็ก ฉันดูแลพวกเขาอย่างเอาใจใส่ เมื่อพวกเขาโตขึ้น ความรับผิดชอบในฐานะพ่อแม่ของฉันก็สมบูรณ์แล้ว และฉันควรปล่อยวางและให้พวกเขาได้มีประสบการณ์กับชีวิต หลังจากนั้น พวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรหรือชีวิตจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับฉันอีกต่อไป ถ้าช่วยได้ฉันก็ควรช่วย แต่ถ้าช่วยไม่ได้ ฉันก็ไม่ควรรู้สึกติดค้าง เพราะชะตากรรมของคนเราถูกพระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว พ่อแม่เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของลูกไม่ได้ ตอนนี้ ฉันควรทุ่มเทกำลังทั้งหมดไปที่หน้าที่ เตรียมความพร้อมมากขึ้นด้วยหลักธรรมความจริงเพื่อชดเชยข้อบกพร่องของตัวเอง ไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน ปฏิบัติความจริง และทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรม นี่คือสิ่งที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย

หลังจากผ่านประสบการณ์นี้ ฉันก็เข้าใจว่าถ้าผู้คนเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่มองสิ่งต่างๆ ตามพระวจนะของพระเจ้า และถ้าไม่ใช้ความจริงเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากความคิดทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของซาตาน ปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลก และพิษของซาตาน พวกเขาก็จะไม่มีวันได้รับการปลดปล่อยให้เป็นไท ต้องใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น คนเราถึงจะสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการและการตีกรอบของซาตาน และได้รับการปลดปล่อยให้เป็นไทและมีอิสรภาพอย่างแท้จริง ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรอดจากพระองค์!

ก่อนหน้า:  56. ตื่นจากความฝันเรื่องการได้รับพร

ถัดไป:  61. การไล่ตามไขว่คว้าความมั่งคั่งนำมาซึ่งความสุขได้หรือไม่?

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger