20. ความอิจฉาทำให้กระดูกผุ

โดยซูหวัน ประเทศจีน

เมื่อพฤศจิกายนปี 2020 ฉันได้รับเลือกเป็นผู้นำทีมให้น้ำ  ฉันดีใจมาก  ในการได้รับเลือกเป็นผู้นำทีม ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเข้าใจความจริง รู้สึกว่าฉันมีการเข้าสู่ชีวิตที่ดีกว่าพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ  ฉันต้องการทำหน้าที่ให้ดีเพื่อที่ทุกคนจะได้ชื่นชมฉัน  หลังจากทำงานหนักอยู่ช่วงหนึ่ง ฉันก็เริ่มมีความคืบหน้าในการให้น้ำผู้มาใหม่ ผู้มาใหม่ส่วนใหญ่ร่วมชุมนุมเป็นประจำและปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งพี่น้องชายหญิงก็พูดว่าฉันสามัคคีธรรมได้อย่างชัดเจน และแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงบางอย่างได้  การได้ยินทุกคนสรรเสริญฉันทำให้ฉันรู้สึกพอใจกับตัวเองจริงๆ  แต่หนึ่งเดือนต่อมา การมาถึงของพี่หยูก็ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

พี่หยูเคยเป็นผู้นำคริสตจักรมาก่อน สามัคคีธรรมตามความจริงอย่างชัดเจน อีกทั้งมีขีดความสามารถและทักษะการทำงานที่ดี  พอเธอมา เธอก็เห็นประเด็นปัญหาบางอย่างในงานของพวกเราทันทีและหาพระวจนะของพระเจ้าเพื่อสามัคคีธรรมถึงสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว  ฉันค่อยๆ สังเกตเห็นว่าพี่น้องชายหญิงจะไปหาพี่หยูเพื่อสามัคคีธรรมถึงปัญหาของพวกเขา ฉันก็เริ่มรู้สึกรำคาญใจและคิดกับตัวเองว่า “ฉันเป็นผู้นำทีม ดังนั้นถ้าสามัคคีธรรมและความสามารถในการแก้ไขปัญหาของฉันสู้เธอไม่ได้ พวกเขาจะคิดกับฉันยังไง?  พวกเขาจะคิดว่าฉันเป็นผู้นำทีมที่ไม่เก่ง ไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้หรือเปล่า?”  เมื่อฉันคิดแบบนี้ ฉันก็อับอายมากและเริ่มมีอคติกับพี่หยู  ฉันรู้สึกเหมือนเธอกำลังอวดตัวในการชี้ประเด็นปัญหาในงานของเราและในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องชายหญิง และเธอไม่เคารพฉันในฐานะผู้นำทีมเลย เธอจงใจทำให้ฉันอับอาย  ฉันคิดกับตัวเองว่า “ถึงเธอจะเป็นผู้นำมาก่อน และมีประสบการณ์มาบ้าง ขีดความสามารถของฉันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอเลย ดังนั้นฉันไม่คิดว่าเธอจะทำดีกว่าฉันได้หรอก”  เพื่อรักษาหน้า ฉันพยายามใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าในการชุมนุม เพราะต้องการจะสามัคคีธรรมให้ดีกว่าเธอ  เมื่อพี่น้องชายหญิงเผชิญปัญหาและความยากลำบาก ฉันก็เค้นสมองเพื่อหาพระวจนะของพระเจ้าเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และคิดถึงประสบการณ์ดีๆ ที่ฉันสามารถแบ่งปันได้ เพื่อให้พี่น้องชายหญิงเห็นได้ว่าใครมีความเป็นจริงของความจริงกันแน่

ในการชุมนุมครั้งหนึ่ง น้องสาวคนหนึ่งพูดถึงความยากลำบากที่เธอเผชิญในหน้าที่และต้องการหาทางออก  ฉันคิดกับตัวเองว่า “ฉันจำเป็นต้องรีบหาพระวจนะของพระเจ้าในบทตอนที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาของน้องสาวคนนี้  ฉันต้องพลิกสถานการณ์และเอาชนะพี่หยูให้ได้”  แต่ยิ่งฉันต้องการตอบให้รวดเร็วขึ้นเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น  ฉันคิดกลับไปกลับมา ไม่รู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าบทตอนไหนถึงจะเหมาะสม  สุดท้ายพี่หยูก็สามัคคีธรรมกับเธอและแก้ปัญหาของเธอ  ฉันรู้สึกพ่ายแพ้ราบคาบ ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอายและอยากจะแทรกแผ่นดินหนี  ยิ่งฉันต้องการจะพิสูจน์ตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งทำให้ตัวเองดูโง่เขลามากขึ้นเท่านั้น  ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันไม่มีทางสามารถเทียบชั้นกับพี่หยูได้ ไม่ว่าฉันจะทำงานหนักแค่ไหนก็ตาม  ฉันรู้สึกหดหู่และทุกข์ใจจริงๆ  ฉันคิดว่าการทำหน้าที่นั้นทำให้ฉันเสียหน้า คนอื่นๆ คงมองฉันออกแล้วจริงๆ และพวกเขาต้องมองว่าพี่หยูมีคุณสมบัติเป็นผู้นำทีมมากกว่าฉัน  ถ้าเป็นอย่างนั้น บางทีฉันควรลาออกโดยเร็วเพื่อที่อย่างน้อยก็รักษาหน้าเอาไว้บ้าง  ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรอิจฉาพี่หยู แต่ก็อดไม่ได้  ฉันเจ็บปวดและหดหู่ และไม่รู้ว่าจะหนีจากพันธนาการของชื่อและสถานะเหล่านั้นอย่างไร  ฉันยังจำกัดตัวเองด้วย คิดว่าฉันไล่ตามชื่อและสถานะมาตลอด ดังนั้นนั่นจึงอาจจะเป็นธรรมชาติของฉันที่ฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  ฉันต้องการเปิดใจกับพี่น้องชายหญิงและแสวงหาทางออกให้กับปัญหานี้ แต่ก็กลัวว่าพวกเขาจะดูแคลนฉัน  อีกทั้งฉันก็ไม่ต้องการที่จะยอมรับกับพี่น้องชายหญิงว่าฉันเทียบชั้นพี่หยูไม่ได้  ฉันจึงรู้สึกหดหู่ต่อไป และเกิดอคติต่อพี่หยูอย่างหนักข้อเรื่อยๆ  เมื่อเห็นว่าพี่หยูแข็งขันในการชุมนุมแค่ไหน ฉันก็คิดว่าเธอกำลังอวดตัว พยายามช่วงชิงสถานะกับฉัน และฉันต้องการทำงานคู่กับเธอน้อยลงเรื่อยๆ  ฉันถึงกับคิดถึงเรื่องการเปิดใจกับน้องสาวอีกคนเกี่ยวกับความไม่พอใจของฉันเพื่อดึงเธอมาเป็นพวกและตัดสินพี่หยูกับฉัน  ฉันรู้อยู่ลึกๆ ในหัวใจว่าฉันกำลังหาพวกร่วมต่อต้านพี่หยู แต่ก็ไม่ทบทวนตัวเอง  ในค่ำวันหนึ่ง ฉันเริ่มพูดคุยกับน้องสาวคนหนึ่งว่าฉันรู้สึกแย่แค่ไหน  โดยทั่วไปพี่หยูจะเป็นคนเสนอแนะว่าเราควรสามัคคีธรรมตามพระวจนะของพระเจ้าบทตอนใด  ฉันรู้สึกเหมือนถูกน้องสาวคนนี้มองข้าม รู้สึกอึดอัดและถึงกับไม่ต้องการเป็นผู้นำทีมอีกต่อไป  ฉันคิดว่าเธอจะเข้าข้างฉัน แต่เธอกลับพูดว่าฉันควรปฏิบัติต่อพี่หยูอย่างเหมาะสม และควรไตร่ตรองปัญหาของตัวเอง  สองสามวันต่อมา เมื่อฉันเห็นว่าเธอเข้ากับพี่หยูได้เป็นอย่างดี ฉันก็รู้สึกแย่มาก  ฉันคิดกับตัวเองว่า “ฉันเล่าอะไรให้เธอฟังตั้งมากมาย เธอไม่มีอคติกับพี่หยูบ้างเลยได้อย่างไร?”  ฉันค่อนข้างประหลาดใจที่มีความคิดอย่างนั้น และฉันคิดกับตัวเองว่า “ฉันคิดอย่างนั้นได้อย่างไรนะ?  ฉันไม่ได้กำลังหาพรรคพวกเพื่อกีดกันพี่หยูออกไปงั้นหรือ?”  ฉันรู้สึกกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มไตร่ตรองตัวเอง

ฉันนึกถึงจดจำพระวจนะของพระเจ้าบางบทตอนที่ว่า “เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนเก่งกว่าตน พวกเขาก็พยายามโค่นล้มคนเหล่านั้น พวกเขากุข่าวลือเกี่ยวกับคนเหล่านั้น หรือใช้วิธีการที่น่ารังเกียจมาหาความและบ่อนทำลายอำนาจสั่งการของคนเหล่านั้น ถึงกับบดขยี้คนเหล่านั้นไว้ใต้เท้า ทั้งหมดนั้นก็เพื่อปกป้องสถานะของตนในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน  นี่คืออุปนิสัยเช่นใด?  นี่ไม่ได้เป็นเพียงอุปนิสัยที่โอหังและทะนงตนเท่านั้น—ผู้คนดังกล่าวยังมีแก่นแท้ธรรมชาติเยี่ยงซาตานอีกด้วย เป็นอุปนิสัยที่ชั่วช้า  พวกเขาโจมตีและกีดกันผู้คนที่เก่งกว่าและเหนือกว่าตนออกไป—นี่คือคนที่เหลี่ยมจัดและเลว  การที่พวกเขาทำทุกทางเพื่อโค่นล้มผู้คนแสดงให้เห็นว่ามีธรรมชาติเยี่ยงมารอยู่ในตัวพวกเขาเป็นอันมาก!  เมื่อใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน พวกเขาจึงดูเบาผู้คน พยายามปรักปรำ ทั้งยังระรานผู้คน  นี่คือการทำชั่วมิใช่หรือ?  แล้วทั้งที่ใช้ชีวิตเยี่ยงนี้ พวกเขาก็ยังคงคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ใช้ได้ ตนนั้นเป็นคนดี  แต่พอมองเห็นใครเหนือกว่าตน พวกเขาก็สามารถระรานและบดขยี้คนเหล่านั้นไว้ใต้เท้า  ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  ผู้คนที่ประพฤติชั่วเช่นนี้ไร้ความยับยั้งชั่งใจและทำอะไรไม่คิดมิใช่หรือ?  ผู้คนเช่นนั้นคิดถึงผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น พวกเขาคำนึงถึงความรู้สึกของตนเองเท่านั้น และทั้งหมดที่พวกเขาต้องการก็คือการสัมฤทธิ์ความอยากได้อยากมี ความมักใหญ่ใฝ่สูง และจุดมุ่งหมายของตนเอง  พวกเขาไม่ใส่ใจว่าพวกเขาก่อความเสียหายให้กับงานของคริสตจักรมากเพียงใด และพวกเขาเลือกที่จะพลีอุทิศผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อปกป้องสถานะของตนในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนและความมีหน้ามีตาของตนเองเสียมากกว่า  ผู้คนเช่นนี้ไม่โอหัง คิดว่าตนชอบธรรมเสมอ เห็นแก่ตัว และต่ำทรามหรอกหรือ?  คนพวกนี้ไม่เพียงโอหังและคิดว่าตนชอบธรรมเสมอเท่านั้น พวกเขายังเห็นแก่ตัวและต่ำทรามเป็นที่สุดอีกด้วย  พวกเขาไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลย  คนพวกนี้มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลย  นี่คือสาเหตุที่พวกเขาปฏิบัติตนอย่างไม่รู้จักยั้งคิดและทำทุกสิ่งตามที่ตนต้องการ โดยปราศจากสำนึกของการติเตียน ไม่มีความหวั่นเกรงอันใด ไม่มีความประหวั่นพรั่นใจหรือกังวลใจอันใด และไร้ซึ่งการคำนึงถึงผลที่จะตามมา(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, เงื่อนไขห้าประการที่ต้องทำเพื่อออกเดินไปบนร่องครรลองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า)  ฉันไม่เคยคิดเรื่องของตัวเองในแง่ของพระวจนะเหล่านี้มาก่อน  แล้วในที่สุดฉันก็เห็นว่าพระเจ้ากำลังทรงเปิดเผยสภาวะของฉันเอง  ฉันไม่เคยนึกเลยว่าฉันจะชั่วขนาดนี้  พอเห็นพี่หยูสามัคคีธรรมตามความจริงได้ดีกว่าฉันและแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของคนอื่น ฉันไม่เพียงรู้สึกไม่ชอบใจเท่านั้น แต่ยังรู้สึกขุ่นเคือง ริษยา และรู้สึกว่าความเหนือกว่าของเธอกำลังทำให้ฉันเสียหน้า  เพื่อรักษาหน้าและปกป้องสถานะของตนเองไว้ ฉันจึงพยายามคิดหาทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะเธอ  เมื่อฉันทำแบบนั้นไม่ได้ ฉันก็เกิดอคติกับเธอ และตัดสินเธอว่าอวดตัวและพยายามขโมยสถานะของฉัน  ฉันพยายามแบ่งพรรคแบ่งพวก เผยแพร่ต่อเธอเพื่อให้ทุกคนกีดกันเธอออกไป  ฉันเห็นว่าฉันโอหังจริงๆ และไม่สามารถทนเห็นใครดีกว่าได้  ฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำทีมของฉันเอาไว้ มันชั่วช้าและต่ำทราม  ฉันแตกต่างจากเหล่าศัตรูของพระคริสต์ที่ต่อสู้และกีดกันคนอื่นแค่เพื่อสถานะอย่างไร?  ความเข้าใจความจริงของฉันนั้นตื้นเขิน และฉันไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ แต่ฉันก็ยังไม่ยอมให้พี่หยูให้ความช่วยเหลือและสามัคคีธรรม  ฉันไม่ได้กำลังทำร้ายพี่น้องชายหญิงอยู่หรอกหรือ?  ฉันไม่มีความเป็นมนุษย์เอาเสียเลย!  พอคิดแบบนี้ฉันก็ยิ่งรู้สึกผิด และว่าฉันได้ทำให้พี่น้องชายหญิงผิดหวังจริงๆ  จากนั้นฉันก็รวบรวมความกล้าเพื่อเปิดใจถึงความปรารถนาที่จะฟาดฟันกับพี่หยูเพื่อชื่อและผลประโยชน์ และขอโทษเธอ  เธอพูดว่าเธอบอกได้ว่าฉันไม่ค่อยชอบใจตอนที่เธอแบ่งปันสามัคคีธรรม เธอรู้สึกอึดอัดและไม่ต้องการที่จะแบ่งปันมากเกินไป เพราะกลัวว่าฉันจะได้รับผลกระทบ  นั่นคือตอนที่ฉันตระหนักได้ว่า การดิ้นรนเพื่อชื่อและผลประโยชน์ของฉันได้ส่งผลลบต่อเธอ และฉันก็รู้สึกแย่มาก  คริสตจักรเป็นสถานที่เพื่อนมัสการพระเจ้า ไม่ใช่สถานที่เพื่อต่อสู้เพื่อชื่อและผลประโยชน์  แต่ฉันกลับเมินเฉยต่อหน้าที่ของตนเองตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันต้องการจะแข่งขันกับพี่หยู ซึ่งทำให้งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงัก และขัดขวางการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง  นั่นทำให้ฉันเปี่ยมไปด้วยความเสียใจ

หลังจากเรื่องนี้ ฉันก็แสวงหาเส้นทางปฏิบัติต่อไป  ฉันอ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “ในฐานะผู้นำคริสตจักร เจ้าไม่เพียงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเท่านั้น เจ้ายังจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะค้นพบและบ่มเพาะผู้คนที่มีความสามารถพิเศษ และเจ้าต้องไม่ริษยาหรือกดขี่คนเหล่านี้เด็ดขาด  การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่องานของคริสตจักร  หากเจ้าสามารถบ่มเพาะผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเพียงไม่กี่คนให้ความร่วมมือกับเจ้าและทำงานแต่ละงานได้ดี และในท้ายที่สุด พวกเขาทุกคนล้วนมีคำพยานจากประสบการณ์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมเป็นผู้นำหรือคนทำงานที่ได้มาตรฐาน  หากเจ้าสามารถจัดการทุกสิ่งได้ตามหลักธรรม เช่นนั้นเจ้าก็กำลังอุทิศตนอยู่  บางคนกลัวอยู่เสมอว่าผู้อื่นจะเก่งกว่าตนหรืออยู่เหนือตน ว่าผู้อื่นจะได้รับการยอมรับขณะที่ตนถูกมองข้าม และนี่ก็พาให้พวกเขาเล่นงานและกีดกันผู้อื่น  นี่เป็นเรื่องของการอิจฉาผู้คนที่มีความสามารถพิเศษมิใช่หรือ?  เช่นนั้นก็เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจมิใช่หรือ?  นี่คืออุปนิสัยจำพวกใด?  เป็นอุปนิสัยที่ชั่วช้า  ผู้ที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น เอาแต่ตอบสนองความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของตนเองเท่านั้น ไม่นึกถึงผู้อื่นหรือคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ย่อมมีอุปนิสัยที่ไม่ดี และพระเจ้าก็ไม่โปรดพวกเขา  หากเจ้าสามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม  หากเจ้าแนะนำคนที่ดีและเปิดโอกาสให้พวกเขาฝึกฝนและปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเพิ่มคนที่มีความสามารถพิเศษให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า นั่นย่อมจะทำให้งานของเจ้าง่ายขึ้นมิใช่หรือ?  เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่อุทิศตนในการทำหน้าที่ของเจ้าหรือ?  นั่นคือการทำดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เป็นมโนธรรมและสำนึกขั้นต่ำสุดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ผู้นำควรมี… จงอย่าทำสิ่งทั้งหลายเพื่อตัวเจ้าเองอยู่เสมอ และอย่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา อย่าคำนึงถึงผลประโยชน์อย่างมนุษย์ และอย่าไปนึกถึงความภาคภูมิใจ ความมีหน้ามีตา และสถานะของตัวเจ้าเอง ก่อนอื่นเจ้าต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และให้ผลประโยชน์เหล่านั้นมีความสำคัญเป็นอันดับแรก  เจ้าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและเริ่มโดยการใคร่ครวญว่ามีมลทินอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือไม่ เจ้าอุทิศตน ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า และทุ่มเททั้งหมดที่เจ้ามีหรือยัง  รวมทั้งเจ้าได้คำนึงถึงหน้าที่ของเจ้าและงานของคริสตจักรด้วยหัวใจทั้งดวงหรือไม่  เจ้าต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้  หากเจ้าคิดคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เนืองๆ และคิดออก ก็ย่อมจะง่ายขึ้นที่เจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดี(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, คนเราจะสามารถได้รับอิสรภาพและการปลดปล่อยก็ด้วยการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเท่านั้น)  พระวจนะของพระเจ้าสอนฉันว่า ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีระบุและบ่มเพาะผู้คนที่มีพรสวรรค์ และการอิจฉาและกดขี่ผู้คนที่มีพรสวรรค์เพื่อปกป้องชื่อและสถานะของพวกเขาเองเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชังที่สุด  การสามัคคีธรรมของพี่หยูนั้นลุ่มลึกและเธอสามารถแก้ไขปัญหาจริงๆ ได้  นั่นดีสำหรับงานของคริสตจักรและช่วยการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง  ฉันต้องพิจารณาน้ำพระทัยของพระเจ้าและปล่อยมือจากหน้าและสถานะของฉันเอง เพื่อทำงานกับเธอให้ดีและทำหน้าที่ของฉันเอง  การถูกเลือกเป็นผู้นำทีมเป็นการที่พระเจ้าทรงมอบโอกาสให้ฉันได้ปฏิบัติ  มันไม่ได้หมายความว่าฉันรู้ทุกอย่างหรือมีคุณสมบัติสำหรับหน้าที่นั้น  การมีความเข้าใจความจริงและประเด็นปัญหาอื่นๆ ที่ตื้นเขินนั้นเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นฉันจึงควรเรียนรู้จากพี่หยู  แต่ฉันคิดว่าในเมื่อฉันเป็นผู้นำทีม ฉันก็ควรมีความสามารถที่จะตรวจสอบและแก้ไขทุกปัญหาได้ ฉันไม่อาจมีความสามารถน้อยกว่าคนอื่นได้ ฉันก็เลยแข่งขันกับพี่หยูเสมอ และฉันรู้สึกหดหู่และทุกข์ใจเมื่อไม่สามารถทำให้ดีกว่าเธอได้  ฉันช่างโง่เขลาอย่างไม่น่าเชื่อ  พระเจ้าไม่เคยทรงเรียกร้องให้บรรดาผู้นำมีความสามารถที่จะแก้ไขทุกปัญหาได้  พระองค์เพียงทรงต้องประสงค์ให้ฉันซื่อสัตย์ ให้สามัคคีธรรมถึงสิ่งที่ฉันเข้าใจเท่านั้น และหารือถึงอะไรก็ตามที่ฉันไม่เข้าใจกับพี่น้องชายหญิง  นั่นคือน้ำพระทัยของพระเจ้า  ฉันเลิกรู้สึกอิจฉาพี่หยูอย่างมากหลังจากเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และมีความสามารถที่จะยอมรับและนำแนวคิดดีๆ ที่เธอมีมาใช้ได้  พวกเราทำงานด้วยกันแบบเป็นคู่หูเพื่อสามัคคีธรรมและช่วยใครก็ตามที่หยิบยกประเด็นปัญหามาพูดถึงในการชุมชุม และปัญหามากมายก็ได้รับการแก้ไขแบบนั้น

หลังจากทั้งหมดนั้น ฉันคิดว่าฉันได้เปลี่ยนไปแล้ว คิดว่าฉันไม่ได้จดจ่ออยู่กับชื่อและสถานะมากนัก  แต่ฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอยากลึกล้ำ  เมื่อสถานการณ์ที่เหมาะเจาะผ่านเข้ามา ปัญหาเก่าๆ เหล่านี้ก็กลับมาเรื่อยๆ  ในเดือนกรกฎาคม 2021 ฉันถูกปลดเนื่องจากล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ไม่มีความสามารถที่จะรับมือกับหน้าที่ผู้นำทีมได้  พี่หยูได้รับเลือกให้แทนที่ฉัน  เมื่อเผชิญกับผลลัพธ์เช่นนี้ ฉันก็ยอมรับเรื่องนี้ในหัวใจและรู้สึกเหมือนว่าเธอคงจะทำงานได้ดีกว่าในทุกๆ ด้านจริงๆ  การเลือกเธอคงจะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง  แต่หลังผ่านไปสักพัก ฉันก็เห็นว่าเธอแบกรับภาระสำหรับหน้าที่ของเธอมากแค่ไหน และเห็นว่าเธอมีความสามารถที่จะรับมือกับความยากลำบากใดๆ ที่สมาชิกในทีมเจอเข้าได้อย่างทันท่วงที  เธอยังได้คิดหาข้อสรุปของข้อบกพร่องในชีวิตคริสตจักรของพวกเราอีกด้วย  นั่นทำให้ฉันเกิดความรู้สึกบางอย่าง  ถ้าพี่หยูสำเร็จลุล่วงได้มากกว่าในช่วงเวลาที่เธอเป็นผู้นำทีม นั่นจะไม่ทำให้ฉันดูแย่หรอกหรือ?  ทุกคนจะคิดกับฉันอย่างไร?  ฉันแน่ใจว่าพวกเขาจะคิดว่าฉันไร้ประโยชน์และขาดขีดความสามารถ  พอคิดแบบนั้น ฉันก็เลิกหวังถึงการปรับปรุงให้ดีขึ้นในชีวิตคริสตจักร  ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าพวกเรากำลังสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้าหรือกำลังสรุปประเด็นปัญหาในงานของพวกเรา ฉันก็แข็งขัน และคอยช่วยให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสามัคคีธรรม  แต่ตอนนี้ ฉันกลายเป็นคนสุดท้ายที่จะพูดออกมาในการชุมนุม และบางครั้งเมื่อฉันได้รับความรู้แจ้งเล็กน้อย ฉันก็ไม่ต้องการที่จะพูดถึงมัน เพียงแค่ฝืนใจพูดไม่กี่คำในตอนท้ายการสามัคคีธรรมเท่านั้น  เมื่อพี่หยูขอให้ฉันพูดต่อ ฉันก็ไม่ต้องการที่จะแบ่งปันมากกว่านั้น  ความอยากลำบากบางอย่างในหน้าที่ของพวกเขาทำให้พี่น้องชายหญิงอยู่ในสถาวะที่ย่ำแย่อยู่พักหนึ่ง และพี่หยูก็ยุ่งกับงานเกินกว่าจะจัดการกับมันทันทีได้  ฉันไม่ได้เสนอตัวช่วย ฉันถึงกับชอบใจในสถานการณ์ที่ยากลำบากนั้น คิดว่า “เธอก็ไม่ได้เป็นผู้นำที่วิเศษวิโสเหมือนกัน—ไม่ได้ดีไปกว่าฉันเลย!”  ฉันเห็นว่าปัญหาของคนอื่นๆ ไม่ได้รับการแก้ไขให้ทันเวลาและชีวิตคริสตจักรก็ทุกข์เข็ญ และฉันไม่ได้ช่วยพี่หยู แต่ที่จริงฉันถึงกับหวังให้สิ่งต่างๆ ดำเนินต่อไปอย่างนั้นด้วยซ้ำ  แล้วฉันก็เห็นพี่หยูหาเวลามาแก้ไขประเด็นปัญหาเหล่านี้อย่างรวดเร็วจริงๆ  ฉันไม่พอใจจริงๆ ก็เลยเริ่มอิจฉาเธอมากขึ้น  ฉันค่อยๆ เริ่มชอบเธอน้อยลงเรื่อยๆ  จนถึงจุดที่ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร ไม่ว่าเธอจะแสดงความเห็นอะไร ฉันก็ไม่ต้องการฟังด้วยซ้ำ  ฉันจะหันไปมองทางอื่นเวลาเธอกำลังสามัคคีธรรมในการชุมนุม  ฉันรู้ว่าความอิจฉาของฉันนั้นแย่ลงเรื่อยๆ รู้ว่าอุปนิสัยของฉันนั้นมุ่งร้าย รู้ว่ามันอาจจะทำร้ายทั้งเธอและชีวิตคริสตจักรของพวกเราได้  ฉันไม่ต้องการให้มันเป็นอย่างนั้นต่อไป แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากสภาวะนั้นได้  ในความเจ็บปวด ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่อยากอิจฉาพี่หยู แต่ก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้  ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้รอดเพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถเห็นอันตรายและผลสืบเนื่องของการไล่ตามเสาะหาชื่อและสถานะ เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้เป็นอิสระจากพันธนาการแห่งอุปนิสัยเสื่อมทรามของข้าพระองค์”  หลังจากอธิษฐาน ฉันก็แบ่งปันสภาวะผิดๆ ของฉันกับคนอื่นๆ  พี่หยูพูดว่าเธอไม่เคยนึกเลยว่าฉันจะรู้สึกกับเธอแบบนั้น และเธอรู้สึกแย่มาก พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น ฉันก็รู้สึกผิดมาก  พวกเรารู้จักกันมานานมาก ฉันอิจฉาเธอมากและตัดสินเธอลับหลังมาตลอด แต่เธอก็ไม่เคยเก็บไปใส่ใจเลย  เธอให้อภัย สามัคคีธรรมถึงความจริงเพื่อช่วยฉัน  ฉันทั้งมุ่งร้ายและไม่มีความเป็นมนุษย์เลยที่ทำกับเธอแบบนั้น

จากนั้นในการชุมนุม ฉันอ่านพระวจนะจากพระเจ้าเหล่านี้ “ศัตรูของพระคริสต์คำนึงถึงสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองว่าสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด  ผู้คนเหล่านี้ไม่เพียงหลอกลวง เจ้าเล่ห์ และเลวร้ายเท่านั้น แต่ยังโหดเหี้ยมอย่างยิ่งอีกด้วย  พวกเขาทำเช่นใดเมื่อสังเกตพบว่าสถานะของพวกเขามีความเสี่ยง หรือเมื่อพวกเขาสูญเสียที่ทางของตนในหัวใจของผู้คน สูญเสียการสนับสนุนและความรักใคร่เอ็นดูจากผู้คนเหล่านี้ เมื่อผู้คนไม่ให้ความเคารพเทิดทูนและยกย่องพวกเขาอีกต่อไป และพวกเขาได้รับความอัปยศ?  พวกเขาย่อมไม่เป็นมิตรขึ้นมาทันใด  ทันทีที่พวกเขาสูญเสียสถานะของตน พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ทุกสิ่งที่พวกเขาทำล้วนสุกเอาเผากิน และพวกเขาก็ไม่สนใจที่จะทำสิ่งใดทั้งสิ้น  แต่นี่ไม่ใช่การสำแดงที่แย่ที่สุด  อะไรคือการสำแดงที่แย่ที่สุด?  ทันทีที่ผู้คนเหล่านี้สูญเสียสถานะของตน และไม่มีใครเคารพยกย่องพวกเขา ไม่มีใครยอมหลงผิดตามการชักพาของพวกเขา ความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา และการแก้แค้นก็เผยตัวออกมา  พวกเขาไม่เพียงไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังไม่มีความนบนอบแม้แต่น้อยอีกด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น ในหัวใจของพวกเขาก็มีแนวโน้มสูงที่จะเกลียดชังพระนิเวศของพระเจ้า คริสตจักร ผู้นำและคนทำงาน พวกเขาปรารถนาอย่างยิ่งให้งานของคริสตจักรประสบปัญหาหรือหยุดนิ่ง พวกเขาอยากหัวเราะเยาะคริสตจักร และหัวเราะเยาะพี่น้องชายหญิง  พวกเขายังเกลียดชังใครก็ตามที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและยำเกรงพระเจ้าอีกด้วย  พวกเขาโจมตีและเย้ยหยันใครก็ตามที่จงรักภักดีในหน้าที่ของตนและเต็มใจยอมลำบาก  นี่คืออุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์—นี่โหดเหี้ยมใช่หรือไม่?(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่สอง))  พระเจ้าทรงแสดงให้เราเห็นว่า พวกศัตรูของพระคริสต์นั้นฉลาดแกมโกง ชั่วร้าย และมีธรรมชาติที่เลวทราม  ถ้าพวกเขาเสียสถานะหรือการรับรองจากคนอื่น พวกเขาจะเกิดความอิจฉาและต้องการแก้แค้น  พวกเขาไม่เพียงทำหน้าที่ไปมั่วๆ เท่านั้น แต่พวกเขายังต้องการให้สิ่งต่างๆ ในงานของคริสตจักรย่ำแย่ด้วย  พวกเขาต้องการเย้ยหยันพระนิเวศของพระเจ้าและพี่น้องชายหญิง  ฉันตระหนักว่าสภาวะของฉันนั้นตรงกับสภาวะที่พระเจ้าทรงบรรยายไม่มีผิด  หลังจากถูกปลด ฉันได้เห็นว่าพี่หยูแบกภาระอะไรในหน้าที่ของเธอ เห็นว่าเธอสามารถรับมือปัญหาของพี่น้องชายหญิงได้อย่างแข็งขัน  ฉันกลัวว่าถ้าเธอทำงานได้ยอดเยี่ยมและชีวิตคริสตจักรดีขึ้น นั่นจะแสดงว่าเธอดีกว่าฉันมากแค่ไหน  เพื่อปกป้องสถานะและภาพลักษณ์ของฉันในหัวใจของพี่น้องชายหญิง ฉันอยากให้ชีวิตคริสตจักรดำเนินไปอย่างย่ำแย่  ฉันไม่ต้องการที่จะแบ่งปันความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่ชัดเจนมากที่ฉันมี  ฉันพอใจที่เห็นพี่หยูไร้ความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องชายหญิงได้ทันเวลาเพราะว่าเธอมีงานยุ่ง และฉันก็ไม่ช่วย  ฉันหัวเราะเยาะเธอ  ฉันอิจฉาที่เธอทำงานได้ดีกว่าที่ฉันเคยทำ  ฉันไม่ชอบอะไรในตัวเธอเลย และปฏิเสธเธออย่างสิ้นเชิง  ฉันกำลังแสดงอุปนิสัยอันชั่วร้ายของศัตรูของพระคริสต์  ชีวิตคริสตจักรส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง และพวกเขาสามารถทำหน้าที่ของพวกเขาได้ดีเมื่อพวกเขาอยู่ในสภาวะที่ดีและมีการเข้าสู่ชีวิตเท่านั้น  แต่ฉันต้องการที่จะรักษาสถานะของฉันในสายตาของคนอื่น ฉันก็เลยไม่เพียงไม่คุ้มภัยให้ชีวิตคริสตจักรเท่านั้น แต่ฉันยังพอใจที่เห็นปัญหาของผู้คนไม่ได้รับการแก้ไข ได้เห็นว่าหน้าที่ของพวกเขาไม่เกิดผล  ฉันช่างมีความมุ่งร้ายแฝงเร้นจริงๆ  ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะเลื่อนขั้นหรือปลดใครคนหนึ่งออกหรือไม่ มันก็เป็นไปตามความจำเป็นของงานนั้นๆ  ฉันไม่สามารถจัดการงานของตัวเองในฐานะผู้นำทีมได้ ฉันจึงถูกไล่ออก และจากนั้นตัวเลือกที่ดีกว่าก็เข้ามาแทนที่  ฉันไม่เพียงไม่ทำงานอย่างปรองดองกับพี่หยูเท่านั้น แต่ฉันถึงกับบ่อนทำลายเธอ และทำให้งานหยุดชะงักและทำร้ายเธอ  ฉันยังเป็นคนอยู่หรือ?  พอคิดแบบนั้นฉันก็เต็มไปด้วยความเสียใจ และน้ำตาก็เริ่มไหลริน  ฉันเกลียดความชั่วร้ายของตัวเอง  ฉันไม่คู่ควรที่จะใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  ฉันจำได้ว่าในพระคัมภีร์กล่าวว่า “ความอิจฉาทำให้กระดูกผุ” (สุภาษิต 14:30)  มันจริงมากๆ  ความอิจฉาทำให้เกิดความเกลียดชังและทำให้ผู้คนทำเรื่องบ้าๆ ได้

คืนนั้น ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่ว่า “หากเจ้าขัดขวาง ก่อกวน และบ่อนทำลายสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการจะปกป้องอยู่เสมอ หากเจ้าแสดงความดูหมิ่นต่อสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอ และมีมโนคติอันหลงผิดและความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังกล่าวปฏิเสธพระเจ้าและยืนหยัดเพื่อต่อต้านพระองค์  หากเจ้าไม่ถือว่างานของพระนิเวศของพระเจ้าและผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญ และต้องการบ่อนทำลายสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอ และต้องการก่อให้เกิดการทำลายอยู่เสมอ หรือต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น ฉ้อโกง หรือยักยอกอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงกริ้วเจ้าหรือไม่? (จะทรงกริ้ว) ผลที่ตามมาของการที่พระเจ้าทรงกริ้วคืออะไร? (พวกเราจะถูกลงโทษ) นี่เป็นเรื่องที่แน่นอน  พระเจ้าจะไม่ทรงให้อภัยเจ้าโดยเด็ดขาด!  เพราะสิ่งที่เจ้ากำลังทำคือการรื้อถอนและทำลายงานของคริสตจักร และการทำเช่นนี้ขัดแย้งกับงานและผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า  นี่คือความชั่วอันใหญ่หลวง เป็นการเข้าสู่การเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า และเป็นสิ่งที่ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้าโดยตรง  พระเจ้าจะไม่ทรงกริ้วเจ้าได้อย่างไร?  หากบางคน ไม่มีความสามารถในการทำงานของตน และทำสิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะพวกเขามีขีดความสามารถที่อ่อนด้อย นี่เป็นเรื่องที่ให้อภัยได้  อย่างไรก็ตาม หากว่าเป็นเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้า เจ้าจึงเข้าไปพัวพันกับความอิจฉาริษยาและความขัดแย้ง และจงใจทำสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวาง ก่อกวน และทำลายงานของพระนิเวศของพระเจ้า นี่เป็นการละเมิดโดยเจตนา และเป็นเรื่องของการล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า  พระเจ้าจะทรงให้อภัยเจ้าหรือไม่?  พระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์ และโลหิตจากพระหทัยของพระองค์ทั้งหมดก็ทุ่มเทให้กับแผนการนี้  หากใครบางคนต่อต้านพระเจ้า จงใจทำให้ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย และจงใจไล่ตามเสาะหาผลประโยชน์ส่วนตัวและเกียรติยศและสถานะส่วนตัวของตนโดยแลกกับการทำให้ผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย และไม่ลังเลที่จะรื้อถอนงานของคริสตจักร ซึ่งเป็นเหตุให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าถูกขัดขวางและถูกทำลาย และถึงกับสร้างความเสียหายทางวัตถุและการเงินอย่างมหาศาลต่อพระนิเวศของพระเจ้า พวกเจ้าคิดว่าผู้คนเช่นนั้นควรได้รับการให้อภัยหรือไม่? (ไม่ควร)” (พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่หนึ่ง))  ฉันมีสำนึกรับรู้ถึงพระอุปนิสัยอันมิอาจล่วงเกินได้ของพระเจ้าจากพระวจนะของพระองค์  ฉันต้องการที่จะรักษาสถานะของตัวเองกับทุกคน ฉันจึงเป็นปฏิปักษ์กับพี่หยู หวังอยู่เสมอว่าเธอจะดูแย่  ฉันส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร  ฉันไม่เพียงเป็นปฏิปักษ์กับบุคคลอื่นเท่านั้น แต่ฉันยังเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้าด้วย  ฉันเต็มใจสละผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าเป็นหลักประกันเพื่อบรรลุเป้าหมายของฉัน  สิ่งนี้ขัดกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า  พระเจ้าทรงจ่ายราคาใหญ่หลวงเช่นนั้นเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด เพียงทรงหวังว่าพวกเราจะได้รับความจริง เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเรา และได้รับการช่วยให้รอดโดยพระองค์ในที่สุด  มีเพียงเมื่อพี่น้องชายหญิงมีชีวิตคริสตจักรที่ดีและผู้นำที่ดีเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถเข้าใจความจริง เข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง และได้รับความรอดของพระเจ้าได้  ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผู้ติดตามพระเจ้า แต่ฉันไม่ได้คำนึงถึงน้ำพระใจของพระเจ้าเลยสักนิด  เมื่อฉันเห็นชีวิตคริสตจักรเป็นทุกข์  ฉันก็รู้สึกพอใจ  ฉันถึงกับหวังว่าสิ่งต่างๆ จะเป็นไปแบบนั้น  ฉันน่ารังเกียจและชั่วร้ายขนาดนั้นได้อย่างไร?  ซาตานหวังให้งานช่วยมวลมนุษย์ให้รอดของพระเจ้าล้มเหลว หวังว่างานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะพิกลพิการ หวังว่าทุกคนจะสูญเสียความรอดของพระองค์ และหวังว่าพวกเขาจะลงนรกไปกับซาตานในท้ายที่สุด  ด้วยการคิดแบบนั้นและทำตัวแบบนั้น ฉันไม่ได้เป็นเหมือนซาตาน ที่ทำให้งานแห่งพระนิเวศหยุดชะงักหรอกหรือ?  พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าจะไม่ทนยอมรับการล่วงเกิน  ฉันรู้ว่าถ้าฉันยังไม่ยอมกลับใจต่อไป ฉันจะทำความชั่วยิ่งขึ้นไป ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า และถูกพระองค์ทรงขับออกอย่างแน่นอน  ตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักได้จริงๆ ว่าการไล่ตามเสาะหาชื่อและสถานะไม่ใช่เส้นทางที่ดี ฉันจำสิ่งที่พระเจ้าตรัสได้ว่า “ซาตานใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์มาควบคุมความคิดของผู้คน ทำให้พวกเขานึกถึงแต่สองสิ่งนี้เท่านั้น ทั้งยังทำให้พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ ทนทุกข์จากความยากลำบากเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ สู้ทนความอัปยศอดสูและยอมแบกรับภาระอันหนักอึ้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ และวินิจฉัยหรือตัดสินใจทุกครั้งก็เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์  ซาตานล่ามผู้คนไว้กับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นก็ด้วยวิธีนี้ และเมื่อใส่โซ่ตรวนเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็ไม่มีทั้งความสามารถและความกล้าที่จะหลุดเป็นอิสระ และโดยที่ไม่รู้ตัว พวกเขาก็แบกโซ่ตรวนเหล่านี้พลางลากเท้าไปข้างหน้าอย่างยากเย็นยิ่ง และเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์นี้ มวลมนุษย์จึงออกห่างจากพระเจ้าและทรยศพระองค์ ทั้งยังเลวลงเรื่อยๆ  คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและผลประโยชน์ของซาตานด้วยวิธีนี้นี่เอง(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6)  ก่อนหน้านั้น ฉันไม่ได้จริงจังกับประเด็นปัญหาการไล่ตามชื่อและสถานะ แต่คิดว่าฉันแค่ต้องการให้คนอื่นนับถือฉัน  ฉันคิดว่าฉันไม่เคยทำร้ายพี่น้องชายหญิงหรือผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า  แต่พระวจนะของพระเจ้าและข้อเท็จจริงเหล่านั้นแสดงให้ฉันเห็นว่ามันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ฉันคิดไว้ เห็นว่าชื่อและสถานะเป็นเครื่องมือที่ซาตานใช้เพื่อทำร้ายและผูกมัดผู้คน  พวกมันเป็นโซ่ตรวนที่ซาตานสวมให้ฉัน และถูกพวกมันควบคุม ฉันคงขัดขวางพระเจ้าและต่อต้านพระองค์ทุกเมื่อ  ถ้าฉันไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงและยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า แต่ไล่ตามสิ่งเหล่านั้นต่อไป ฉันก็คงประหัตประหารตัวเองจริงๆ  ตั้งแต่สมัยโบราณ ในการไล่ตามเสาะหาสถานะและอำนาจ แม้แต่เพื่อนรักกันก็กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต และบรรดาคนที่พวกเขารักที่สุดก็กลายเป็นช่างวางแผนเพื่อตนเองและโหดร้ายต่อกันและกัน  ฉันเป็นแบบนั้นกับพี่หยู  เพื่อปกป้องชื่อและสถานะของตัวเอง ฉันไม่อาจทนเธอได้อีกต่อไป  ฉันแข่งขันกับเธอทั้งต่อหน้าและลับหลัง และพอฉันทำให้ดีกว่าเธอไม่ได้ ฉันก็ต้องการที่จะหาพวกเพื่อตัดสินเธอ  ฉันไม่ได้พยายามปกป้องชีวิตคริสตจักรเมื่อฉันเห็นว่ามันไม่ได้ดำเนินไปด้วยดี  ฉันมองเฉยอย่างเย็นฉา อยากเห็นเธอล้มเหลวใจแทบขาดเพื่อจะได้หัวเราะเยาะเธอ ฉันถึงกับเต็มใจเห็นงานของพระนิเวศของพระเจ้าประสบทุกข์เพื่อสนองความอยากได้สถานะของฉัน  ฉันเห็นว่าด้วยการไล่ตามชื่อและสถานะ ฉันก็อยู่บนเส้นทางที่ขัดต่อพระเจ้า  ถึงจุดนั้น ฉันกลัวและรู้ว่าถ้าฉันไม่กลับใจ แต่ยังไล่ตามชื่อและสถานะต่อไป ทำให้งานของพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงัก อย่างดีที่สุดฉันก็อาจจะเสียหน้าที่ แต่อย่างแย่ที่สุด ฉันก็อาจจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์และถูกขับไล่ออกจากคริสตจักรได้  ฉันคงจะเสียโอกาสแห่งความรอดของฉัน  ทันทีที่เห็นแบบนี้ฉันก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้ามาก  แม้ไม่ได้ตั้งใจ ฉันก็ไขว่คว้าชื่อและสถานะมาตลอด  ครั้งนี้พระเจ้าทรงจัดวางสถานการณ์จริงให้ฉันได้เห็นความจริงอันอัปลักษณ์ของการที่ฉันไล่ตามสิ่งเหล่านั้น เปิดโอกาสให้ฉันได้รับประสบการณ์ส่วนตัวถึงผลสืบเนื่องที่เป็นโทษและอันตรายของการไล่ตามเสาะหาชื่อและสถานะ  ฉันยังสำนึกรับรูถึงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมและมิอาจล่วงเกินได้ของพระเจ้าผ่านการพิพากษาของพระวจนะของพระองค์ และมีความอยากที่จะหลุดพ้นจากโซ่ตรวนของชื่อและสถานะ และกลับใจด้วย  ก่อนหน้านั้นฉันรู้สึกคิดลบและอ่อนแอเสมอมา เพราะฉันคิดว่าความอยากได้อยากมีชื่อและสถานะของฉันนั้นร้ายแรงเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง และฉันไม่มีความมั่นใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง  แต่แล้วฉันก็เข้าใจว่าแม้ว่าฉันจะเสื่อมทรามอย่างมาก ตราบใดที่ฉันต้องการที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง พระเจ้าก็จะทรงนำฉันให้เข้าใจความจริง ขว้างทิ้งโซ่ตรวนเหล่านั้นและเข้าสู่เส้นทางของความรอด

แล้วฉันก็อ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “จงอย่ามัวคิดที่จะเหนือกว่าทุกคน ทำทุกอย่างได้ดีกว่าผู้อื่น และโดดเด่นจากฝูงชนในทุกทางตลอดเวลา  นั่นคืออุปนิสัยรูปแบบใด? (อุปนิสัยอันโอหัง) ผู้คนมีอุปนิสัยอันโอหังอยู่เสมอ และต่อให้อยากพากเพียรเพื่อความจริงและทำให้พระเจ้าพอพระทัย พวกเขาก็ย่อมทำไม่ได้ตามที่หวัง  การถูกควบคุมโดยอุปนิสัยอันโอหังทำให้ผู้คนมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนได้มากที่สุด  ตัวอย่างเช่น มีบางคนอยากแสดงเจตนาดีและอวดตนอยู่เสมอ แทนที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระเจ้า  พระเจ้าจะทรงเห็นชอบกับการแสดงออกถึงเจตนาดีในรูปแบบนั้นหรือไม่?  การที่จะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้านั้น เจ้าต้องทำตามข้อกำหนดของพระเจ้า และการที่จะทำหน้าที่ของตนนั้น เจ้าก็ต้องนบนอบการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  การแสดงเจตนาดีไม่ใช่การคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า—กลับเป็นการอยากเล่นเล่ห์ใหม่ๆ อยากกล่าวคำที่ฟังดูสูงส่งอยู่เสมอ  พระเจ้ามิได้ตรัสบอกให้เจ้าคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ด้วยการแสดงเจตนาดีเช่นนี้  บางคนกล่าวว่านี่คือพวกเขาที่ชอบการแข่งขัน  การชอบแข่งขันคือสิ่งที่เป็นลบในตัวเอง  นี่เป็นการเปิดเผย—เป็นการสำแดง—อุปนิสัยอันโอหังของซาตาน  เมื่อเจ้ามีอุปนิสัยเช่นนั้น เจ้าย่อมกำลังพยายามกดคนอื่นอยู่เสมอ พยายามนำหน้าผู้อื่นอยู่เสมอ พยายามแข่งขันกับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา พยายามแย่งชิงจากผู้คนเสมอ  เจ้าเป็นพวกขี้อิจฉาอย่างมาก เจ้าไม่โอนอ่อนให้ใคร ทั้งยังพยายามทำให้ตนเองโดดเด่นจากฝูงชนเสมอ  นี่ย่อมก่อให้เกิดปัญหา นี่คือการกระทำของซาตาน  หากเจ้าปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เป็นไปตามมาตรฐาน เช่นนั้นก็จงอย่าไล่ตามไขว่คว้าความฝันของตัวเจ้าเอง  การพยายามทำตัวให้ดูมีฝีมือและมีความสามารถมากกว่าที่เจ้าเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเจ้านั้นเป็นเรื่องไร้สำนึก และเป็นที่ชิงชังของพระเจ้า  เจ้าควรเรียนรู้ที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าและเจ้าควรยืนหยัดในตำแหน่งแห่งที่ที่มนุษย์คนหนึ่งควรถือครอง เช่นนี้เท่านั้นจึงจะแสดงว่ามีสำนึก(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หลักธรรมที่คนเราควรใช้นำทางการประพฤติตน)  “อะไรคือหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของพวกเจ้า?  เจ้าควรประพฤติตนให้สอดคล้องกับฐานะของเจ้า หาที่ทางที่ถูกควรของตน และทำหน้าที่ที่เจ้าควรทำให้ดี ด้วยเหตุนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะเป็นคนที่มีสำนึก  ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้าสันทัดทักษะบางอย่างในสายงานและมีความเข้าใจในหลักธรรม เจ้าก็ควรแบกรับความรับผิดชอบของตนและดำเนินการตรวจสอบในส่วนนั้นอย่างถูกควร ถ้าเจ้าสามารถให้แนวคิดและความรู้ความเข้าใจเชิงลึก เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นสามารถทำหน้าที่ของตนได้ดีขึ้น เจ้าก็ควรเป็นผู้ให้แนวคิด  หากเจ้าสามารถค้นหาที่ทางอันเหมาะควรสำหรับตัวเจ้าพบและให้ความร่วมมืออย่างปรองดองกับพี่น้องชายหญิงของเจ้า เจ้าก็กำลังทำให้หน้าที่ของเจ้าลุล่วง—นี่คือความหมายของการประพฤติตนอย่างสอดคล้องกับฐานะของเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, หลักธรรมที่คนเราควรใช้นำทางการประพฤติตน)  นี่ให้เส้นทางแห่งการปฏิบัติแก่ฉัน  พระเจ้าประทานพรสวรรค์และขีดความสามารถที่แตกต่างกันให้แก่ทุกคน  พระองค์ทรงหวังว่าพวกเราจะนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระองค์และพัฒนาทักษะของพวกเราในตำแหน่งของตัวเองอย่างเต็มที่  พี่หยูมีคุณสมบัติมากกว่าฉัน และสามารถรับมือปัญหาจริงได้  เธอเป็นผู้นำทีมที่มีประสิทธิภาพ และนั่นเป็นเรื่องดี  การเข้าสู่ชีวิตของฉันนั้นตื้นเขิน ฉันจึงจำเป็นต้องทำงานหนัก ทุ่มเทเต็มที่ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี  นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ฉันควรมี  ฉันกลัวการถูกตราหน้าว่าอ่อนหัดและไร้ขีดความสามารถเพราะฉันโอหังโดยธรรมชาติและไม่เข้าใจตัวเอง  ฉันไม่รู้ที่ทางของตัวเอง  พี่หยูมุ่งเน้นที่การเข้าไปสู่ชีวิตและมีความรักให้พี่น้องชายหญิงของพวกเรา  เธอยังช่วยได้มากจริงๆ เมื่อเธอสังเกตเห็นประเด็นปัญหาในตัวฉัน ฉันจึงควรเห็นคุณค่าของโอกาสที่ได้ร่วมงานกับเธอ เรียนรู้จากจุดแข็งของเธอ และมุ่งเน้นที่การเข้าสู่ชีวิตของฉันเองในสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดวางนั้น  นั่นจะช่วยการเข้าสู่ชีวิตของฉัน  หลักคิดนั้นให้สำนึกรับรู้ถึงอิสระแก่ฉัน  หลังจากนั้น ฉันก็ปล่อยวางความอิจฉาในตัวเธอ และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและร่วมมือกับเธอในการชุมนุม สามัคคีธรรมให้ดีที่สุดและช่วยเหลือผู้อื่นเต็มที่  การปฏิบัติแบบนั้นทำให้ฉันรู้สึกถึงสันติสุขในแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยค่ะ

ประสบการณ์นี้ทำให้ฉันเข้าใจธรรมชาติอันเสื่อมทรามของฉันมากขึ้น  ฉันเห็นว่าซาตานได้ทำให้ฉันเสื่อมทรามลึกล้ำแค่ไหน ฉันทำทุกอย่างเพื่อชื่อและสถานะของตัวเองอย่างไร เห็นว่าฉันร้ายกาจอย่างแท้จริง  ฉันยังประสบความรอดของพระเจ้าอีกด้วย  การติดอยู่ในการต่อสู้เพื่อสถานะ ในความอิจฉานั้นเจ็บปวดจริงๆ และเป็นการพิพากษาของพระวจนะของพระเจ้าที่แสดงให้ฉันเห็นแก่นแท้ของการไล่ตามเสาะหาชื่อและสถานะ ปลดปล่อยฉันจากพันธนาการของความอิจฉาเพื่อที่ฉันจะสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระมากขึ้นได้  ฉันรู้สึกขอบคุณสำหรับความรอดของพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจฉัน!

ก่อนหน้า:  19. ทำไมฉันถึงไม่กล้าเปิดอก

ถัดไป:  21. ถอดหน้ากาก “ผู้ปกครองฝ่ายจิตวิญญาณ” ของฉัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

Connect with us on Messenger