61. การไล่ตามไขว่คว้าความมั่งคั่งนำมาซึ่งความสุขได้หรือไม่?
ตอนเด็กๆ พ่อฉันทำงานในสำนักงานของรัฐบาลในเมือง ส่วนแม่เปิดร้านตัดเสื้อ ฐานะครอบครัวเราค่อนข้างดีในละแวกนั้น ไม่ว่าฉันจะไปเยี่ยมญาติหรือเพื่อนร่วมชั้น พวกเขาจะมองฉันด้วยความอิจฉากันทุกคน และญาติๆ ก็จะมาเพื่อเยี่ยมบ้านเราช่วงตรุษจีนและเพื่อฉลองเทศกาลต่างๆ ฉันเคยได้ยินคนในครอบครัวซุบซิบกันว่า “สมัยนี้ผู้คนล้วนให้ความสำคัญกับวัตถุมาก ที่พวกเขามาบ้านเราก็เพราะเรามีฐานะดี ถ้าเรายากจนไม่มีกิน ก็คงไม่มีใครมาหรอก อย่างคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้คนเคารพคนมีทรัพย์สิน หมากัดคนซอมซ่อ’ และ ‘ยากจนในเมืองหลวงไม่มีใครเหลียวแล ร่ำรวยในป่าเขาก็มีญาติมาหาถึงที่’” ฉันเห็นด้วยกับทัศนะนี้มาก และรู้สึกว่าต้องมั่งมีเท่านั้น คนอื่นถึงจะชื่นชมและยกย่องเรา
หลังแต่งงาน ฐานะครอบครัวฉันอยู่ระดับปานกลาง ส่วนครอบครัวพี่สะใภ้คนโตทำธุรกิจ ชีวิตความเป็นอยู่พวกเขาจึงดีกว่าเรามาก แม่สามีมักจะพูดว่า “ดูสิว่าพี่สะใภ้คนโตของเธอกับสามีเขาเก่งแค่ไหน! พวกเขาหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ดูพวกเธอสองคนสิ ทั้งปีหาเงินเข้าบ้านแทบไม่ได้เลย” มีครั้งหนึ่ง แม่สามีคุยกับพ่อสามีว่า “ดูลูกชายตาหลี่ในหมู่บ้านเราสิ เขาออกไปทำงานแค่ไม่กี่ปีก็หาเงินได้ตั้งเยอะ พอกลับมา เขาก็ปรับปรุงบ้านให้พ่อแล้วก็ซื้อทีวีจอแอลซีดีเครื่องใหญ่ เสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ก็เป็นของใหม่หมด ทีนี้หันมาดูลูกชายเราสิ เรายังต้องควักเงินเลี้ยงหลานอยู่เลย! มีสองคนนั้นอยู่บ้าน แป้งสาลีถุงนึงกินได้ไม่กี่มื้อก็หมดแล้ว พรุ่งนี้คุณรีบไปบดแป้งข้าวโพดมาหน่อยนะ ขืนกินแต่แป้งสาลีเปลืองแย่” ได้ยินแบบนี้ ฉันก็รู้สึกเศร้ามาก ฉันปฏิญาณกับตัวเองเงียบๆ ว่าไม่ว่าจะต้องทนทุกข์หรือลำบากแค่ไหน ฉันก็ต้องหาเงินให้ได้เยอะๆ ฉันจะได้รับการชื่นชมก็ต่อเมื่อมีเงิน และเงินก็เป็นตัวกำหนดสถานะของฉันในครอบครัวนี้ พอฉันมีเงิน แม่สามีก็จะไม่ดูถูกฉันอีกต่อไป เธอจะหันมายกย่องฉันแทน
ในปี 2011 ฉันกับสามีเปิดร้านขายอาหารเช้า ช่วงแรกฉันไม่อยากจ้างคนเพิ่ม ก็เลยตื่นมาทำงานตอนห้าทุ่มเพื่อเตรียมอาหารก่อนถึงเวลาขายอาหารเช้า เวลาขายอาหารเช้ามีแค่ไม่กี่ชั่วโมง และถ้าเตรียมไว้ไม่พอ ของจะหมดก่อน ตอนนั้นกิจการค่อนข้างดี และฉันก็เก็บเงินได้หลายหมื่นหยวนต่อปี เพราะฉันเอาแต่ก้มหน้าทำงานติดต่อกันหลายปี ก็เลยเริ่มปวดต้นคอ ตอนที่ปวดรุนแรง ฉันก็แค่เอากำปั้นทุบเบาๆ สองสามที แล้วก็รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย ก็เลยไม่ได้ใส่ใจอะไร พอเข้าปีที่สาม วันหนึ่งฉันรู้สึกเวียนหัว มึนงง และคลื่นไส้ สามีเลยพาฉันไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าอาการเวียนหัวและคลื่นไส้เกิดจากโรคกระดูกคอเสื่อม และห้ามฉันก้มหน้าเป็นเวลานานๆ อีก ถ้าอาการรุนแรงกว่านี้ ฉันจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ฉันไม่มีทางเลือกจึงต้องจ้างคนเพิ่มอีกหนึ่งคน ต่อมา เพื่อให้หาเงินได้มากขึ้น ฉันจึงเพิ่มตัวเลือกอาหารเช้าอีกสองสามอย่าง และพอตัวเลือกเยอะขึ้น ฉันก็ยิ่งยุ่งหนักกว่าเดิม ฉันจะเข้านอนตอนหนึ่งทุ่มทุกคืน แล้วตื่นมาทำงานตอนห้าทุ่มนิดๆ ฉันเลยได้นอนแค่วันละประมาณสี่ชั่วโมง ฉันยุ่งกับการขายอาหารเช้าจนไม่มีเวลากินอาหารเช้าเสียเอง และพอขายอาหารเช้าเสร็จ ก็ปาเข้าไปเที่ยงแล้ว ทุกๆ วัน ฉันจะยุ่งจนไม่ได้กินอะไรจนหลังบ่ายสามโมง และพอกินเสร็จ ฉันก็ต้องเตรียมของสำหรับวันถัดไปต่อ พอหมดวัน เท้า เอว และหลังของฉันก็ปวดไปหมด ฉันขาชาเหมือนยืนอยู่บนน้ำแข็งมาตลอด มันเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็กัดฟันทนเพื่อหาเงิน อย่างคำกล่าวที่ว่า “คนเราต้องสู้ทนความทุกข์ยากอันใหญ่หลวงที่สุดจึงจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” หลังจากตรากตรำอยู่หลายปี เราก็หาเงินได้หลายแสนหยวน แล้วก็ซื้อบ้านกับรถหนึ่งคัน พ่อแม่สามีเห็นว่าเรารวยขึ้น ก็เริ่มทักทายเราอย่างยิ้มแย้มเสมอ ส่วนญาติสนิทมิตรสหายก็ทักทายเราอย่างอบอุ่น ทุกครั้งที่ไปบ้านพ่อแม่สามี ฉันเพลิดเพลินกับความรู้สึกที่ได้เป็นจุดสนใจ เรื่องนี้ทำให้ฉันเห็นว่าฐานะทางการเงินเป็นตัวกำหนดสถานะของเราจริงๆ ผู้คนได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีและมีเกียรติมากขึ้นเมื่อมีเงิน แต่เพราะทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำมาหลายปี แถมยังนอนดึกติดต่อกันเป็นเวลานาน สามีฉันเลยเป็นโรคหัวใจ และการผ่าตัดใส่ขดลวดของเขาครั้งนึงต้องใช้เงินถึง 160,000 หยวน ฉันเองก็เหนื่อยมากจนปวดกระดูกคอและกระดูกสันหลังส่วนเอวทุกวัน พอเอนตัวลงนอนตอนกลางคืน ร่างกายฉันก็ปวดไปหมดทุกส่วน บางครั้งพอโรคกระดูกคอเสื่อมกำเริบ ฉันจะรู้สึกเวียนหัว ไม่กล้าขยับตัว แล้วสมองก็ตื้อไปหมด แต่นี่ยังไม่แย่ที่สุดด้วยซ้ำ สิ่งที่แย่ที่สุดคือฉันแพ้แป้งสาลี ฉันจามทุกครั้งที่ต้องสัมผัสแป้ง และพอเป็นหนักเข้า ก็เหมือนคนเป็นหอบหืด ฉันรู้สึกอึดอัดทรมานเพราะหายใจลำบากมาก ทุกครั้งที่ทำงานฉันต้องใส่หน้ากากอนามัยซ้อนกันห้าหกชั้น โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนจัด การใส่หน้ากากหนาขนาดนั้นทำให้เหงื่อออกเต็มหน้า ฉันบรรยายไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันอึดอัดแค่ไหน! แต่เพื่อที่จะดูน่านับถือต่อหน้าคนอื่น ฉันจึงต้องทนทุกข์อยู่เบื้องหลัง ฉันบากบั่นไม่ว่าจะลำบากหรือต้องทนทุกข์แค่ไหน เมื่อถึงปลายปี 2018 ฉันก็เปิดร้านอาหารเช้ามาได้แปดปีแล้ว พอมีร้านอาหารเช้าผุดขึ้นตามโครงการบ้านจัดสรรทุกแห่ง ร้านอาหารเช้าของเราในตลาดเช้าก็ไม่ค่อยเป็นที่นิยมอีกต่อไป และกิจการก็แย่ลงทุกปี ฉันเห็นว่าร้านคงไปไม่รอด ฉันกู้เงินมาซื้อบ้านกับรถ ขืนเป็นแบบนี้ แต่ละปีฉันก็คงเก็บเงินแทบไม่ได้เลย เพื่อให้เก็บเงินได้มากขึ้น ฉันเลยเปิดร้านอีกแห่ง สามีฉันทำงานในร้านเก่า ส่วนฉันทำงานในร้านใหม่ พอหมดวันเราก็เหนื่อยล้าและง่วงนอนมาก บางครั้งฉันง่วงจนต้องฟุบหลับคาโต๊ะ เนื่องจากสามีเป็นโรคหัวใจและผ่าตัดใส่ขดลวด เขาจึงอยู่เฝ้าร้านนานๆ ไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ล้มเลิกความคิดที่จะหาเงิน และยังฝืนทำงานทั้งที่ป่วย ตอนนั้นฉันเหมือนลูกข่างที่หมุนไม่หยุดและกินนอนไม่ได้อย่างเต็มอิ่ม บางครั้งฉันก็คิดว่า “จุดประสงค์ของชีวิตคืออะไร? ฉันทำงานสายตัวแทบขาดทุกวันเพื่อเงิน การเป็นคนรวยอาจทำให้คนชื่นชมเรา แต่สุดท้ายเราก็จะตายอยู่ดี แล้วจะมีชีวิตไปทำไม?” ในใจฉันรู้สึกหมดหนทางและว่างเปล่า และมักจะคิดว่า “เมื่อไหร่ชีวิตแบบนี้จะจบลงสักที?” แต่ในเมื่อไม่มีทางออกอื่น ฉันก็ต้องทนใช้ชีวิตแบบนั้นต่อไป
ต่อมา ฉันพบว่าร้านอาหารจีนทำเงินได้ดี ฉันเลยเซ้งร้านอาหารเช้าให้คนอื่นแล้วเตรียมเปิดร้านอาหารจีน ระหว่างปรับปรุงร้าน ไม่คาดคิดเลยว่าสามีฉันจะอาการกำเริบหลังจากมีเรื่องสะเทือนใจและต้องเข้าโรงพยาบาล หมอบอกว่าด้วยโรคของเขา เขาห้ามเหนื่อย ห้ามโกรธ หรือมีอารมณ์รุนแรงเกินไป ฉันเห็นว่าเมื่อสามีอยู่ในสภาพนี้ ถึงออกจากโรงพยาบาลมา เขาก็คงค้าขายไม่ไหว ฉันไม่มีทางเลือกจึงต้องเซ้งร้านที่ปรับปรุงเกือบเสร็จให้คนอื่นไป ตอนนั้นฉันขาดทุนไปกว่า 200,000 หยวน และรู้สึกอับอายที่จะสู้หน้าญาติสนิทมิตรสหาย ฉันรู้สึกว่าคนที่รู้จักฉันต้องดูถูกและเยาะเย้ยฉันแน่ๆ ในปี 2019 ฉันยืมเงินหลายแสนหยวนจากญาติๆ มาลงทุนในโปรเจกต์หนึ่ง แต่สุดท้ายเจ้าของโปรเจกต์กลับถูกจับ ตอนนั้นฉันอึ้งไปเลย “คนอื่นลงทุนได้กำไรเป็นแสนๆ ทำไมพอฉันทำถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?” ความฝันของฉันที่จะรวยพังทลายลงแบบคาดไม่ถึง และฉันไม่มีน้ำตาเหลือให้ร้องไห้ จากนั้นฉันก็ไปหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวเริ่มทำกิจการอื่น แต่ทุกอย่างต้องใช้เงินทุน ฉันจะไปยืมเงินใครได้อีก? ฉันยืมเงินญาติทุกคนมาลงทุนหมดแล้ว และตอนนี้ฉันก็ไม่มีใครให้ยืมแล้ว ฉันนึกถึงหนี้รถกับหนี้บ้าน และค่าใช้จ่ายสำหรับส่งลูกชายเรียน ฉันจะทำยังไงดี? หลังจากสามีออกจากโรงพยาบาล เขาก็เหมือนคนเป็นอัลไซเมอร์และช่วยอะไรฉันไม่ได้เลย ฉันต้องดูแลเขาด้วยซ้ำ ช่วงนั้นฉันกลุ้มใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ และหัวใจก็เจ็บปวดรวดร้าว บางครั้งฉันแค่อยากตายให้มันจบๆ ไป แต่แล้วก็คิดถึงหนี้สินที่ยังไม่ได้ใช้คืน ลูกชายที่ยังเรียนไม่จบ และสามีที่ยังป่วยอยู่ ถ้าฉันตาย ครอบครัวนี้จะไม่พังทลายเหรอ? ลูกชายฉันจะไม่เสียศูนย์หรอกหรือ? ฉันตายไม่ได้! ตอนนั้นฉันรู้สึกจริงๆ ว่าฉันสู้ชีวิตต่อไม่ไหว แต่ก็ตายไม่ได้เหมือนกัน เวลานอนไม่หลับตอนกลางคืน ฉันทำได้แค่ร้องไห้เงียบๆ ฉันมองย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ทำงานหนักหาเงินเพื่อจะได้มีชีวิตที่หรูหรา และกลายเป็นทาสของเงิน แต่สุดท้าย เงินที่หามาอย่างยากลำบากก็หมดไป สามีก็ทรมานจากการเจ็บป่วย และเราก็เป็นหนี้ก้อนโต เราไม่เหลืออะไรเลยจริงๆ เหมือนพยายามแบกน้ำด้วยชะลอม มีชีวิตแบบนี้ไปเพื่ออะไร? ฉันคิดเรื่องนี้ไม่ตกจริงๆ และก็ไม่มีใครให้คำตอบฉันได้ พอจนปัญญา ฉันกับสามีก็ปรึกษากันว่าจะไปหาแม่ฉันเพื่อเริ่มเชื่อในพระเจ้า ความจริงแล้ว แม่ฉันเคยเป็นพยานยืนยันถึงพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าแก่ฉันในปีที่สองที่เราเปิดร้านอาหารเช้า ในหัวใจ ฉันเชื่อจริงๆ ว่ามีพระเจ้าทรงดำรงอยู่ แต่ตอนนั้นกิจการยุ่งมากจนฉันไม่มีเวลาแม้แต่จะกินหรือนอน นับประสาอะไรที่จะเชื่อในพระเจ้า ฉันจึงปฏิเสธไป แต่ครั้งนี้ หลังจากสืบค้นอยู่ระยะหนึ่ง ฉันกับสามีก็ยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม ปี 2020 แม้ตอนนั้นครอบครัวฉันจะสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน และหัวใจฉันก็เปี่ยมความชื่นบานยินดีและสันติสุข
วันหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่กินใจฉันมาก พระเจ้าตรัสว่า “งานที่ดำเนินการในระหว่างยุคสุดท้ายคืองานแห่งการพิชิตชัย ไม่ใช่การนำทางชีวิตของผู้คนทั้งหมดบนแผ่นดินโลก แต่เป็นบทสรุปปิดตัวของชีวิตแห่งความทุกข์ที่ยาวนานหลายพันปีและไม่รู้จบของมวลมนุษย์บนแผ่นดินโลก… นี่เป็นเพราะยุคสุดท้ายเป็นบทสรุปปิดตัวของทั้งยุค ยุคสุดท้ายเป็นความครบบริบูรณ์และการอวสานของแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า และยุคสุดท้ายสรุปปิดตัวการเดินทางชั่วชีวิตแห่งความทุกข์ของมวลมนุษย์ ยุคสุดท้ายไม่ได้นำพามวลมนุษย์ทั้งปวงมาสู่ยุคใหม่หรือยอมให้ชีวิตของมวลมนุษย์ดำเนินต่อไป นั่นจะไม่มีนัยสำคัญเลยต่อแผนการบริหารจัดการของเรา หรือต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ หากมวลมนุษย์ดำเนินต่อไปเช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็จะถูกมารกัดกินไปจนหมด และวิญญาณเหล่านั้นที่เป็นของเราก็จะถูกทำลายด้วยมือของมันในที่สุด งานของเราใช้เวลานานแค่หกพันปี และเราได้สัญญาว่าการควบคุมมวลมนุษย์ทั้งปวงของมารร้ายก็จะใช้เวลาแค่หกพันปีเช่นกัน ดังนั้น บัดนี้หมดเวลาแล้ว เราจะไม่ดำเนินการต่อหรือหน่วงเหนี่ยวอีกต่อไป นั่นคือ ในระหว่างยุคสุดท้าย เราจะปราบซาตาน เราจะเอาสง่าราศีของเราทั้งหมดคืนมา และเราจะเรียกคืนวิญญาณทั้งหมดที่เป็นของเราบนแผ่นดินโลก เพื่อที่วิญญาณที่เศร้าโศกเหล่านี้อาจหนีพ้นจากทะเลแห่งความทุกข์ได้ และด้วยเหตุนั้นจะเป็นการสรุปปิดตัวงานทั้งหมดของเราบนแผ่นดินโลก” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ไม่มีใครที่มีเนื้อหนังสามารถหลีกหนีวันแห่งพระพิโรธได้) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันเข้าใจว่าระยะแห่งพระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำในยุคสุดท้าย คือการยุติชีวิตแห่งความทุกข์ของมนุษยชาติ และนำผู้คนกลับมาจากเงื้อมมือของซาตาน เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ถูกมันทำร้ายอีก ฉันตื่นเต้นมากและรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ฉันดิ้นรนอย่างหนักในโลกนี้มาหลายปี โดยไม่มีที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดในใจ—มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เข้าพระทัยความขมขื่นและความอับจนหนทางของฉัน ครั้งนี้ ฉันพบทางออกแล้ว ซึ่งก็คือการยอมรับความรอดของพระองค์ ฉันนึกถึงตอนปี 2012 ที่แม่เคยเป็นพยานยืนยันให้ฉันฟังหลายครั้งว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อทรงแสดงความจริงท่ามกลางมวลมนุษย์ในยุคสุดท้ายเพื่อช่วยพวกเราให้รอด แต่ตอนนั้นฉันหมกมุ่นอยู่กับเงินทองและปฏิเสธความรอดของพระเจ้าเพื่อจะได้มีชีวิตที่หรูหรา ฉันเสียใจมากจริงๆ ถ้าฉันยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายเร็วกว่านี้ ฉันก็คงจะไม่ต้องทนทุกข์หรือสู้ทนความยากลำบากในโลกมากมายขนาดนี้ วันนี้ฉันมีโชควาสนาที่ได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เพราะความรักของพระเจ้าได้มาถึงฉันแล้ว และพระเจ้าต้องประสงค์จะช่วยฉันให้รอดและดึงฉันขึ้นมาจากทะเลแห่งความทุกข์นี้ เมื่อก่อน ฉันเอาแต่ดิ้นรนหาเงินอย่างเอาเป็นเอาตาย ชีวิตฉันเลยยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน แต่ครั้งนี้ฉันจะพลาดโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าไม่ได้อีกแล้ว เหมือนฉันคว้าเครื่องช่วยชีวิตไว้ได้ และฉันอยากคว้าโอกาสที่หาได้ยากนี้ไว้เพื่อติดตามพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ และเลิกใช้ชีวิตเพื่อเงินเสียที หลังจากนั้น ฉันก็ไปพบปะกับพี่น้องชายหญิงเพื่อสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้าอยู่บ่อยๆ และฉันก็รู้สึกผ่อนคลายและมีสันติสุขเป็นพิเศษ
ในการชุมนุมช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2021 พวกเราได้สามัคคีธรรมกันว่าซาตานใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์มาทำร้ายผู้คนอย่างไร โดยอิงจากพระวจนะของพระเจ้า พอได้ยินแบบนี้ ฉันรู้สึกว่ามันตรงกับสภาวะของฉันมาก พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในข้อเท็จจริงนั้น ไม่ว่าความมุ่งมาดปรารถนาของมนุษย์จะใหญ่โตเพียงใด ไม่ว่าความปรารถนาของมนุษย์จะสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือถูกต้องเหมาะสมเพียงใด ทั้งหมดที่มนุษย์อยากสัมฤทธิ์ ทั้งหมดที่มนุษย์แสวงหา เชื่อมโยงกับคำสองคำอย่างแยกกันไม่ออก สองคำนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อทุกคนไปตลอดชีวิตของพวกเขา และคำสองคำนี้เป็นสิ่งที่ซาตานตั้งใจที่จะปลูกฝังในมนุษย์ คำสองคำนี้คืออะไรนะหรือ? คำสองคำนี้ก็คือ ‘ชื่อเสียง’ และ ‘ผลประโยชน์’ ซาตานใช้วิธีการที่อ่อนโยนมาก วิธีการซึ่งเป็นไปตามมโนคติที่หลงผิดของผู้คนอย่างยิ่ง และไม่ค่อยก้าวร้าวนัก เพื่อทำให้ผู้คนยอมรับวิธีการและกฎแห่งการอยู่รอดของมันโดยไม่รู้ตัว เกิดมีเป้าหมายในชีวิตและทิศทางในชีวิต และเกิดมีความมุ่งมาดปรารถนาในชีวิตขึ้นมา ไม่ว่าผู้คนจะพรรณนาความมุ่งมาดปรารถนาในชีวิตของตนเอาไว้สูงส่งเพียงใด ความมุ่งมาดปรารถนาเหล่านี้ก็วนเวียนอยู่รอบๆ ชื่อเสียงและผลประโยชน์เสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างที่บุคคลที่ยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียงคนใดก็ตาม—หรือที่จริงแล้วใครก็ตาม—ไล่ตามตลอดชีวิตของพวกเขา มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสองคำนี้เท่านั้นคือ ‘ชื่อเสียง’ และ ‘ผลประโยชน์’ ผู้คนคิดว่าทันทีที่พวกเขามีชื่อเสียงและผลประโยชน์ พวกเขาย่อมมีต้นทุนให้สุขสำราญกับสถานะอันสูงส่งและความมั่งคั่งอันใหญ่หลวง และสุขสำราญกับชีวิต พวกเขาคิดว่าทันทีที่ตนเองมีชื่อเสียงและผลประโยชน์ พวกเขาย่อมมีต้นทุนไว้แสวงหาความหรรษาและหมกมุ่นกับความเพลิดเพลินทางเนื้อหนังโดยไม่ยั้งคิด เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของชื่อเสียงและผลประโยชน์ซึ่งพวกเขาอยากได้อยากมี และโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ผู้คนจึงยินดีมอบร่างกาย หัวใจ และแม้แต่ทั้งหมดที่พวกเขามี รวมถึงจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขาให้ซาตาน พวกเขาทำเช่นนั้นโดยไม่สงวนท่าที โดยที่ไม่มีความสงสัยแม้แต่อึดใจ และโดยไม่รู้ที่จะเอาทุกสิ่งที่พวกเขาเคยมีกลับคืนมา ผู้คนสามารถรักษาการควบคุมตัวเองได้หรือไม่ในเมื่อพวกเขาได้มอบตนเองให้ซาตานและกลายเป็นจงรักภักดีต่อมันในลักษณะนี้แล้ว? แน่นอนว่าไม่ พวกเขาถูกซาตานควบคุมอย่างสมบูรณ์และอย่างถึงที่สุด พวกเขาจมอยู่ในปลักตมนี้อย่างเบ็ดเสร็จและสิ้นเชิงแล้ว และไร้ความสามารถที่จะปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้ เมื่อใครสักคนจมปลักอยู่ในชื่อเสียงและผลประโยชน์ พวกเขาจะไม่แสวงหาสิ่งที่สดใส สิ่งที่ยุติธรรม หรือบรรดาสิ่งที่สวยงามและดีงามอีกต่อไป นี่เป็นเพราะชื่อเสียงและผลประโยชน์มีความเย้ายวนต่อผู้คนนั้นมากเกินไป และเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถไล่ตามเสาะหาอย่างไม่จบไม่สิ้นตลอดชั่วชีวิตของพวกเขาและกระทั่งชั่วนิรันดร์ นี่คือสถานการณ์ตามจริงไม่ใช่หรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6) “‘เงินทำให้โลกหมุนไป’ นี่เป็นกระแสนิยมอย่างหนึ่งหรือไม่? เมื่อเปรียบเทียบกับกระแสนิยมด้านแฟชั่นและอาหารชั้นเลิศที่พวกเจ้าเอ่ยถึง นี่ไม่ยิ่งทรงพลังกว่าหรอกหรือ? ‘เงินทำให้โลกหมุนไป’ เป็นปรัชญาหนึ่งของซาตาน แพร่หลายมากในหมู่คน ในทุกสังคม เจ้าสามารถกล่าวได้ว่ามันเป็นกระแสนิยมอย่างหนึ่ง นี่เป็นเพราะมันถูกปลูกฝังอยู่ในหัวใจของทุกคนที่ไม่ได้ยอมรับคำกล่าวนี้แต่แรก แต่ต่อมากลับให้การยอมรับมันโดยปริยายเมื่อพวกเขาเข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับชีวิตจริง และเริ่มที่จะรู้สึกว่าอันที่จริงแล้วคำพูดเหล่านี้จริงแท้ นี่ไม่ใช่กระบวนการที่ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามหรอกหรือ? บางทีผู้คนอาจจะไม่รู้จักคติพจน์นี้จากประสบการณ์ในระดับเดียวกัน แต่ทุกคนก็มีระดับการตีความและการยอมรับคำกล่าวนี้แตกต่างกันไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขาและประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขาเอง เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? ไม่ว่าประสบการณ์ที่คนคนหนึ่งมีกับคำกล่าวนี้จะลงลึกมากเพียงใด แต่คำกล่าวนี้ก็ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบเช่นใดไปแล้วต่อหัวใจของพวกเขา? เรื่องมีอยู่ว่าผู้คนในโลกนี้—และกล่าวได้ว่ารวมถึงพวกเจ้าทุกคนด้วย—เผยบางสิ่งในอุปนิสัยของตนออกมา สิ่งนั้นคืออะไร? คือการบูชาเงินตรา ง่ายหรือไม่ที่จะขจัดสิ่งนี้ออกจากหัวใจของผู้คน? ไม่ง่าย! นี่แสดงให้เห็นว่าซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอย่างหนักจริงๆ! ซาตานใช้เงินทองมาล่อลวงผู้คน และทำให้พวกเขาทุกคนเสื่อมทรามจนยอมบูชาเงินทองและวัตถุสิ่งของ แล้วการบูชาเงินทองนี้สำแดงให้เห็นในตัวผู้คนอย่างไร? พวกเจ้าคิดมิใช่หรือว่าในโลกนี้พวกเจ้าไม่อาจอยู่รอดได้ถ้าไม่มีเงิน และไม่อาจอยู่ได้แม้แต่วันเดียวถ้าไม่มีมัน? ผู้คนมีเงินมากเท่าใดย่อมกำหนดว่าสถานะของพวกเขาจะสูงส่งและตัวพวกเขาเองจะเป็นผู้ทรงเกียรติขนาดไหน คนยากจนย่อมไม่รู้สึกว่าตนสามารถยืดอกได้อย่างภาคภูมิ ส่วนคนรวยกลับมีสถานะสูงส่ง ยืดอกได้อย่างภาคภูมิ สามารถพูดจาเสียงดังและใช้ชีวิตได้อย่างโอหังและไร้การควบคุม คำกล่าวและกระแสนิยมนี้นำสิ่งใดมาให้ผู้คน? จริงหรือไม่ที่ผู้คนมากมายเต็มใจแลกทุกสิ่งเพื่อให้ได้เงินมา? ผู้คนมากมายไม่ได้สูญเสียศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์สุจริตของพวกเขาไปในการไล่ตามเสาะหาเงินตราที่มากขึ้นหรอกหรือ? ผู้คนจำนวนมากเสียโอกาสที่จะทำหน้าที่ของตนและติดตามพระเจ้าก็เพื่อเงินมิใช่หรือ? การสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความจริงและได้รับการช่วยให้รอดไม่ใช่การสูญเสียที่สาหัสที่สุดสำหรับผู้คนหรอกหรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าซาตานใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์มาควบคุมผู้คน และปลูกฝังกฎแห่งการเอาชีวิตรอดต่างๆ ให้พวกเขา เช่น “เงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีเงิน ก็จะทำอะไรไม่ได้” “เงินทำให้โลกหมุนไป” “มนุษย์ยอมตายเพื่อทรัพย์สมบัติ เหมือนนกยอมตายเพื่ออาหาร” และ “เงินต้องมาก่อน” ผู้คนดำเนินชีวิตตามพิษเยี่ยงซาตานเหล่านี้ และถือว่าชื่อเสียงและผลประโยชน์คือเป้าหมายในการไล่ตามไขว่คว้าของพวกเขา พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้อย่างสุดชีวิต ฉันเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ตอนเด็กๆ ฉันเห็นญาติและเพื่อนๆ มาเยี่ยมบ้านทุกช่วงตรุษจีนและเทศกาลต่างๆ และฉันรู้ว่าพวกเขาประจบประแจงและเอาใจครอบครัวฉันก็เพราะพ่อแม่ฉันมีฐานะ เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า “ยากจนในเมืองหลวงไม่มีใครเหลียวแล ร่ำรวยในป่าเขาก็มีญาติมาหาถึงที่” พิษและกฎแห่งการเอาชีวิตรอดเยี่ยงซาตานเหล่านี้ฝังรากลึกอยู่ในใจฉัน หลังแต่งงาน แม่สามีฉันเป็นคนหน้าเนื้อใจเสือ และคอยประจบเอาใจครอบครัวพี่สะใภ้คนโตเพราะพวกเขามีฐานะดี พอเธอเห็นว่าเราหาเงินไม่ได้มากนัก เธอก็จะคอยค่อนขอดเราแม้แต่ตอนที่มีคนนอกอยู่ด้วย และทำหน้าบึ้งตึงใส่ทั้งวัน ราวกับว่าเราไปติดหนี้อะไรเธอ เพราะเหตุนี้ฉันจึงเชื่อว่าฐานะทางการเงินเป็นตัวกำหนดสถานะของเรา และผู้คนอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเงิน ต้องมีเงินเท่านั้นถึงจะมีความสุขทางวัตถุได้เป็นอย่างดี มีคนอื่นชื่นชมและอิจฉา และใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ฉันใช้ชีวิตตามค่านิยมและทรรศนะที่มีต่อชีวิตที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ และทำงานสายตัวแทบขาดตั้งแต่เช้าจรดค่ำเพื่อหาเงิน ฉันไม่ยอมหยุดพักแม้ตอนที่ปวดกระดูกสันหลังส่วนเอวและกระดูกคอ และยังฝืนทำงานต่อไปทั้งที่แพ้แป้งสาลีอย่างหนัก ฉันหาเงินได้บ้างและเพลิดเพลินกับผลประโยชน์ที่ได้จากเงิน เพื่อนบ้านและแม่สามีต่างก็ยิ้มแย้มทักทายฉัน และความฟุ้งเฟ้อของฉันก็ได้รับการตอบสนอง แต่มีเพียงฉันเท่านั้นที่รู้ถึงความขมขื่นและความเจ็บปวดที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือ ฉันทำงานอย่างสุดชีวิตเพื่อหาเงิน แต่สุดท้ายฉันก็ไม่เหลืออะไรเลย ไม่เพียงแค่นั้น สามีฉันยังถูกรุมเร้าด้วยความเจ็บป่วย ส่วนกระดูกคอและกระดูกสันหลังส่วนเอวของฉันก็ปวดร้าว ความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณของฉันไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่ฉันไล่ตามไขว่คว้าหาเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ ตอนนี้ฉันเพิ่งเข้าใจว่าเป้าหมายที่ฉันไล่ตามเสาะหาและมุมมองในการเอาชีวิตรอดของฉันนั้นผิด กลอุบายของซาตานแฝงอยู่ในเรื่องทั้งหมดนี้ ซาตานแค่อยากให้ฉันทำงานหนักเพื่อหาเงินและใช้ชีวิตเพื่อเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ ด้วยวิธีนี้ ฉันจึงไม่สามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและรับความรอดของพระองค์ได้ นี่คือเจตนาร้ายของซาตานอย่างแท้จริง ฉันขอบคุณพระเจ้ามากที่พระองค์ทรงช่วยฉันให้รอด ถ้าไม่ใช่เพราะการเชื่อในพระเจ้า ฉันก็คงจะทำงานหนักเพื่อหาเงินต่อไป และวันหนึ่งฉันอาจจะต้องเสียชีวิตเพราะเหตุนี้ ฉันขอบคุณสำหรับการเปิดโปงจากพระวจนะของพระเจ้าที่ช่วยให้ฉันเห็นเจตนาร้ายของซาตานได้อย่างชัดเจน นั่นคือการใช้เงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์มาทำร้ายฉันและทำให้ฉันเสื่อมทราม ตอนนี้ ฉันแค่อยากเชื่อในพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจและไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่ถูกซาตานหลอกลวงอีกทั้งไม่ไล่ตามไขว่คว้าแต่เงินทองอีกต่อไป
บางครั้งฉันก็สงสัยว่า “ฉันทำงานหนักมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่สุดท้ายฉันก็ไม่ได้อะไรเลยแถมยังเป็นหนี้ก้อนโต ทำไมชีวิตฉันถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้?” ในการแสวงหา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ชะตากรรมของมนุษย์ถูกควบคุมโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า เจ้าไม่สามารถควบคุมตัวเจ้าเองได้ กล่าวคือ ต่อให้มนุษย์สาละวนทำธุระเพื่อตนเองอยู่เสมอ เขาก็ยังคงไม่สามารถควบคุมตัวเขาเองได้ หากเจ้าสามารถล่วงรู้จุดหมายปลายทางในอนาคตของเจ้าเอง หากเจ้าสามารถควบคุมชะตากรรมของเจ้าเองได้ เจ้าจะยังคงได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอยู่อีกหรือ?… บั้นปลายของมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง ดังนั้นมนุษย์จะสามารถควบคุมตัวเขาเองได้อย่างไรกัน?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การฟื้นฟูชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันดีงาม) พระวจนะของพระเจ้าทำให้ฉันเข้าใจว่าชีวิตคนคนหนึ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ว่าผู้คนจะทำงานหนักแค่ไหนหรือยุ่งวุ่นวายอย่างสุดชีวิตเพียงใด พวกเขาก็จะไม่มีวันได้ในสิ่งที่ต้องการหากพระเจ้าไม่ประทานให้ แม้พวกเขาจะสาละวนและคลำหาแค่ไหนก็ตาม พอมองย้อนกลับไปตลอดหลายปีเหล่านั้น ฉันออกจากบ้านแต่เช้าและกลับดึกทุกวัน และฉันไม่สนว่าจะต้องทนทุกข์หรือเหนื่อยแค่ไหน ฉันแค่ทำงานหนักเพื่อหาเงินเพราะอยากมีชีวิตที่หรูหราและได้รับการชื่นชมจากคนอื่น ฉันอยากเปลี่ยนชะตากรรมด้วยความสามารถของตัวเอง แต่สุดท้าย ฉันกับสามีก็ถูกรุมเร้าด้วยความเจ็บป่วยและสิ่งที่เราได้รับตอบแทนกลับมามีเพียงความว่างเปล่า ตอนนี้ฉันตระหนักว่าเราควบคุมชีวิตตัวเองไม่ได้ พวกเราจะหาเงินได้มากแค่ไหนนั้นไม่ได้กำหนดด้วยวิธีที่พวกเราทำงานด้วยสองมือ แต่ขึ้นอยู่กับอธิปไตยและการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า ในขณะเดียวกัน ฉันก็สัมผัสได้ถึงเจตนารมณ์อันอุตสาหะมานะของพระเจ้า ถ้าไม่ได้เผชิญกับความขมขื่นและความอับจนหนทางในชีวิตนี้ ฉันก็คงจะไม่ได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 แม่ประกาศข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าให้ฉันฟัง แต่ฉันมัวแต่สนใจเรื่องหาเงินเลยไม่ได้ยอมรับ เวลาผ่านไปอีกแปดปีกว่าฉันจะได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงทอดทิ้งฉันเพราะการไม่รู้ความและความเป็นกบฏของฉัน ความรักของพระเจ้ายิ่งใหญ่ยิ่งนัก! ฉันควรยืนในตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างถูกควร และฝากฝังชีวิตที่เหลือไว้กับพระเจ้า โดยนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าทุกครั้งที่มีเวลาว่าง และรู้สึกเติมเต็มมากในทุกๆ วัน
ต่อมา ฉันเช่าแผงเล็กๆ ในตลาดเช้าเพื่อขายถั่วคั่วเลี้ยงชีพ แม้จะหาเงินไม่ได้มากเหมือนเมื่อก่อน แต่ฉันก็ไม่ได้ยุ่งขนาดนั้น และมีเวลาปฏิบัติหน้าที่ ฉันนึกถึงหนี้จากการลงทุนครั้งก่อนที่ยังจ่ายไม่หมด และฉันก็คิดจะขายบ้านเพื่อใช้หนี้ ฉันอธิษฐานถึงพระเจ้าและฝากฝังความยากลำบากเหล่านี้ไว้กับพระองค์ ต่อมา การขายบ้านก็ราบรื่นมาก และใช้หนี้ไปได้บางส่วน ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็ไปร่วมการชุมนุมหลังจากเก็บแผงทุกวัน แล้วก็กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ารวมถึงปฏิบัติหน้าที่กับพี่น้องชายหญิง
กลางเดือนกุมภาพันธ์ปี 2024 น้องชายโทรมาบอกว่าร้านของญาติกำลังจะเซ้ง หักค่าใช้จ่ายแล้ว ฉันจะได้กำไรมากกว่า 100,000 หยวนต่อปี แถมยังไม่ต้องรีบจ่ายค่าเซ้งร้านด้วย ฉันสามารถเข้าไปเปิดร้านก่อนได้เลย แล้วค่อยจ่ายเงินตอนที่หาเงินได้แล้ว พอได้ยินแบบนี้ ใจฉันก็เต้นแรง “ดีจังเลย ร้านนี้เปิดมาสิบกว่าปีและมีฐานลูกค้าประจำ ฉันไม่ต้องจ่ายเงินสักแดงในตอนแรกและทำเงินได้ทันทีที่รับช่วงต่อ ถ้าฉันทำไปสักสองสามปี ไม่เพียงแต่จะใช้หนี้ได้หมด มีเงินจัดงานแต่งให้ลูกชาย และมีเงินไว้ใช้ตอนเกษียณ แต่ฉันยังค่อยๆ กลับไปใช้ชีวิตที่มีหน้ามีตาแบบนั้นได้อีกครั้ง” แต่แล้วฉันก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “ไม่นะ แบบนั้นไม่เท่ากับว่าฉันกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมหรอกเหรอ? สุดท้ายแล้วฉันหลุดพ้นจากการทรมานของซาตานมาได้ ฉันกลับไปไม่ได้แล้ว ถ้าต้องเลือกระหว่างการหาเงินกับการทำหน้าที่ ฉันขอเลือกหน้าที่” ตอนนั้น ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่เคยอ่านในการชุมนุมครั้งก่อน ฉันเลยเปิดหาเพื่ออ่าน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การพอใจกับอาหารและเสื้อผ้า นี่เป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่? (นี่ถูกต้อง) เหตุใดเส้นทางนี้จึงถูกต้อง? คุณค่าของชีวิตของบุคคลเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหารและเสื้อผ้าหรือไม่? (ไม่) หากคุณค่าของชีวิตของบุคคลไม่เกี่ยวกับอาหารและเสื้อผ้าหรือความสุขสำราญในเนื้อหนัง เช่นนั้นวิชาชีพที่บุคคลหนึ่งทำก็ควรลุล่วงความต้องการที่จำเป็นสำหรับอาหารและเสื้อผ้าเท่านั้น ไม่ควรไปเกินขอบเขตนี้ จุดประสงค์เบื้องหลังการมีอาหารและเสื้อผ้าคืออะไร? เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายสามารถอยู่รอดได้อย่างเป็นปกติ จุดประสงค์ของการอยู่รอดคืออะไร? นั่นไม่ใช่เพื่อเห็นแก่ความสุขสำราญทางเนื้อหนัง และไม่ใช่เห็นแก่การสุขสำราญในครรลองของชีวิตและแน่นอนว่า นั่นไม่ใช่เพื่อเห็นแก่การสุขสำราญในสิ่งทั้งปวงที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์ในชีวิต ทั้งหมดนี้ไม่สำคัญ แล้วอะไรเล่าสำคัญที่สุด? อะไรคือสิ่งมีค่าที่สุดที่บุคคลหนึ่งควรทำ? (คนคนหนึ่งควรเดินบนเส้นทางแห่งการเชื่อในพระเจ้าและการไล่ตามเสาะหาความจริง แล้วก็ลุล่วงหน้าที่ของตน) ไม่ว่าเจ้าเป็นบุคคลประเภทใด เจ้าก็คือสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้าง สิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างควรทำสิ่งที่พวกเขาถูกหมายให้ทำ—นี่คือสิ่งที่มีคุณค่า แล้วอะไรคือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างทำแล้วมีคุณค่า? ทุกสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างมีภารกิจที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายแก่พวกเขา ภารกิจที่พวกเขาถูกหมายให้ลุล่วง พระเจ้าได้ทรงกำหนดโชคชะตาของชีวิตของแต่ละบุคคล ไม่ว่าโชคชะตาของชีวิตพวกเขาจะเป็นอะไรก็ตาม นั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาควรทำ หากเจ้าทำได้ดี เช่นนั้นเมื่อเจ้ายืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อบอกเล่าเรื่องราว พระเจ้าจะทรงให้คำตอบที่น่าพึงพอใจ พระองค์จะตรัสว่าชีวิตของเจ้าได้ถูกใช้ไปอย่างมีคุณค่าและผลิดอกออกผล ว่าเจ้าได้แปลงพระวจนะของพระเจ้าไปเป็นชีวิตของเจ้า และว่าเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสม อย่างไรก็ตามหากชีวิตของเจ้าแค่เกี่ยวกับการดำรงชีวิต การดิ้นรน และการลงทุนเพื่อเห็นแก่อาหาร เสื้อผ้า ความยินดี และความสุข เช่นนั้นเมื่อสุดท้ายแล้วเจ้ายืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พระองค์จะทรงถามว่า ‘เจ้าลุล่วงภารกิจและกิจของชีวิตนี้ที่เราได้มอบให้เจ้าไปมากเพียงใดแล้ว?’ เจ้าก็จะคำนวณทั้งหมดรวมกันและพบว่าพลังงานและเวลาของชีวิตนี้ถูกใช้ไปกับอาหาร เสื้อผ้า และความบันเทิง นั่นดูเหมือนเจ้าไม่ได้ทำอะไรมากมายนักกับความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้ายังไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของเจ้า เจ้ายังไม่ได้ยืนหยัดไปจนถึงปลายทาง และเจ้ายังไม่ได้ดำเนินการอุทิศของตน เมื่อคำถึงถึงการไล่ตามเสาะหาความจริง แม้เจ้ามีความเต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่บ้าง แต่เจ้าก็ยังไม่ได้จ่ายราคาไปมากนัก และเจ้าก็ยังไม่ได้รับสิ่งใดเลย ในข้อทดสอบขั้นสุดท้ายนั้น พระวจนะของพระเจ้าก็ยังไม่ได้กลายมาเป็นชีวิตของเจ้า และเจ้าก็ยังเป็นซาตานตนเดิม วิธีการของเจ้าสำหรับการปฏิบัติตนและการมองสิ่งทั้งหลายล้วนอยู่บนพื้นฐานของมโนคติอันหลงผิดกับความคิดฝันแบบมนุษย์และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตาน เจ้ายังคงต่อต้านพระเจ้าอย่างสิ้นเชิงและเข้ากันไม่ได้กับพระองค์ ในกรณีนั้น เจ้าจะถูกทำให้เปลี่ยนไปจนไร้ประโยชน์ และพระเจ้าจะไม่ต้องประสงค์ในตัวเจ้าอีกต่อไป นับจากจุดนี้ เจ้าจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างของพระเจ้าอีกต่อไป นั่นช่างเป็นสิ่งที่น่าเวทนานัก! เพราะฉะนั้นไม่ว่าเจ้าประกอบวิชาชีพอะไร ตราบที่วิชาชีพนั้นถูกกฎหมาย พระเจ้าก็ทรงจัดการเตรียมการและลิขิตวิชาชีพนั้นไว้ล่วงหน้า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงเกื้อหนุนหรือหนุนใจเจ้าให้หาเงินมากขึ้นและขึ้นไปสู่ความเด่นดังในอาชีพการงานที่เจ้าได้รับทำ พระเจ้าไม่ทรงเห็นชอบกับการนี้ และพระองค์ก็ไม่เคยทรงพึงปรารถนาการนี้จากเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นพระเจ้าก็ยังจะไม่มีวันทรงใช้วิชาชีพที่เจ้าทำมาผลักให้เจ้าเข้าหาทางโลก ส่งมอบเจ้าให้กับซาตาน หรืออนุญาตให้เจ้าไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและกำไรไปตามแต่ใจ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระเจ้าทรงอนุญาตให้เจ้าจัดการแก้ไขความต้องการที่จำเป็นของเจ้าสำหรับอาหารและเสื้อผ้าโดยผ่านทางวิชาชีพที่เจ้าทำ—ก็เท่านั้นเอง ที่นอกจากนั้นก็คือ ภายในพระวจนะของพระเจ้า พระองค์ได้ตรัสบอกเจ้าไว้แล้วถึงสิ่งทั้งหลาย อาทิ สิ่งเป็นหน้าที่ของเจ้า สิ่งที่เป็นภารกิจของเจ้า สิ่งที่เจ้าควรไล่ตามเสาะหา และสิ่งที่เจ้าควรใช้ชีวิตตาม เหล่านี้คือค่านิยมที่เจ้าควรใช้ชีวิตตามและคือเส้นทางที่เจ้าควรเดินไปจนตลอดชีวิตของเจ้า… เพราะฉะนั้นในเรื่องของอาชีพการงานจึงสำคัญยิ่งยวดที่จะพอใจกับอาหารและเสื้อผ้า หากเจ้าไม่สามารถมองประเด็นนี้อย่างชัดเจน เจ้าอาจจะสูญเสียหน้าที่และเสี่ยงที่จะเสียโอกาสในการได้รับการช่วยให้รอด” (พระวจนะฯ เล่ม 6 ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง, ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร (20)) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็เข้าใจว่าคนเราควรพอใจกับการมีแค่อาหารและเสื้อผ้าก็พอ ผู้คนเกิดมาบนโลกนี้ไม่ได้เพื่อความสุขทางเนื้อหนัง แต่เพื่อทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พอนึกย้อนไปถึงช่วงปีที่ทำงานหนักเพื่อหาเงิน มันเกือบจะเอาชีวิตฉันไปแล้ว และเป็นพระเจ้านี่เองที่ทรงช่วยฉันให้รอดจากการทรมานของซาตาน ด้วยการได้มายังพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อชุมนุมและอ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงเข้าใจว่าผู้คนควรไล่ตามเสาะหาสิ่งใดเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ชีวิตที่มีความหมายที่สุด ฉันรู้สึกผ่อนคลายในใจมาก นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงินทอง ชื่อเสียง หรือผลประโยชน์ เงินที่หาได้จากการขายถั่วคั่วตอนนี้อาจไม่มาก แต่มันก็พอให้ฉันประทังชีวิต และเมื่อกลับบ้านฉันก็ยังเข้าร่วมการชุมนุมและทำหน้าที่ได้ ถ้าฉันไปทำร้าน ฉันจะมีเวลาเชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ได้ยังไง? นั่นไม่เท่ากับว่าฉันต้องละทิ้งหน้าที่และกลับไปใช้วิถีชีวิตแบบเดิมหรอกหรือ? ฉันไม่อาจใช้ชีวิตเพื่อเงินทอง ชื่อเสียง หรือผลประโยชน์ได้อีกแล้ว นั่นจะเป็นการขุดหลุมฝังศพตัวเอง ฉันต้องตั้งใจฟังพระวจนะของพระเจ้าและลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง โดยพอใจแค่มีอาหารและเสื้อผ้าเพียงพอ ด้วยวิธีนี้เท่านั้นชีวิตถึงจะมีความหมาย ดังนั้น ฉันจึงปฏิเสธน้องชายไปอย่างเด็ดขาด
ตอนนี้ฉันยุ่งอยู่กับหน้าที่แทบทั้งวัน และฉันก็รู้สึกผ่อนคลายในใจมาก มันไม่เหมือนเมื่อก่อน ตอนที่ฉันใช้ชีวิตเพื่อเงินทอง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ แล้วก็รู้สึกทุกข์ทรมานและหมดหนทางอย่างที่สุด ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรอดของพระองค์!